ในฐานะที่ผมเองเป็นหนุ่มวายซึ่งเข้าสู่วงการซีรีส์แนวชายรักชายมาตั้งแต่สมัย Love Sick กำลังเป็นกระแสฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง (เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว) โดยในตอนนั้นการดูผู้ชายหอมแก้มกันหรือหยอดมุขหวานผ่านหน้าจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจพอ ๆ กับ CG ของอินเดียที่สามารถพังห้องขังด้วยมือเปล่า หรือเห็นไก่เดินสี่ขาอยู่บนถนนเยาวราชอะไรแบบนั้น จนในทุกวันนี้การเห็นผู้ชายจับมือกลางห้างสรรพสินค้าหรือความสัมพันธ์ของชาว LGBTQ+ เริ่มเป็นเรื่องปกติและยอมรับมากขึ้นในสังคม
เอาเป็นว่าตัวผู้เขียนคืออิแก่ของวงการซีรีส์วายนั่นละ ผ่านประสบการณ์การดูซีรีส์วายไทยมาไม่ต่ำกว่า 30 เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเอือมระอาและอยากปิดหน้าจอกลับไปทอดไข่เจียวแก้เบื่อคือซีรีส์ที่ดำเนินเรื่องในรักวัยใสอย่างมัธยม หรือความรักซ้ำซาก ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะรู้สึกว่าวงการวายไทยยังคงจมปลักกับความจำเจและไม่ก้าวเดินไปสู่อะไรใหม่ ๆ สักที เรียกว่าตั้งปฎิญาณเอาไว้เลยละว่า “ตรูจะไม่ดูซีรีส์วายที่นักแสดงใส่ชุดนักเรียนอย่างแน่นอน”
แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องตบปากตัวเองและแอบไปเปิดซีรีส์วายรักวัยใสคนเดียวเงียบ ๆ อีกครั้งแบบไม่ให้เพื่อนรู้ (เพราะด่าไปเยอะ) เพราะวันหนึ่งมือของตัวเองก็เผลอไปคลิ๊กเข้ากับซีรีส์ที่ชื่อว่า ‘แฟนผมเป็นประธานนักเรียน’ เข้า (เผลอแหละแก…) ยอมรับว่าในตอนนั้นไม่เคยมีโอกาสได้ดู Teaser หรืออ่านเรื่องย่อใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ความหล่อของนักแสดงดึงดูดให้กดเข้าไปแบบดูแบบไม่รู้ตัว…. 🙃
เมื่อเริ่มเปิดใจกลับมาดูซีรีส์วายรักวัยใสอีกครั้งก็กลายเป็นติดแบบงอมแงม ชนิดที่ว่าดูวนแล้ววนอีกจนไม่กินน้ำกินท่า สั่งป๊อปคอร์นมากินไปเรื่อย ๆ จนน้ำหนักเพิ่มขึ้น 2 กิโลต่ออาทิตย์ คิดว่าอีกไม่นานคงได้ตัดขาเพราะเบาหวานน่ากินในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วเจอมดไต่ขาคงจะไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ แต่เขียนมาจนถึงตอนนี้แล้วหลายคนคงคิดว่า “อิคนเขียนนี่น่าจะไม่ปกติ” ดังนั้นเพื่อแก้ต่างไม่ให้ผู้อ่านมองว่าผู้เขียนบ้าไปกว่านี้ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าซีรีส์ที่ผู้เขียนมันอวยนักอวยหนามันมีดีอะไรบ้าง อะ..เพื่อไปเสียเวลาไปอ่านกันเลอะ!!
เรื่องย่อ แฟนผมเป็นประธานนักเรียน [My School President]
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากประธานนักเรียนสุดหล่อที่เป็นหมายปองของคนทั้งโรงเรียนอย่าง ‘ ติณณ์ (เจมีไนน์ นรวิชญ์)’ ไปตกหลุมรักเข้ากับหนุ่มหล่อใสเล่นดนตรีเก่งและเป็นประธานชมรมดนตรีของโรงเรียนอย่าง ‘กันต์ (โฟร์ท ณัฐวรรธน์)’
จากโปรไฟล์ของทั้งสองคนคงดูเหมือนกับว่าความรักครั้งนี้คงเป็นอะไรที่ไม่ได้ยากสักเท่าไหร่นัก แต่ในความเป็นจริงแล้วอุปสรรคความรักของคู่นี้ยากไม่ได้แพ้ไปกว่าการขึ้นไปจุดสูงสุดของเขาเอเวอเรสต์ เพราะ ผอ. สุดเนี๊ยบซึ่งเป็นคุณแม่ของ ‘ติณณ์’ มอบหมายให้ทางติณณ์เข้าไปจัดการชมรมต่าง ๆ ที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ซึ่งหนึ่งในรายชื่อนั้นดันกลายเป็นชมรมดนตรีซึ่งมี ‘กันต์’ เป็นประธานชมรมซะอย่างงั้น
