สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ Amazfit Bip 3 Pro ตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย พร้อมการติดตามสุขภาพสุดล้ำ แถมยังมี GPS ในตัว
คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.4 เต็ม 10
![]() |
|
ในปีนี้กระแสการดูแลสุขภาพถือว่ามาแรงมาก ๆ ครับ ผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างก็หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ทั้ง การทานอาหารที่มีประโยชน์ การคำนวณแคลอรี่ ออกกำลังกาย รวมไปถึง การติดตามสุขภาพในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การติดตามนอน การติดตามความเครียด การวัดระดับออกซิเจนในเลือด และการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น โดยปัจจัยนึงที่ทำให้การดูแลสุขภาพกลับมาเป็นกระแสในคนหมู่มาก เราคงต้องยกความดีความชอบให้กับ นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart watch) ครับ เพราะในปัจจุบันนี้ แค่สมาร์ทวอทช์ ราคาไม่เกิน 2,000 บาท มันก็มีคุณสมบัติที่ครบเครื่องมาให้แล้ว ส่งผลให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ
|
|
และเมื่อเราพูดถึง Amazfit เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องรู้จักอย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ผลิต Smart Wearable ชื่อดัง ที่ช่ำชองในตลอดนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Smart watch ที่ในปัจจุบันนี้มีให้เราเลือกหลายซีรี่ส์มาก ๆ ครับ ซึ่งหนึ่งในซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ ซีรี่ส์ Bip ที่เน้นราคาที่คุ้มค่า อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ที่ครบครัน ช่วยตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านการออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพครับ |
ซึ่งล่าสุด Amazfit ก็ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทวอทช์ในซีรี่ส์ Bip รุ่นใหม่ออกมา 2 รุ่น นั่นคือ Bip 3 และ Bip 3 Pro ครับ ซึ่งวันนี้ทางเรามีโอกาสได้นำ Amazfit Bip 3 Pro มาแกะกล่องรีวิวให้ทุกคนได้ดูกันครับ โดยเป็นสมาร์ทวอทช์ราคาสุดคุ้มที่เปิดราคามาแค่ 1,790 บาท เท่านั้นครับ แต่เราขอบอกเลยว่า รุ่นนี้ได้พกฟีเจอร์ต่าง ๆ มาเพียบครับ ไม่แพ้กับรุ่นที่มีราคาแพง ๆ เลย เดี๋ยวเราขอพาทุกคนไปเจาะลึกเจ้า Amazfit Bip 3 Pro กันอย่างละเอียดเลยครับ เพื่อดูว่า มันมีจุดไหนที่น่าสนใจบ้าง ?
Amazfit Bip 3 series สมาร์ทวอทช์ ซีรี่ส์สุดคุ้มค่า
อย่างที่เราได้บอกไปในตอนต้นครับว่า ล่าสุด Amazfit ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ใน ซีรี่ส์ Bip ออกมา 2 รุ่น 2 ราคา นั่นคือ Bip 3 และ Bip 3 Pro ครับ ซึ่งทั้งคู่เป็นสมาร์ตวอทช์แนวสปอร์ตที่มาในดีไซน์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ขอบมีความเป็นเหลี่ยมมุมมากขึ้นให้ความเรียบหรูดูดี ใช้หน้าจอสัมผัส TFT ขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงให้การแสดงผลที่คมชัด และยังมีความสว่างสูง สู้แสงได้ดีอีกด้วย ส่งผลให้ใช้งานกลางแจ้งได้สบายมาก ๆ ครับ ส่วนตัวบอดี้ก็ใช้วัสดุที่ดี มีงานประกอบที่แน่นหนา ทำให้มาพร้อมการกันน้ำระดับ 5ATM ช่วยให้เราใส่ว่ายน้ำ หรือใส่อาบน้ำก็ได้ ไร้กังวล
