Apple Event “Far Out” 2022 เปิดตัว iPhone 14, AirPods Pro Apple และ Watch Series 8

จบกันไปแล้วกับงาน Apple Event Far Out 2022 ที่ถูกจัดขึ้นเมื่อคือวันที่ 7 กันยายน ทั้งนี้หลาย ๆ คนก็พอจะทราบกันดีอยู่แล้วทาง Apple ได้ปล่อยสินค้าตัวใหม่ คือ Phone 14 (4 รุ่น), Apple Watch (3 ตัว) และ AirPods Pro ที่บอกเลยค่ะว่างานนี้มีเสียเงินแน่นอน!! แต่จะมีอะไรอัปเดตจากรุ่นก่อนบ้างนั้น ต้องตามมาอ่านกันต่อในบทความของเราวันนี้เลยค่ะ

สรุปราคา iPhone 14 / Apple Watch / AirPods รุ่นใหม่ ของปี 2022

ก่อนที่จะเข้าเรื่อง เรามาดูราคาในประเทศไทยกันสักหน่อยว่าตัวไหนจะสร้างความเซอร์ไพรส์ได้บ้าง แต่หากคุณเป็นเหล่าสาวกของ Apple ก็น่าจะพอเดาออกได้ไม่ยากเลยค่ะ

iPhone 14 Apple Watch AirPods Pro
  • iPhone 14 เริ่มต้น 32,900฿
  • iPhone 14 Plus เริ่มต้น 37,900฿
  • iPhone 14 Pro เริ่มต้น 41,900฿
  • iPhone 14 Pro Max เริ่มต้น 44,900฿
  • Apple Watch SE เริ่มต้น 9,900฿
  • Apple Watch Series 8 เริ่มต้น 15,900฿
  • Apple Watch Ultra 31,900฿
  • AirPods Pro 8,990฿




Apple Watch 2022 มีอะไรใหม่ ๆ บ้าง ?

สรุป Apple Watch Series 8

Apple Watch Series 8
  • จอสว่างขึ้น จอไม่ดับ เต็มขอบ
  • เซนเซอร์วัดอุณหภูมิสำหรับคำนวณวันไข่ตกและรอบเดือน
  • Crash Detection การตรวจจับการชน
  • กันน้ำ 50 m.
  • แบตเตอรี่ใช้งานนานขึ้น 36 ชั่วโมง

สำหรับ Apple Watch Series 8 ดูเหมือนว่าจะมีการอัปเดตจากรุ่นก่อนในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอแบบเต็มขอบ หรือจะเป็นความสว่างของจอภาพที่ปรับให้สว่างมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังมาพร้อมกับรูปแบบการปัดหน้าจอแบบใหม่ ในส่วนของเซ็นเซอร์ด้านสุขภาพนั้นก็มีการเพิ่มเซนเซอร์วัดอุณหภูมิสำหรับคำนวณช่วงเวลาไข่ตกและรอบเดือนของผู้หญิงที่แม่นยำมากขึ้น บอกเลยว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนครอบครัวจริง ๆ ค่ะ หรือในเรื่องของความปลอดภัยเองก็ได้มีการใส่ระบบที่ตรวจจับอุบัติเหตุรถชนอย่างรุ่นแรง (Crash Detection) ผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน มาพร้อมกับไจโรสโคปแบบ 3 แกนที่ดียิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังมีการตรวจจับแรง G, ไมโครโฟน, บารอมิเตอร์, GPS และอัลกอริทึมแบบรวมเซ็นเซอร์ขั้นสูงอีกด้วย สำหรับสายออกกำลังกาย Series 8 ก็ยังได้มีการอัปเดตวิธีใหม่ ๆ ในการฝึกซ้อมกับแอปออกกำลังกายที่ดียิ่งขึ้นด้วยค่ะ

สรุป Apple Watch Ultra

Apple Watch Ultra
  • มีฟีเจอร์และคุณสมบัติมากมายสำหรับกีฬาผาดโผน เหมาะกับกิจกรรม Outdoor / Extreme
  • ตัวเรือนไททาเนียม 49 mm. ที่ใหญ่ขึ้นและหนาขึ้น
  • จอใหม่ ใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น น้ำหนักเบามาก ทนทานทุกสภาพแวดล้อม
  • มีฟีเจอร์เด่น ๆ เหมือน Apple Watch Series 8
  • มี GPS แม่นยำมาก
  • กันน้ำลึก 100 m.
  • มีปุ่ม Action Button
  • แบตเตอรี่ใช้งานนานขึ้น 60 ชั่วโมง