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่ได้มีเพียงแค่เท่านี้ เพราะถึงแม้จะผ่านด่านเรื่องการยุบชมรมไปได้ แต่เส้นทางความสัมพันธ์ยังมีอีกนั่นคือชมรมดนตรีมีกฎเหล็กจากรุ่นต่อรุ่นคือในวงไม่สามารถมีแฟนได้จนกว่าจะชนะรายการ Hot Wave แต่!!! ในระยะทางการชนะรายการนี้ยังมีคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ‘ซาวด์ (สตางค์ กิตติภพ)’ ซึ่งหนุ่มหล่อเล่นดนตรีเก่งที่เข้ามาเป็นแคนดิเดตแย่งชิงหัวใจ ‘กันต์’ อีกตังหาก ท้ายที่สุดแล้วติณณ์จะสมหวังกับความรักในครั้งนี้หรือไม่ คงต้องไปติดตามดูกันในซีรีส์ครับ
ข้อมูลทั่วไปของซีรีส์ แฟนผมเป็นประธานนักเรียน [My School President]
| แนวซีรีส์ | บอยส์เลิฟ โรแมนติกคอมเมดี้ |
| ผู้ผลิต | จีเอ็มเอ็มทีวี |
| กำกับการแสดงโดย | กรพรหม นิยมศิลป์ |
| ช่องทางออกอากาศ | GMM25, VIU และ Youtube |
| จำนวนตอน | 12 ตอน |
| นักแสดงนำ |
|
ทำไมถึงต้องดูซีรีส์เรื่อง แฟนผมเป็นประธานนักเรียน
1. เส้นทางและอุปสรรคความรักของตัวละคร
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามคือเส้นทางความรักระหว่าง ‘ติณณ์’ และ ‘กันต์’ เพราะเรื่องดำเนินมาให้ความรักของทั้งสองคนแทบเป็นไปไม่ได้ เหมือนเอาตัวสลอธมาวิ่งแข่งกับชีตาร์ในระยะทาง 4 x 100 เมตร เพราะไหนจะปัญหาเรื่องการที่ติณณ์เป็นประธานนักเรียนและมีภารกิจสำคัญจากผมซึ่งเป็นแม่แท้ ๆ ของตัว ในการล้มล้างชมรมไร้ประโยชน์ออกไปจากโรงเรียน แต่ชมรมเป้าหมายดันกลายเป็นชมรมของแมวเหมียวน้อยคนโปรดอย่าง ‘กันต์’ คนที่แอบชอบมานานนับปีซะอย่างนั้น มิหนำซ้ำคุณแม่ของตัวเองยังไม่ค่อยชอบกันต์ซะเท่าไหร่
ฟีลลิ่งประมาณแม่ผัวลูกสะใภ้อะไรแบบนั้นแหละ เรื่องนี้ก็เหมือนว่าจะยากแล้วใช่ไหมครับ แต่แกเอ้ยยย… มันดันมีหนุ่มหล่อเล่นดนตรีเก่งอย่าง ‘ซาวด์’ ที่พูดเรื่องดนตรีเข้ากับกันต์ได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่ถ้าจะให้ ‘ซาวด์’ ที่เพิ่งเข้ามาในชมรมดนตรีและแย่งความรักจะเหมียวตัวน้อยไปจากติณณ์ ติณณ์คงต้องบอกว่า “กูรักของกูมาเป็นปี ๆ” ไม่มีทางยอมโดนแย่งความรักไปง่าย ๆ หรอก ซึ่งความสนุกมันอยู่ตรงนี้แหละ ให้ความรู้สึกเหมือนแคนดิเดตนายกแย่งกันทำคะแนนซื้อใจประชาชน แต่ใครจะซื้อด้วยความสามารถหรือซื้อด้วยเงินก็คงต้องไปดูกันในซีรีส์นะจ๊ะ
2. คำว่า ‘เพื่อน’ และ ‘ความสามัคคี’
การดำเนินเรื่องไม่ได้มีเพียงแค่ความรักแบบแฟนเท่านั้น แต่เส้นเรื่องยังพูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ๆ ในวงอีกด้วย เพราะเป้าหมายของทุกคนในวงคือการเอาชนะรายการใหญ่อย่าง Hot Wave เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของชมรมดนตรีและร่วมกันพาชมรมให้ก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ แน่นอนละว่าการทะเลาะการไม่เข้าใจเป็นเรื่องปกติของเพื่อนในทุกกลุ่มอยู่แล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ลองจินตนาการดูสิว่าในชีวิตนี้พวกเราตบตีกับเพื่อนมาแล้วกี่ครั้ง ซึ่งในซีรีส์ก็สะท้อนเรื่องราวของชีวิตวัยมัธยมทั่วไปนั่นละ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ต้องให้อภัยกัน เพราะคำว่า ‘เพื่อน’ สามารถให้อภัยกันได้เสมอ ดังนั้นในซีรีส์เรื่องนี้เราจะได้เห็นถึงความรักของ ‘เพื่อน’ และ ‘ความสามัคคี’ เพื่อเดินหน้ากันสู่เป้าหมายที่วางไว้ให้สำเร็จ เป็นไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มสีสันให้น่าลุ้นน่าติดตาม
