สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ค่ะเพื่อน ๆ ชาว Best Review ทุกคน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่าในเดือนกุมภาพันธ์นอกจากจะเป็นเดือนแห่งความรักแล้ว ก็ยังเป็นเดือนที่อัดแน่นไปด้วยวันสำคัญต่าง ๆ มากมายทั้ง วันตรุษจีน วันมาฆบูชา รวมถึงยังมีจำนวนวันที่แตกต่างไปจากเดือนอื่น ๆ อีกด้วย และที่พิเศษที่สุดก็คือปี 2024 นี้เป็น ‘ปีอธิกสุรทิน’ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘Leap Year’ หมายถึงปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันซึ่งจะเกิดขึ้นในรอบ 4 ปีครั้งจากปกติที่จะมีอยู่แค่ 28 วัน

แล้ว ‘ปีอธิกสุรทิน’ จริง ๆ แล้วคืออะไร นอกจากนี้ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ถึงมี 28 วันบ้าง 29 วันบ้าง? ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีจำนวนวันน้อยกว่าเดือนอื่น ๆ ? เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเคยคิดสงสัย ในวันนี้เราจึงขอเชิญทุกคนมาร่วมไขความลับของเดือนกุมภาพันธ์ด้วยกันในบทความด้านล่างนี้ ถ้าพร้อมแล้วตามเราลงมาได้เลยค่ะ
ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีแค่ 28 วัน ?
มาเริ่มกันที่คำถามแรกที่หลายคนอาจนึกสงสัยมานาน ว่าทำไมเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีจำนวนวันที่น้อยกว่าชาวบ้านเขา ซึ่งถ้าให้เล่าก็คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยของ ‘จูเลียส ซีซาร์’ แห่งโรมันเมื่อ 46 ปีก่อนคริสตกาล เพราะซีซาร์เป็นคนริเริ่มการใช้ ‘ปฏิทินจูเลียน (Julian calendar)’ ต้นแบบของ ‘ปฏิทินกริกอเรียน (Gregorian Calendar)’ หรือปฏิทินสากลที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งปฏิทินจูเลียนนั้นเป็นปฏิทินเวอร์ชันปรับปรุงจาก ‘ปฏิทินโรมัน (Roman calendar)’ แบบดั้งเดิมที่นับตามหลักจันทรคติ โดยใน 1 ปีจะมีแค่ 10 เดือน (304 วัน) ซึ่งถ้าให้เทียบแล้วก็คือเดือนมีนาคม – เดือนธันวาคมของปัจจุบันนั่นเอง
| Roman Name | English Name |
| Martius | March |
| Aprilis | April |
| Maius | May |
| Junuis | June |
| Quintilis | July |
| Sextilis | August |
| September | September |
| October | October |
| November | November |
| December | December |
ซึ่ง ‘จูเลียส ซีซาร์’ เห็นว่าปฏิทินแบบเดิมที่นับตามหลักจันทรคตินั้นไม่เหมาะสม จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 2 เดือนนั้นก็คือเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ กลายเป็นใน 1 ปีจะมี 12 เดือน และได้กำหนดให้แต่ละเดือนมีจำนวนวัน 30 และ 31 วันคละกันไปยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ที่มี 29 วัน ถูกต้องแล้วค่ะเพื่อน ๆ อ่านไม่ผิด เพราะแต่เดิมเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ทำให้ในปีอธิกสุรทินเดือนกุมภาพันธ์จะมี 30 วัน นอกจากนี้ชื่อเดือน Quintilis ยังถูกเปลี่ยนเป็น July ตามชื่อของจูเลียสเพื่อเป็นการรำลึกถึงอีกด้วย
ต่อมาในยุคของจักรพรรดิ ‘เอากุสตุส ซีซาร์’ บุตรบุญธรรมของจูเลียส ซีซาร์ ก็มีการเปลี่ยนแปลงของปฏิทินอีกครั้ง เนื่องจากพระเจ้าออกัสตุสอยากมีเดือนที่เป็นชื่อตัวเองเหมือนกับพระบิดาจูเลียส ซีซาร์บ้าง จึงได้เปลี่ยนชื่อเดือน Sextilis เดือนเกิดเป็นชื่อ August ตามชื่อของตน และรู้สึกไม่ชอบที่เดือนนี้มี 30 วันเพราะมีความเชื่อว่าจำนวนวันที่เป็นเลขคู่นั้นนำพาโชคร้าย จึงได้ไปดึงวันจากเดือนเกิดใหม่อย่างกุมภาพันธ์มา 1 วัน ทำให้เดือน August หรือเดือนสิงหาคมมี 31 วัน และเดือนกุมภาพันธ์มีแค่ 28 วันและจะมี 29 วันในปีอธิกสุรทินแบบที่เห็นในปัจจุบันนั่นเอง
‘อธิกสุรทิน’ แปลว่าอะไร ?
