วิธีเลือกซื้อ หูฟัง ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

เมื่อคุณต้องเลือกซื้อ หูฟัง คุณจะต้องเลือกตามไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเองครับ ซึ่งมีปัจจัยไม่กี่อย่างที่คุณต้องนำมาพิจารณาด้วยดังนั้นเพื่อให้ง่ายที่สุด เราได้สรุปมาเป็นข้อ ๆ ให้คุณแล้ว และนี่คือปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยให้คุณได้หูฟังที่เหมาะกับคุณที่สุด เดี๋ยวเราไปดูรายละเอียดในแต่ละข้อกันครับ

1. เลือกหูฟังให้เหมาะกับกิจกรรมที่คุณต้องการทําขณะใส่หูฟัง

การค้นหาหูฟังที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แต่มีปัจจัยบางอย่างที่คุณสามารถใช้พิจารณาได้ เพื่อช่วยให้ตัวเลือกคุณแคบลง ซึ่งสิ่งแรกคุณต้องดูกิจกรรมที่คุณต้องการทำขณะที่สวมใส่หูฟัง อย่างเช่น

คุณต้องการหูฟัง ไปฟังเพลงขณะออกกำลังกาย สิ่งสำคัญคุณต้องหาหูฟังที่มีคุณสมบัติกันน้ำ กันเหงื่อ และดีไซน์ก็ต้องกระชับพอดี เพื่อป้องกันไม่ให้หูฟังหลุดออก เช่น Anker SoundCore Life U2i หรือ JBL Tune 110 ครับ

แต่ถ้าคุณคิดจะใช้ในระหว่างเดินทาง หรือใช้ตอนทำงาน หูฟังที่ใส่สบาย ๆ และมีระบบตัดเสียงรบกวนดี ๆ เช่น Redmi Buds 4 lite หรือ Lenovo TH10 ก็ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมครับ เพื่อกันเสียงรบกวนจากสิ่งที่อยู่รอบตัว

2. เลือกรูปแบบ หรือดีไซน์ตัวหูฟัง ที่คุณใส่แล้วรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด

เลือกรูปแบบ หรือดีไซน์ของหูฟัง ที่คุณรู้สึกสบายที่สุดเมื่อสวมใส่ 
เปรียบเทียบลักษณะการสวมใส่ของ Baseus Bowie WM02, Lenovo LP40 PRO และ Anker SoundCore Life U2i

ประการถัดมา คุณต้องพิจารณารูปแบบของหูฟังที่คุณต้องการครับ โดยเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเคยใช้งานหูฟังกันมาอยู่แล้ว ทั้ง หูฟังแบบมีสายที่มาพร้อมกับมือถือรุ่นเก่า ๆ หรือหูฟังอันเก่าที่คุณซื้อมาใช้เอง หากดีไซน์ของหูฟังอันเก่าคุณสามารถสวมใส่นาน ๆ ได้ โดยที่รู้สึกสบาย ไม่มีอาการปวด หรือเจ็บที่หู คุณสามารถเลือกหูฟังที่มีดีไซน์ใกล้เคียงกับรุ่นเดิมได้ แต่ถ้าอยากจะเปลี่ยนดีไซน์ดู แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีจุกหูฟังหลาย ๆ ขนาดนะครับ และนอกจากการสวมใส่ที่สบายแล้วอย่าลืมดูเรื่องการพกพาด้วยนะครับ ถ้าหากเน้นพกติดตัวหูฟัง In-ears หรือ Earbuds ที่มีขนาดเล็ก ก็จะช่วยให้คุณพกได้ง่ายขึ้น แต่หากคุณเน้นใช้งานที่บ้านหรือที่ทำงาน หูฟังครอบหู และหูฟังแนบหู ก็จะมีเสียงที่ดีกว่า

3. คุณภาพเสียง หรือโทนเสียงที่คุณชื่นชอบ

แน่นอนครับ การเลือกซื้อหูฟัง สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทำ หากเป็นไปได้ก็คือ การทดลองฟังเสียง เพื่อค้นหาเสียงที่ตัวเองชื่นชอบ แต่ใช่ครับ การเลือกซื้อทางออนไลน์ เราไม่สามารถทดลองฟังเสียงได้ ดังนั้นวิธีที่ง่ายสุดก็คือ การอ่านรีวิวจากผู้ใช้จริง ยิ่งคุณอ่านรีวิวเยอะ คุณก็จะได้ข้อสรุปที่แม่นยำขึ้น เนื่องจากผู้ใช้แต่ละคนมีโทนเสียงที่ชื่นชอบต่างกัน ดังนั้นการมีรีวิวจากหลาย ๆ คนมายืนยัน เราก็จะมั่นใจได้มากขึ้นครับ นอกจากนี้คุณยังเลือกหูฟังรุ่นที่มีระบบเสียงมาตรฐานสูง ๆ ใส่มาด้วยได้ อย่างหูฟังที่มีการรองรับ Hi-Fi หรือระบบเสียงคุณภาพสูงอื่น ๆ