3. เคมีของ ‘พระเอก’ และ ‘นายเอก’
เคมีเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับซีรีส์วาย เรียกว่าเป็นตัวแปรสำคัญเลยว่าซีรีส์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งหลายคนคงตั้งคำถามกับผมละสิว่าเคมีบ้าบออะไรของแก! นี่มันซีรีส์วายย่ะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เออ..เคมีที่ว่านี้คือความน่ารักและความกลมกล่อมของตัวละครในเรื่อง ถ้าเปรียบให้เห็นภาพคือไก่ทอดหาดใหญ่ก็ต้องรับประทานคู่กับข้าวเหนียวที่มีหอมเจียวใช่ป่ะ! จะให้กินไก่ทอดกับข้าวเหนียวที่ใส่แป้งทอดกรอบลงไปแทน มันก็ไม่ใช่นะหญิง!! ในฐานะที่เป็นคนใต้ออริจินอล ขอยืนยันว่ามันต้องข้าวเหนียวหอมเจียวเท่านั้นแก.. ซึ่งเคมีระหว่างตัวละครที่ว่านี้ก็เปรียบได้กับ เจมมีไนท์เป็นไก่ทอดหาดใหญ่แล้วทางด้านโฟร์ทเป็นข้าวเหนียวที่โรยด้วยหอมเจียว คือใส่รวมกันแล้ว มันนัว มันกลมกล่อม มันแซ่บเก็ตฟิลใช่ไหมละ ดูกี่ครั้งก็จิ้นก็น่ารักถอนตัวไม่ขึ้น ยิ่งด้วยเนื้อเรื่องที่ปูเรื่องมาอย่างดีบวกเข้ากับเคมีที่เพอร์เฟคแมตช์ ก็ทำให้เพิ่มทวีความอินความฟินไปอีกเท่าตัว
4. มู้ดแอนด์โทนของซีรีส์
ในฐานะของผู้เขียนที่เลือกเรียนวิชาโทบรอดแคสติ้งฯ ในช่วงมหาวิทยาลัย (ขอเคลมหน่อยละกัน เดี๋ยวจะหาว่าเขียนไปเรื่อย) ต้องบอกว่าแสงและสีมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนดู ไม่เพียงเท่านั้นมันยังเป็นสิ่งที่สื่อความรู้สึกของตัวละครได้ดีอีกตังหาก ด้วยความที่ GMMTV อยู่ในวงการนี้มาค่อนข้างนาน ดังนั้นมู้ดแอนด์โทนของซีรีส์จึงทำออกมาได้ค่อนข้างละเมียดละไม จัดวางทุกอย่างได้อย่างลงตัว ในช่วงที่ตัวละครกำลังกำลังอินเลิฟหรือกำลังเข้าได้เข้าเข็ม (ว้ายยตาเถร..) แสงก็จะนวล ๆ อบอุ่น ๆ ทำให้คนดูเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโมเม้นต์ความหวานหอมระหว่างตัวละคร ไหนจะเป็นดนตรีที่ใส่เข้ามาช่วงอารมณ์ต่าง ๆ ทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครง่ายขึ้น ซึ่งตรงนี้แหละเป็นจุดแข็งที่ทำให้ซีรีส์ดูแล้วไม่น่าเบื่อเหมือนเราได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับตัวละครในเรื่อง
5. นักแสดงหน้าใหม่มากความสามารถ
ไม่เถียงหรอกนะว่า ‘เจมีไนท์’ กับ ‘โฟล์ท’ หล่อน่ารักตามแบบฉบับที่สาววายหรือหนุ่มวาย (อย่างผู้เขียน) เห็นแล้วจะต้องหัวใจเต้นตึ๊กตั๊กกันเป็นเรื่องปกติ แต่อย่าลืมนะว่าถ้าหล่อแต่การแสดงแข็งทื่อจนเจ้าแม่ตานีเรียกพี่ ก็อาจทำให้นักแสดงตายคาซีรีส์ได้เหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านว่าในวงการซีรีส์วายก็ใช่ว่าจะไม่มีนะ มีเยอะเลยละแก.. ที่บทดี นักแสดงหล่อ เคมีคือไก่ทอดข้าวเหนียวโรยหอมเจียวเวอร์ แต่นักแสดงหน้าเดียวตลอดทั้งเรื่อง จนทำให้ซีรีส์ล้มพังพินาศเหมือนโดมิโน่ แต่สำหรับเจมีไนท์และโฟล์ทถือว่าสอบผ่านทั้งคู่ ตัวผู้เขียนไม่ทราบหรอกครับว่านิสัยใจคอในชีวิตจริงของทั้งคู่จะเหมือนกับคาแรกเตอร์ในซีรีส์หรือเปล่า ? แต่ทั้งสองคนทำให้เราอินและเชื่อไปกับตัวละคร ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงหรือมีเควสชั่นมาร์คในหัวสำหรับการแสดง เอาเป็นว่าดูละเชื่ออะแกว่าเขาชื่อ ‘ติณณ์’ หรือ ‘กันต์’ จริง ๆ เรียกว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่ของวงการที่น่าจับตามองต่อไปเรื่อย ๆ คู่หนึ่งเลยละครับ