อีกทั้งสองรุ่นนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกมากมายครับ โดยเฉพาะฟีเจอร์ที่สำคัญ ๆ อย่าง การวัดอัตราการเต้นหัวใจ 24 ชม., การวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2), การติดตามการนอน, การติดตามความเครียด, โหมดกีฬา 61 ชนิด, การประเมินสุขภาพของ PAL และอื่น ๆ อีกมากมายครับ แต่ก่อนที่เราจะเจาะลึกลงไปในรายละเอียด เราขอพาทุกคนไปดูสเปกโดยละเอียดกันก่อนดีกว่าครับ
ข้อมูลจำเพาะของ Amazfit Bip 3 series ทั้ง 2 รุ่น
| ข้อมูลจำเพาะ | Amazfit Bip 3 Pro |
Amazfit Bip 3 |
|---|---|---|
| ขนาด (มม.) | 44 × 36 × 11 มม. | |
| น้ำหนัก (ก.) | 33.2 ก. | |
| หน้าจอแสดงผล | หน้าจอสัมผัส TFT | |
| ขนาดหน้าจอ | 1.69 นิ้ว | |
| ความละเอียดหน้าจอ | 240 × 280 พิกเซล | |
| ระบบปฏิบัติการที่เข้ากันได้ | Android 7.0 ขึ้นไป, iOS 12.0 ขึ้นไป | |
| Bluetooth | V5.0 | |
| GPS | ||
| ลำโพง & ไมโครโฟน | ||
| โหมดมัลติสปอร์ต | 60 โหมดกีฬา | |
| เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ | ||
| เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด | ||
| เครื่องวัดการนอนหลับ | ||
| กันน้ำ | 5ATM (กันน้ำลึก 50 เมตร) | |
| แอปพลิเคชัน | Zepp App | |
| ความจุของแบตเตอรี่ | 280mAh | |
| อายุการใช้งาน | การใช้งานทั่วไป นานถึง 14 วัน การใช้งานหนัก ๆ นานถึง 7 วัน |
|
| รูปแบบและระยะเวลาการชาร์จ | ฐานชาร์จแม่เหล็ก ประมาณ 2 ชั่วโมง | |
| อายุการใช้งาน | การใช้งานทั่วไป นานถึง 14 วัน การใช้งานหนัก ๆ นานถึง 7 วัน |
|
| ราคา | 1,790 ฿ | 1,290 ฿ |
วีดีโอ รีวิวทดลองใช้งานจริง Amazfit Bip 3 Pro สมาร์ทวอทช์ รุ่นใหม่
Amazfit Bip 3 VS Amazfit Bip 3 Pro ต่างกันตรงไหน ?
|
|
จากข้อมูลจำเพาะของทั้ง Bip 3 และ Bip 3 Pro เราจะเห็นว่าทั้งคู่ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยครับ ทั้งในแง่ของดีไซน์งานออกแบบ คุณสมบัติพื้นฐาน ฟีเจอร์ต่าง ๆ รวมถึงสเปกที่ให้มา แต่สิ่งที่สมาร์ทวอทช์ทั้งสองต่างกัน ก็คือ
ดังนั้นถ้าคุณกำลังหาสมาร์ทวอทช์มาใช้เป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพ และใข้ควบคุมการออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ การวิ่ง เจ้า Bip 3 Pro ที่มี GPS ในตัว ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณต้องการสมาร์ทวอทช์ที่มีการติดตามสุขภาพมาครบครัน เหมาะจะใช้งานทั่ว ๆ ไป เจ้า Bip 3 ที่แม้จะไม่มี GPS มาให้ แต่ฟีเจอร์ที่ให้มา มันก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีครับ |
อุปกรณ์ในกล่อง
|
|
|
ดีไซน์ภายนอก ของ Amazfit Bip 3 Pro

