เปิดตัว Apple iPad 9 (2021) ชิป A13 Bionic ที่ทั้งทรงพลัง มีประสิทธิภาพเกินคาด ในราคาเริ่มต้น 11,400 บาท

สิ้นสุดกันไปแล้วครับ หลังจากทาง Apple ได้มีการเปิดตัว iPad Gen 9 แท็บเล็ตรุ่นยอดนิยมออกมาอย่างมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็สามารถสร้างเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยครับ เนื่องด้วย iPad รุ่นที่ 9 นี้ มาพร้อมชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อย่าง A13 Bionic ซึ่งเป็นชิปประมวลผลตัวเดียวกันกับที่ใช้อยู่ใน iPhone 11 ที่จากเดิม iPad รุ่นก่อนหน้าใช้ชิปประมวลผล A12 Bionic ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเร็วเพิ่มขึ้นถึง 20%

สำหรับ iPad Gen 9 นั้น แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ซึ่งยังคงนำเสนอการผสมผสานที่ลงตัว ระหว่างความเรียบหรู พรีเมี่ยม และความรวดเร็ว บนตัวเครื่องที่บางเบาในราคาที่ไม่แพง! ทำให้ iPad ยังคงเป็นหนึ่งในแท็บเล็ตที่ดีที่สุดที่คุณสามารถซื้อได้ในปัจจุบัน

หากเราดูเฉพาะภายนอกของ iPad Gen 9 เรารับประกันเลยครับว่า คงไม่มีใครที่สามารถแยกรุ่นใหม่ และรุ่นเก่าออกจากกันได้ เพราะรูปร่างหน้าตา มันแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ฉะนั้นในวันนี้เราขอพาทุกคนมาส่องดูสเปกภายในกันครับว่า มันมีอะไรใหม่? มีการอัปเกรดส่วนไหนบ้าง? มันคุ้มกับเงินที่คุณจ่ายไปหรือเปล่า? และถ้าคุณมี iPad อยู่แล้วคุณควรอัพเกรดหรือไม่? สำหรับรีวิวในวันนี้เรามีจุดมุ่งหมายเดียวครับ เพื่อช่วยคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ และเพื่อให้คุณตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น

Shopee โปร 9 บาท พฤษภาคม 65Shopee โปร 9 บาท พฤษภาคม 65Shopee โปร 9 บาท พฤษภาคม 65

Apple iPad 9th Generation (2021)

Apple iPad 9th Generation (2021)
Apple iPad 9th Generation (2021)

แน่นอนครับ หากพูดถึง iPad Gen 9 สิ่งที่โดดเด่นที่สุดเลยก็คือ ราคา เพราะนี่ถือเป็น iPad ตัวล่างสุด ในบรรดา iPad ทั้งหมด เปิดตัวมาในราคาเพียงหมื่นต้น ๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบประสิทธิภาพ กับแท็บเล็ตรุ่นอื่น ๆ ที่ระดับราคาใกล้เคียงกัน ในท้องตลาดปัจจุบัน จะพบว่า iPad Gen 9 นั้น โดดเด่นกว่าในทุก ๆ ด้านครับ

อีกทั้งตัวเครื่อง ยังได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ทำให้มันมีดีไซน์ที่บางและมีน้ำหนักกำลังดี บวกกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 10.2 นิ้ว ทำให้มันตอบโจทย์การใช้งานในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การเรียนออนไลน์, ทำการบ้าน, การทำงาน, การอ่านหนังสือ, หรือเล่นเกม ก็ครอบคลุมทุกการใช้งาน สำหรับสเปคที่ได้รับการพัฒนาจาก Apple นั้น มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง

