ในการเดินทางด้วยยานพาหนะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, มอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่รถจักรยาน ถ้าเรามองด้านความปลอดภัย หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ “ระบบเบรค” นั่นเอง ซึ่งแน่นอนครับว่า ยิ่งมีระบบเบรคที่ดีมากเท่าไหร่ มันย่อมให้ความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ได้มากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากระบบระบบเบรคเป็นส่วนประกอบสำคัญของยานพาหนะทุกประเภท ช่วยในการห้ามล้อ หรือชะลอความเร็วเพื่อให้หยุดรถ ดังนั้นระบบเบรคจึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่คุณต้องหมั่นตรวจเช็คอยู่เป็นประจำ เพราะถ้าหากวันใดวันนึงคุณขับรถออกไปแล้วเบรคของรถเกิดมีปัญหาขึ้นมา ในขณะที่รถใช้ความเร็วสูง แน่นอนถ้าคุณควบคุมสติไม่ได้ มันก็อาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้
น้ำมันเบรค (Brake Fluid) สำคัญอย่างไร ?
สำหรับระบบเบรคในปัจจุบันก็มีอยู่หลายแบบครับ แต่ละแบบก็มีชิ้นส่วนต่างกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น จานเบรค, ปั๊มเบรค, คาลิปเปอร์เบรค, ผ้าเบรคและสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “น้ำมันเบรค (Brake Fluid)” ครับ ซึ่งมันจะเป็นตัวผสานการทำงานของชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแรงดันไประบบห้ามล้อเมื่อมีการเหยียบที่แป้นเบรค ดังนั้นแรงดันที่เหยียบจะถูกส่งต่อผ่านน้ำมันเบรคไปยังระบบห้ามล้อทั้งสี่ล้อครับ โดยแรงดันที่ส่งไปจะไปดันผ้าเบรคให้จับกับจานเบรคจนเกิดเป็นแรงเสียดทาน ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ความเร็วของรถค่อย ๆ ลดลง และหยุดในที่สุดนั่งเองครับ
ดังนั้นคุณจะเห็นว่าน้ำมันเบรคก็คือส่วนที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเครื่องยนต์ในรถ ถ้าคุณใช้น้ำมันเบรคที่มีคุณภาพสูง ๆ มันก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีให้กับระบบเบรคของคุณ แต่ถ้าหากคุณใช้น้ำมันเบรคที่ไม่มีคุณภาพหรือใช้น้ำมันเบรคโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนเลย ประสิทธิภาพของระบบเบรคของคุณก็จะลดลงเรื่อย ๆ ครับ
ในปัจจุบันน้ำมันเบรคมีหลากหลายมาตรฐานมากครับ ซึ่งก็มีตั้งแต่มาตรฐาน DOT 3, DOT 4, DOT 5, DOT 5.1 และอาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต มันจึงไม่แปลกเลย ถ้าหากคุณจะเกิดความสับสนว่า แต่ละมาตรฐานต่างกันอย่างไร ? จะต้องใช้แบบไหนถึงจะเหมาะกับรถของคุณ ? หรือต้องระวังในเรื่องใดบ้าง ? เพราะฉะนั้นเพื่อให้ทุกคนเข้าใจง่ายขึ้น ในบทความนี้เราจึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับน้ำมันเบรคมาให้คุณได้อ่านกันครับ รวมไปถึงเรายังได้ทำการคัดเลือก 9 อันดับ น้ำมันเบรค (Brake Fluid) รุ่นยอดนิยม มารีวิว ด้วย ซึ่งมันจะเป็นอย่างไรนั้น ตามไปดูกันได้เลยครับ
น้ำมันเบรก ยี่ห้อไหนเหมาะกับรถของคุณที่สุด ?
การใช้ น้ำมันเบรคที่มีคุณภาพ มีประโยชน์อย่างไร ?