Apple Watch Ultra น่าถูกใจสายเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมไม่น้อย สามารถกันน้ำได้ลึกมาก (WR100) โดยจะมีแอปฯ สำหรับดำน้ำโดยเฉพาะมาด้วยนะคะ มาพร้อมกับประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่อึดมากยิ่งขึ้น สามารถอยู่ในนานสูงสุด 60 ชั่วโมง หน้าจอขนาดใหญ่และสว่างเป็นพิเศษ ทั้งยังมีปุ่ม Action ซึ่งเป็นปุ่มการทำงานเพิ่มมาใหม่ เราสามารถใช้ปุ่มนี้ควบคุมการทำงานต่าง ๆ ได้ตามที่เราตั้งค่าไว้ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟน 3 ตัวทำให้เสียงชัดกว่าแบบปกติ ทั้งยังสามารถลดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีขึ้น ในส่วนของสายสุขภาพหรือออกกำลังกายนั้น Apple Watch Ultra ก็ไม่ได้ทำได้ให้ผิดหวัง เรียกว่าจัดเต็มสมชื่อเลยค่ะ โดยรวมแล้วสำหรับเราค่อนข้างน่าประทับใจ Apple Watch Ultra ในงานเปิดตัวของ Apple มากที่สุดเลยก็ว่าได้ค่ะ

สรุป Apple Watch SE 2

Apple Watch SE
  • ชิปตัวเดียวกับ Apple Watch Series 8 และ Ultra
  • มีฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างเหมือนกับ Apple Watch Series 8
  • มีการตรวจจับอุบัติเหตุรถชน
  • แจ้งเตือง SOS
  • กันน้ำ 50 m.
  • น้ำหนักเบาลง

สำหรับ Apple Watch SE จะใช้ชิปตัวเดียวกันกับ Series 8 และ Ultra ดังนั้นประสิทธิภาพด้านการใช้งานจึงมีความเร็วไม่ต่างกัน ทั้งยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ค่อนข้างครบเหมือน Series 8 ซึ่งในรุ่น SE ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ Crash Detection หรือการตรวจจับอุบัติเหตุรถชนด้วยนะคะ โดยตัวเรือนจะมีน้ำหนักที่เบาลงจากการปรับดีไซน์ด้านหลัง ทำให้เราสวมใส่สบายข้อมือมากขึ้น มาในราคาที่ถูกกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่มองหา Apple Watch เครื่องแรกเป็นอย่างมากค่ะ

อ่านเพิ่มเติม ซื้อ Apple Watch (แอปเปิ้ลวอช) รุ่นไหนดี


AirPods Pro 2022 มีอะไรใหม่ ๆ บ้าง ?

AirPods Pro
  • ดีไซน์ใหม่
  • ใช้ชิป H2 คุณภาพเสียงดีขึ้น
  • ลดเสียงรบกวนดีขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า
  • เพิ่มการควบคุมแบบสัมผัส สไลด์ขึ้น-ลงได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานนานขึ้น 6 ชั่วโมง + รวมเคส 30 ชั่วโมง
  • ใช้สายชาร์จของ Apple Watch ร่วมกันได้
  • ตัวเคสมีลำโพง ใช้หาตำแหน่ง

การอัปเดตนั้นมาพร้อมกับสิ่งที่เราต่างอยากได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การตัดเสียงรบกวนที่ดีขึ้น, ความอึดของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น, ระบบเสียงรอบทิศทาง, ชิปประมวลผลเสียง H2 ตัวใหม่ที่ชาญฉลาดมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ AirPods Pro 1 และมีการเพิ่ม Touch Control ที่เราสามารถใช้นิ้วสไลด์สำหรับควบคุมระดับเสียงได้ด้วย ทั้งยังมาพร้อมกับการอัปเดตเคสเพื่อให้คุณชาร์จได้ง่ายและค้นหาได้ง่ายขึ้นผ่าน Find My อีกด้วย

iPhone 14 มีอะไรใหม่ ๆ บ้าง ?