การออกแบบตัวเครื่อง

iPad Pro, iPad Air, iPad และ iPad mini
iPad Pro, iPad Air, iPad และ iPad mini

เป็นเรื่องน่าเสียดายมากครับ ที่ดีไซน์ของ iPad Gen 9 ยังคงมีหน้าตา ขนาด และมิติของตัวเครื่อง เหมือนกับ iPad Gen 8 ทุกประการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับ iPhone 12, iPhone 13, iPad Pro หรือ MacBook Pro รุ่นใหม่ ช่วยให้คุณสามารถใช้เคสของไอแพดรุ่นก่อนหน้าได้เลย โดยรูปลักษณ์ของ iPad Gen 9 มีขนาดหน้าจอที่ใช้งานได้ อยู่ที่ 10.2 นิ้ว มีความละเอียด มีความสว่างเท่าเดิม มีกรอบหน้าจอที่หนาอยู่เช่นเดิม มีปุ่ม Home ทำหน้าที่เป็น Touch ID อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ และพอร์ตชาร์จก็ยังคงเป็นพอร์ต Lightning อยู่เช่นเดิม แต่ให้สายมาเป็น USB-C to ​Lightning พร้อมอะแดปเตอร์แปลงไฟ USB-C ขนาด 20 วัตต์ นอกจากนี้รุ่นนี้ยังเป็น iPad เพียงรุ่นเดียวที่ยังคงมีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้ครับ

iPad Gen 9 จะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์
iPad Gen 9 จะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์

แต่สิ่งที่ต่างจากไอแพดรุ่นก่อนหน้า คือ สีของตัวเครื่อง ครับ โดย iPad Gen 9 จะมีให้เลือก 2 สี คือ สีเงิน-สีเทาสเปซเกรย์ ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกสีอะไร? แต่สีของขอบหน้าจอแสดงผลจะเป็นสีดำทั้งหมดครับ ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่บางสี จะใช้ขอบหน้าจอสีขาว แต่ถึงอย่างไรก็ตามรุ่นนี้ยังคงเป็นแท็บเล็ตที่ทั้งบางและเบา ซึ่งขนาดเครื่องอยู่ที่ 250.6 × 174.1 × 7.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 487 กรัม แถมยังคงใช้โครงเครื่องเป็นอะลูมิเนียมกลึงแบบเดียวกัน ช่วยให้มันมีความทนทานเช่นเดิมครับ

หน้าจอแสดงผล

iPad Gen 9 มีขนาดพื้นที่หน้าจอแสดงผล 10.2 นิ้ว
iPad Gen 9 มีขนาดพื้นที่หน้าจอแสดงผล 10.2 นิ้ว

iPad Gen 9 มีขนาดพื้นที่หน้าจอแสดงผลที่สามารถใช้งานได้อยู่ที่ 10.2 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอ Retina Display 24bit (16 ล้านสี) โดยมีความละเอียดหน้าจอ 2160 × 1620 พิกเซล ที่ 264 พิกเซลต่อนิ้ว และจอมีความสว่างอยู่ที่ 500 นิต เท่านั้น ทำให้ปัญหาการใช้งานจอภาพขนาดใหญ่ ในบริเวณที่มีแสงสว่างมาก ๆ ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม เหมือนไอแพดรุ่นก่อนหน้าครับ ส่งผลให้ไอแพดรุ่นนี้ ไม่เหมาะสมที่ใช้งานในที่ที่มีแสงจ้ามากนัก แต่สิ่งที่พิเศษใน iPad Gen 9 ก็คือ มีการแสดงผลแบบ True Tone มาให้แล้ว ทำให้มันมีเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับอุณหภูมิของสีและแสงที่เราใช้งานอยู่ เพื่อปรับให้คอนเทนท์ที่แสดงผลอยู่มีสีสันที่แม่นยำ เหมาะสมกับสภาพแสงที่เราใช้อยู่ครับ

และข้อดีอีกอย่างนึงก็คือ หน้าจอแสดงผลที่เราใช้จะเป็นกระจกใสธรรมดา ตัวหน้าจอจริง ๆ จะอยู่ใต้กระจกนี้ลงไปครับ ต่างจากไอแพดรุ่นอื่น ๆ ดังนั้นถ้าหากหน้าจอเกิดความเสียหายหรือหน้าจอแตกจะเป็นตัวกระจกเท่านั้นที่เสียหาย ช่วยให้ในการเซอร์วิสจะเปลี่ยนเฉพาะตัวกระจกเท่านั้นครับ สิ่งนี้จะช่วยให้ประหยัดเงินค่าซ่อมไปหลายเท่าเลย สมกับเป็นไอแพดรุ่นประหยัด

