รีวิว ซีรีส์ Bridgerton (ซีซั่น 1) – THE DUKE AND I : ดยุคในดวงใจ

ผลงานซีรีส์น้ำดีของ Netflix ที่มีความย้อนยุค โรแมนติคปนความน้ำเน่าของสังคมชนชั้นสูงผู้ดีอังกฤษ Bridgerton – บริดเจอร์ตัน วังวนรักเกมไฮโซ เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ฝรั่ง ที่ Original Netflix ได้ทำผลงานไว้ได้อย่างสวยงาม ได้รับการตอบรับอย่างฉุดไม่อยู่จากผู้ชมทั่วโลก โดยมีรายงานจากทาง Netflix ว่า ซีรีส์ Bridgerton ได้ทำสถิติมีผู้ชมดูสูงถึง 63 ล้านครัวเรือน ภายใน 4 สัปดาห์แรก ซึ่งนี่ก็ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ทำเอาทาง Netflix เองยิ้มจนแก้มปริกันไปเลย

ถ้าถามถึงที่มาที่ไปของ Bridgerton ว่ามาเป็นซีรีส์ของ Netflix ได้อย่างไรนั้น ก็ต้องบอกเลยว่าซีรีส์นี้ได้ดัดแปลงมาจากนิยายที่ขายดีเทน้ำเทท่าของ Julia Quinn ซึ่งนิยายของเธอนี้มีทั้งหมด 8 เล่ม นั่นก็คือ

  • The Duke and I (2000)
  • The Viscount Who Loved Me (2000)
  • An Offer From a Gentleman (2001)
  • Romancing Mister Bridgerton (2002)
  • To Sir Phillip, With Love (2003)
  • When He Was Wicked (2004)
  • It’s In His Kiss (2005)
  • On the Way to the Wedding (2006)

โดยแต่ละเล่มจะเล่าถึงพี่น้องทั้ง 8 คน ของตระกูลบริดเจอร์ตัน นั่นก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า ซีรีส์ Bridgerton น่าจะมีอย่างน้อย 8 ซีซัน ให้คนดูได้ตั้งหน้าตั้งตารอติดตามกัน โดยแรงบันดาลใจของการเขียนหนังสือได้นำความเว่อร์วังของยุครีเจนซี่ (Regency Era) ซึ่ง Bridgerton ก็ได้ดำเนินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงราว ค.ศ. 1813 – 1827

ทำไมถึงต้องเป็นยุครีเจนซี่ (Regency Era) ?

ยุครีเจนซี่ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระยะสั้น ๆ ที่กินเวลาประมาณ 9 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 1811 – 1820 ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวของประเทศแถบยุโรป

ซึ่งยุครีเจนซี่ เป็นยุคหลายคนคุ้นหูกันดี และยังได้มีการถูกอ้างอิงถึงยุคนี้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะยุครีเจนซี่มีความหรูหรา อลังการ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองทางศิลปวัฒนธรรม สุนทรีย์นิยมที่รุ่งเรื่อง บ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวย ตามต้นแบบของผู้ดีอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศอังกฤษเองในช่วงนั้น

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพของยุครีเจนซี่ที่ทุกคนคุ้นหูคุ้นตากันดีนั่นก็คือ พระราชวังบัคคิงแฮม (Buckingham Palace) ที่มีสถาปัตยกรรมแนวรีเจนซี่ และยังคงเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และสถานที่นี้ยังใช้จัดงานสำคัญ ๆ ของราชวงศ์อังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน

พล็อตเรื่องของซีรีส์ Bridgerton

เป็นเรื่องราวของตระกูลบริดเจอร์ตัน ที่ถ่ายทอดความรักดราม่าน้ำเน่า สุดแสนจะโรแมนติก แต่ไม่ถึงกับหวานเจี๊ยบ เพราะยังมีความดราม่าแฝงอยู่ และคลุกเคล้าด้วยคอมเมอดี้ ที่สร้างโดยใช้การเซตติ้งฉากให้มีความเป็นอังกฤษย้อนยุคในยุครีเจนซี่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมติ ตัวละครหลักเป็นตัวละครที่ไม่ได้มีในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีตัวละครบางตัวที่อ้างอิงจากประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรอังกฤษ ที่นำเอาวัฒนธรรมความเป็นสังคมชนชั้นสูงผู้ดีอังกฤษในนั้น มาผสมผสานให้มีความโมเดิร์น ทั้งในส่วนของคอสตูม และเพลงให้คนดูเคลิ้มไปด้วย โดยใช้เพลง Pop ในยุคปัจจุบันมาเป็นเพลงบรรเลงทำให้คนดูมีส่วนร่วมกับซีรีส์ เช่น เพลง Thank you ของ Arina Grande, Girl like you ของ Maroon 5 และ In my blood ของ Shawn Mendes มากไปกว่านั้นเนื้อเรื่องนั้นยังนำคนผิวสีมารับบทเป็นชนชั้นนำในสังคมอีกด้วย

สมาชิกของตระกูลบริดเจอร์ตัน

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องของซีรีส์ เรามารู้จักสมาชิกของตระกูลบริดเจอร์ตันกันก่อนดีกว่าค่ะ เพราะเรื่องราวซีรีส์ก็จะวนเวียนอยู่ในครอบครัวตระกูลบริดเจอร์ตัน ดังนั้นเราพามารู้จักสมาชิกในตระกูลนี้ว่ามีใครกันบ้าง

ครอบครัวนี้มีคุณแม่ – เลดี้ไวโอเลต (Ruth Gemmell) และลูก ๆ อีก 8 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และผู้หญิง 4 คน โดยประกอบไปด้วย

  • ลูกชายคนแรกของตระกูล ลอร์ดแอนโทนี่ บริดเจอร์ตัน (Jonathan Bailey)
  • ลูกชายคนที่สองของตระกูล เบเนดิกต์ บริดเจอร์ตัน (Luke Thompson)
  • ลูกชายคนที่สามของตระกูล คอลิน บริดเจอร์ตัน (Luke Newton)
  • ลูกสาวคนแรกของตระกูล ลูกคนที่สี่ของครอบครัว ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน ( Phoebe Dynevor)
  • ลูกคนที่ห้าของตระกูลอโลอีส บริดเจอร์ตัน (Claudia Jessie)
  • ลูกคนที่หกของตระกูล ฟรานเซสกา บริดเจอร์ตัน (Ruby Stokes)
  • ลูกคนที่เจ็ดของตระกูล เกรกอรี บริดเจอร์ตัน (Will Tilston)
  • ลูกคนสุดท้องของตระกูล ไฮยาซินธ์ บริดเจอร์ตัน (Florence Hunt)

เรื่องย่อซีรีส์ Bridgerton (ซีซั่น 1) – The Duke and I

ซีซันแรกของ Bridgerton นี้ ก็คือเรื่อง The Duke and I โดยเนื้อเรื่องจะเน้นไปที่ลูกคนที่ 4 ของตระกูลที่เป็นลูกสาวคนแรกครอบครัว นั่นก็คือ ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน (รับบทโดย Phoebe Dynevor) ซึ่งเธอมีความงดงาม สวยสะพรั่ง ไม่มีที่ติ ถึงขั้นได้รับคำชมเชยจากพระราชินีชาร์ลอต (รับบทโดย Golda Rosheuvel) ว่า เธอคือ Diamond of The First Water หรือเพชรงามไร้ที่ติและงดงามที่สุดในฤดูกาล (Queen Charlotte A Bridgerton Story)