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาเรามาทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า ‘อธิกสุรทิน’ กันก่อนดีกว่า โดยคำว่า ‘อธิกสุรทิน’ นั้นอ่านว่า ‘อะ-ทิก-กะ-สุ-ระ-ทิน’ เป็นคำที่ประกอบด้วยคำจากภาษาบาลีสันสกฤตทั้งหมด ตั้งแต่คำว่า อธิก- (อ่านว่า อะ-ทิ-กะ) ที่มีความหมายว่า เกินหรือเพิ่ม ส่วนคำว่า -สุรทิน (อ่านว่า สุ-ระ-ทิน) มาจากคำว่า สุร + ทิน ซึ่ง ‘ทิน’ แปลว่า วันที่ และ ‘สุร’ ในที่นี้จะหมายถึงพระอาทิตย์

‘อธิกสุรทิน’ จึงหมายถึงคำที่เกี่ยวข้องกับปฏิทินแบบสุริยคติ ซึ่งเป็นรูปแบบปฏิทินที่ประเทศไทยใช้ในปัจจุบัน ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ให้ความหมายของ ‘อธิกสุรทิน’ ไว้ว่า ‘วันที่เพิ่มขึ้นในปีสุริยคติ คือในปีนั้นมีการเพิ่มวันเข้าไปในเดือนกุมภาพันธ์อีกวันหนึ่งเป็น 29 วัน’ เราจึงเรียกปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันว่า ‘ปีอธิกสุรทิน (Leap Year)’ ส่วนปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน เราก็จะเรียกว่า ‘ปีปกติสุรทิน (Common Year)’ นั่นเองค่ะ
ปีอธิกสุรทินเกิดจากอะไร ? ทำไมต้องเพิ่ม 1 วันทุก 4 ปี ?
โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ทำให้เกิด ‘กลางวันและกลางคืน’ และการที่โลกหมุนรอบตัวเองโลกก็ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย ทำให้เกิดเป็น ‘ฤดูกาล’ โดยใช้เวลาประมาณ 365 วัน
ข้อความด้านบนนี้เป็นสิ่งที่พวกเราหลาย ๆ คนได้เรียนรู้มาตั้งแต่ยังเด็กว่าใน 1 วันที่โลกหมุนรอบตัวเองนั้นมีประมาณ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าหากจะลงรายละเอียดจริง ๆ แล้วโลกของเราหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที ทำให้การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกจะใช้เวลาประมาณ 365.25 วันหรือ 365 วัน กับอีก 5 ชั่วโมง 48 นาที 56 วินาที ต่างจากที่เราท่องกันมาตลอดว่า 1 ปีมี 365 วันเป๊ะ ๆ
ซึ่งเจ้า เศษ 0.25 นี้เองที่กลายเป็นปัญหา เพื่อที่จะรวมเศษที่ตกค้างของแต่ละปีให้เป็น 1 วัน จึงต้องเพิ่มวันที่ 29 กุมภาพันธ์ลงในปฏิทินทุก ๆ 4 ปี ที่การรวม 0.25 กลายเป็น 1 พอดี (0.25 x 4) กลายเป็นปีนั้นจะมีวันทั้งหมด 366 วัน เพื่อให้ปฏิทินมีความเป็นระเบียบและสะดวกในการนับจำนวนวันแต่ละปี ซึ่งปีนั้นก็คือปีอธิกสุรทินหรือปีที่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ และเราจะเรียกวันที่เพิ่มมานั้นว่า ‘วันอธิกวาร’ นั่นเอง
ปีไหนบ้างที่เป็นปีอธิกสุรทิน ? วิธีคำนวนหา ?
