คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.3 เต็ม 10
|
|
|
หลังจากที่ Meta ได้จับมือกับ Ray-Ban ร่วมกันพัฒนาสมาร์ทดีไวซ์ สุดเจ๋งอย่างแว่นอัจฉริยะที่เปิดตัวมาเมื่อ 2 ปีก่อน ในชื่อ Ray-Ban Stories ก็สร้างเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมากครับ ด้วยดีไซน์ที่ดูดี เท่ สามารถแมตซ์กับทุกสไตล์การแต่งตัว แถมฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็ยังมีประโยชน์ แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นแรก ทำให้มีปัญหาอยู่พอสมควร

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา Meta ได้เปิดรับความคิดเห็นจากผู้ใช้ Ray-Ban Stories (รุ่นก่อน) นำมาวิเคราะห์เพื่อหาความต้องการผู้ใช้ จนในที่สุด Meta และ Ray-Ban ได้เปิดตัว แว่นอัจฉริยะรุ่นใหม่ออกมา ในชื่อ Ray-Ban | Meta Smart Glass ซึ่งในตอนแรกเราคิดว่า คงไม่ได้ต่างอะไรกับรุ่นแรกมากนัก แต่เมื่อลองใช้งานจริง ๆ เราพบว่ารุ่นใหม่ทำได้ดีกว่าในหลาย ๆ ด้านเลย แถมยังมีประโยชน์กว่าที่คาดไว้เยอะมาก
เดี๋ยววันนี้เราขอพาทุกคน มาดูความน่าสนใจต่าง ๆ ของแว่นอัจฉริยะ Ray-Ban Meta Smart Glass ตัวนี้กันครับว่า นอกจากจะมีดีไซน์ที่ดูเท่ กล้องที่คมชัด และลำโพงที่เสียงดีแล้ว มันจะมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง? และแว่นตัวนี้จะตอบโจทย์ใครได้ดีที่สุด ? ว่าแล้วก็อย่ารอช้า…ตามมาหาคำตอบกันเลยครับ !!!
แกะกล่อง ดูอุปกรณ์ที่ให้มา
อุปกรณ์ภายในกล่อง
|
ข้อมูลจำเพาะ
|
รีวิว ดีไซน์การออกแบบ

ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ Ray-Ban | Meta Smart Glass คือ ความสบายที่มากขึ้น ครับ หากเทียบกับรุ่นแรก รุ่นใหม่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่น้ำหนักเบาลง โดยได้เพิ่ม ขนาด Large มาเป็นตัวเลือก ส่งผลให้รองรับขนาดศีรษะได้หลากหลายขึ้น ส่วนน้ำหนักรุ่นใหม่จะเหลือแค่ 48 กรัม เท่านั้น พร้อมออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลยิ่งขึ้น และปรับให้มีแรงกดที่ดั้งจมูกน้อยลง มันจึงใส่สบายขึ้นกว่าเดิมมาก แถมยังมีการกันน้ำกันฝุ่นที่ IPX4 อีกด้วย นั่นช่วยให้คุณใส่แทนแว่นปกติได้เลย จะใส่ไปออกกำลังกายก็ได้ หรือใส่ขับรถลุยฝนตกก็ไม่ต้องกลัว แต่หากเลือกได้ แนะนำหลีกเลี่ยงการโดนน้ำ จะดีที่สุดครับ
ซึ่งด้วยความเพรียวและบางเบา ใส่แล้วจะไม่รู้สึกว่าต่างไปจากแว่นกันแดดทั่ว ๆ ไปเลย ซึ่งหาได้ยากมาก ๆ ในแว่นตาอัจฉริยะ เพราะส่วนใหญ่ มักจะมีขาแว่นที่ค่อนข้างหนา แถมมีน้ำหนักมาก ทำให้เวลาใส่นาน ๆ จึงรู้สึกล้า แต่สำหรับ Ray-Ban | Meta Smart Glass เราสามารถใส่ทั้งวันได้เหมือนแว่นปกติทั่ว ๆ ไปเลย

โดยรุ่นนี้จะมีดีไซน์ให้เลือก 2 สไตล์ คือ Wayfarer (แบบคลาสสิค) และ Headliner (แบบใหม่) ซึ่งหลัก ๆ มันจะต่างกันที่ รูปทรง และขนาด ของเลนส์แว่น โดยสไตล์ Wayfarer จะมีให้เลือก 2 ไซส์ก็คือ ไซส์ Standard (50-22) และ ไซส์ Large (53-22) แต่สไตล์ Headliner จะมีแค่ ไซส์ Standard เพียงไซส์เดียวเท่านั้น ซึ่งขนาดโดยละเอียดจะแตกต่างกันดังนี้
