หลังจากคู่ของ ‘ออฟ-กัน’ คู่จิ้นระดับตำนานห่างหายกันไปนานกับการแสดงซีรีส์ด้วยกันตั้งแต่เรื่อง ‘Not Me เขา… ไม่ใช่ผม’ ซีรีส์คุณภาพแนวแอคชันและสะท้อนสังคมไทย ในที่สุดแฟนคลับของคู่นี้ก็ได้กรี๊ดกันอีกครั้ง เพราะล่าสุดทาง GMMTV ได้ปล่อย Episode แรกออกมาให้แฟนคลับดูแล้วเรียบร้อยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน ซีรีส์วาย 2023 ที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอกันเยอะพอสมควร เพราะเรื่องนี้แตกต่างไปจากเรื่องที่แล้ว ๆ ตรงที่มีการใส่ความ Comedy เข้าไปเยอะมาก!!
ถือว่าเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ช่วยคลายเครียดช่วงปลายปีได้เป็นอย่างดี ทำเอาหลายคนหัวเราะท้องแข็งกันเลยทีเดียว หลังจากที่ก่อนหน้าที่ซีรีส์วายของทาง GMMTV ค่อนข้างดราม่าดุเดือด สนุกและเรียกน้ำตาไหลพราก อย่าง ‘Only Friends’ มาแล้ว ดังนั้นเพื่อเปลี่ยนมู้ดหลังจากรับชมดราม่าดุเดือดก็มาผ่อนคลายกันบ้างกับ ‘อาหารเป็นยังไงครับหมอ Cooking Crush’ กันต่อครับ ซึ่งวันนี้ผมจะมา ‘รีวิวซีรีส์ อาหารเป็นยังไงครับหมอ Cooking Crush’ ให้ทุกคนได้อ่านกัน
เรื่องย่อซีรีส์ อาหารเป็นยังไงครับหมอ Cooking Crush
‘เปรม (กัน อรรถพันธ์)’ นักศึกษาหนุ่มซึ่งเรียนคณะเกี่ยวกับการทำอาหาร มีความฝันสูงสุดในการเป็นสุดยอดเชฟมืออาชีพ แม้ว่าลึก ๆ แล้วเปรมจะมีความสามารถด้านการทำอาหารอยู่ในตัว แต่เหมือนโชคดูไม่ค่อยเป็นใจกับเขาสักเท่าไหร่ เพราะในคลาสเรียนเขาโดนทั้งอาจารย์ดุและลดความมั่นใจของเขาไปเยอะมาก โดยหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้อาจารย์ดุและโดนลงโทษเป็นเพราะ ‘เท็น (ออฟ จุมพล)’ นึกศึกษาแพทย์ปี 3 ดันเตะบอลเข้าโดนศีรษะของเชฟเปรมอย่างจัง เป็นลมสลบจนเชฟเปรมไปซื้อกะทิไม่ทัน ไหนจะต้องโดนอาจารย์ทำโทษด้วยการล้างจานของเพื่อนทั้งคลาส เรื่องเหมือนจะจบแค่เพียงเท่านั้นแต่ยังไม่จบเพราะหมอเท็นดันได้กลิ่นต้มข่าไก่ที่เชฟเปรมทำเอาไว้ แต่โดนปฎิเสธไม่กินเพราะทำไม่ทันเวลาส่งอาจารย์ ด้วยความที่หิวแทบจะเป็นลมเชฟเปรมเลยยื่นต้มข่าไปให้กับหมอเท็นกิน ปรากฎว่ารสชาติของอาหารอร่อยมาก!!! จนคุณหมอติดใจอยากฝากตัวลูกศิษย์เพื่อที่จะได้ทำอาหารเก่งเหมือนเชฟ
ในตอนแรกเชฟเปรมปฎิเสธอย่างเสียงแข็งเพราะรู้สึกว่าตั้งแต่หมอเท็นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตเขาก็มีแต่เรื่องวุ่นวายตลอด ไหนจะเจ็บทั้งร่างกายไหนจะโดนอาจารย์ทำโทษให้ล้างจานตลอดอาทิตย์ จนเชฟเปรมคิดว่าหมอเท็นเป็นตัวโชคร้ายเลยทีเดียว แต่เมื่อถึงวันหนึ่งปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะน้องสาวของเชฟเปรมดันทำเงินหาย 5 หมื่นบาท แน่นอนละว่าพี่ชายสุดที่รักก็จำเป็นจะต้องช่วยน้องสาวหาเงินให้ได้ สุดท้ายเชฟเปรมเลยยื่นข้อเสนอให้กับหมอเท็นในการคิดค่าสอนทำอาหารในราคา 5 หมื่น ซึ่งด้วยความที่บ้านของหมอเท็นเป็นบ้านคนมีฐานะ ดังนั้นราคาเพียงเท่านั้นสามารถจ่ายได้โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ไป ๆ มา ๆ แทนที่ทั้งคู่จะอยู่กันในฐานะครูและลูกศิษย์ ดันกลายเป็นว่าการทำอาหารทำให้ทั้งคู่เกิดความรักขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว อย่างไรก็ดีความรักในครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเพราะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายตลอดความสัมพันธ์ ซึ่งสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะจบด้วยความสมหวังหรือไม่ ต้องไปติดตามชมกันครับ
ข้อมูลทั่วไปของซีรีส์ อาหารเป็นยังไงครับหมอ Cooking Crush
| แนวซีรีส์ | Romantic Comedy |
| สร้างโดย | GMMTV |
| กำกับการแสดงโดย | สกล วงษ์สินธุ์วิเสส |
| ช่องทางการออกอากาศ | GMM25 และ ดูย้อนหลัง WeTV |
| นักแสดงนำ | กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ (เปรม) ออฟ จุมพล อดุลกิตติพร (เท็น) โดม จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม (สามสี) ตั้ม วราวุธ โพธิ์ยิ้ม (เมธา) นีโอ ตรัย นิ่มทวัฒน์ (ไฟ) อังเปา โอชิริส สุวรรณชีพ (ไดนาไมต์) วิคเตอร์ ชัชชวิศ เตชะรักษ์พงศ์ (แชงมา) |
เหตุผลที่ต้องดูซีรีส์ อาหารเป็นยังไงครับหมอ Cooking Crush
1. ความสามารถของนักแสดง
หากใครเป็นแฟนคลับซีรีส์วายของทาง GMMTV ผมเชื่อว่าต้องเคยดูซีรีส์ของคู่ ‘ออฟ-กัน’ มาบ้างอย่างน้อย 1 เรื่อง ซึ่งแน่นอนละว่าการอยู่วงการการแสดงมาอย่างยาวนานมากกว่า 10 ปี โดยเฉพาะ ‘กัน อรรถพันธ์’ ที่ลับฝีมือทักษะทางด้านนี้มาตั้งแต่เด็กและเคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่อย่างสุพรรณหงส์มาแล้ว ดังนั้นมั่นใจได้ว่าการดูซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ทำให้เรารู้สึกเอ๊ะ..หรือแปลก ๆ กับการแสดง มั่นใจได้ว่านักแสดงในเรื่องนี้จะทำออกมาได้อย่างไหลลื่น แม้ว่าซีรีส์อาจไม่ใช่ดราม่าหรือฉากที่ปล่อยอารมณ์อย่างดุเดือดอะไรมากมาย แต่ทักษะการแสดงของคนที่รับบทนำจะดึงให้เราเข้าไปอยู่ในความน่ารักและความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้ได้อย่างไม่มีเบื่อ
2. มีความน่ารักและความคอมเมดี้ดูแล้วไม่เครียด
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าด้วยซีรีส์วายที่คนดูเยอะมากขึ้น ถึงขั้นที่ซีรีส์วายของไทยกลายเป็น Soft Power สามารถขายได้แทบทั่วมุมโลก ทำให้ซีรีส์วายทุกวันนี้เกิดความหลากหลายมากขึ้น จะเห็นได้ว่าจากเมื่อก่อนที่มาในสไตล์ใส ๆ น่ารัก เป็นความรักในช่วงมัธยมหรือมหาวิทยาลัย แต่ในยุคนี้มีทั้ง Action, Drama, Romance, Period และอื่น ๆ อีกมากมายให้เราได้รับชมกัน ซึ่งในบางเรื่องถึงแม้ว่าจะสนุกแต่ก็ทำเอาคนดูเครียดและเสียน้ำตากันเป็นสาย จนในบางครั้งดูมากจนเกินไปอาจทำให้รู้สึกซึมไปหลายวัน แต่สำหรับเรื่อง ‘Cooking Crush’ จะมาในซีรีส์แนว Comedy ที่เรียกเสียงฮาและความโบ๊ะบ๊ะ ดูแล้วรู้สึกคลายเครียดได้เป็นอย่างดี หากใครเครียดจากการเรียนหรือการทำงานเรื่องนี้สามารถฮีลใจของคุณได้ สำหรับคนไหนที่ดูซีรีส์วายเครียด ๆ มาเยอะ แนะนำให้ลองเปลี่ยนฟิลลิ่งด้วยการดูเรื่องนี้ครับ
