วันวาเลนไทน์เป็นวันที่คนทั่วทุกมุมโลกมีการเฉลิมฉลองและมอบความรักซึ่งกันและกัน โดยคู่รักหลายคนอาจชวนแฟนของตัวเองไปดินเนอร์ในร้านอาหารอร่อย ๆ หรือบางคนอาจใช้เวลาอยู่กับแฟนที่บ้านเพื่อดูหนังรักวาเลนไทน์ที่หวานโรแมนติก พร้อมไปกับการเปิดเพลงรักคลอเพื่อสร้างบรรยากาศภายในบ้าน ทั้งนี้จริง ๆ แล้ววันวาเลนไทน์ไม่จำเป็นต้องเฉลิมฉลองกับแฟนเพียงคนเดียวเท่านั้น เราสามารถมอบความรักให้พ่อ, แม่, พี่, น้อง และทุกคนในครอบครัวได้ บางครั้งอาจจะชวนแฟนหรือเด็ก ๆ ในบ้านมาดู ‘การ์ตูนแอนิเมชัน สำหรับดูในวันวาเลนไทน์’ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งในบทความนี้ผมจะมาแนะนำแอนิเมชันดี ๆ ให้ทุกคนได้เลือกชมกันครับ
1. Wall-E
| แนว | Romantic Comedy |
| ผู้กำกับ | Andrew Stanton |
| ความยาวแอนิเมชัน | 98 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2008 |
Pixar เป็นค่ายที่ทำแอนิเมชันออกมาได้มีคุณภาพอยู่แล้วครับ และหนึ่งในแอนิเมชันขึ้นหิ้งของทางค่ายที่เหมาะกับการเปิดในวันวาเลนไทน์คงต้องยกให้กับ ‘Wall-E’ นอกจากจะสนุกแล้วยังชนะรางวัลใหญ่จากทาง Golden Globe และ Osacar อีกด้วย โดยเนื้อเรื่องของแอนิเมชันเรื่องนี้เริ่มต้นจากมีหุ่นยนต์ตัวหนึ่งชื่อว่า ‘Wall-E’ ได้ถูกส่งให้ไปทำหน้าที่ในการทำความสะอาดโลกเพียงแค่ตัวเดียว เผื่อวันหนึ่งมนุษย์อาจเดินทางกลับมาอาศัยบนโลกอีกครั้ง
จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้า ‘Wall-E’ ก็พบเข้ากับหุ่นยนต์รุ่นใหม่ชื่อว่า ‘EVE’ ที่ลงมาบนโลกเพื่อเก็บต้นไม้กลับไปให้มนุษย์บนยานอวกาศ ครั้งแรกที่ ‘Wall-E’ เห็น ‘EVE’ ก็ทำให้เขาตกหลุมรักเธอในทันทีและตัดสินใจเดินทางไปกับเธอด้วย ซึ่งหลังจากตามไปก็พบว่ามนุษย์แต่ละคนไม่ได้สนใจโลกของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ทำให้การตาม ‘EVE’ ในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การเอาชนะใจ ‘EVE’ เท่านั้นแต่เป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับมนุษย์ด้วยเช่นกัน ถือเป็นแอนิเมชันคุณภาพและเข้ากับธีมวาเลนไทน์อีกเรื่องหนึ่ง
2. The Little Mermaid
| แนว | Romantic Comedy |
| ผู้กำกับ | John Musker และ Ron Clements |
| ความยาวแอนิเมชัน | 83 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 1989 |
‘The Little Mermaid’ ผลิตโดยค่ายชื่อดังอย่าง ‘Disney’ ซึ่งผมเชื่อว่าคอแอนิเมชันแทบจะ 100% ต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นแอนิเมชันสุดคลาสสิกที่ประสบความสำเร็จและยังถูกนำไปรีเมกเพื่อทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย ทั้งนี้แอนิเมชันได้นำเอาเค้าโครงและเนื้อเรื่องมาจากนิยายของ ‘ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน’ นักเขียนชาวเดนมาร์กคนเก่งที่เขียนนิทานดังมาหลายต่อหลายเรื่อง
สำหรับ ‘The Little Mermaid’ นั้นจะเล่าเรื่องนางเงือกนามว่า ‘เอเรียล’ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในมหาสมุทร ชีวิตของเธอจริง ๆ แล้วค่อนข้างมีความสุขเพราะมีทั้งครอบครัวและเพื่อนที่น่ารักอยู่เคียงข้าง แต่แล้ววันหนึ่งเธอได้ช่วยชีวิตชายหนุ่มคนนึงเอาไว้จากการจมน้ำ ซึ่งคน ๆ นั้นไม่ใช่สัตว์ทะเลหรือสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร แต่กลับกลายเป็นมนุษย์ที่มีแขนขาและอาศัยอยู่บนบก มากกว่านั้นเขายังเป็นเจ้าชายอีกด้วย เพียงแค่เจอกันครั้งแรก ‘เอเรียล’ ก็ตกหลุมรักเขาทันที แต่ความรักระหว่างมนุษย์และนางเงือกคงเป็นเรื่องที่เกินจินตนาการไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อให้สมหวังในรักครั้งนี้เธอจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากแม่มดปลาหมึกยักษ์ ในการใช้เวทมนต์เสกให้เธอมีขาเพื่อเดินทางไปพบกับเจ้าชาย แต่เรื่องไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้เธอจะต้องแลกเสียงหวาน ๆ เพื่อที่จะได้ขาไว้ใช้เดินบนบก แน่นอนว่าความรักทำให้เธอยอมแลก และเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งความรักและความปั่นป่วนที่จะตามมาหลังจากนี้
3. Shrek
| แนว | Fantasy Comedy |
| ผู้กำกับ | Andrew Adamson และ Vicky Jenson |
| ความยาวแอนิเมชัน | 90 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2001 |
‘Sherk’ กวาดรางวัล Oscar มาได้ถึง 2 ถ้วยนั่นคือ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และ สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของทางค่าย Dreamworks ที่ทำรายได้อันมหาศาลกว่า 491.8 ล้านดอลล่าร์ และกวาดรางวัลใหญ่อีกมากมาย ด้วยความปังของแอนิเมชันทำให้มีการผลิตภาคต่อ ๆ มารวมแล้วกว่า 4 ภาคเลยทีเดียวครับ
แต่ภาคที่ผมแนะนำจะเป็นภาคแรกที่ดำเนินเรื่องด้วย ‘ยักษ์เขียว’ นามว่า ‘Sherk’ ได้รับคำสั่งจากลอร์ด ‘Lord Farquaad’ ในการช่วยเจ้าหญิงออกมาจากหอคอยสูงที่มีมังกรร้ายดูแลอยู่ หาก ‘Sherk’ สามารถช่วยเหลือเจ้าหญิงออกมาได้ ‘Lord Farquaad’ จะยกที่ดินทั้งบึงหนองน้ำให้กับ ‘Sherk’ โดยจะไม่มีใครเข้าไปกวนได้อีก แน่นอนว่า ‘Sherk’ ตอบตกลงข้อแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ความเก่งและความฉลาดทำให้เขาช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จและทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเธอ จน ‘Sherk’ และเจ้าหญิงฟีโอน่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน กลายเป็นความรักที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้
4. Lady and the Tramp
| แนว | Romance |
| ผู้กำกับ | Clyde Geronimi, Wilfred Jackson และ Hamilton Luske |
| ความยาวแอนิเมชัน | 76 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 1955 |
ถ้าหากพูดถึงวาเลนไทน์ยังไงก็หนีไม่พ้น ‘Lady and the Tramp’ ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน โดยเรื่องนี้เป็นแอนิเมชันสุดคลาสสิกซึ่งปล่อยออกมาให้รับชมกันตั้งแต่ปี 1955 แต่ทุกวันนี้ยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ทั้งนี้เรื่องเริ่มต้นจากสุนัขตัวเมียสายพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล ชื่อว่า ‘Lady’ กำลังเจอปัญหาในชีวิตและกำลังตกที่นั่งลำบากหลังจากครอบครัวมีน้องน้อยเข้ามาในบ้าน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เธอต้องอยู่นอกบ้านในยามค่ำคืนและทำให้เธอได้รู้จักกับ ‘Tramp’ สุนัขจรจัดที่ทำให้เธอเห็นว่าการใช้ชีวิตนอกบ้านไม่ใช่เรื่องแย่ สุนัขทุกตัวสามารถหาความสุขได้แม้จะเป็นสุนัขจรจัดก็ตาม หลังจากแฟน ๆ Disney ได้รับชมแอนิเมชันเรื่องนี้แล้วก็ยกให้ฉากกินสปาเก็ตตี้ของ Lady และ Tramp เป็นสุดโรแมนติกในตำนาน ไม่ว่าใครรับชมก็รู้สึกอินไปกับความรักในครั้งนี้