Wayfarer (Standard)
|
Wayfarer (Large)
|
Headliner (Standard)
|
ส่วนสีสันทั้งสองสไตล์จะมาพร้อมสีของกรอบแว่น ทั้งหมด 4 สี ไล่ตั้งแต่ Shiny Black (ผิวเงา) และ Matte Black (ผิวด้าน) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Ray-Ban และจะมีสีพิเศษที่เป็น ผิวกึ่งโปร่งใส ทำให้สามารถมองเห็นอุปกรณ์ภายในได้ อีก 2 สี คือ Shiny Caramel Transparent และ Matte Jeans Transparent โดยคุณสามารถเลือกจับคู่กับเลนส์แว่นได้อีก หลายแบบ หลายสี เลย
ดีไซน์และสีสันของ Ray-Ban Wayfarer

Wayfarer จะเป็นทรงสแตนดาร์ดของ Ray-Ban โดยเป็นหนึ่งในทรงคลาสสิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งมีเลนส์แว่นรูปทรงสี่เหลี่ยมที่โค้งมนเล็กน้อย ขนาดพอเหมาะ ช่วยให้สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลย แถมยังเข้ากันได้กับทุกสไตล์การแต่งตัวอีกด้วย และด้วยความเรียบ ๆ ทำให้สามารถสวมใส่ได้ในทุก ๆ สถานการณ์เลย ไม่ว่าจะเป็น ใส่ไปเที่ยวในลุคเท่ ๆ, ใส่กับเสื้อผ้าลุคสบาย ๆ หรือใส่กับลุคที่เป็นทางการ
ดีไซน์ และสีสันของ Ray-Ban Headliner (ตัวที่เรารีวิววันนี้)

ดีไซน์แบบ Headliner เป็นแว่นสไตล์ใหม่ที่เลนส์แว่นถูกออกแบบให้มีความโค้งมนมากกว่า เกือบจะเป็นทรงกลม เพียงแต่ส่วนบนของแว่น รวมถึงขาแว่น ยังมีดีไซน์ที่ใกล้เคียงกัน ต่างกันที่ขนาดเท่านั้น ซึ่งเป็นการผสมระหว่างสไตล์ Wayfarer Round กับสไตล์ Wayfarer Meteor นั่นเอง
สำหรับดีไซร์กรอบแว่น ใครชอบแบบไหน ก็เลือกได้ตามสบายเลยครับ ส่วนสิ่งที่สำคัญอย่าง เลนส์แว่น แน่นอนทาง Ray-Ban ให้เลือกเพียบเลยทั้ง เลนส์กันแดด เลนส์โพลาไรซ์ และเลนส์ทรานซิชัน ซึ่งจะมีจุดเด่นทั้ง ความคมชัด ความสบายตา และกันรังสี UVA และ UVB ได้ 100% อีกด้วย นอกจากนี้ยังรองรับเลนส์ตามใบสั่งแพทย์ด้วย ทุกคนสามารถสั่งได้โดยตรง จากเว็บไซต์ Ray-Ban.com หรือสั่งผ่านตัวแทนจําหน่ายของ Ray-Ban ที่ผ่านการรับรอง (ทั้ง ร้านค้าออนไลน์ และร้านค้าทั่วไป) ที่เข้าร่วมรายการก็ได้
รีวิว กล้องถ่ายภาพ

Ray-Ban Meta Smart Glass ได้อัพเกรดระบบกล้องถ่ายภาพใหม่ ด้วยเลนส์ Ultra-Wide 12MP แบบคู่ ส่งผลให้ได้คุณภาพที่สมบูรณ์แบบขึ้น จนพูดได้ว่า สามารถใช้แทนกล้องมือถือได้แล้ว เสริมด้วย AI ที่เข้ามาปรับปรุงสีสันและคอนทราสต์ในภาพ ทำให้ได้ทั้ง ภาพนิ่ง และวิดีโอที่ดียิ่งขึ้น มีแสงเงาที่ดูเป็นธรรมชาติ และเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดีกว่ารุ่นก่อน แถมยังมีระบบกันสั่นมาให้ด้วย ถึงแม้จะไม่ได้ดีเหมือน GoPro แต่หากใส่แว่น และเดินถ่ายช้า ๆ วิดีโอที่ได้ ก็ถือว่า นิ่งกว่าการใช้มือถือบางรุ่นอีกครับ