- เพิ่มประสิทธิภาพระบบเบรค ถ้าหากคุณไม่ได้ใช้น้ำมันเบรคที่มีคุณภาพ ระบบเบรคของรถคุณก็จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากน้ำมันเบรคเป็นส่วนสำคัญของระบบเบรคในรถยนต์ของคุณในการชะลอความเร็วครับ
- เพิ่มความปลอดภัย ถ้าหากน้ำมันเบรคของคุณเก่าและเสื่อมสภาพ มันก็จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เบรคไม่จับหรือเบรคจม ซึ่งก็คือเหยียบแป้นเบรคจนแป้นจมลงไปจนสุดแต่เบรคไม่ทำงาน ต้องเหยียบซ้ำถึงจะเริ่มกลับมาทำงานนั่นเองครับ ซึ่งนั่นหมายความว่ารถของคุณจะใช้เวลาหยุดรถนานขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงทั้งต่อคุณเองหรือผู้อื่นได้
- ช่วยปกป้องระบบเบรค น้ำมันเบรคมีคุณสมบัติบางอย่างที่ใกล้เคียงกับน้ำมันเครื่อง ซึ่งมันมีคุณสมบัติทนต่อความร้อนได้ มีจุดเดือดที่สูงและแน่นอนครับ ในการทำงานของระบบเบรคน้ำมันจะต้องใช้แรงเสียดทานในการลดความเร็วหรือหยุดรถ มันจึงเกิดความร้อนมหาศาล หากคุณใช้น้ำมันเบรคที่เก่าและเสื่อมสภาพ มันจะไม่สามารถทนต่อความร้อนสูง ๆ ได้ ส่งผลให้ระบบเบรคของคุณเสียหาย
- สารหล่อลื่นชื้นส่วนต่าง ๆ ในระบบเบรค ในการทำงานของระบบเบรค ย่อมมีการเสียดสีของชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกสูบ ลูกยาง ภายในปั๊มเบรคและอื่น ๆ นับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นถ้าหากไม่มีการหล่อลื่นจากน้ำมันเบรคหรือน้ำมันเบรคเสื่อมสภาพ แน่นอนมันก็จะทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เกิดการสึกหรอเร็วขึ้น และมีอายุการใช้งานที่สั้นลง
มาตรฐานของ น้ำมันเบรครถยนต์ มีอะไรบ้าง ?
สำหรับ มาตรฐานของน้ำมันเบรค นั้นทางกระทรวงคมนาคมสหรัฐ (U.S. Department of Transportation) ได้ทำการกำหนดชื่อมาตรฐานว่า DOT หรือย่อมาจาก Department of Transportation เพื่อบ่งบอกถึงความเหมาะสมของน้ำมันเบรคในแต่ละชนิดบนมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยในปัจจุบันมาตรฐานดังกล่าวได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและอาจจะมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นในอนาคต และนี่ก็คือ มาตรฐานของน้ำมันเบรค ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน มีดังนี้
| ประเภทมาตรฐาน | จุดเดือดเปียก | จุดเดือดแห้ง |
| DOT 3 | 140°C | 205°C |
| DOT 4 | 155°C | 230°C |
| DOT 5 | 180°C | 260°C |
| DOT 5.1 | 180°C | 260°C |
1. น้ำมันเบรครถยนต์ DOT 3

เป็นน้ำมันเบรคที่ใช้โพลีไกลคอล พัฒนามาสำหรับรถยนต์ที่ต้องเผชิญกับสภาพการขับขี่แบบปกติ มีจุดเดือดเปียกที่ 140 องศาเซลเซียส และจุดเดือดแห้งที่ 205 องศาเซลเซียส โดยตลอดทั้งปีจะดูดซับความชื้นในอัตราประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของปริมาตร สำหรับน้ำมันเบรค มาตรฐาน DOT 3 ที่ดีที่สุดนั้น รุนแรงมาก มันอาจทำให้สีรถของคุณเสียหายได้ ในกรณีที่เกิดการรั่วไหล
2. น้ำมันเบรครถยนต์ DOT 4

เป็นน้ำมันเบรคที่ยังคงใช้โพลีไกลคอล พัฒนามาสำหรับยานพาหนะที่สมรรถนะสูงขึ้น ซึ่งมีจุดเดือดเปียกอยู่ที่ 155 องศาเซลเซียส และจุดเดือดแห้งที่ 230 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับน้ำมันเบรคมาตรฐาน DOT3 น้ำมันเบรค DOT 4 ที่ดีที่สุดจะดูดซับความชื้นในอัตราประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของปริมาตรต่อปี แต่มีจุดเดือดที่เปียกและแห้งค่อนข้างสูงกว่า นอกจากนี้ยังสามารถทำอันตรายกับสีรถของคุณได้เช่นกัน หากเกิดการรั่วไหล