ซึ่งในซีรีส์เป็นการกล่าวถึงสังคมชั้นสูง ผู้คนในสังคมนี้ก็มีเวลามาสะเหลือเกิน เพราะเมื่อเข้าถึงฤดูกาลแห่งการพบปะดูคู่ หรือ marriage market หรือ ตลาดสมรส ก็จะมีการจัดงานหลายครั้งมากมาย โดยแต่ละครอบครัวก็ต้องส่งลูกสาวที่มีอายุถึงเกณฑ์พร้อมออกเรือน มาให้พระราชินีดูตัว โดยนัดแรกก็ได้จัดโดยพระราชินี โดยก่อนที่จะเข้าพิธีเดบูตองต์ (Debutante) หรืองานเต้นรำเปิดตัวลูกสาวของตระกูลขุนนาง (ซึ่งพิธีเดบูตองต์ ก็มีอยู่จริงในยุคนั้นนะคะ) และตระกูลชนชั้นสูง โดยหญิงสาวของแต่ละตระกูลต้องไปเข้าหลักสูตรการอบรมกิริยามารยาทเพื่อให้เหมาะกับชนชั้นสูงตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยุโรป ซึ่งแต่ละตระกูลก็แข่งขันกันอย่างเข้มข้น พ่อแม่แต่ละตระกูลก็ต้องช่วยดันลูกสาวของตน มีการชิงดีชิงเด่น ในแวดวงสังคมชั้นสูงของลอนดอน

แต่ละครั้งที่มีการจัดงานเช่นนี้ สิ่งที่ตามมานั่นก็คือ จะมีบทความในหนังสือพิมพ์ตีแผ่ออกมา โดยเนื้อหาก็จะเขียนซุบซิบสังคมไฮโซ ที่มีความจิกกัดสังคมคนชั้นสูง ซึ่งผู้เขียนนั้นได้ใช้นามปากกาว่า Lady Whistledown ซึ่งผู้คนทั่วไปและคนในสังคมชั้นสูงเองต่างก็ติดตามและรอคอยผลงานของ Lady Whistledown เพราะถ้าหากผู้ใดมีชื่อได้กล่าวถึงในบทความ ก็หมายถึงว่าคนคนนั้นมีความน่าสนใจ Lady Whistledown จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิผลต่อสังคมชั้นสูง ซึ่งพระราชินีชาร์ลอตต์เองท่านก็อยากรู้เช่นว่านักเขียนปริศนาผู้มีนี้เป็นใครกันแน่ ถึงขั้นต้องส่งให้มีคนไปสืบหาเรื่องราวของ Lady Whistledown

ดาฟนี่ เองก็ได้มีชื่ออยู่ในบทความของ Lady Whistledown เพราะเธอคือ เพชรงามของฤดูกาล และเธอเองก็มีความหวังว่าเธอจะได้คู่ครองของตัวเองในฤดูกาลนี้ เพราะเธออยากมีครอบครัวเป็นของตัวเอง และครองคู่รักกันเหมือนพ่อแม่ของเธอ ซึ่งพ่อของเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้พี่ชายคนโตของตระกูล นั่นก็คือ แอนโทนี่ บริดเจอร์ตัน (รับบทโดย Jonathan Stuart Bailey) ต้องมาทำหน้าที่ดูแลคนในตระกูลบริดเจอร์ตัน แทนพ่อ

แอนโทนี่ต้องดูแลทุกคนในบ้านตั้งแต่เขายังเป็นวัยรุ่น ทำหน้าที่ต่าง ๆ ในบ้านแทนพ่อที่จากไปทุกอย่าง เมื่อมาถึงวันที่น้องสาวอย่าง ดาฟนี่ ต้องหาคู่ครอง พี่ชายอย่าง แอนโทนี่ ก็ต้องมาช่วยแสกนหนุ่ม ๆ ที่เหมาะสมให้น้อง เพราะทุกคนในตระกูลต่างรู้กันดีว่าการแต่งงานของดาฟนี่ มีความสำคัญอย่างมากกับตระกูล บริดเจอร์ตัน หากเธอแต่งงานกับตระกูลที่ดี ก็จะสามารถเกื้อหนุนตระกูลบริดเจอร์ตันของเธอ และเป็นการปูพรมให้น้องสาวในตระกูลที่เหลือที่จะออกเรือนต่ออนาคตอีกด้วย