และคุณต้องนึกถึงแนวเพลง หรือภาพยนตร์ ที่คุณชื่นชอบด้วยว่าเหมาะกับย่านเสียงใด ? ถ้าคุณชอบเพลงร็อค และหนังแอคชันมันส์ ๆ หูฟังที่มีเสียงเบสหนัก ๆ ก็จะเพิ่มอรรถรสให้กับคุณได้ แต่ถ้าคุณชื่นชอบเพลงป๊อป หรือเน้นดูซีรี่ส์รักโรเมนติก หูฟังที่ให้เสียงกลาง ๆ มีความสมดุลก็จะเหมาะกับคุณครับ แต่สำหรับคนที่เลือกไม่ได้ว่า ชอบแบบไหนมากกว่ากัน หูฟังที่ปรับจูนเสียงได้อย่าง Baseus Bowie WM02 อาจจะเป็นคำตอบที่เหมาะกับคุณครับ

4. คุณต้องการเชื่อมต่อหูฟังแบบไหน มีสาย หรือไร้สาย ?

เราทดสอบหูฟังราคาไม่เกิน 500 บาท ทั้ง มีสาย และไร้สาย เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพที่ได้ โดยในภาพมีทั้ง Life U2i, TH10  และ LP40 PRO (เรียงตามลำดับ)
เราทดสอบหูฟังราคาไม่เกิน 500 บาท ทั้ง มีสาย และไร้สาย เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพที่ได้ โดยในภาพมีทั้ง Life U2i, TH10  และ LP40 PRO (เรียงตามลำดับ)

แน่นอนครับว่า หูฟังไร้สาย อาจจะดูดีกว่าในแง้ของการใช้งานที่สะดวกสบาย แต่สำหรับ หูฟังมีสาย มักจะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า และให้การเชื่อมต่อที่เสถียรกว่า แถมคุณไม่ต้องกังวลในด้านอายุการใช้งานอีกด้วย

หูฟังมีสาย :

เป็นหูฟังที่อาจจะมีผู้ใช้เหลือน้อยมาก ๆ แล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีไร้สายมีการพัฒนาขึ้น จนมีประสิทธิภาพสูงพอ ๆ กันแล้ว แต่สิ่งที่หูฟังมีสายยังคงเหนือกว่าคือ คุณภาพเสียงที่ดีกว่า เพราะมันจะใช้แอมพลิฟายเออร์ของอุปกรณ์ที่มันเชื่อมต่ออยู่ แต่แบบไร้สายจะใช้แอมพลิฟายเออร์ในตัว ซึ่งด้วยขนาดที่จำกัด มันจึงมีคุณภาพด้อยกว่าครับ นอกจากนี้หูฟังมีสายยังได้เปรียบในเรื่องสัญญาณที่เสถียรกว่าด้วย เพราะการส่งสัญญาณทางอากาศ จะถูกรบกวนได้มากกว่า มันจึงมีอาการดีเลย์ ด้วยเหตุนี้เหล่าเกมเมอร์จึงชอบใช้แบบมีสายมากกว่าครับ

หูฟังไร้สาย :

เป็นหูฟังที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันมีจุดเด่นด้านความสะดวกสบายในการใช้งาน ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของหูฟังในอดีต แถมเทคโนโลยีไร้สายได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากครับ ทั้ง คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น สัญญาณที่เสถียร อาการดีเลย์น้อยลง เมื่อบวกกับการตัดสายที่น่ารำคาญทิ้งไป มันจึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ หากคุณต้องการหูฟังไปฟังเพลงขณะวิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย การไม่มีสายมาเกะกะ แน่นอนครับว่า มันช่วยให้คุณเคลื่อนไหวร่างกายได้เต็มที่มากขึ้น

6. คุณต้องการการตัดเสียงรบกวนในหูฟังหรือไม่ ?

