สวัสดีค่ะ วันนี้เรากลับมาพบกับบทความเอาใจคอหนังกันอีกแล้ว และแน่นอนว่าดารานักแสดงฮอลลีวู้ดที่กำลังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในขณะนี้ก็คงหนีไม่พ้นนักแสดงชายชาวอเมริกัน Will Smith (วิลล์ สมิธ) ที่ได้สร้างตำนานบทใหม่ไว้ในงานประกาศรางวัล 2022 Academy Awards และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่วิลล์ สมิธได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมหลังจากโลดแล่นในวงการฮอลลีวูดมายาวนานกว่า 36 ปี และรางวัลนี้ก็เป็นเครื่องการันตีความสามารถในการแสดงของเขาได้เป็นอย่างดีค่ะ
วิลลาร์ด แคร์โรลล์ สมิธ จูเนียร์ เดินเข้าสูวงการฮอลลีวูดในครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1986 และเริ่มเป็นที่รู้จักในปี 1996 เขามีความสามารถทั้งด้านการแสดง, การเป็นโปรดิวเซอร์ รวมไปถึงการเป็นศิลปินทั้งนักร้องและแร็พเปอร์ แต่สิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงมากที่สุดต้องยกให้กับตัวละคร เจ้าหน้าที่เจ จากเรื่อง Men In Black และ คริส การ์ดเนอร์ จากเรื่อง The Persuit of Happyness ที่เขาได้แสดงร่วมกับลูกชายแท้ ๆ ของเขาเอง หลังจากนั้นวิลล์ สมิธก็กลายเป็นนักแสดงชายที่มีชื่อเสียงและฝากผลงานเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 50 เรื่องเลยค่ะ เรามาดูไปพร้อม ๆ กันดีกว่าว่าผลงานเด่น ๆ 10 เรื่อง ของนักแสดงท่านนี้มีเรื่องไหนบ้างที่คุณไม่ควรพลาด
1. King Richard (2021)
| ประเภท | ดรามา / ชีวประวัติ |
| ผู้กำกับ | Reinaldo Marcus Green |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Aunjanue Ellis และ Saniyya Sidney |
| ความยาวหนัง | 145 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2021 |
เราคิดว่า King Richard คงจะเป็นหนังที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ วิลล์ สมิธ ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในวัย 53 ปี หลังจากโลดแล่นบนภาพยนตร์ฮอลลีวูดมานาน แน่นอนค่ะว่าความยินดีนี้เขาสมควรที่จะได้รับมัน เพราะที่ผ่าน วิลล์ สมิธ ได้แสดงให้เราได้เห็นแล้วว่าเขาฝีมือมากขนาดไหน แต่ถึงกระนั้นในงานประกาศรางวัลเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2022 ที่ผ่านมา ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของโลก เมื่อชื่อภรรยาของเขาได้ถูกนำมาล้อเลียนกลางเวทีประกาศผลรางวัลเกี่ยวกับการโกนหัวของเธอ จนทำให้ วิลล์ สมิธ ควบคุมอารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่และเดินขึ้นไปตบหน้าคู่กรณี คริส ร็อค เพื่อให้เขาหยุดพูดจา make fun ทันที แม้การกระทำของ วิลล์ สมิธ จะดูไม่เป็นมืออาชีพและเป็นการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แต่แง่ของผู้ชายที่ต้องการปกป้องสิทธิของภรรยา เหตุการครั้งนี้ถือว่าเป็นการเรียกสติทุกคนได้ดีมากเกี่ยวกับบูลลี่ผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพและยังต้องทนรับมือกับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่พอ ๆ กัน อย่างไรก็ตามการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เราเชื่อว่า ณ เวลานี้หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มมีมุมมองที่หลากหลายขึ้น เพราะอย่าลืมว่าคำพูดเปรียบเสมือนหอกดาบที่สามารถใช้ทิ่มแทงอีกฝ่ายได้ทั้งยังสร้างบาดแผลในใจได้อีกด้วยนะคะ