ดาฟนี่ได้พบกับ ไซมอน แบสเซ็ตต์ ดยุคแห่งเฮสติ้ง (รับบทโดย Regé-Jean Page) ซึ่งเป็นเพื่อนของแอนโทนี่ ไซมอนเป็นชายหนุ่มผิวสี มาจากตระกูลร่ำรวย ฐานะดี หน้าตาหล่อเหลา และเนื้อหอมอีกด้วย จึงเป็นที่หมายตาของสาว ๆ และบรรดาแม่ ๆ ที่กำลังมองหาลูกเขย แต่ตัวไซมอนเองก็มีปมในใจที่เกิดจากการกระทำของพ่อตัวเอง เขาจึงปฏิญาณตนว่าจะไม่แต่งงาน จะครองโสดไว้และจะไม่มีทายาทสืบสกุลให้พ่อเป็นอันขาด (เพราะพ่อของไซมอนต้องการให้ไซมอนมีทายาทสืบสกุล) ซึ่งการเจอกันครั้งแรกของทั้งสองคนนั้นไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ เพราะมีเรื่องที่ทำให้ทั้งคู่เข้าใจผิดกัน ทั้งคู่จึงไม่ลงลอยกัน เรียกได้ว่าเกลียดขี้หน้ากันเลยก็ได้ค่ะ

ไซมอนเองก็โดนญาติผู้ใหญ่อย่าง เลดี้ แดนเบอร์รี่ (รับบทโดย Adjoa Andoh) คะยั้นคะยอให้เข้าร่วมหาคู่ในฤดูกาลนี้ ไซมอนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลยต้องเลยตามน้ำ เขาเลยมีแผนการที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากการจับคู่ของญาติผู้ใหญ่ โดยการทำข้อตกลงกับดาฟนี่ว่าจะแกล้งตบตาคนในงานว่าทั้งคู่ชอบพอกัน เพราะตัวดาฟนี่เองก็จะได้เป็นจุดสนใจของชายหนุ่มหลาย ๆ คนอีกด้วย (ผู้ชายมักจะต้องตาต้องใจกับผู้หญิงที่มีคู่ควง-ไซมอนกล่าว) ส่วนตัวไซมอนเองก็จะไม่ต้องโดน เลดี้ แดนเบอร์รี่ หาผู้หญิงมาให้คบหา ซึ่งแน่นอนว่าแอนโทนี่ไม่ปลื้มเท่าไหร่ที่เห็นว่าทั้งสองคนกำลังดูใจกัน เพราะแอนโทนี่ รู้ดีว่าไซมอน เสเพล เป็นเพลย์บอยตัวพ่อ และไม่ได้อยากที่จะมีครอบครัวเป็นตัวเป็นตน

แต่เรื่องมันช่างอลวนทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกันจริง ๆ เรื่องมันเป็นมายังไงก็ต้องไปตามเส้นทางรักของดาฟนี่ กับท่านดยุคไซมอน กันด้วยนะคะ เพราะบอกเลยว่ารักครั้งนี้ไม่ง่าย ไม่ได้ปูทางไว้ด้วยกลีบดอกกุหลาบ เพราะท่านดยุคไซมอนยังมีปมในชีวิตวัยเด็กที่ตามหลอกหลอนอยู่ แต่ขอสปอยอีกหน่อยว่า ชีวิตหลังแต่งงานของทั้งคู่ก็แซ่บมากจริง ๆ เรียกว่าฉากเลิฟซีน 18 + มีทั้ง indoor และ outdoor น่าจะทุกซอกทุกมุมของพระราชวัง ทำเอาคนดูเขินแทน ต้องไปตามชมกันค่ะ

ข้อมูลทั่วไปของซีรีส์ Bridgerton – บริดเจอร์ตัน – THE DUKE AND I : ดยุคในดวงใจ ?

