วิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง แบบง่าย ๆ ทำตามไม่ยาก

สิวเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน ยิ่งโดยเฉพาะวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน แน่นอนว่าโอกาสการมีสิวบนใบหน้าก็จะมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ เพียงแค่เรารู้ว่าสาเหตุของสิวเกิดขึ้นมาจากอะไร และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือใช้อะไรในการลดโอกาสเกิดสิว เพียงเท่านี้สิวบนใบหน้าของเราก็จะดีขึ้น ในบางคนที่ดูแลหน้าตัวเองดี ๆ อาจหน้าใสไร้สิวเลยทีเดียว ดังนั้นในบทความนี้ผมจะมาแชร์ ‘วิธีรักษาสิวด้วยตัวเองจากที่บ้าน’ แบบง่าย ๆ ทำตามได้ไม่ยากครับ

ทำความเข้าใจว่าสิวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ?

สิวเกิดขึ้นจากรูขุมขนเกิดการอุดตันของน้ำมันบนผิวและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว โดยน้ำมันเกิดขึ้นมาจากรูขุมขนซึ่งเชื่อมต่อกับต่อมไขมัน มีหน้าที่ในการผลิตสารมันเรียกว่า ‘ซีบัม’ แต่ถ้าหากผลิตมากจนเกินไปมันจะเป็นน้ำมันส่วนเกินซึ่งทำให้เกิดการอุดตัน และเกิดแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า ‘โพรพิโอนิแบคทีเรียม แอคเนส’ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘P. acnes’

การเกิดสิว
สิวเกิดขึ้นจากรูขุมขนเกิดการอุดตันของน้ำมันบนผิวและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

ทั้งนี้เมื่อจับได้ว่าร่างกายของเรามีแบคทีเรียบุกรุก แน่นอนว่าเม็ดเลือดขาวก็จะเข้าไปจัดการกับแบคทีเรียดังกล่าว ทำให้เกิดการอักเสบบนผิวหนังผลที่ตามมาคือการเป็น ‘สิว’ นั่นเอง โดยสิวจะมีหลายประเภท แต่ที่เห็นได้บ่อยครั้งคือ สิวหัวขาวและสิวหัวดำครับ นอกจากความมันส่วนเกินแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดผิว ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • ความเครียด
  • การติดเชื้อ
  • พันธุกรรม
  • อาหาร

การรักษาสิวที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์ผิวหนัง เพราะจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง มีมาตรฐานและประสิทธิภาพในการรักษาดี ส่วนการรักษาสิวด้วยตัวเองในบ้านที่เราจะแนะนำในบทความนี้เป็นการดูแลในเบื้องต้นเท่านั้น เป็นวิธีการลดโอกาสการเกิดสิวครับ

1. มาร์สหน้าด้วยน้ำผึ้งและอบเชย

มาร์สหน้าด้วยน้ำผึ้ง
มาร์สหน้าด้วยน้ำผึ้ง

มีงานวิจัยในทั้งนี้ปี 2016 และ 2017 (1-2) พบว่าน้ำผึ้งและสารสกัดจากอบเชยมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยมีกลุ่มทดลองทั้งหมด 136 คน ได้ทดสอบด้วยการมาร์สน้ำผึ้งหลังจากล้างหน้าด้วยสบู่ฆ่าเชื้อ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ใช้สบู่เพียงอย่างเดียวแล้ว กลุ่มที่มาร์สด้วยน้ำผึ้งมีผลการรักษาที่ดีกว่าครับ อย่างไรก็ดีงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำผึ้งและอบเชยยังคงต้องวิจัยเพิ่มเติม แต่จากที่ทำวิจัยกันมาอาจสรุปได้ว่ามันมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อสิวครับ

วิธีการทำมาร์ส

  1. นำน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะผสมกับอบเชย 1 ช้อนชา
  2. หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้วเรียบร้อย ให้นำมาทาบนผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที
  3. ล้างออกให้หมดแล้วเช็ดหน้าให้แห้ง

2. เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้นำไปผลิตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความสวยงามเยอะมากในปัจจุบัน มีทั้งสบู่, ครีม และโลชัน โดยในงานวิจัยพบว่าว่านหางจระเข้สามารถใช้รักษาได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • รอยถลอก
  • แผลไหม้
  • ผิวหนังอักเสบ
  • ผื่น
  • บาดแผลต่าง ๆ

งานวิจัยในปี 2017 (3) พบว่าในว่านหางจระเข้มีส่วนประกอบของกรดซาลิไซลิกและกำมะถัน ซึ่งการทดสอบเชื่อว่าทั้งสองอย่างนี้สามารถช่วยให้ปัญหาสิวดีขึ้นได้

