ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายคนคงได้ยินคำว่า 5G กันบ่อยๆ ไม่ว่าจะมาจากเหล่าผู้นำ รัฐบาล หรือผู้ให้บริการเครือข่าย ทุกภาคส่วนต่างก็มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบ 5G ออกมาเรื่อยๆ อีกทั้งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นต่างก็รองรับ 5G กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อไขข้อสงสัยนี้และเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจจะเข้ามาหลังจากนี้ เดี่ยวเรามาทำความรู้จักกันตั้งแต่ 2G มาจนถึง 5G เลยว่า มันคืออะไร? และมีประโยชน์ต่อเราอย่างไร?
ระบบ 2G, 3G, 4G และ 5G คืออะไร?

ถ้าหากสังเกตดีๆ เวลาเราเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง มักจะเห็นคำว่า 2G, 3G, 4G หรือ 5G (ในปัจจุบัน) ต่อท้ายมาเสมอ แต่เชื่อว่าหลายๆ คนคงยังไม่ทราบว่า ตัวเลขที่ต่างกันเหล่านั้นคืออะไร? ซึ่งถ้าอธิบายง่ายๆ ตัว G ที่ต่อท้ายตัวเลขก็ย่อมาจาก Generation ดังนั้นตัวเลขก็เป็นการบอกถึงเจนฯ หรือรุ่นนั่นเอง เดี่ยวไปดูกันว่า แต่ละรุ่นต่างกันอย่างไร?
ระบบ 2G, 3G, 4G และ 5G แตกต่างกันยังไง?
- 1G : เป็นยุคแรกๆ ที่บุกเบิกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้เราสามารถคุยกันด้วยเสียงผ่านมือถือระบบอนาล็อก หากใครทันในช่วง 20 กว่าปีก่อนก็คงจะเคยเห็นผ่านๆ ตากันมาแล้ว โดยโทรศัพท์จะสามารถโทรเข้า-ออกได้อย่างเดียวเท่านั้น
- 2G : เป็นยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กันเพิ่มขึ้น แต่เปลี่ยนจากสัญญาณอนาล็อคมาเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณแบบคลื่นสัญญาณวิทยุ (ยุคโทรศัพท์ปุ่มกดจอขาวดำนั่นแหละครับ) โดยนอกจากจะโทรด้วยเสียงได้เหมือนแบบแรกแล้วเรายังส่งข้อความ SMS ได้ด้วย และหลังจากนั้นมีการพัฒนาเรื่องความเร็วให้สูงขึ้น อยู่ในโทรศัพท์ปุ่มกดหน้าจอสี ทำให้สามารถส่งภาพผ่าน MMS ได้
- 3G : เป็นยุคที่มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดที่สุด โดยจะเริ่มมีการโทรทางไกลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แบบเห็นหน้าได้แล้ว พร้อมสามารถส่งภาพและเสียงที่ดีขึ้น ด้วยความเร็วสูงสุด 42 Mbps และมีเกมออนไลน์ให้เล่นหลากหลายขึ้น
- 4G : เป็นยุคที่มีการอินเตอร์เน็ตอย่างครอบคลุมในทุกๆ ด้าน (ยุคสมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้น) ทั้งยังมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสุงสุดอยู่ที่ 100 Mpbs
- 5G : เป็นยุคล่าสุดของการสื่อสารที่ล้ำหน้าที่สุด ซึ่งจะไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟนแล้ว แต่จะรวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกๆประเภทที่สามารถเชื่อมอินเตอร์เน็ตได้และรวมถึง Smart Home ต่างๆ ด้วย เรียกรวมๆ ว่า Internet of Things หรือ IoT โดยเมื่อใช้งาน 5G เราจะสามารถดาวน์โหลดสิ่งต่างๆ ด้วยความเร็วที่สูงถึง 10,000 Mbps เร็วกว่า 4G เป็นสิบเท่า เท่ากับว่า เราสามารถดูหนังในแอปสตรีมมิ่ง ความละเอียด 4K ได้ทันที แทบไม่ต้องรอเลย