สรุปสเปกของ iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่น มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

หลังจาก Apple Event 2020 ที่ผ่านไป ซึ่งหลาย ๆ คนตั้งตารอ iPhone แต่ก็ไม่มีแม้แต่เงา ในที่สุด! “iPhone 12” ก็ได้มีการเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการแล้วในงาน Apple Event “Hi, Speed” หลังจากที่ปล่อยให้ต้องเฝ้ารอมายาวนาน ซึ่งนอกจากจะมีการเปิดตัว iPhone แล้ว ทาง Apple ยังมีการเปิดตัว “HomePod mini” รุ่นใหม่อีกด้วย ซึ่งเป็นลำโพงอัจฉริยะ ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กลงกว่า HomePod รุ่นก่อนหน้า และมีราคาประหยัดกว่าเดิม ซึ่งจะใช้พลังงานจากชิป S5 ที่อยู่ใน Apple Watch Series 5 โดยมีราคาเพียง 99 ดอลลาร์ เท่านั้น

สำหรับ iPhone 12 รุ่นใหม่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของสมาร์ทโฟนของ Apple นับตั้งแต่ได้เปิดตัว iPhone X ไปเมื่อปี 2560 ซึ่ง iPhone 12 มีการเปิดตัวออกมาทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ iPhone 12, iPhone 12 mini, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max

ซึ่งแน่นอนครับ ทั้ง 4 รุ่น สามารถที่จะรองรับระบบ 5G และเลือกใช้โปรเซสเซอร์ A14 Bionic ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก พร้อมทั้งมีดีไซน์การออกแบบที่ต่างจากเดิม โดยกรอบอลูมิเนียมที่ขอบรอบ ๆ ตัวเครื่องจะมีความเป็นเหลี่ยมมากกว่าความโค้งมน ซึ่งด้วยดีไซน์ทำให้เรานึกย้อนไปถึงไอโฟน 4 และ 5 เมื่อปี 2013 รวมถึง iPad Pro และ Air รุ่นใหม่ด้วย สำหรับในวันนี้เราจะพาทุกคนไปดูข้อมูลจำเพาะต่าง ๆ คุณสมบัติที่น่าสนใจของแต่ละรุ่นกันครับ

รูปภาพจาก apple.com

iPhone 12 และ iPhone 12 mini

มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว เป็น Super Retina XDR ซึ่งจะมีพิกเซลมากกว่ารุ่นก่อนถึงสองเท่า มีความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต (HDR) ซึ่งถือเป็นหน้าจอที่สว่างกว่ารุ่นก่อน ๆ มาก การดีไซน์ด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ส่วนของด้านหลังเป็นแบบกระจก และตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียมเช่นเดิม ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพในการป้องกันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

ส่วน iPhone 12 Mini รุ่นใหม่ที่เล็กที่สุด ก็จะมีภายในเหมือน ๆ กับ iPhone 12 ทุกประการ ต่างกันเพียงเล็กน้อย ถือเป็นการนำเอา iPhone 12 มาย่อขนาดให้เล็กลง โดยใช้หน้าจอแสดงผล ขนาด 5.4 นิ้ว ส่วนดีไซน์ของตัวเครื่อง ก็จะใช้อะลูมิเนียม รวมถึงกระจก Ceramic Shield เช่นเดียวกับ iPhone 12

ทาง Apple นั้นเรียกเจ้า iPhone 12 mini ว่าเป็น “โทรศัพท์ 5G ที่เล็กที่สุด บางที่สุด และเบาที่สุดในโลก” และเมื่อเราลองมองดูดี ๆ ในตลาดปัจจุบันนั้น ก็ถือว่ามีความเป็นไปได้มาก เนื่องจากมีขนาด 64.2 x 131.5 x 7.4 มิลลิเมตร และหนักเพียง 133 กรัม เท่านั้น ซึ่งตัวเครื่องจะมีขนาดที่เล็กกว่า iPhone SE รุ่นปัจจุบันอยู่เล็กน้อย

ในเรื่องการถ่ายภาพ ทั้งคู่มาพร้อมกับกล้องหลัง ระบบกล้องคู่แบบใหม่ มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์ไวด์ และเลนส์อัลตร้าไวด์ มีมุมมองภาพ 120 องศา ในส่วนของกล้องหน้าเป็น กล้อง TrueDepth ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถใช้งานโหมดกลางคืน สำหรับการภาพถ่ายในที่ที่มีแสงน้อยได้แล้ว

ในส่วนราคา

  • iPhone 12 จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ  22,xxx บาท
  • iPhone 12 mini ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 25,xxx บาท
รูปภาพจาก apple.com

iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max

ทั้งคู่ถือเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุดนับตั้งแต่ที่ Apple เคยเปิดตัวมา ซึ่งจะมีคุณสมบัติและรายละเอียดต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นจาก iPhone 12 โดยทั้งคู่จะใช้พื้นฐานแบบเดียวกัน ต่างกันที่ขนาด เช่นเดียวกับ iPhone 12 และ iPhone 12 mini ซึ่ง iPhone 12 Pro และ Pro Max จะมีขนาดใหญ่กว่า iPhone 11 เล็กน้อย