เอาละค่ะเรามาดูเนื้อเรื่องของ King Richard กันดีกว่า ว่าทำไมเรื่องนี้จึงทำให้ วิลล์ สมิธ ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งแรกในชีวิต โดยเรื่องราวนั้นจะเป็นหนังที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของ นาย ริชาร์ด วิลเลี่ยม ชาวอเมริกันผิวสีที่เป็นพ่อผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักเทนนิสหญิงชื่อดังระดับโลก 2 คนคือ เซเรน่า และ วีนัส วิลเลี่ยม เนื้อหาในเรื่องจะเน้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดู ซึ่งตัวละครหลักที่ถ่ายทอดเรื่องราวจะเป็น ริชาร์ด วิลเลี่ยม ผู้ที่ไม่เคยมีความย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ระหว่างที่ผลักดันลูกสาวสองคนให้ไปยังจุดเป้าหมายที่ตั้งไว้ อีกทั้งในเรื่องยังเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นในครอบครัวที่มีปรัชญาแนวคิดแบบเดียวกัน เรียกว่าเป็นครอบครัวที่มีแต่ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่กันทั้งบ้านจริง ๆ ค่ะ เอาเป็นว่าใครที่อยากได้กำลังใจดี ๆ อยากมีแรงฮึกเหิมในการต่อสู้กับปัญหาที่รุมเร้าในชีวิตตอนนี้ ต้องไม่พลาดเรื่อง King Richard เลยค่ะ
สำหรับเรื่องนี้เรารู้สึกว่า วิลล์ สมิธ ได้สละภาพนักแสดงบทเดิม ๆ ที่เน้นขายความตลก ๆ กวน ๆ หรือชายมาดเท่ทิ้งไป และพยายามแสดงเป็น ริชาร์ด วิลเลี่ยม ที่มีความพากเพียรและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดี ๆ ให้แก่ต่อผู้ชมได้อย่างสง่างาม ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีเพียง วิลล์ สมิธ เท่านั้นค่ะที่ทำได้เพราะในบทบาทของคุณพ่อ เขาเองก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อหยิบยื่นโอกาสและคอยเป็นแรงผลักดันให้แก่ลูก ๆ ของเขา ดังนั้นก็คงไม่แปลกใจหากเขาได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปี 2022 นี้ ยังอย่างไรก็ตามเราก็ขอความแสดงความยินดีกับนักแสดง วิลล์ สมิธ และแฟนคลับด้วยนะคะ
2. Bad Boys (ภาค 1-3) แบดบอยส์ คู่หูขวางนรก
| ประเภท | แอคชั่น / คอมเมดี |
| ผู้กำกับ | Michael Bay และ Adil & Bilall |
| นักแสดงนำ | Will Smith และ Martin Lawrence |
| ความยาวหนัง | 119, 147 และ 124 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 1995, 2003 และ 2020 |
Bad Boys เป็นภาพยนตร์แนวแอคชั่นคอมเมดี้เรื่องแรก ๆ สำหรับเราที่ทำให้เข้าวงการหนังฝรั่งเลยค่ะ โดยเนื้อเรื่องก็จะเน้นการทำงานของคู่หูตำตรวจไมอามี่สุดบ้าระห่ำสองคนที่ชอบเถียงกันเองระหว่างทำงานเพราะนิสัยที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เป็นทีมเวิร์คที่สุดของหน่วยในการกวาดล้างยาเสพติดจากพวกแก๊งมาเฟียใหญ่ ๆ ซึ่งในหนังจะสอดแทรกมุกตลก ๆ มาให้ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้คนดูอย่างเราได้ขำจนปวดท้องเลยว่าได้ค่ะ ซึ่งใน 2 ภาคแรกจะเน้นไปทางสายบู๊หน่อย ส่วนภาค 3 (Bad Boys for Life) นั้นเนื้อเรื่องจะกวนโอ๊ยเหมือนเดิมแต่ฉากหมุนบู๊จะน้อยลง แต่ขอบอกเลยว่าสนุกทั้ง 3 ภาคจริง ๆ ค่ะ
สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับ Bad Boys และติดตามมาตั้งแต่ภาพแรก ก็คงจะทราบดีกว่าแต่ละภาคนั้นทิ้งช่วงห่างกันนานพอสมควร โดยภาคแรกออกฉายในปี 1995, 2003 และล่าสุดคือ 2020 ตามลำดับ แน่นอนค่ะว่าทั้ง 3 ภาคนั้นตัวละครเอกก็ยังเป็น วิลล์ สมิธ และ มาร์ติน ลอว์เรนซ์ คู่หูดูโอ้ที่เราคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าถ้าไม่ใช่พวกเขาแล้วใครจะมารับบทแบบนี้ได้อีก ดังนั้นใครที่ยังไม่เคยดูฝีมือการแสดงของ วิลล์ สมิธ ในลุคกวน ๆ เท่ ๆ แต่เร้าใจ ต้องลองไปดู Bad Boys ทั้ง 3 ภาคนะคะ ซึ่งในตอนนี้ก็มีข่าวมาว่าทาง Sony กำลังเตรียมสร้าง Bad Boys 4 ต่อในปี 2022 นี้ด้วยค่ะ
3. Aladdin (2019) อะลาดิน
| ประเภท | มิวสิคัล / แฟนตาซี |
| ผู้กำกับ | Guy Ritchie |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Mena Massoud และ Naomi Scott |
| ความยาวหนัง | 128 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2019 |
นิทานอาหรับราตรีในตำนานถูกนำมาเล่าขานอีกครั้งในเวอร์ชัน live action ที่มีความตระการตาและเต็มไปด้วยความสนุกสนานในแบบฉบับของดิสนีย์ สำหรับเวอร์ชันนี้จะยังคงโครงเรื่องเดิมเอาไว้แต่จะเพิ่มสีสันและความเป็น musicals มากขึ้น บวกกับ CGI แบบจัดหนักจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นฉากพรมวิเศษของอะลาดินหรือฉากถูตะเกียงวิเศษต่าง ๆก็สามารถทำออกมาได้เนียนราวกับเวทมนตร์เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง นอกจากนี้แต่ละฉากก็ล้วนแล้วแต่มีการทุ่มทุนสร้างและเล่นใหญ่เล่นโตสุด ๆ
เนื้อเรื่องจะเป็นการพูดถึง อะลาดิน ชายเร่ร่อนชาวอาหารับที่ต้องอาศัยการลักเล็กขโมยน้อยในการเลี้ยงชีพ ชีวิตของเขาดูเหมือนจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันและแทบจะไม่เคยคิดถึงอนาคตจนกระทั่งได้รู้จักกับ เจ้าหญิงจัสมิน แต่ความรักของชายเร่ร่อนกับเจ้าหญิงสูงศักดิ์ก็ถูกขัดขวางโดย จาฟาร์ ว่าที่คู่หมั้นที่ต้องการยึกครองบัลลังก์ หลังจากนั้นไม่นานอะลาดินโดนจาฟาหลอกใช้ให้ออกตามหาตะเกียงวิเศษที่สามารถขอพรได้ 3 ประการและเขาก็ได้ครอบครองมันในที่สุด แต่อะลาดินกลับใช้มันไปกับการสร้างเรื่องโกหกเพื่อหวังมัดใจเจ้าหญิงโดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของภัยอันตรายที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
สำหรับจินนี่ในเวอร์ชันนี้จะรับบทโดย วิลล์ สมิธ ยักษ์ตัวม่วงจอมกวนโอ๊ยและรักการเล่นใหญ่เป็นชีวิตจิตใจที่เป็นอีกหนึ่งตัวหลักในการดำเนินเรื่อง และวิลล์ สมิธก็สามารถทำออกมาได้ดีสมกับการเป็นนักแสดงมืออาชีพ ซึ่งในเรื่องนี้วิลล์ลงทุนร้อง เล่น เต้น โชว์ ด้วยตัวเองทำให้เนื้อเรื่องมีความไหลลื่นจนทำให้คนดูเผลอโยกหัวตามและอมยิ้มให้กับควาทะเล้นของยักษ์จินนี่ เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สามารถการันตีทั้งความสามารถในการแสดงและการร้องเพลงของวิลล์ สมิธได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
4. Suicide Squad (2016) ทีมพลีชีพมหาวายร้าย
| ประเภท | ซูเปอร์ฮีโร่ / แอคชั่น |