ทั้งนี้ด้วยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเจลว่านหางจระเข้ออกมาวางขายค่อนข้างเยอะตามร้านเครื่องสำอางชั้นนำ สามารถไปซื้อมาใช้ได้เลยครับ ราคาไม่แพงแต่ต้องเลือกแบรนด์ที่ปลอดภัยและผ่านการตรวจสอบจากองค์กรที่น่าเชื่อถือมาแล้ว แต่สำหรับใครที่อยากประหยัดตังค์และมีว่านหางจระเข้ที่บ้านก็สามารถกดเข้าไปอ่าน วิธีการทำเจลว่านหางจระเข้ ได้

3. รับประทานอาหารที่ไม่หวานจนเกินไป หรือไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

รับประทานอาหารที่ไม่หวานจนเกินไป
รับประทานอาหารที่ไม่หวานจนเกินไป

การรับประทานอาหารที่มีค่า GI สูง จะทำให้อินซูลินพุ่งสูงขึ้น ซึ่งการสูงขึ้นของอินซูลินเกี่ยวข้องกับการผลิตซีบัมหรือน้ำมันบนผิว ดังนั้นมันจึงอาจส่งผลให้สิวของเราหนักขึ้นกว่าเดิม ส่วนงานวิจัยก็มีหลายชิ้นเลยครับที่โชว์ให้เห็นว่าหลังจากกลุ่มทดลองรับประทานอาหารอาหารน้ำตาลต่ำ ทำให้ฮอร์โมนที่ส่งผลต่อสิวน้อยลงและการเกิดสิวใหม่ก็น้อยลงตามไปด้วยครับ (4)

อาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น มีดังนี้

  • โดนัท
  • เค้ก
  • น้ำอัดลม
  • ขนมอบ
  • ขนมปังขาว
  • ซีเรียลอาหารเช้าที่น้ำตาลสูง
  • ลูกอม

อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้แก่

  • ถั่ว
  • ผัก
  • ผลไม้
  • ธัญพืชที่ผ่านการแปรรูป
  • พืชตระกูลถั่ว

4. ลดความเครียด

ลดความเครียด
ลดความเครียด

จากงานวิจัยพบว่าเมื่อเราเครียดร่างกายจะมีการปล่อยฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้อาจเพิ่มการผลิตซีบัมและทำให้การอักเสบของสิวหนักขึ้นกว่าเก่า นอกจากนี้ในงานวิจัยอีกหนึ่งตัวก็แสดงให้เห็นว่าหลังจากการผ่อนคลายและลดความเครียดได้อย่างต่อเนื่องอาจทำให้สิวดีขึ้นด้วยเช่นกัน

วิธีลดความเครียด

  • พักผ่อนให้มากกว่าเดิม
  • นั่งสมาธิ
  • ฝึกโยคะ
  • หายใจเข้าลึก ๆ
  • ออกกำลังกายมากขึ้น

5. ออกกำลังกายเป็นประจำ

ออกกำลังกายเป็นประจำ
ออกกำลังกายเป็นประจำ

ถึงแม้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายและสิวจะไม่ได้เยอะมากยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่ก็มีหลายงานวิจัยเช่นกันที่โชว์ให้เห็นว่าการออกกำลังกาย ช่วยลดความเครียดและลดฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับสิว การออกกำลังกายแนะนำให้ออกอย่างน้อย 150 นาทีต่อ 1 สัปดาห์ โดยจะเป็นการวิ่ง, เดิน, ปีนเขา หรือเล่นเวทก็ได้

แต่อย่าลืมใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 PA+++ ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน และหลังจากออกกำลังกายจะต้องล้างหน้าให้สะอาดด้วยครับ

วิธีการลดโอกาสการเกิดสิว

  • ล้างหน้าให้สะอาด เป็นการป้องกันสิวที่ดี เนื่องจากมันช่วยลดไขมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่หลงเหลืออยู่บนใบหน้า
  • ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ความชุ่มชื้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการปล่อยให้หน้าของตัวเองแห้ง ผิวของเราก็จะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตความมันขึ้นมาบนใบหน้ามากขึ้น ส่งผลให้การอุดตันรูขุมขนหนักกว่าเดิม
  • ไม่ควรแต่งหน้าเยอะจนเกินไป การลงเครื่องสำอางลงบนหน้าเยอะ ๆ อาจไม่ได้เป็นผลดีกับหน้าของเราสักเท่าไหร่ เพราะมันทำให้เกิดการอุดตันได้หากล้างออกไม่หมด นอกจากนี้ในเครื่องสำอางบางตัวก็มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ที่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า การจับใบหน้าบ่อย ๆ อาจทำให้หน้าของเราโดนแบคทีเรียได้ เพราะมือของเราในแต่ละวันจับข้าวของโน่นนี่เยอะมาก ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าของที่เราจับไปปนเปือนอะไรบ้าง ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรจับหน้าหากไม่ได้ล้างมือ
  • ห้ามบีบสิว การบีบสิวอาจทำให้การอักเสบหนักขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังทิ้งรอยแผลไว้ให้เราปวดใจอีกด้วยครับ ดังนั้นห้ามบีบสิวโดยเด็ดขาด

References

Next Post