3. ความฝันและการทำสิ่งที่ชอบด้วยแพชชัน
จะเห็นได้ว่าตัวละครอย่าง ‘เชฟเปรม’ ไม่ได้เลือกเรียนเชฟเพียงเพราะอยากทำอาหารให้อร่อยเพียงเท่านั้น แต่ความฝันของเขาคือการเป็นเชฟที่เก่งระดับประเทศได้ไปลงแข่งขัน ‘Super Master Chef’ สามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าการเดินทางไปตามความฝันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่นัก เรียกว่าตะกุกตะกักจนทำให้เปรมสูญเสียความมั่นใจในการเป็นเชฟระดับมืออาชีพไปหลายรอบ แต่ด้วยความฝันและความทะเยอทะยานรวมไปถึงการทำอาหารด้วยแพชชันและความชอบ ทำให้เชฟเปรมเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเนื้อเรื่องตรงนี้ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของซีรีส์ ทำให้เราได้รวมลุ้นไปกับตัวละครไปด้วยนั่นเองครับ
4. มีการนำเอาการทำอาหารมาเพิ่มสีสันให้กับซีรีส์
จุดเด่นและความน่าสนใจที่แตกต่างออกไปจากซีรีส์รักวัยใสเรื่องอื่น ๆ คือการนำเอาการทำอาหารมาเป็นธีมและการดำเนินเรื่อง ดังนั้นนอกจากเราจะสนุกไปกับความคอมเมดี้และความสดใสของตัวละครแล้ว เรายังสนุกไปกับวิธีการทำอาหารและสูตรอาหารอร่อย ๆ จากซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วยครับ สำหรับคนไหนที่ชื่นชอบการทำอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมคิดว่า ‘Cooking Crush’ น่าจะเป็นซีรีส์วายที่ค่อนข้างเหมาะกับคุณเลยครับ เพราะเพลินไปกับวัตถุดิบและวิธีการทำอาหารจากในเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กับตัวละคร
5. ทุกคนสามารถเก่งได้จากการฝึกฝันและพัฒนาตัวเอง
‘เชฟเปรม’ มีพัฒนาตัวเองตลอดเวลามีแพชชันในการทำอาหาร ทำให้มีความเก่งขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเป้าหมายในการลงแข่งขัน ‘Super Master Chef’ ในการเป็นสุดยอดเชฟระดับประเทศ แต่อีกคนหนึ่งของเรื่องที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนคงต้องยกให้กับ ‘หมอเท็น’ ซึ่งแม้ว่าตัวเองนั้นจะเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 3 ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทำอาหารแต่อย่างใด แต่เขาก็มีความพยายามในการฝึกฝนการทำอาหารและพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อหวังว่าตัวเองจะได้ทำอาหารอร่อย ๆ ให้กับคนที่รัก ซึ่งตรงนี้ทำให้เราได้เห็นว่าต่อให้คุณจะเริ่มต้นมาจาก 10 หรือ 0 ทุกคนล้วนแล้วแต่สามารถพัฒนาตัวเองได้อยู่ตลอดเวลา เป็นซีรีส์เรื่องหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนดูได้ดีเลยทีเดียว