รุ่นแรกติดตั้งมาพร้อมเลนส์ 5MP ทั้ง ซ้าย และขวา แต่ด้วยความละเอียดที่อาจจะน้อยไปหน่อย ภาพที่ได้มันจึงมีคุณภาพต่ำกว่า ภาพจากกล้องมือถือ นั่นทำให้การหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่เจ้า Ray-Ban Meta Smart Glass ได้แก้ปัญหาตรงจุดนี้แล้วครับ โดยอัพเกรดระบบกล้องถ่ายภาพใหม่ โดยใช้เลนส์ Ultra Wide 12MP คู่ ติดตั้งทั้ง ซ้าย และขวาทำให้ได้คุณภาพที่ดีขึ้น ทั้ง ภาพนิ่ง และวิดีโอ โดยแว่นตัวนี้สามารถบันทึกวิดีโอได้สูงสุดที่ระดับ 1080p นานสุด 60 วินาที
ซึ่งจากภาพตัวอย่างด้านบนทั้ง การถ่ายภาพขณะเดิน และการถ่ายภาพในขณะนั่งนิ่ง ๆ จะเห็นเลยว่าถึงแม้จะเป็นเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก แต่ก็เก็บรายละเอียดในภาพได้ดีมาก แถมยังมีสีสันที่สดใส และช่วงไดนามิกที่ยอดเยี่ยม แต่หากคุณกดชัตเตอร์ในขณะที่กำลังเดิน แน่นอนครับ ภาพที่ได้อาจจะมีอาการเบลอให้เห็นอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวอิเล็กทรอนิกส์มาในตัว เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการถ่ายภาพนิ่ง แนะนำให้อยู่กับที่นิ่ง ๆ ครับ
![]() |
![]() |
![]() |
รีวิว ฟีเจอร์ Meta AI
Meta ได้พัฒนาผู้ช่วยเสมือน AI เพิ่มเติมจาก Stories รุ่นแรกค่อนข้างมาก ส่งผลให้มีคําแนะนําที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และตอบสนองสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นด้วย โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้งาน Meta AI ได้ง่าย ๆ เพียงพูดว่า “Hey Meta” ตามด้วยสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งไม่เพียงแต่การสั่งเปิดเพลง โทรออก-รับสาย หรือสั่งถ่ายภาพ เท่านั้น แต่ด้วยความที่ฟีเจอร์นี้ได้พัฒนาร่วมกับแอปที่ Meta เป็นเจ้าของ ทั้ง WhatsApp, Facebook, Messenger, Instagram และ Threads ทำให้มันสั่งงานต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น แชร์ภาพถ่ายที่เพิ่งถ่าย กับรายชื่อผู้ติดต่อที่ต้องการส่งได้ทันที โดยคุณไม่จำเป็นจะต้องนํารูปภาพเข้าไปยังแอปฯ Meta View บนมือถือก่อน
Ray-Ban Meta Smart Glass มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้านครับ ทั้ง การถ่ายภาพด้วยกล้องที่มีคุณภาพสูงขึ้น, การฟังเพลงด้วยลำโพงแบบเปิดผ่านระบบเสียงที่ดี, ไมโครโฟนรับเสียง 5 ตัว (ซึ่งรุ่นก่อน 3 ตัว) พร้อมระบบลดเสียงรบกวนรอบข้าง ซึ่งช่วยให้การพูดคุยโทรศัพท์มีคุณภาพ และได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น และจุดเด่นอีกอย่างก็คือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ Meta AI ที่ฉลาดขึ้น ทำให้คุณสามารถสั่งการสิ่งต่าง ๆ ผ่านเสียงได้เลย
ซึ่งการตั้งค่าต่าง ๆ ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว บนแอปฯ Meta View ที่ได้รับการออกแบบหน้าตาใหม่ ช่วยลดความซับซ้อนลง ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยตัวแอปฯ สามารถใช้ได้กับทั้ง iOS และ Android เลย ซึ่งเราลองใช้ส่งภาพที่เพิ่งถ่ายไปยังแชทบนแอปฯ Messenger และลองการสั่งโทรด้วยเสียงผ่าน Messenger ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องแตะมือถือเลย