5. Beauty And The Beast
| แนว | Romantic Fantasy |
| ผู้กำกับ | Gary Trousdale และ Kirk Wise |
| ความยาวแอนิเมชัน | 84 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 1991 |
นอกจาก ‘The Little Mermaid’ จะดังจนมีการนำมาเป็นภาพยนตร์เวอร์ชันคนแสดงแล้ว อีกหนึ่งเรื่องของทาง Disney ที่ดังไม่แพ้กันคือ ‘Beauty And The Beast’ เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในแอนิเมชันที่ดังตลอดกาลและยังเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ หลายคน อีกทั้งยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลระดับโลกอย่าง Oscar อีกด้วย
เนื้อเรื่องของ ‘Beauty And The Beast’ คือมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า ‘เบลล์’ เธอหญิงที่รูปร่างหน้าตาสวยและฉลาดเป็นพิเศษเพราะเธอเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าใครพบเห็นก็ต้องรู้สึกหลงรักเธอเข้าอย่างจัง โดยหนึ่งในชายที่ตามตื้อเธอจนน่ารำคาญมีชื่อว่า ‘แกสตอง’ แม้ว่าเขาจะหน้าตาดีแต่นิสัยบางอย่างทำให้ ‘เบลล์’ รู้สึกไม่ชอบและปฏิเสธความรักของเขาอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อของเธอโดนจับเนื่องจากหลงเข้าไปในปราสาทของอสูร เมื่อเธอรู้เข้าก็จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือพ่อของตัวเองด้วยข้อเสนอว่าเธอจะยอมเป็นคนที่ถูกขังเองแต่ขอให้ปล่อยพ่อของเธอออกมา ซึ่งอสูรยอมรับในข้อตกลงและจับ ‘เบลล์’ เข้าไปขังแทน หลังจากโดนขังไปได้สักพักเธอก็พบว่าความเป็นจริงแล้วอสูรไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ภายในตัวเขาเป็นเจ้าชายรูปงามที่นิสัยดีโอบอ้อมอารี ทำให้เธอและเจ้าชายอสูรเกิดความรักขึ้นจากความเข้าใจระหว่างกัน
6. Hotel Transylvania
| แนว | Monster Comedy |
| ผู้กำกับ | Genndy Tartakovsky |
| ความยาวแอนิเมชัน | 91 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2012 |
‘Hotel Transylvania’ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำออกมาได้น่ารักและแปลกแหวกแนวไปจากแอนิเมชันเรื่องอื่น ๆ เพราะความรักระหว่างตัวละครในเรื่องนี้เป็นความรักต้องห้ามระหว่าง ‘แดร็กคูล่า’ และ ‘มนุษย์’ โดยความรักอันอลเวงเกิดขึ้นเมื่อ ‘เคานต์แดรกคูลา’ มีความคิดในการจัดงานปาร์ตี้ในโรงแรมของตัวเอง เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับลูกสาวคนสวย ซึ่งโดยปกติแล้วพื้นที่แห่งนี้จะลึกลับมากเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์เข้ามาพบเจอ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อมีมนุษย์หลงเข้ามายังโรงแรมแห่งนี้ ทำให้เหล่าสัตว์ประหลาดภายในงานตกใจกันสุดขีด แต่กลับกันลูกสาวแดรกคูลาคนสวยอย่าง ‘Mavis’ กลับชอบและตกหลุมรักมนุษย์เข้าซะอย่างนั้น นอกจากจะทำให้คุณพ่อโกรธแล้วยังเป็นการฉีกกฎธรรมชาติอย่างรุนแรง ซึ่งความรักของทั้งสองคนจะสมหวังหรือไม่ต้องไปติดตามกันเองครับ
7. Onward
| แนว | Fantasy Adventure |
| ผู้กำกับ | Dan Scanlon |
| ความยาวแอนิเมชัน | 102 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2020 |