3. น้ำมันเบรครถยนต์ DOT 5
เป็นน้ำมันเบรกสังเคราะห์ที่มีฐานซิลิโคน ซึ่งจะไม่ดูดซับความชื้นเลย ด้วยเหตุนี้ก็อาจทำให้เกิดการกัดกร่อนในสายเบรคของคุณได้ หากไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แต่จุดเด่นอยู่ที่มีจุดเดือดเปียก 180 องศาเซลเซียส และจุดเดือดแห้ง 260 องศาเซลเซียส ซึ่งค่อนข้างสูง ทำให้น้ำมันเบรคมาตรฐาน DOT 5 นั้น มีไว้สำหรับรถยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน ที่เน้นสมรรถนะสูง ๆ ซึ่งอาจไม่เหมาะนำมาใช้กับรถยนต์ทั่วไป อีกทั้งน้ำมันเบรค มาตรฐาน DOT 5 ยังไม่สามารถใช้ร่วมกับ น้ำมันเบรคมาตรฐานอื่น ๆ ได้
4. น้ำมันเบรครถยนต์ DOT 5.1

เป็นน้ำมันเบรคอีกตัวนึงที่ใช้ฐานโพลีไกลคอล ซึ่งจะดูดซับความชื้น ในอัตราประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของปริมาตรต่อปี แต่จะมีจุดเดือดเปียกสูงถึง 180 องศาเซลเซียส และจุดเดือดแห้งสูงถึง 260 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงที่สุด มีไว้สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง ๆ และรถแข่งที่มีระบบเบรคป้องกันล้อล็อก และก็เช่นเดียวกับ DOT 3 และ DOT 4 น้ำมันเบรค DOT 5.1 ที่ดีที่สุด สามารถสร้างความเสียหายให้กับสีรถของคุณได้
การเลือกใช้ น้ำมันเบรครถยนต์ ต้องเลือกอย่างไร ?

1. เลือกมาตรฐานน้ำมันเบรค
สิ่งแรกที่คุณจะต้องเลือกก็คือ มาตรฐานของน้ำมันเบรค หรือ DOT ครับ หากรถของคุณเป็นรถใหม่ป้ายแดง หรือรถที่ไม่มีเปลี่ยนอะไหล่มาก่อน คุณสามารถใช้วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเปิดอ่านคู่มือของรถครับ ซึ่งในคู่มือของรถยนต์ทุกรุ่นจะมีการระบุถึงมาตรฐานน้ำมันเบรคที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่สามารถรองรับมาตรฐาน DOT 5 ถ้าหากคุณต้องการปรับเปลี่ยนมาตรฐานที่ใช้ ทางที่ดีควรถ่ายน้ำมันเบรคเก่าออกให้หมดก่อน จากนั้นค่อยเติมมาตรฐานใหม่ที่คุณต้องการเข้าไปแทน ซึ่งในบางมาตรฐานมันสามารถผสมกันได้ครับ แต่เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด เราขอแนะนำให้ถ่ายออกให้หมดก่อนจะดีกว่าครับ
2. เลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ
แน่นอนครับว่าน้ำมันเบรคมีหลากหลายเกรดให้คุณได้เลือกใช้งานในแต่ละเกรดก็จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นเหล่านี้นี่แหละครับที่มันสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้แตกต่างกัน อย่างน้ำมันเบรคที่มีความหนืดต่ำก็จะเหมาะกับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่มีระบบเบรคไฟฟ้า มีระบบ ABS เนื่องจากน้ำมันเบรคที่มีความหนืดต่ำ จะมีการตอบสนองที่ไวมาก ๆ หากนำไปใช้กับเบรคธรรมดา แตะแป้นเบรคนิดเดียวคุณอาจหัวทิ่มได้ ฉะนั้นควรเลือกให้เหมาะกับการขับขี่และรถยนต์ของคุณด้วยนะครับ
เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน
** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว
ข้อควรระวังในการเติม น้ำมันเบรค !