ในปัจจุบัน หูฟังหลาย ๆ รุ่นมักจะบอกว่าตัวเองสามารถตัดเสียงรบกวนได้ดี แต่เราก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ เนื่องจากทุกวันนี้ยังไม่มีมาตรฐานใดเลยที่สามารถใช้วัดประสิทธิภาพการทำงานของระบบตัดเสียงรบกวนว่า รุ่นไหนตัดเสียงได้ดี หรือไม่ดี ? ฉะนั้นมันจึงยากมาก ๆ ที่เราจะสรุปว่าการตัดเสียงรบกวนที่ดีควรเป็นแบบไหน ? ถึงแม้เราจะลองใช้มาบ้างแล้วก็ตาม แต่คุณก็สามารถเลือกหูฟังได้ง่าย ๆ จาก 2 รูปแบบ นี้ครับ

Active noise control :

เป็นการใช้ระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วย โดยหลักการคือมันจะแยกเสียงของคุณ กับเสียงรบกวนก่อน จากนั้นระบบจะลดระดับเสียงรบกวนลง ในขณะเดียวกันมันจะไปเพิ่มระดับเสียงของคุณให้ดังขึ้น ซึ่งปัจจุบันแต่ละแบรนด์ต่างก็มีการพัฒนาระบบตัดเสียงของตัวเองออกมา ทำให้มีหลายชื่อมาก ๆ แต่ลักษณะการทำงานจะยังคงคล้ายกันครับ

Passive Noise-cancelling :

เป็นการตัดเสียงที่ไม่มีระบบ หรือไฟฟ้าใด ๆ ช่วยเลย แต่จะใช้ดีไซน์ของตัวหูฟังแทน ซึ่งก็กลายมาเป็นหูฟัง In-ears (อินเอียร์) ที่จะมีจุกยางใส่เข้าไปในรูหู ลักษณะเหมือนกับเรา เอานิ้วอุดหูนั่นแหละครับ ดังนั้นหูฟังประเภทนี้จึงมีราคาถูกกว่า แต่ข้อเสียคือ ดีไซน์จะมีความกระชับมาก ทำให้แรก ๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดได้ง่าย

หูฟังแต่ละรุ่นไม่จำเป็นจะต้องเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นนะครับ หูฟังหลาย ๆ รุ่นถึงแม้จะมีดีไซน์มาเป็น หูฟัง In-ears อยู่แล้ว แต่ก็ยังใส่ระบบ Active noise control มาให้ด้วย ซึ่งมันก็จะช่วยให้ตัดเสียงรบกวนได้ดีขึ้น และเราก็ไม่ได้หมายความว่าหูฟังที่มีระบบ Active noise control จะตัดเสียงรบกวนได้ดีกว่านะครับ เพราะในบางรุ่นก็มีดีไซน์มาเป็นหูฟัง Earbuds (เอียร์บัด) ธรรมดา เน้นการสวมใส่สบาย ๆ ไม่อึดอัด

7. ข้อควรพิจารณาอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่คุณได้

ทุกวันนี้หูฟังเริ่มล้ำสมัยมากขึ้น แถมแต่ละรุ่นก็มาพร้อมฟีเจอร์พิเศษที่ยอดเยี่ยมมากมาย เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้กับคุณ โดยฟีเจอร์ที่น่าสนใจมีอยู่หลายอย่างครับ อย่างเช่น การควบคุม ที่ปกติแล้ว หูฟังแบบไร้สาย จะมีตัวควบคุมอยู่บนหูฟัง ส่วนแบบมีสายก็จะมีรีโมทบนสาย โดยฟังก์ชันพื้นฐานในหูฟังรุ่นเก่า ๆ จะสั่ง เล่น-หยุด และรับสาย-วางสาย ได้เท่านั้น แต่หูฟังรุ่นใหม่ ๆ สามารถสั่งข้าม-ย้อนกลับแทร็ค, เรียกใช้ผู้ช่วยเสียง และเพิ่ม-ลดระดับเสียงได้ง่าย ๆ ด้วยปุ่มนี้ ช่วยให้ไม่ต้องนํามือถือออกจากกระเป๋าเลย ซึ่งต้องดูดี ๆ นะครับ โดยเฉพาะการเพิ่ม-ลดเสียง หูฟังบางรุ่นจะทำไม่ได้

นอกจากนี้ก็ยังมี การรองรับผู้ช่วยเสียง ซึ่งหูฟังรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่น รองรับการเรียกใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะต่าง ๆ ได้ อาทิเช่น Google Assistant หรือ Amazon Alexa แต่หูฟังรุ่นแพง ๆ บางรุ่นก็จะมีการใส่ผู้ช่วยเสียงมาในตัวเลย ซึ่งแล้วแต่คุณครับว่า ต้องการใช้หรือไม่ แต่ถ้าใครต้องการนำไปเล่นเกมด้วย ขอแนะนำให้หาหูฟังที่รองรับ Game Mode ด้วย ซึ่งเป็นโหมดออกแบบมาเพื่อลดเวลาแฝง ช่วยให้อาการดีเลย์ลดลงครับ โดยหูฟังไร้สายที่มีโหมดนี้จะใช้เล่นเกมได้ดีขึ้น ภาพและเสียงจะตรงกันมากขึ้น