แม้ว่าแอนิเมชัน ‘Onward’ จะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ตามคาดหวังของใครหลายคน เนื่องจากช่วงที่ผู้ผลิตปล่อยแอนิชันออกมาเป็นช่วงที่โควิดกำลังระบาดหนักและทุกคนกำลังกักตัวอยู่ภายในบ้าน แต่ต้องบอกว่าคนที่ไม่ได้ดูเรื่องนี้ถือว่าพลาดโอกาสมาก ๆ เพราะผมยกให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในดวงใจเลยละ มีความอบอุ่นและถ่ายทอดเรื่องความรักของคนในครอบครัว
โดยเรื่องเริ่มต้นจากที่ ‘Ian’ มีอายุครบ 16 ปี คุณแม่จึงได้ยื่นของขวัญชิ้นพิเศษซึ่งเป็น ‘ไม้เท้ากายสิทธิ์’ ให้กับเขาและพี่ชาย ความมหัศจรรย์ของของขวัญชิ้นนี้คือไม้เท้าเวทมนต์ที่เสกให้เขาสามารถเจอกับคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วได้ แต่ข้อจำกัดคือเขามีเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งนี้หลังจากใช้ไม้เท้าไปแล้วกลับเกิดปัญหาขึ้นเมื่อพ่อของเขามาเพียงแค่ครึ่งตัวล่างเท่านั้น วิธีการปัญหามีเพียงแค่ทางเดียวคือการนำพ่อไปยังยอดเขาในช่วงพระอาทิตย์ตก เพื่อให้ร่างกลับมาครบทุกส่วนและได้พูดคุยกับพ่อของตัวเองก่อนเวลสจะหมด
8. Tangled
| แนว | Adeventure Fantasy Comedy |
| ผู้กำกับ | Nathan Greno และ Byron Howard |
| ความยาวแอนิเมชัน | 100 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2010 |
‘Tangled’ เป็นแอนิเมชันที่ลงทุนสร้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถือเป็นความท้าทายของทาง Disney ในการลงทุนสร้าง โชคดีที่ทางค่ายทำออกมาได้ดีทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จในเรื่องของรายได้และกลายเป็นไอคอนเลยทีเดียว
การดำเนินของเรื่อง ‘Tangled’ เกิดจากที่ ‘Flynn Ryder’ หนุ่มหล่อขี้ขโมยได้หลบซ่อนเข้าไปในคอหอยของราพันเซล ซึ่งการที่เขาจะลงไปด้านล่างได้จำเป็นต้องให้ ‘ราพันเซล’ ช่วยเท่านั้น เพราะหอคอยแห่งนี้สูงมาก ๆ มีทางเดียวที่จะลงไปได้คือการปีนผมราพันเซลซึ่งยาวกว่า 70 ฟุต แน่นอนว่าเพื่ออิสระในครั้งนี้ราพันเซลจึงจับ ‘Flynn’ และมีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะต้องช่วยเธอให้ออกไปจากหอคอยให้ได้ เมื่อทั้งสองคนดีลกันสำเร็จการเดินทางก็เกิดขึ้น ซึ่งในระหว่างนั้นก็ทำให้ความรักก่อตัวอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งสองคนถลำไปไกลจนไม่อาจปฎิเสธความรักในครั้งนี้ได้
9. The Princess And The Frog
| แนว | Romantic Fantasy Comedy |
| ผู้กำกับ | John Musker และ Ron Clements |
| ความยาวแอนิเมชัน | 97 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2009 |
ถ้าหากเปรียบเทียบกันในเรื่องความเป็นตำนานหรือความดังกับแอนิเมชันเจ้าหญิงเรื่องอื่น ๆ ก็คงต้องยอมรับว่า ‘The Princess And The Frog’ หรือ ‘มหัศจรรย์มนต์รักเจ้าชายกบ’ อาจไม่ได้ดังหรือเป็นตำนานเท่ากับเจ้าหญิงเรื่องอื่น แต่ถ้าพูดถึงกันในเรื่องของความโรแมนติกยังไงเรื่องนี้ก็หวานฉ่ำไม่แพ้ไปกว่าเรื่องอื่นแนนอน เป็นแอนิเมชันที่ควรดูในวันวาเลนไทน์
โดยเจ้าหญิงในเรื่องนี้ชื่อว่า ‘Tiana’ ซึ่งเธออาศัยอยู่ภายในนิวโอลีนและมีความฝันในการเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แต่ความฝันก็ดับลงทันทีเมื่อเธอดันกลายเป็นกบเนื่องจากไปจูบเข้ากับเจ้าชายกบ ความปั่นป่วนจึงเกิดขึ้นเพราะทั้งคู่ต้องหาทางกลับไปเป็นมนุษย์ให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยการเป็นกบไปตลอดชีวิตแต่การแก้ไขจะสำเร็จหรือไม่ ต้องตามไปเอาใจช่วยกันในแอนิเมชันเรื่อง ‘The Princess And The Frog’ ครับ