อย่างที่เราบอกไปครับว่า มาตรฐาน DOT 5 มีฐานซิลิโคน (Selicone Based oil) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ไม่ดูดความชื้นและแยกตัวออกจากน้ำอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะแตกต่างจากมาตรฐานอื่น ๆ อย่างมาตรฐาน DOT 3 และ DOT 4 ที่มีฐานโพลีไกลคอล (Glycol based oil) ซึ่งจะมีคุณสมบัติดูดความชื้นได้ง่ายและรวมตัวกับน้ำมันได้ จึงไม่สามารถนำมาผสมกันได้และที่สำคัญก็คือ น้ำมันเบรค DOT 5 ไม่สามารถใช้กับระบบเบรคไฟฟ้า หรือระบบ ABS ได้ จึงมีการพัฒนาน้ำมันเบรค มาตรฐาน DOT 5.1 ออกมา ซึ่งมีส่วนผสมของ Glycol Ether และ Borate Ester ซึ่งทำให้มันเหมาะสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้ระบบเบรคไฟฟ้า และมีระบบเบรค ABS เพราะฉะนั้นในการเลือกใช้งาน ทางที่ดีที่สุด คุณควรเลือกใช้ให้ตรงกับมาตรฐานที่คุณใช้อยู่เดิม
นอกจากนี้ อีกอย่างที่คุณควรทราบเกี่ยวกับน้ำมันเบรคคือ น้ำมันเบรคที่มีคุณภาพสูงๆ จะมีฤทธิ์กัดกร่อน เนื่องจากในน้ำมันเบรคมีการผสมสารเคมีพวก Glycol เข้าไปด้วย ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนหรือทำละลาย ดังนั้นในการเติมน้ำมันเบรค คุณควรระมัดระวังให้มากที่สุด ส่วนสีรถที่โดนน้ำมันเบรคหกใส่สิ่งที่คุณควรทำคือ ให้รีบนำผ้าหรือทิชชูมาซับน้ำมันเบรคที่หกเลอะเทอะออกในทันทีและห้ามถูวนโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันเบรคกระจายเป็นวงกว้าง จากนั้นจึงใช้น้ำฉีดล้าง จนแน่ใจว่าน้ำมันเบรคนั้นหมดแล้วจึงนำผ้าสะอาดมาเช็ดอีกครั้งนึง ถ้าหากน้ำมันเบรคหก แล้วคุณปล่อยเอาไว้เป็นเวลานาน สารจะซึมซับเข้าไปใต้สีรถ มันจะทำให้เกิดเป็นรอยด่าง ชั้นสีพอง และสุดท้ายสีจะลอกล่อน หากถึงขั้นนี้ แน่นอนครับ คุณต้องนำรถไปขัดผิวและทำสีใหม่ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการเติมน้ำมันเบรคคือ ระวังอย่าให้น้ำมันเบรคหกเลอะเทอะเป็นอันขาด
วิธีเปลี่ยน น้ำมันเบรกรถยนต์ ด้วยตัวเอง ต้องทำอย่างไร ?
ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด และไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย นั่นก็คือ วิธีใช้เท้าเหยียบ (Manual Bleeding) ครับ ซึ่งเป็นวิธีคลาสสิคที่ทำได้ง่าย แต่จะต้องใช้คนอย่างน้อย 2 คน โดยคนหนึ่งต้องนั่งอยู่ภายในรถ เพื่อใช้เท้าเหยียบแป้นเบรค ส่วนอีกคนหนึ่งประจำอยู่ที่ล้อคอยขันเปิด-ปิดน๊อตถ่ายน้ำมันเบรค ซึ่งจะต้องคอยสื่อสารกันให้ดี เพื่อให้น้ำมันเบรกไหลพุ่งออกมา โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
- ขั้นตอนแรกให้ทำการเปิดฝาน้ำมันเบรค และนำฝากรองออก
- เมื่อเปิดฝาน้ำมันเบรคออกแล้วให้เติมน้ำมันเบรคลงไป โดยกระปุกน้ำมันเบรค จะมีการบอกระดับของน้ำมันเบรคอยู่ คือ MIN (ระดับต่ำสุด) และ MAX (ระดับสูงสุด) ให้คุณเติมเกินระดับ MAX ไปสักเล็กน้อย
- เมื่อเติมลงไปแล้วให้คุณปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง มันจะมีคราบน้ำมันเก่า ฝุ่นเขม่า และสิ่งสกปรกลอยขึ้นม จากนั้นค่อยทำการดูดน้ำมันออก แล้วค่อยเติมน้ำมันเบรคเข้าไปใหม่
- หลังจากคุณเติมน้ำมันเบรคเข้าไปใหม่ให้ปล่อยทิ้งไว้เหมือนเดิม ถ้ายังมีสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่มันจะลอยขึ้นมาอีก ให้คุณทำซ้ำ ๆ ขั้นตอนที่ 3 จนกว่าจะแน่ใจแล้วว่า ไม่มีคราบน้ำมันเก่า ฝุ่นเขม่า และสิ่งสกปรกลอยออกมาอีก
- เมื่อคุณได้ทำการขจัดคราบสกปรกต่าง ๆ ออกหมดแล้ว คุณก็จะได้น้ำมันเบรคที่ใสสะอาด ซึ่งในขั้นตอนต่อไป เป็นการไล่น้ำมันเบรคเก่าที่เสื่อมสภาพออก และเติมน้ำมันเบรคใหม่เข้าไป วิธีนี้จำเป็นจะต้องใช้คนจำนวน 2 คน โดยมีคนหนึ่งต้องนั่งอยู่ภายในรถคอยเหยียบแป้นเบรค ส่วนอีกคนจะประจำอยู่ที่ล้อรถ คอยขันเปิด-ปิดน๊อตถ่ายน้ำมันเบรค
- คนที่อยู่ในรถต้องคอยเหยียบแป้นเบรก ส่วนอีกคนคลายน๊อตถ่ายน้ำมันเบรค โดยให้ต่อสายยางขนาดเล็ก โยงเข้าขวด เพื่อป้องกันการหกเลอะเทอะ เมื่อทำการคลายน๊อตต่อสายยางเข้าขวดเรียบร้อย ให้ทำการเหยียบแป้นเบรค น้ำมันเบรคทีค้างอยู่ที่สายจะพุ่งออกมาลงขวด ให้ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าน้ำมันเบรคที่ออกมาจะใสและไม่มีฟองอากาศหลงเหลือในสายยาง จากนั้นให้ขันน็อตกลับและใส่จุกยางเป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ และให้คุณทำไปเรื่อย ๆ ทีละล้อ จนครบทั้ง 4 ล้อ
บทส่งท้าย
การดูแลรักษารถยนต์เป็นเรื่องที่คุณควรทำเป็นประจำ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจมองว่าการดูแลรักษารถคือการทำให้รถดูสวยงาม เพียงเท่านั้น เช่น มีการใช้แชมพูล้างรถอยู่เป็นประจำ มีการเคลือบแว็กซ์ มีการใช้ผ้าคลุมรถ หรือใช้ร่มกันแดดรถยนต์ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลยครับ การดูแลรักษารถยนต์เป็นการรวมหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่องความสวยงาม เรื่องประสิทธิภาพการทำงานและในเรื่องอายุการใช้งานชิ้นส่วนต่าง ๆ
ฉะนั้นการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้น คุณจะต้อง คอยนำรถเข้าศูนย์บริการตามกำหนด เพื่อเปลี่ยนถ่ายของเหลวต่าง ๆ และเช็คระบบการทำงานต่าง ๆ แต่ก็แน่นอนครับ การนำรถเข้าศูนย์ฯ มันทิ้งช่วงค่อนข้างนาน ดังนั้นการดูแลรถยนต์ มันก็ต้องควบคู่ไปกับการดูแลด้วยต้นเองด้วยทั้ง เครื่องยนต์, ความสวยงาม, ยางรถยนต์ และโดยเฉพาะระบบเบรค เนื่องจากน้ำมันเบรคจะมีการแห้งด้วย ฉะนั้นคุณจะต้องเติมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากคุณไม่มีการดูแลรถเลย และปล่อยจนน้ำมันเบรคแห้ง ถึงตอนนั้นคุณจะไม่มีเบรคไว้หยุดรถครับ