| ผู้กำกับ | David Ayer |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Jared Leto, Margot Robbie และ Joel Kinnaman |
| ความยาวหนัง | 123 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2016 |
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังการเสียชีวิตของซูเปอร์แมน ทีม Suicide Squad อาชญากรที่สุดของความอันตรายได้รับภารกิจที่มีชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อเข้าช่วยเหลือเป้าหมายจากการควบคุมของ เอนแชนเทรส วิญญาณแม่มดร้าย แต่ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายหลังการปรากฏตัวของ คะตะนะ และ โจ๊กเกอร์ ที่เข้ามาช่วยเหลือแฟนสาวให้รอดพ้นจากการคุมขัง ขณะเดียวกัน หัวหน้าหน่วยอแมนดา เป้าหมายของภารกิจครั้งนี้กลับถูกลักพาตัวไปอีกครั้งกลุ่ม Suicide Squad จึงต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือเธอให้ปลอดภัยและทำลายวิญญาณแม่มดร้ายให้ได้
สำหรับหนังเรื่องนี้ วิลล์ สมิธ ได้รับบทบาทเป็น เดดช็อต สุดยอดนักแม่นปืนรับจ้างที่ไม่เคยพลาดเป้าเลยสักครั้ง หลายคนมักจะคุ้นเคยกับวิลล์ สมิธในบทบาทนายตำรวจฝีมือดีหรือคุณพ่อนักสู้ ดังนั้นเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นการพลิกบทบาทของวิลล์ สมิธเลยก็ว่าได้แต่ถึงอย่างนั้นวิลล์ก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของเดดช็อตออกมาได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน ค่ะ
5. After Earth (2013) สยองโลกร้างปี
| ประเภท | แอคชั่น / ไซไฟ |
| ผู้กำกับ | M. Night Shyamalan |
| นักแสดงนำ | Jaden Smith และ Will Smith |
| ความยาวหนัง | 100 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2013 |
หลังมนุษย์โลกต้องย้ายไปตั้งรกรากอยู่บนดาวดวงอื่นเป็นเวลานับพันปี ในที่สุดหัวหน้าหน่วย ไซเฟอร์ และ คีไท ที่เป็นลูกชายของเขาก็ต้องกลับมายังดาวโลกอีกครั้งจากอุบัติเหตุไม่คาดคิดและได้พบว่าหลายอย่างในโลกเปลี่ยนไปรวมไปถึงสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง การตกของยานทำให้ไซเฟอร์ ผู้เป็นพ่อไม่สามารถขยับตัวได้ มีเพียงคีไทเท่านั้นที่ต้องรับหน้าที่ออกไปตามหากล่องส่งสัญญาณฉุกเฉิน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นการเอาชีวิตรอดของคีไทและปัญหาระหว่างสองพ่อลูกก็เริ่มตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนดาวโลกก็มีการวิวัฒนาการถึงขีดสุดและพร้อมคร่าชีวิตมนุษย์ทุกคนที่กลับมาเหยียบโลกอย่างไม่ไยดี
หนังเรื่องที่ 2 ที่ วิลล์ สมิธ และ เจเดน สมิธ ได้กลับมาสวมบทบาทพ่อลูกด้วยกันหลังจากที่ทั้งคู่เคยฝากผลงานสุดบีบคั้นหัวใจเอาไว้ในเรื่อง The Persuit of Happyness และสำหรับนังแอคชั่นไซไฟเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจากไอเดียของวิลล์ สมิธเองค่ะ แน่นอนว่าความสามารถในการแสดงของทั้งคู่นั้นเข้ากันได้อย่างลงตัวราวกับเป็นพรสวรรค์ที่สืบทอดผ่าน DNA โดยเฉพาะซีนอารมณ์ระหว่างคีไทและไซเฟอร์ก่อนที่เขาจะกระโดดหน้าผาเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกหน่วงในใจได้เป็นอย่างดีและเจเดนเองก็สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างเต็มที่ทำให้เราเข้าใจหัวอกคนเป็นลูกที่โหยหาความรักและการยอมรับจากพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง
6. Men in Black (ภาค 1-3) เอ็มไอบี หน่วยจารชนพิทักษ์จักรวาล
| ประเภท | ไซไฟ / แอคชั่น |
| ผู้กำกับ | Barry Sonnenfeld |
| นักแสดงนำ | Tommy Lee Jones และ Will Smith |
| ความยาวหนัง | 98 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 1997, 2002 และ 2012 |
MIB เป็นภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นคอมเมดี้แนวไซไฟที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวนอกโลก ซึ่งตอนนี้ก็มีถึงภาค 4 ด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่ในภาค 4 นั้น เนื้อเรื่องและนักแสดงหลัก ๆ ได้เปลี่ยนไปซึ่งเราจะไม่พบ วิลล์ สมิธ ในภาคล่าสุดค่ะ แต่สำหรับภาค 1-3 ก็จะได้รับชมความกวนโอ๊ยในมาดเท่ ๆ จาก วิลล์ สมิธ เหมือนเดิม โดยในเรื่อง วิลล์ สมิธ จะรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ J ชายหนุ่มชุดดำที่ทำงานให้กับองค์กรลับพิทักษ์โลก เขามีหน้าที่คอยควบคุมเหล่าเอเลี่ยนจากต่างดาวให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ได้อย่างสันติ ซึ่งคู่หูของเขาก็คือเจ้าหน้าที่ K ผู้ที่มีนิสัยการทำงานต่างกันสุดขั่ว จากอายุที่ต่างกันทำให้ทั้งสองดูเหมือนจะทำงานร่วมกันไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานทั้งสองก็ร่วมมือกันจัดการกับเหล่าเอเลี่ยนได้เป็นอย่างดี เนื้อเรื่องของภาค 1-3 ก็จะมีปัญหาและอุปสรรคที่ต่างกัน ซึ่งเราจะค่อย ๆ รู้จักตัวละครกันมากขึ้นค่ะ
สำหรับเรื่องนี้เรามองว่า Men in Black เป็นหนังแนวมนุษย์ต่างดาวที่มีความสดใหม่ มีเนื้อเรื่องที่ต่างจากหนังมนุษย์ต่างดาวอื่น ๆ เช่นอุปปกรณ์ที่ลบความทรงจำหรือการย้อนเวลากลับไปในอดีตที่เรียกว่าสนุกสุดเหวี่ยงตั้งแต่ต้นจนจบ และสิ่งที่ดีที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือนักแสดงนำสองคนระหว่าง วิลล์ สมิธ และ ทอมมี่ ลี โจนส์ ที่มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของอายุ แต่เมื่อพวกเขาทั้งสองเข้าฉากร่วมกันแล้วกลับเป็นผสมผสานกันอย่างลงตัว โดย วิลล์ สมิธ ก็ยังคงทำหน้าที่นักแสดงได้ดีมากเช่นเดิม ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่น่าจดจำให้กับตัวละครเจ้าหน้าที่ J ได้เป็นอย่างดี ทำให้แฟนคลับหลาย ๆ คนถึงกับบ่นคิดถึงเขาในบทเจ้าหน้าที่ J กันมากเลยค่ะ
7. Hancock (2008) แฮนค็อค ฮีโร่ขวางนรก
| ประเภท | ซูเปอร์ฮีโร่ / แอคชั่น / ดรามา |
| ผู้กำกับ | Peter Berg |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Charlize Theron และ Jason Bateman |
| ความยาวหนัง | 92 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2008 |
ซูเปอร์ฮีโร่คนอื่น ๆ มักจะเป็นที่รักและเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมของแฟนคลับ แต่ไม่ใช่สำหรับ แฮนค็อค ซูเปอร์ฮีโร่พลังมหาศาลที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็สร้างหายนะได้ตลอดจนขึ้นแท่นขยะสังคมที่มีแต่คนรังเกียจ ขณะที่คนทั้งโลกกำลังรุมประณามการกระทำของเขา มีเพียงคนเดียวที่เอ่ยปากชื่นชมเขาอย่างจริงใจ และนั่นก็คือ เรย์ นักประชาสัมพันธ์หนุ่มที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ หลังจากนั้นเรย์ก็เริ่มแผนการที่จะช่วยให้แฮนค็อคกลายเป็นที่ต้องการของทุกคนในเมือง ทุกอย่างดูเหมือนจะดีและจบลงอย่างสวยงามแต่ความลับของ แมรี่ ภรรยาของเรย์ที่ถูกเก็บงำมาหลายปีดันถูกเปิดเผยและเกิดความสูญเสียตามมาเป็นขบวน ถ้าอยากรู้ว่าความลับของแมรี่คืออะไร? ต้องไปติดตามต่อใน แฮนค็อค ฮีโร่ขวางนรก เลยค่ะ