10. Over The Moon
| แนว | Fantasy |
| ผู้กำกับ | Glen Keane |
| ความยาวแอนิเมชัน | 100 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2020 |
แอนิเมชันที่ทำให้หลายคนซาบซึ้งกันแทบจะทุกคนคือ ‘Over The Moon’ ซึ่งเป็นแอนิชัน Original ของทาง Netflix โดยเรื่องนี้จะมาในแนว Sci-fi ที่ภาพสวยมาก!!! แต่เนื้อเรื่องกินใจไปไม่แพ้กว่าภาพสวยเลยละครับ ความสนุกของแอนิเมชันคือการผจญภัยของ ‘Fei Fei’ ในอวกาศเพื่อค้นหาคำตอบของคุณแม่ที่จากไปแล้วของเธอว่ามี ‘เทพีพระจันทร์’ หรือ ‘ธิดาพระจันทร์’ อยู่บนดวงจันทร์จริงหรือไม่ ? เนื่องจากคุณพ่อ, คุณแม่ และตัวของ Fei Fei เองเชื่อว่าธิดาหรือเทพีดวงจันทร์นั้นมีจริง แต่หลังจากคุณแม่ของเธอเสียไปคุณพ่อของเธอก็หมดศรัทธาไปในทันที ในขณะที่ ‘Fei Fei’ ยังคงเชื่อและอยากพิสูจน์ให้พ่อของเธอกลับมาเชื่ออีกครั้ง เธอจึงสร้างยานอวกาศของตัวเองขึ้นมาเพื่อเดินทางไปไขความจริงบนดวงจันทร์
11. Be My Valentine, Charlie Brown
| แนว | Romance Comedy |
| ผู้กำกับ | Phil Roman |
| ความยาวแอนิเมชัน | 25 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 1975 |
หลังจากมีเพื่อนบ้านสาวสวยผมสีแดงคนใหม่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ‘Charlie Brown’ ก็เกิดปิ๊งรักขึ้นมาทันที แน่นอนว่าชาร์ลีไม่รีรอที่จะเข้าไปทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับเธอ เขาพยายามหลายต่อหลายครั้งในการวางแผนเพื่อเอาใจชนะเธอให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จอยู่ร่ำไปบางครั้งก็พลาดบางครั้งก็มีอุปสรรคเข้ามาทำให้ไม่ประสบความสำเร็จตามสมหวัง อีกทั้งยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้เขาต้องเก็บเป็นความลับไม่สามารถบอกใครได้อีกตังหาก โดยแอนิเมชันความยาวประมาณ 25 นาทีนี้จะเผยมุมความน่ารักของ Charlie ในการเอาชนะใจสาวที่ตัวเองแอบชอบให้ทุกคนได้อินเลิฟและเอาใจช่วยกันครับ
12. Happy Feet
| แนว | Comedy |
| ผู้กำกับ | George Miller |
| ความยาวแอนิเมชัน | 108 นาที |
| ปีที่ออกอากาศ | 2006 |
‘Happy Feet’ อาจไม่ใช่แอนิเมชันที่โรแมนติกที่สุดจากลิสต์ทั้งหมด แต่ถือได้ว่าเป็นแอนิเมชันแห่งความรัก ความอบอุ่น และความรักแบบไม่มีข้อจำกัด โดยเรื่องเริ่มต้นจาก ‘Mumble’ แพนกวิ้นน้อยที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลก แต่ความแตกต่างในเรื่องสีขนที่ไม่เหมือนใครทำให้ ‘Mumble’ เป็นเหมือนแกะดำภายในฝูง ซึ่งตรงนี้ทำให้สร้างความเป็นกังวลต่อพ่อและแม่ของ ‘Mumble’ มากว่าต่อไปเขาจะเอาตัวรอดและสามารถสร้างครอบครัวได้หรือไม่ ทั้งนี้ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะเขามีความสามารถในเรื่องการเต้นและการร้องที่โดดเด่นออกมาจากคนอื่น ซึ่งตรงนี้ทำให้เพื่อน ๆ ในฝูงเกิดการยอมรับในที่สุด หากใครกำลังหาแอนิเมชันน่ารัก ๆ ที่เป็นความรักในครอบครัวอยู่ ‘Happy Feet’ ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียวครับ สามารถดูกับแฟนหรือครอบครัวในวันวาเลนไทน์ได้