โดยรุ่น Pro จะใช้หน้าจอแสดงผลขนาด 6.1 นิ้ว ส่วน Pro Max ใช้เป็นหน้าจอแสดงผลขนาด 6.7 นิ้ว ทั้งคู่ใช้พาแนลจอแบบ Super Retina XDR มีความสว่างสูงสุด 800 นิต (ทั่วไป) และความสว่างสูงสุด 1,200 นิต (HDR) ช่วยให้สามารถเร่งความสว่างได้มากกว่าเดิม ส่วนการดีไซน์ภายนอก วัสดุจะไม่แตกต่างจากรุ่นน้อง

รูปภาพจาก apple.com

ในเรื่องของการถ่ายภาพ ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับกล้องหลังระดับโปรที่มีความกว้างพิเศษ ซึ่งจะมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ทั้ง 3 เลนส์ ซึ่งเป็น เลนส์ไวด์, เลนส์อัลตร้าไวด์ และเทเลโฟโต้ บวกกับเซ็นเซอร์จับความลึก LiDAR ในส่วนของกล้องหน้าเป็นแบบ TrueDepth มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เช่นกัน

นอกจากนั้นทั้งคู่มีตัวเลือกการถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อยหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากโหมดกลางคืนสามารถใช้ได้กับทั้งกล้อง TrueDepth และกล้องหลัง Time‑lapse ในโหมดกลางคืนสามารถจับภาพได้ในระยะเวลาที่ยาวขึ้น และเทคโนโลยี Smart HDR 3 ใหม่ เข้ามาช่วยให้การผสมสีและแสงในภาพทำได้ดียิ่งขึ้น

รูปภาพจาก apple.com

โดย iPhone 12 Pro Max จะมีเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่า iPhone 12 Pro อยู่เล็กน้อย ทำให้มันสามารถเก็บภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น โดยทาง Apple ออกมาบอกว่า การถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยจะสามารถทำได้ดีขึ้นถึง 87% และยังสามารถถ่ายภาพ Night mode Time‑lapse ได้แบบไม่ต้องใช้ขาตั้งเลย

ในส่วนราคา

  • iPhone 12 Pro จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 31,xxx บาท
  • iPhone 12 Pro Max จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 34,xxx บาท

ทำไม iPhone 12 ทุกรุ่น ถึงไม่มีหัวชาร์จแบตฯ และหูฟัง ?

สาเหตุที่ทาง Apple ไม่ได้ให้หูฟังและอะแดปเตอร์ชาร์จแบตฯ มาด้วยนั้น ก็เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Apple ออกมาบอกว่า การที่ไม่มีหูฟังและอะแดปเตอร์ มันสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างสูง อีกทั้งยังช่วยให้สามารถลดขนาดของแพ็กเกจให้เล็กลงได้อีกด้วย ซึ่งทาง Apple เอง ได้มีการพยายามและเอาจริงเอาจัง มีการปรับเปลี่ยนจนมีความเป็น กลางทางคาร์บอน (Carbon neutral) จนได้รับรางวัลจาก UN เกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว โดยเป้าหมายของ Apple คือ จะงดปล่อย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แบบ 100 % ให้ได้ภายในปี 2030 โดยเรียกว่า “a planet-size plan”

สรุป

แน่นอนครับว่าทั้ง 4 รุ่นนั้น มาพร้อมระบบ 5G ซึ่งจะมีฟีเจอร์ Smart Data Mode เข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการสลับการใช้งานโดยอัตโนมัติระหว่างระบบ 4G LTE กับระบบ 5G เพื่อช่วยให้ตัวเครื่องมีการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ส่วนของแบตเตอรี่ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีการชาร์จ 20 วัตต์ ผ่านพอร์ต รวมไปถึงระบบชาร์จแบบไร้สาย หากคุณชาร์จกับ MagSafe มันสามารถรองรับ 15 วัตต์ แต่หากคุณใช้แท่นชาร์จ Qi ปกติ จะรองรับได้ 7.5 วัตต์

คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ ? สำหรับเจ้า iPhone 12 ทั้ง 4 รุ่น ถึงแม้มันจะมีราคาที่สูงเอาเรื่องอยู่ก็ตาม แต่หากเราลองเทียบกับประสิทธิภาพต่าง ๆ ที่มันสามารถทำได้ ก็ถือว่าคุ้มมาก ๆ อยู่นะครับ ทั้งประสิทธิภาพการทำงานทั่ว ๆ ไปของตัวเครื่อง ทั้งความแข็งแรงทนทานของตัวเครื่อง และโดยเฉพาะการถ่ายภาพ การถ่ายวิดีโอ ซึ่งติดหนึ่งในมือถือที่ถ่ายรูปสวยที่สุดอย่างแน่นอน

 

 

 

Palm PN

Palm PN

I with a bachelor degree in Computer Science from Songkhla Rajabhat University. I live in Songkhla. I like to write articles about in IT products and motorcycle accessories.

Related Posts

Next Post