แนวซีรีส์ Drama, History, Biography
กำกับการแสดงโดย Chris Van Dusen
เขียนบท Julia Quinn และ Shonda Rhimes
ช่องทางออกอากาศ Netflix
จำนวนตอน 8 ตอน
นักแสดงนำ Phoebe Dynevor
Regé-Jean Page
Jonathan Stuart Bailey
นักแสดงนำ Adjoa Andoh
Ruby Barker
Claudia Jessie
Golda Rosheuvel
Nicola Coughlan

ทำไมต้องดู Bridgerton – บริดเจอร์ตัน – THE DUKE AND I : ดยุคในดวงใจ ?

  • ตัวละคร “Lady Whistledown” ที่เป็นนักเขียนปริศนา ที่ทำให้ซีรีส์มีสีสัน เพราะการเขียนบทความซุบซิบนินทา ประชดประชันสังคมชั้นสูงนั้นทำให้น่าสนใจ คนดูก็ต่างพากันเดาไปต่าง ๆ นานาว่าใครคือ Lady Whistledown
  • นักแสดงได้แคสติ้งมาอย่างลงตัว มีเคมีที่เข้ากัน และแสดงได้ดี ทำให้คนดูอินน์กับซีรีส์
  • เนื้อเรื่องเข้ากับสังคมในปัจจุบันในเรื่อง LGBTQ และ ความแตกต่างทางเชื้อชาติสีผิว สำหรับความคิดส่วนตัวคิดว่ามีการใส่ในเรื่องสีผิวเยอะไปหน่อย ทำให้บางครั้งบางตอนรู้สึกว่าจะเยอะไปไหน แต่ก็อย่างว่าล่ะเนอะว่า Shonda Rhimes เป็นผู้ร่วมเขียนบท เธอเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีการออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมกันของคนผิวสี รวมไปถึงการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ที่ดาฟนี่และอิโลอีส ได้นำเสนอผ่านความเชื่อของพวกเธอในซีรีส์
  • คอสตูมอลังการงานสร้าง สวยงามแต่บางชุดก็มีความรุงรัง เพราะทาง Ellen Mirojnick คอสตูมดีไซเนอร์ของบริดเตอเจอร์ตัน ได้ใช้คอนเซปต์ “Regency with a twist” นั่นก็คือการนำแฟชั่นยุครีเจนซี่มาใส่ลูกเล่นให้มีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ยังคงความหรูหราอลังการ ดูยังไงก็ไม่เบื่อ เพราะชุดของตัวละครนำอย่างดาฟนี่ ได้ใช้ชุดไปแล้วถึง 104 ชุด (จะเบื่อได้ไงเนอะ คนเดียวใช้ชุดไปแล้วเกินร้อยชุด) และวิกผมที่ดูไปแล้วก็สงสารนักแสดงที่ต้องใส่วิกอันใหญ่โต
  • ฉากและสถานที่ สวยมาก ข้อนี้ให้ไปเต็ม ๆ ไม่มีหัก สวยตามแบบฉบับประเทศอังกฤษในฤดูร้อน ที่ดอกไม้ออกดอกสวยงามหลากหลายสีสัน และบ้านของตระกูลบริดเจอร์ตันที่สวยงามนั้น ทาง Chris Van Dusen ผู้สร้างซีรีส์เรื่องนี้ได้กล่าวว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากคฤหาสน์ Althorp House ที่เป็นของครอบครัวสเปนเซอร์ ซึ่งเป็นครอบครัวของเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ซึ่งเป็นคฤหาสน์ที่เจ้าหญิงทรงใช้ชีวิตในวัยเยาว์ จนกระทั่งทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ในปี 1981
  • ฉากเลิฟซีนที่วาบหวิวมีให้ดูเยอะมาก แต่ด้วยความหล่อของท่านดยุค เลยทำให้สาว ๆ หลายคนรอติดตามฉากนี้ โดยรวมแล้วฉาก 18+ คือไม่ถึงกับลามกจนทำให้อึดอัด
Next Post