ชิปเซ็ต A13 Bionic

ชิปเซ็ต A13 Bionic
ชิปเซ็ต A13 Bionic

สำหรับ iPad Gen 9 มาพร้อมชิปเซ็ต A13 Bionic ซึ่งเป็นชิปตัวเดียวกันกับที่ใช้อยู่ใน iPhone11 ครับ โดยได้มีการอัปเกรดทั้ง CPU, GPU และ Neural Engine ให้ทรงพลังมากขึ้น นำมาซึ่งประสิทธิภาพและคุณสมบัติที่เหนือกว่า iPad รุ่นก่อนหน้าถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และมีความเร็วกว่าแท็บเล็ต Android รุ่นที่ขายดีที่สุดหลายเท่า โดย Apple ได้ทำการทดสอบช่วงเดือนสิงหาคมปี 2021 โดยได้นำ iPad Gen 9 ที่ใช้ชิป A13 Bionic รุ่นก่อนการผลิตจริง ไปเทียบกับ อุปกรณ์ต่าง ๆ ในตลาด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพคร่าว ๆ ของ iPad ได้เป็นอย่างดีครับ

โดยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน iPad Gen 9 ด้วยแอปพลิเคชั่นขั้นสูงต่าง ๆ ได้และสามารถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล อีกทั้งสถาปัตยกรรม Neural Engine ในชิป A13 Bionic ยังเป็นหัวใจหลักของการเพิ่มความสามารถ ด้านการเรียนรู้ของระบบ ส่งผลให้มันทำงานได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ไอแพดรุ่นนี้ สามารถใช้งานฟีเจอร์ Live Text ใน iPadOS 15 ได้ ซึ่ง Live Text ก็คือฟีเจอร์ที่เราสามารถดึงข้อความออกมาจากรูปภาพ ทำให้มันเป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับการศึกษามากขึ้น

กล้องหน้าที่ได้รับการอัปเกรดใหม่

กล้องหน้า แบบอัลตร้าไวด์
กล้องหน้าแบบอัลตร้าไวด์

สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดใน iPad Gen 9 ก็คือ กล้องหน้าที่ได้รับการอัปเกรดมาใหม่ ครับ โดยในปัจจุบันนี้เราต้องเผชิญอยู่กับ COVID-19 ทำให้หลาย ๆ คนเลือกใช้ iPad ในการเรียนออนไลน์ และการทำงานจากที่บ้าน หรือที่เราคุ้นหูกับ คำว่า Work From Home ซึ่งแน่นอนครับว่า กิจกรรมเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้กล้องหน้าเป็นหลัก ดังนั้นการอัปเกรดกล้องหน้าในครั้งนี้ Apple จึงได้ใส่ฟีเจอร์ Center Stage ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่อยู่ใน iPad รุ่นพี่อย่าง iPad Pro M1 โดยมีการทำงานควบคู่ไปกับ กล้องหน้า แบบอัลตร้าไวด์ สุดล้ำสมัย ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ด้วยประสิทธิภาพของกล้องหน้าอัลตร้าไวด์ และ Neural Engine ผู้ใช้พบความพิเศษในการวิดีโอคอลที่น่าสนใจกว่าที่เคย

โดยตัวกล้องหน้าของ iPad Gen 9 จะมาพร้อมคุณสมบัติและความพิเศษมากมายครับ ซึ่งถึงแม้ว่ากล้องหน้าจะเป็นแบบอัลตร้าไวด์ แต่ในการใช้งานวิดีโอคอลจริง ๆ ตัวกล้องจะจับภาพให้เหลือเพียงเฟรมแคบ ๆ เท่านั้น เพื่อต้องการให้ตัวกล้อง สามารถจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ได้ อาทิเช่น ในขณะที่ผู้ใช้ขยับไปมา กล้องจะมีการแพนตามการเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้อยู่ตรงกลางของเฟรมเสมอ เสมือนกับมีคนมาควบคุมกล้องให้ นอกจากนี้ถ้าหากมีคนอื่นเข้ามาร่วมในเฟรมด้วย กล้องก็สามารถซูมออกอย่างลื่นไหล เพื่อจัดให้ทุกคนในเฟรมอยู่ในตำแหน่งกลางเฟรมพอดี และเมื่อคนในเฟรมเดินออกไป เฟรมภาพก็จะกลับมาแคบโดยอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้จะทำให้การโทรวิดีโอคอลของคุณสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นครับ