รีวิว การสตรีมมิงแบบสด
Ray-Ban Meta Smart Glass รองรับการสตรีมบน Instagram และ Facebook ได้ด้วย ซึ่งในระหว่างถ่ายทอดสดผู้ใช้สามารถสลับจากกล้องมือถือ เป็นกล้องแว่นตาได้ง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่มด้านข้าง 2 ครั้ง เพื่อสตรีมภาพในมุมมอง POV ซึ่งนี่ถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากครับ ต่อทั้ง เหล่าครีเอเตอร์ รวมถึงพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ จากเดิมที่คุณต้องแกะมือถือออกจากขาตั้งกล้องมือถือที่ครั้ง ถ้าหากคุณมีแว่นตัวนี้อยู่ คุณก็สามารถสลับมารีวิวสินค้าแบบใกล้ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีอาการสะดุดเลย
Ray-Ban Meta Smart Glass รองรับการสตรีมสดบน Instagram และ Facebook ได้ด้วย โดยผู้ใช้สามารถสลับระหว่าง กล้องมือถือ และกล้องแว่นตา เพื่อถ่ายภาพสไตล์ POV ได้อย่างราบรื่น ด้วยการกดปุ่มด้านข้าง 2 ครั้ง ถือว่า มีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อทั้ง เหล่าครีเอเตอร์ รวมไปถึงพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการภาพในมุม POV จากที่คุณต้องแกะมือถือออกจากขาตั้งกล้องมือถือก่อน หากคุณมีแว่นตัวนี้อยู่ คุณก็สามารถสลับมารีวิวสินค้าได้ง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว ด้วยการกดสลับจากกล้อง
แต่ข้อเสีย ณ ตอนนี้คือ ยังไม่รองรับแอปฯ ของบุคคลที่สามอื่น ๆ อย่างเช่น TikTok หรือ Snapchat แต่ก็เชื่อว่า อีกไม่นานน่าจะมีการอัพเดตมาให้ครับ นอกจากนี้ด้วยความที่ตัวแว่นเล็กและเบามาก ทำให้ความจุแบตเตอรี่ค่อนข้างน้อยครับ แถมระบบระบายความร้อนก็ไม่สามารถใส่มาให้ได้ โดยหากอ้างอิงข้อมูลจาก Ray-Ban Meta Smart Glasses Disclosures & Information ที่สตรีมด้วยความละเอียด 720p ที่ 30fps ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 25ºC มันใช้สตรีมได้ต่อเนื่องถึง 30 นาที เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าคุณนำมาสตรีมกลางแจ้ง ในแดดประเทศไทย มันจะสตรีมได้แค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แต่หากสตรีมในห้องแอร์ และมีการสลับกับกล้องมือถือเป็นช่วง ๆ มันจะสามารถสตรีมได้นานขึ้นครับ และตรงจุดประสงค์ที่สุดครับ
รีวิว อายุการใช้งาน
สำหรับ Ray-Ban Meta Smart Glass สามารถใช้งานได้สูงสุดประมาณ 3 ชม./การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และใช้งานได้สูงสุดประมาณ 30 ชม. เลยทีเดียว เมื่อใช้รวมกับการชาร์จด้วยเคส ที่มีแบตฯ เต็ม ซึ่งถือว่าทำได้ดีพอสมควรเลยครับ เมือเทียบกับขนาด และน้ำหนักของแว่น