สำหรับเรื่องนี้ได้ วิลล์ สมิธ มารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่พลังเทพเจ้าซึ่งถือว่าเป็นตัวละครแรก ๆ สำหรับบทบาทซูเปอร์ฮีโร่ของวิลล์เลยก็ว่าได้ค่ะ และแน่นอนว่าฝีมือการแสดงของเขาไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่าจะเป็นซีนฮีโร่ขี้เมาที่มักจะปรากฏตัวพร้อมขวดเหล้าเสมอหรือซีนแฮนค็อคในชุดซูเปอร์ฮีโร่สุดหล่อเหลาเขาก็ตีบทแตกจนสามารถเปลี่ยนความรู้สึกเกลียดชังในตอนต้นเรื่องให้กลายเป็นความสงสารและความชื่นชมในการเสียสละของเขาได้ในที่สุด
8. I Am Legend (2007) ข้าคือตำนานพิฆาตมหากาฬ
| ประเภท | แอคชั่น / ทริลเลอร์ / วันสิ้นโลก |
| ผู้กำกับ | Francis Lawrence |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Alice Braga, Charlie Tahan และ Dash Mihok |
| ความยาวหนัง | 101 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2007 |
I Am Legend เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการเอาตัวรอดจากเหล่าผีดิบหรือซอมบี้ โดยในหนังจะเปิดฉากด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันของชายหนุ่มที่ชื่อว่า โรเบิร์ต เนวิลล์ กับแซมสุนัขคู่ใจของเขา แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่นั้นกลับเป็นเมืองร้างที่ไร้ซึ่งผู้คน และแม้ว่าในช่วงกลางวันทุกอย่างจะดูปกติดีทุกอย่างจนเราเองก็แอบคิดว่ามันคงจะดีไม่น้อยหากทั้งเมืองมีเราเพียงคนเดียว แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับข้ามฟ้าเหล่าผีดิบที่แอบซ่อนในมุมมืดก็จะออกมาอาละวาดทำร้ายข้าวของและบุกพังบ้านเรือนทุกหลัง ทำให้ทุก ๆ คืน โรเบิร์ต เนวิลล์ จะต้องหาที่ซ่อนตัวที่แข็งแรงและปลอดภัยมากพอที่จะเอาตัวรอดจากพวกผีดิบให้ได้ จนวันหนึ่งเขาได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพวกซอมบี้ก็มีความคิดไม่ต่างจากมนุษย์ เพราะพวกมันรู้สึกโกรธแค้นเขาที่ได้จับซอมบี้ตนคนหนึ่งมาทดลองยาเซรุ่มรักษา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป? โรเบิร์ต เนวิลล์ จะจัดการกับซอมบี้จะที่มีความคิดความอ่านและฉลาดไม่ต่างจากมนุษย์ได้ไหม? ต้องไปเอาใจช่วยเขาได้ใน I Am Legend เลยค่ะ
I Am Legend เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ วิลล์ สมิธ แสดงออกมาได้ดีมาก ๆ เราเชื่อว่าฉากที่หลาย ๆ คนจะต้องจำได้คือฉากที่ โรเบิร์ต เนวิลล์ ร้องไห้โดยมีแซมสุนัขตัวโปรดอยู่ในอ้อมแขนของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มร้องเพลงเพื่อปลอบให้มันสงบลง ในขณะที่แซมหายใจอย่างรวยรินและเริ่มกลายร่างเป็นหมาซอมบี้ ทำให้เขาจำเป็นต้องจบชีวิตเพื่อนรักคู่ซี้หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ เรียกว่าเป็นฉากที่เศร้ามาก ๆ ใครที่ผูกพันธ์กับสัตว์เลี้ยง แนะนำให้ skip ฉากนี้ไปเลยค่ะ เพราะว่ามีร้องไห้แน่นอน