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าปีอธิกสุรทินนั้นจะมี 4 ปีครั้ง ถ้าหากเราอยากทราบว่าปีไหนบ้างที่เป็นปีอธิกสุรทินก็จะมีวิธีการคำนวณอย่างง่าย ดังนี้
- เริ่มจากการนำปี ค.ศ ที่ต้องการคำนวณมาเป็นตัวตั้ง (ต้องใช้ปี ค.ศ. เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนจากการแปลงปี ค.ศ. มาเป็น ปี พ.ศ. ซึ่งไม่ได้มีระยะเวลา 543 หรือ 542 ปีแบบเป๊ะ ๆ )
- จากนั้นหารปี ค.ศ ด้วย 4 หากผลลัพธ์ที่ได้เป็นจำนวนเต็มแบบไม่มีเศษแปลว่านั่นเป็นปีอธิกสุรทิน ที่ในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน เช่น ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567), ค.ศ.2022 (พ.ศ.2563), ค.ศ 2016 (พ.ศ. 2559) เป็นต้น
- ถ้าหากหารแล้วเหลือเศษไม่ว่าเท่าไหร่ก็ตาม แสดงว่าไม่ใช่ปีอธิกสุรทินนั่นเอง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าทุกปี ค.ศ. ที่หารด้วย 4 ลงตัวจะเป็นปีอธิกสุรทินเสมอไป เพราะการเพิ่มปีอธิกสุรทินในแต่ละครั้งทำให้เวลาในปฏิทินเพิ่มขึ้นกว่า 44 นาที ซึ่งเวลาที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ฤดูกาลต่าง ๆ เคลื่อนไปด้วย ดังนั้นการหาปีอธิกสุรทิน นอกจากจะนำปี ค.ศ. มาหารด้วย 4 แล้ว เพื่อความชัวร์เราก็ต้องนำมาหารด้วย 100 และ 400 ด้วย
โดยมีกฎก็คือ ถ้าหากหารปี ค.ศ. ด้วย 4 ลงตัว แต่หารด้วย 100 ไม่ลงตัวมีเศษ แสดงว่าปีนั้นเป็นปีอธิกสุรทิน แต่ถ้าปี ค.ศ. นั้นหารด้วย 4 และ 100 ลงตัวทั้งคู่ ก็ต้องพิสูจน์ด่านสุดท้ายด้วยการหารด้วย 400 ซึ่งถ้าหากปีนั้นถ้าหารด้วย 100 ลงตัวและหารด้วย 400 ไม่ลงตัว ปีอธิกสุรทินจะถูกข้ามไป และไม่นับปีนั้นว่าเป็นปีอธิกสุรทิน แต่ถ้าหารลงตัวทั้ง 100 และ 400 แปลว่าปีนั้นคือปีอธิกสุรทินแบบชัวร์ ๆ ค่ะ
Fact น่ารู้ :
ในทางกฎหมายแล้ว คนที่เกิดในวันที่ 29 ก.พ. ในสหราชอาณาจักรและฮ่องกง จะถูกนับวันเกิดตามกฎหมายเป็นวันที่ 1 มี.ค. แต่ที่นิวซีแลนด์ ไต้หวัน รวมถึงประเทศไทย จะมีการนับวันเกิดตามกฎหมายเป็นวันที่ 28 ก.พ. ค่ะ