ในด้านอายุการใช้งานเราไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่แม่นยำได้จริง ๆ เพราะมันขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยมาก ๆ แต่หากดูตามสเปก มีการเคลมอายุการใช้งานไว้สูงสุดถึง 4 ชม./การชาร์จเต็ม และสูงสุด 32 ชม./เคสที่แบตเตอรี่เต็ม (ใช้การชาร์จผ่านเคสลักษณะเดียวกันกับ หูฟัง TWS) ซึ่งนั่นเป็นการวัดโดยใช้ฮาร์ดแวร์ก่อนการผลิต ทำให้ในการใช้งานจริงจะไม่มีทางเกินไปจากนี้แน่นอน
ซึ่งอายุการใช้งานจริง ๆ จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ ถ้ามีการถ่ายรูป และถ่ายวิดีโออย่างต่อเนื่อง แถมยังมีการเปิดเพลงฟังด้วย อายุการใช้งานก็จะน้อยครับ ดังนั้นเมื่อไม่ได้ใส่แว่น แนะนำให้คุณเก็บใส่ในเคสชาร์จ (กล่องแว่น) ทุกครั้ง เพื่อให้แว่นได้รีชาร์จตัวเอง เตรียมพร้อมสำหรับการหยิบมาใช้งานครั้งต่อไป เพื่อที่จะได้มีแบตเตอรี่มากพอ
ความคุ้มค่าในการซื้อ Ray-Ban Meta Smart Glass
|
|
![]() |
คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.3 เต็ม 10
ข้อดี
|
ข้อควรพิจารณา
|
สำหรับแว่นตา Ray-Ban | Meta Smart Glass อาจไม่ใช่ของที่จำเป็นที่สุด แต่ด้วยคุณสมบัติที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการถ่ายภาพ ซึ่งถ้าหากคุณชอบการถ่ายภาพ เราเชื่อว่าคุณจะต้องเคยเจอกับ มุมเผลอ ๆ ของแฟน ท่าทางน่ารัก ๆ ของลูก หรือจังหวะที่ดูตลก ๆ ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก แต่เชื่อว่า หลายครั้งที่ตาคุณมองเห็นภาพเหล่านี้ คงมีน้อยรูปมาก ๆ ที่คุณเอามือถือขึ้นมาถ่ายเอาไว้ได้ทัน เพราะกว่าที่จะหยิบขึ้นมา และกว่าจะเปิดกล้อง จังหวะดี ๆ เหล่านี้ก็หายไปหมดแล้ว
นอกจากนี้ระบบเสียงแบบเปิด และไมโครโฟน 5 ตัว พร้อมระบบกันเสียงรบกวนของแว่นตัวนี้ ถือว่ามีประโยชน์สุด ๆ ครับ ซึ่งช่วยเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานแว่นตัวนี้ได้มากขึ้น เปรียบเสมือนมีหูฟังไร้สายติดตัวมาด้วย สามารถใช้ฟังเพลง และใช้พูดคุยโทรศัพท์ได้เป็นอย่างดี (ถึงแม้จะไม่สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องหลาย ๆ ชม. แบบหูฟังได้ก็ตาม) และการปรับปรุง ผู้ช่วยอัจฉริยะ Meta AI ออนบอร์ดของ Meta ก็ช่วยให้คุณสามารถทําสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องจับโทรศัพท์เลย
ซื้อเลย – ถ้าหาก
- ซื้อเลยถ้าหาก คุณชอบใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- ซื้อเลยถ้าหาก คุณชอบถ่ายภาพนิ่ง และถ่ายวิดีโอสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง
- ซื้อเลยถ้าหาก คุณใส่แว่นกันแดดเป็นประจำอยู่แล้ว
- ซื้อเลยถ้าหาก คุณต้องการฟังก์ชันแบบหูฟัง TWS แต่ไม่ชอบใส่หูฟัง
- ซื้อเลยถ้าหาก คุณต้องการแว่นอัจฉรินยะที่เหมือนแว่นกันแดดทั่ว ๆ ไป
อย่าซื้อ – ถ้าหาก
- อย่าซื้อถ้าหาก คุณแทบไม่ได้เดินทางไปไหนเลย
- อย่าซื้อถ้าหาก คุณมีงบประมาณจำกัด เนื่องจากฟีเจอร์ต่าง ๆ ในมือถือก็มี
- อย่าซื้อถ้าหาก คุณต้องการแว่นที่มีกราฟฟิกล้ำ ๆ เพราะแว่นตัวนี้จะไม่มีการแสดงผลใด ๆ ทั้งสิ้น