หูฟังมีอันตรายอย่างไร ? และต้องป้องกันอย่างไร

ในปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชอบการใช้ หูฟัง มากกว่า ลำโพง เนื่องจากการฟังด้วยหูฟังสามารถมอบอรรถรสในการฟังได้มากกว่า และด้วยลักษณะการสวมใส่ที่เอื้อต่อการป้องกันเสียงจากภายนอกได้ดี ทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกของเสียงได้จริง ๆ นอกจากนี้การใส่หูฟัง ผู้ใช้สามารถเปิดเสียงดังเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่รบกวนผู้อื่น ต่างจากการเปิดด้วยลำโพงปกติ ที่แม้มันจะขับเสียงได้ดังกว่าหูฟัง แต่รายละเอียดเสียงต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ได้ยิน อาจจะไม่ครบก็ได้ ทำให้หลาย ๆ คนขาดหูฟังไปไม่ได้เลย

แต่คุณรู้หรือไม่ ? องค์การอนามัยโลก มีการศึกษาการสวมใส่หูฟังของผู้คนทั่วโลกพบว่า มีคนกว่า 1 พันล้านคนจากทั่วโลกที่อายุระหว่าง 12 ถึง 35 ปี มีความเสี่ยงต่อที่จะสูญเสียการได้ยิน เนื่องจากพวกเขามีการใช้หูฟังต่อเนื่องเป็นเวลานาน แถมยังเปิดเสียงดังเป็นเวลานานเกินไปด้วย ซึ่งถ้าใครใช้งานหูฟังทุก ๆ วันอยู่แล้ว ก็น่าจะทราบดีว่า เรามักจะเปิดเสียงดังขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว เพราะบางคอนเทนต์เสียงมันเบามาก เราจึงต้องเปิดดังขึ้น แต่เมื่อเปลี่ยนคอนเทนต์ใหม่

ซึ่งแน่นอนครับการฟังเสียงดัง ๆ ผ่านหูฟังทุกวัน ๆ มันจะนําไปสู่อาการหูอื้อ และจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินอื่น ๆ ได้ และหนักสุดถึงขั้นการสูญเสียการได้ยินไปเลย ดังนั้นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ องค์การอนามัยโลกจึงได้ออกมาตรฐานใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้หูฟังของคนส่วนใหญ่ เพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

การสูญเสียการได้ยิน เนื่องจากฟังเสียงดังเกินไป สามารถป้องกันได้

ปกติแล้ว เวลาเราได้ยินเสียงอะไรก็ตามที่ดังมาก ๆ จะทําให้เกิดการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวหรือที่มักเรียกว่า หูอื้อ แต่สำหรับการฟังด้วยระดับเสียงที่ดังเป็นเวลานาน หรือซ้ำ ๆ กันทุกวัน อาจนําไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงขึ้น จนส่งผลให้เราสูญเสียการได้ยินไปแบบถาวร รักษาไม่ได้ ดังนั้นเพื่อปกป้องอันตรายเหล่านี้ มีคำแนะนำง่าย ๆ มาฝากกันดังต่อไปนี้ครับ

  1. ค่อย ๆ ปรับลดระดับเสียงของหูฟังลง เพื่อปรับการได้ยินของคุณ
  2. พยายามอย่าใช้หูฟังต่อเนื่องนานจนเกินไป (โดยเฉพาะเหล่าเกมเมอร์ที่มักจะเล่นเกมจนลืมเวลา)
  3. หากเป็นไปได้แนะนำใช้หูฟังที่มีระบบตัดเสียงรบกวน (ช่วยให้คุณไม่ต้องเปิดเสียงดังขึ้น เพื่อกลบเสียงรบกวน)
  4. การตรวจสุขภาพการได้ยินเป็นประจํา

ซึ่งไม่เพียงแต่การฟังเสียงดัง ๆ ผ่านหูฟังเท่านั้นนะครับ ยังรวมถึงการฟังผ่านลำโพง ก็ส่งผลเสียได้ไม่ต่างกัน หากคุณไปอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีเสียงดังมาก ๆ อย่างเช่น สถานบันเทิง หรือเวทีคอนเสิร์ต โดยเฉพาะคนที่ชอบไปอยู่ติดขอบเวที ซึ่งก็หมายถึงหน้าตู้ลำโพงด้วย

Next Post

รวบรวมสาระน่ารู้