และสุดท้ายก็คือ iPhone 14 ที่ทุกคนต่างรอคอย ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ทาง Apple จะตัดรุ่น mini ออกไป โดยจะมีเพียง iPhone 14, iPhone 14 Plus, iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max เท่านั้น

สรุป iPhone 14 และ iPhone 14 Plus

iPhone 14 / iPhone 14 Plus
  • มีให้เลือก 5 สี คือสีมิดไนต์, สีสตาร์ไลต์, สีแดง, สีฟ้าโทนใหม่ และสีม่วงพาสเทลโทนใหม่
  • ใช้ชิป A15 + GPU เป็น 5-Core
  • ขนาดจอ 6.1″ และ 6.7″ (รุ่นธรรมดาที่จอใหญ่ขึ้น)
  • กล้องหลัง 12PMP ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น (f1.5 )
  • กล้องหน้า TrueDepth, Autofocus + ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น
  • การถ่ายวีดีโอมี Action Mode ลดการสั่น
  • มีฟีเจอร์ Crash Detection ตรวจจับการกันชน
  • ใช้จอ Super Retina XDR
  • คุณภาพแบตเตอรี่ดียิ่งขึ้น

สำหรับ iPhone 14 และ iPhone 14 Plus กล้องหลัง 2 ตัว ยังคงใช้กล้องสเปกเดิม ที่ไม่ได้มีอะไรต่างจาก iPhone 13 มากนัก เพราะความละเอียดก็คือ 12PMP เท่ากัน แต่จะปรับปรุงเรื่องรูรับแสงให้กว้างขึ้น ดังนั้นจึงถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี ส่วนกล้องหน้าสเปกจะก็เหมือนเดิมเช่นกันค่ะ แต่ของ iPhone 14 จะทำให้มีออโต้โฟกัสและสามารถภาพถ่ายในที่แสงน้อยดีกว่า รวมถึงตัวกล้องหน้ายังคงเป็นติ่งห้อยลงมาที่หน้าจอเหมือนเดิมไม่ได้มีการแก้อะไรในส่วนนี้นะคะ สำหรับการถ่ายวีดีโอจะเพิ่มระบบกันสั่นเข้ามาทำให้ถ่ายมือเปล่าได้นิ่งและไหลลื่นขึ้น

สำหรับชิปประมวลผลใน iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ก็ยังคงใช้ชิป A15 เหมือน iPhone 13 แต่จะมีการเพิ่ม GPU เป็น 5-Core ส่วนแบตเตอรี่นั้น iPhone 14 จะอึดกว่าเดิม (ประมาณ 1 ชั่วโมง) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเรามองว่ายังไม่ว้าวมากเท่าไหร่ค่ะ เราอยากให้ทาง Apple แก้ปัญหาเรื่องแบตฯ หมดเร็วอย่างจริงจังมากกว่านี้ค่ะ (ฮ่า ๆ) สำหรับขนาดหน้าจอและการใช้จอภาพใน iPhone 14 นั้นยังคงใช้จอ Super Retina XDR เหมือนเดิม แต่จะมีขนาดจอที่ใหญ่ขึ้นคือ 6.1 นิ้ว (iPhone 14) และ 6.7 นิ้ว (iPhone 14 Plus) ในส่วนของความปลอดภัยระบบ SOS นั้นก็มีฟีเจอร์ Crash Detection (ตรวจจับการกันชน) เหมือนกับของ Apple Watch Series 8 และยังมีการรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมในกรณีที่อยู่ในที่พื้นที่ไม่มีสัญญาณหรือพื้นที่ห่างไกลทำให้สามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้

สรุป iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max

iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max
  • มีให้เลือก 4 สี คือ ดำ ขาว ทอง ม่วงเข้ม (สีม่วงโทนใหม่ Deep purple จะเป็นสีไฮไลท์ของรุ่นนี้)
  • ใช้ชิป A16 เร็วสุด ใหม่สุด + СPU 6 Core + GPU 5Core
  • ขนาดจอ 6.1″ และ 6.7″
  • รูกล้องหน้าแบบ Dymamic Island ขยายขนาดได้ กดได้
  • จอใหม่ Pro Display สว่างขึ้นกว่าเดิม จอขอบเล็กลง
  • รองรับจอ Always On Display (AOD) แบบ Apple Watch
  • กล้องหลัก 48MP + เซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้นมาก + ถ่ายในที่แสงน้อยดีขึ้น + ช่วงซูมแบบออปติคัล 6 เท่า
  • กล้องหน้า TrueDepth, Autofocus + ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น
  • การถ่ายวีดีโอ 4K HDR + ProRes
  • มีฟีเจอร์อื่นๆ แบบเดียวกับใน iPhone 14 รุ่นธรรมดา เช่น เชื่อมต่อผ่านดาวเทียม, Crash Detection, Action Mode
  • คุณภาพแบตเตอรี่ดียิ่งขึ้น เพราะชิป A16 ใช้พลังงานน้อยกว่า A15