ระบบปฏิบัติการ iPadOS 15 และ iPadOS ในอนาคต

ระบบปฏิบัติการ iPadOS 15
ระบบปฏิบัติการ iPadOS 15

แน่นอนครับว่า iPad 9 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iPadOS 15 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดที่ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดี มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมคุณสมบัติต่าง ๆ มาให้มากมาย ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานไอแพดเครื่องนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งถึงแม้ว่า การดีไซน์ของตัวเครื่องยังคงเหมือนเดิม ทำให้มันอาจจะดูเก่าไปสักหน่อย แต่การที่ใช้ชิปเซ็ต A13 Bionic คุณจะสามารถการันตีได้เลยครับว่า คุณสามารถอัพเดท iPadOS ของรุ่นนี้ได้อีกยาวนานหลายปีอย่างแน่นอนครับ

ความจุ รุ่นเริ่มต้นที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

iPad 9 เริ่มต้นที่ความจุ 64GB
iPad 9 เริ่มต้นที่ความจุ 64GB
โดย iPad 9 รุ่นใหม่นี้ จะให้ความคุ้มค่ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ เนื่องจากทาง Apple ให้ความจุหน่วยความจำมามากขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึงเท่าตัว ซึ่งจากเดิม iPad 8 มาพร้อมความจุ 2 ตัวเลือก คือ 32GB และ 128GB ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดความกังวลไม่น้อยครับ ถ้าเลือกรุ่น 32GB ก็กลัวว่าจะไม่เพียงพอ แต่จะเลือก 128GB มันก็มากเกินไป ดังนั้น iPad Gen 9 รุ่นใหม่นี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้นกว่าเดิมครับ โดยการอัปเกรดความจุเพิ่มขึ้น ซึ่งยังคงมี 2 ตัวเลือกเช่นเดิม แต่จะมีความจุเพิ่มขึ้น คือ 64GB และ 256GB ครับ

iPad 9th Generation เหมาะกับใครมากที่สุด ?

ถ้าหากถามว่า iPad 9th Generation เหมาะกับใครมากที่สุด ? เราขอตอบว่าเหมาะสำหรับทุก ๆ คนครับ โดยเฉพาะคนที่ใช้ไอแพดรุ่นก่อนหน้านี้อยู่ เพราะด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของตัวเครื่อง ช่วยให้การใช้งานในด้านต่าง ๆ ของไอแพดรุ่นนี้ ลื่นไหลมากขึ้น มีความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์ทั้งการเล่นเกม, การรับชมคอนเทนต์, การรับชมความบันเทิง, การอ่านหนังสือ, การจดบันทึก, การวาดภาพ, การแต่งภาพและการใช้งานด้านอื่น ๆ ตามที่คุณต้องการ นอกจากนี้คุณยังสามารถนำอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ของไอแพดรุ่นก่อนหน้านี้ที่คุณมีอยู่แล้วมาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็น เคส, กระเป๋าใส่ iPad, Apple Pencil, คีย์บอร์ดบลูทูธ สายชาร์จ, อแดปเตอร์, Apple Acc Lightning to SD Card และอื่น ๆ ได้ เนื่องจากทั้งดีไซน์ตัวเครื่องและพอร์ตต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิมครับ

สรุป รุ่น และราคา ของ iPad 9th Generation 2021

รุ่น และราคา ของ iPad 9th Generation
รุ่น และราคา ของ iPad 9th Generation

สำหรับในวันนี้ iPad 9th Generation มีออกมาวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วอย่างเป็นทางการครับ ซึ่งมันมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี คือ สีเทา และสีเทาสเปซเกรย์ มี 2 ความจุ ได้แก่ 64GB และ 256GB และ iPad Gen 9 มีทั้งหมด 2 รุ่น เช่นเคย ดังนี้

รุ่น ความจุ ราคา
Wi-Fi 64GB 11,400 บาท
Wi-Fi 256GB 16,900 บาท
Wi-Fi + Cellular 64GB 16,400 บาท
Wi-Fi + Cellular 256GB 21,900 บาท

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก : เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Apple : www.apple.com

Palm PN

Palm PN

I with a bachelor degree in Computer Science from Songkhla Rajabhat University. I live in Songkhla. I like to write articles about in IT products and motorcycle accessories.

Next Post