9. The Pursuit of Happyness (2006) ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้
| ประเภท | ดรามา / ชีวประวัติ |
| ผู้กำกับ | Gabriele Muccino |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Thandiwe Newton และ Jaden Smith |
| ความยาวหนัง | 117 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2006 |
The Pursuit of Happyness เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงของ “นาย คริส การ์ดเนอร์” มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผิวสี ที่เรียกว่ากว่าเขาจะรวยอย่างทุกวันนี้ได้ จะต้องอาศัยความเพียรพยายามสูงมาก โดยในเรื่องจะเล่าย้อนกลับในช่วงที่ คริส การ์ดเนอร์ กำลังลำบากสุด ๆ เนื่องจากเขาได้นำเงินเก็บทั้งหมดไปลงทุนกับธุรกิจเฟรนไชส์ขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งก็คือเครื่องสแกนความหนาแน่นของกระดูก แม้ว่าเจ้าเครื่องนี้จะสามารถทำงานได้ดีกว่าเครื่องเอกซ์เรย์ แต่ในตอนนั้นดูเหมือนจะไม่มีบริษัทไหนสนใจจะทำธุรกิจกับเขาาเลยสักเจ้า
ทำให้สถานะทางการเงินของ คริส การ์ดเนอร์ ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนภรรยาของเขาตัดสินใจทิ้งเขาและลูกชายวัย 5 ขวบไว้ให้เขาเลี้ยงดู และไม่นานสองพ่อลูกก็กลายเป็นคนไร้บ้าน ที่ต้องแอบไปนอนตามที่สถานที่สาธารณะต่าง ๆ แต่ในระหว่างนั้น คริส การ์ดเนอร์ ก็ไม่ได้ละทิ้งความพยายามเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเค้าจะโดนดูถูกหรือโดนหยามเกียรติขนาดไหน แต่สิ่งที่เราจะเห็นได้จากในหนังคือ คริส การ์ดเนอร์ จะกระเตงลูกชายไปไหนมาไหนด้วยทุกที่ พร้อมกับอีกมือหนึ่งก็หิ้วเจ้าเครื่องสแกนตัวปัญหาไปด้วยตลอด นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้ละความพยายามและไม่เคยย่อท้อกับปัญหาใด ๆ เลยค่ะ เรียกว่าเป็นผู้ชายที่คิดบวกและมีความตั้งใจแน่วแน่มาก ๆ โดยการเล่าเรื่องของหนังจะค่อย ๆ ให้เราได้ซึมซับไปกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่ตัวละครได้พบเจอพร้อมกับให้แง่คิดดี ๆ ไว้เสมอ บอกเลยว่าใครที่กำลังรู้สึกสิ้นหวัง หมดกำลังใจ ต้องดูเรื่องนี้ค่ะเป็นหนังสอนชีวิตได้ดีมากจริง ๆ สำหรับใครอยากรู้ว่าพระเอกจะทำอย่างไรต่อไป? ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจากการกัดฟันสู้จะคุ้มค่าหรือไม่? ต้องไปติดตามเอาช่วยสองพ่อลูกกันได้ใน The Pursuit of Happyness เลยค่ะ
สำหรับเรื่องนี้ฉากที่เราประทับใจมากที่สุดคงจะเป็นฉากที่สองพ่อลูกต้องนอนในห้องน้ำสาธารณะ ซึ่ง วิลล์ สมิธ ก็แสดงออกมาได้ดีมาก ๆ เรียกว่าร้องไห้ตาม ๆ กันเลย และอีกหนึ่งเรื่องที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบคือเด็กน้อยที่รับลูกชายก็คือ เจเดน ที่ลูกชายแท้ ๆ ของ วิลล์ สมิธ นั่นเองค่ะ
10. I, Robot (2004) ไอ โรบอท พิฆาตแผนจักรกลเขมือบโลก
| ประเภท | ไซไฟ / แอคชั่น |
| ผู้กำกับ | Alex Proyas |
| นักแสดงนำ | Will Smith, Bridget Moynahan และ Bruce Greenwood |
| ความยาวหนัง | 115 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2004 |