มาถึงตัวไฮไลท์ที่หลายคนเฝ้ารอสำหรับ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max นั้นค่อนข้างมีความแตกจาก iPhone 13 ที่เห็นได้ชัดเจนมาก หากใครจะซื้อ iPhone เครื่องใหม่แบบที่มีการอัปเดตจริง ๆ เราแนะนำ iPhone 14  Pro และ Pro Max เลยค่ะ เพราะ 2 ตัวนี้เค้ามีการใช้ชิปประมวลผลตัวใหม่ล่าสุดอย่างชิป A16 ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมกับลูกเล่นของรูกล้องหน้า ที่ไม่ใช่ติ่งแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะเป็นรูปทรงแคปซูลยาว ๆ ที่สามารถปรับขนาดได้ บอกเลยว่าเจ๋งมากค่ะ!! พูดง่าย ๆ คือน้อง Pro และ Pro Max เค้ามีการโชว์ของในส่วนนี้ที่เรียกว่า Dymamic Island ซึ่งเป็นการปรับอินเทอร์เฟซแจ้งเตือนให้เข้ากับรูกล้องหน้านั่นเองค่ะ นอกจากนี้อีกหนึ่งอย่างที่เราชอบมากคือทาง Apple ยังได้พัฒนาหน้าจอให้สว่างขึ้นกว่าเดิม ด้วยความสว่างสูงสุด 1600-nits ในรูปแบบ HDR และความสว่างสูงสุด 2000-nits ในที่กลางแจ้งอีกด้วย ซึ่งดีกว่า iPhone 13 Pro ที่สูงสุดแค่ 1200 nits เท่านั้น

สำหรับกล้องหลังก็มีการเปลี่ยนใช้ระบบกล้องที่ดีที่สุด โดยทาง Apple ได้ปรับไปใช้ระบบเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่า 13 Pro ถึง 65% (ใหญ่สะใจมากค่ะ) ความยาวโฟกัส 24mm. มาพร้อมกับความละเอียด 48MP ซึ่งเป็นความละเอียดที่สูงมากเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ตัวกล้องหลังสามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น 2 เท่า และมาพร้อมกับการปรับปรุงระบบกันสั่นให้ดีขึ้นด้วย ในส่วนของกล้อง Ultra-Wide นั้นก็ยกเครื่องใหม่ ทำให้ถ่ายรูปออกมาสวย คมชัด ที่สำคัญคือถ่ายในที่แสงน้อยดีขึ้น 3 เท่าเลยค่ะ ส่วนกล้องหน้านั้นก็เหมือนกับ iPhone 14 รุ่นธรรมดาที่มีออโต้โฟกัสและสามารถภาพถ่ายในที่แสงน้อยดีขึ้น เอาเป็นว่าใครที่เป็นสายถ่ายรูปหรือต้องถ่ายคลิปทำคอนเทนต์ พกแค่ iPhone 14 Pro เครื่องเดียวก็เอาอยู่แน่นอนค่ะ





ความแตกต่างของเฉดสีม่วง iPhone 14 รุ่นธรรมดา และ iPhone 14 Pro
ความแตกต่างของเฉดสีม่วง iPhone 14 Pro และ iPhone 14 รุ่นธรรมดา

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ไม่ว่าจะเป็น Apple Watch, AirPods Pro, iPhone 14 ทั้ง 4 รุ่น คุณสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่ตอนนี้หรือในวันศุกร์ที่ 9 กันยายน  เวลา 19.00 น. และจะจำหน่ายพร้อมกันในวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2565 นี้ค่ะ แต่สำหรับ iPhone 14 Plus จะเริ่มจำหน่าย 7 ตุลาคมค่ะ อ่านข้อมูลแบบละเอียดได้ที่ สรุปข้อมูล iPhone 14 / iPhone 14 Plus / iPhone 14 Pro / iPhone 14 Pro Max

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Next Post