I, Robot เป็นภาพยนตร์ไซไฟแอคชั่นไฮเทค จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการนำเสนอกฎ 3 ข้อของวิทยาการหุ่นยนต์ที่ไม่อาจทำร้ายมนุษย์ได้และหุ่นยนต์คือปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่มีความรู้สึก โดยในเรื่องนี้ วิลล์ สมิธ รับบทเป็นนักสิบ สปูนเนอร์ ตำรวจหนุ่มผู้เกลียดเทคโนโลยีและหุ่นยนต์มากที่สุด แต่เขากลับต้องมารับหน้าที่สืบสวนคดีอาชญากรรมที่มีหุ่นยนต์เป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากผู้ตายเป็นนักประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่ถูกขังในห้องปิดตายที่ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้ จะมีก็เพียงแต่หุ่นยนต์ที่ชื่อว่า ซันนี่ เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในห้อง ซึ่งมันเป็นหุ่นยนต์ที่มีความพิเศษในตัวและฉลาดมากกว่าตัวอื่น ๆ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อ สปูนเนอร์ เพราะพวกเขาคิดว่าหุ่นยนต์ไม่มีแรงจูงใจในการฆ่า แต่การเมินเฉยครั้งนี้กลับนำไปสู่ภัยคุกคามต่อมนุษยชาติที่รุนแรงเกินรับมือได้ ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปต้องไปติดตามใน I, Robot กันเลยค่ะ
I, Robot ในยุคนั้นเรียกว่าได้รับความนิยมมาก ๆ เพราะด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่แม้ว่าจะไม่ได้เปิดโลกทัศน์มากนัก แต่ก็มีบทที่น่าติดตาม มีการหักมุมในตอนท้ายเรื่องที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น บวกกับตอนนั้นหนุ่ม วิลล์ สมิธ ก็ฮอตปรอทแตกสุด ๆ การตีฝีปากกันระหว่างนักสืบ สปูนเนอร์ กับ หุ่นยนต์ซันนี่ เป็นอะไรที่เชือดเฉือนกันมาก
นักสืบ สปูนเนอร์ : มนุษย์มีความฝัน แม้แต่สุนัขเองก็มีความฝัน แต่ไม่ใช่กับนาย นายเป็นแค่เครื่องจักรที่เลียนแบบสิ่งมีชีวิต หุ่นยนต์เขียนซิมโฟนีได้ไหม? หุ่นยนต์เปลี่ยนผืนผ้าใบให้เป็นผลงานชิ้นเอกที่สวยงามได้ไหม?
ซันนี่: แล้วคุณล่ะ ทำได้ไหม?
เรียกว่าทำให้ สปูนเนอร์ เงิบได้ทุกฉากจริง ๆ ค่ะ (อิอิ) สำหรับเราแล้วภาพยนตร์เรื่อง I, Robot ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ วิลล์ สมิธ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องใหญ่ ๆ ได้อีกหลายบทบาทเลยค่ะ
และนี่ก็คือผลงานการแสดงทั้ง 10 เรื่องของวิลล์ สมิธที่เรากยิบยกมาเขียนในบทความนี้ เป้นอย่างไรกันบ้างคะ เราเชื่อว่าหลาย ๆ เรื่องทุกคนจะต้องเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคอหนังบู๊แอคชั่นนี่จะต้องไม่พลาดหนังของวิลล์ สมิธเลยค่ะ นอกจากนี้วิลล์ สมิธยังเป็นชายที่มีความสามารถหลากหลายและเต็มไปด้วยพรสวรรค์ราวกับเป็นลูกรักของพระเจ้าเพราะสามารถทำทุกอย่างออกมาดีที่สุดเสมอ ส่วนใครที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอผลงานเรื่องใหม่ของเขาอยู่ก็ไม่ต้องคอยลุ้นกันต่อไปเพราะ Bad Boys 4 กำลังมีแพลนที่จะเริ่มกองถ่ายทำในปีนี้แล้วค่ะ
ส่วนใครที่รอไม่ไหวเราแนะนำให้เลือกซีรีส์เกาหลี, ซีรีส์จีน, หรือซีรีส์แฟนตาซีมาดูรอไปก่อน หรือจะตามเก็บหนังดังที่เราแนะนำไปแล้วก็ไม่ว่ากันค่ะ สำหรับต้องขอตัวลาไปดู The Pursuit of Happyness กันอีกสักรอบ แล้วเจอกันใหม่ในบทหน้าสวัสดีค่ะ ~