เรามาเริ่มกันที่ ดีไซน์ภายนอกของ Amazfit Bip 3 Pro กันก่อนครับ ที่มาพร้อมดีไซน์แบบเรียบง่าย ให้ความคลาสสิคหน่อย ๆ โดยตัวเรือนยังคงใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ แต่ที่ขอบเรือนจะลดความโค้งมนลง เพื่อทำให้แบนเรียบมากยิ่งขึ้น ซึ่งเข้ากับสไตล์การออกแบบของสมาร์ทโฟนยุคใหม่ ช่วยเพิ่มความเรียบหรู ดูพรีเมี่ยมขึ้นไปอีกขั้น

ส่วนขนาด ก็ถือว่ากำลังดีครับ จะผู้ชาย หรือผู้หญิง ก็ใส่ได้ครับ ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 33.2 กรัม ซึ่งถ้าหากเรานำไปเทียบกับ Apple Watch 7 รุ่นท๊อปที่มีดีไซน์ใกล้ ๆ กัน Bip 3 Pro จะหนักกว่าเล็กน้อยครับ แต่ถ้าไม่สังเกตดี ๆ เราก็แทบจะไม่เห็นถึงความแตกต่างเลย ดังนั้นด้วยดีไซน์ ขนาด และน้ำหนักที่ลงตัว ส่งผลให้เราสวมใส่ได้ตลอดเวลาทั้ง ใส่ไปทำงาน ใส่ออกกำลังกาย ใส่เข้านอน หรือแม้กระทั่งใส่อาบน้ำก็ได้ครับ
ในส่วนวัสดุ หน้าจอใช้กระจกนิรภัย 2.5D ขอบโค้ง ช่วยเพิ่มความพรีเมี่ยม พร้อมกับมีการเคลือบกันรอยนิ้วมือมาให้ด้วย ซึ่งช่วยลดการเกิดรอยได้ดีในระดับนึงเลย ส่วนตัวเรือนด้านหลังใช้พลาสติกผิวด้าน ที่มีประกายเล็ก ๆ ทำให้ดูเพิ่มความสวยงามและยังป้องกันรอยได้ดีมากด้วย ซึ่งจากการที่เราทดสอบมา เราก็ต้องยอมรับเลยว่า ร่องรอยเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ และสายนาฬิกาเป็นยางซิลิโคนครับ สำหรับความทนทาน ถึงแม้ว่าวัสดุเหล่านี้ จะไม่ได้ให้สัมผัสที่ดีนัก แต่ด้วยงานประกอบสุดเนี๊ยบ แน่นหนา ช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้เป็นอย่างดี และทำให้รุ่นนี้มีการกันน้ำ 5ATM (ไม่เกิน 50 เมตร) ด้วย ดังนั้นจะเปียกน้ำ เปียกฝน ก็หายห่วงครับ
สายนาฬิกาที่เปลี่ยนได้ ๆ ง่าย เพื่อให้เข้ากับสไตลน์ของคุณที่สุด

โดยสายนาฬิกาที่ติดมากับตัวเรือน เป็นสายยางซิลิโคน มาพร้อมหัวแบบเข็มขัดปกติครับ ซึ่งสำหรับบางคน สายยางก็อาจจะให้ความรู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะเราสามารถหาซื้อสายมาเปลี่ยนเองได้ง่าย ๆ โดยที่ตัวสายจะมีสลักที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี สามารถล็อกกับตัวเรือนได้อย่างแน่นหนา แต่เรายังถอดเปลี่ยนสายได้ง่าย ๆ ครับ เพียงแค่ดันสลักออก
ซึ่งในตลาด ณ ตอนนี้มีสายให้เลือกครบทุกแบบทุกสไตล์ครับ ไม่ว่าจะเป็น สายซิลิโคน, สายสแตนเลส, สายผ้า, สายหนัง, สายแม่เหล็ก และอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ว่าคุณจะชอบนาฬิกาข้อมือแบบไหน สมาร์ทวอทช์ก็มีสายแบบนั้นทั้งหมดครับ แถมสายทุกประเภทก็จะมีหลาย ๆ แบบ หลาย ๆ สี ให้เราเลือกด้วย โดยสายยอดนิยมของ Bip 3 Pro ที่เราหาซื้อมาเปลี่ยนได้ จะมีอยู่ 2 ตัวดังนี้ครับ
สีตัวเรือน 3 สี 3 สไตล์ ให้คุณเลือกในแบบที่เป็นคุณ

โดย Amazfit Bip 3 Pro มาพร้อมกับสีตัวเรือนทั้งหมด 3 สี ครับ ประกอบด้วย สีดำ, สีชมพู และสีครีม ส่วนในรุ่น Bip 3 ก็จะมี 3 สี เช่นกันครับ ก็คือ สีดำ, สีชมพู และสีที่ต่างกันก็คือ สีฟ้า ครับ ดังนั้นเราสามารถเลือกสีสัน ที่ตรงกับตัวตน และสไตล์ของเราได้เลยครับ ส่วนของสายที่มากับตัวเรือน ทั้งคู่จะให้เป็นสายซิลิโคนสีเดียวกับตัวเรือนครับ
หน้าจอแสดงผล ขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว

Bip 3 Pro มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัส TFT LCD ขนาดใหญ่ถึง 1.69 นิ้ว ความละเอียด 240×280 พิกเซล และมีอัตราส่วนความละเอียดต่อตารางนิ้วอยู่ที่ 218PPI ครับ ซึ่งถือเป็นจอคุณภาพ ในราคาสุดคุ้มค่าครับ ถึงแม้สีสันของหน้าจอ TFT มันอาจดูไม่สด เท่ากับจอของรุ่นท๊อป ๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการใช้งานครับ เนื่องจากตัวหน้าจอมีความคมชัดอยู่แล้ว ช่วยให้การใช้งานได้อย่างสบายตา สามารถอ่านข้อความต่าง ๆ ได้ง่าย และเห็นชัดแม้ใช้งานในที่ที่มีแสงจ้า
นอกจากนี้หน้าจอยังเป็นกระจกนิรภัย 2.5D ขอบโค้ง ช่วยเพิ่มทั้งความพรีเมี่ยมและความแข็งแกร่งในตัว ทำให้มันทนต่อแรงกดทับและกระแทกได้ดี พร้อมกับมีการเคลือบกันรอยนิ้วมือ Anti Fingerprint Coating เพื่อช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือบนจอที่ถือว่า ป้องกันได้ดีเลยครับ นับเป็นหนึ่งในสมาร์ทวอทช์ ราคาหลักพันต้น ๆ ที่ได้หน้าจอใหญ่ คมชัด และแข็งแกร่งมาก ๆ ครับ
ความสว่างหน้าจอที่ดี ใช้งานกลางแดดได้สบาย

ส่วนใครที่กังวลว่า Bip 3 Pro รุ่นนี้จะใช้งานในที่ที่มีแสงจ้าได้จริง ๆ มั๊ย ? แล้วจะมองเห็นชัดรึเปล่า ? ก็ไม่ต้องกังวลไปเลยครับ เพราะอย่างที่เราได้บอกไปครับว่า หน้าจอ TFT ของรุ่นนี้ สามารถปรับความสว่างได้ละเอียด บวกกับความละเอียดที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้เราสามารถมองเห็นในที่ที่มีแสงได้ง่ายขึ้น

ซึ่งจากการทดสอบของเรา เราได้ปรับความสว่างไปที่ต่ำสุด แล้วนำไปใช้งานกลางแจ้ง แดดจัด ๆ ดู พบว่า มันยังพอมองเห็นชัดอยู่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราปรับความสว่างสูงสุด เราก็ไม่ต้องห่วงเลยครับ เห็นแน่นอน แต่มีข้อเสียก็คือ รุ่นนี้จะไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสงอัตโนมัติมาให้ ทำให้หน้าจอไม่มีการปรับความสว่างอัตโนมัติ ดังนั้นเราต้องปรับเองทุกครั้ง
บางคนอาจจะเคยชินกับมือถือที่จะมีการปรับความสว่างให้เราอัตโนมัติตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเดินไปที่มืดหรือสว่าง แสงหน้าจอก็จะถูกปรับให้เหมาะสมอยู่ตลอด โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งการที่เราจะต้องมาปรับความสว่างหน้าจอ ด้วยตัวเองอยู่เสมอ อาจจะเป็นจุดที่น่ารำคาญไปสักหน่อยครับ เพราะถ้าเราปรับความสว่างไว้ระดับกลาง หรือสูงสุด ไว้ตลอดเวลา มันก็เปลืองแบตฯ มาก ๆ ครับ แต่ถ้าปรับความสว่างต่ำสุด เราก็ต้องเพ่งดูดี ๆ เวลามองกลางแจ้ง
หน้าปัดนาฬิกาที่สวยงาม

ซึ่งหน้าจอของ Bip 3 Pro จะมีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกมากถึง 50+ แบบเลยทีเดียว เสริมด้วยหน้าปัดนาฬิกาและวิดเจ็ตที่เราจะแก้ไขอะไรก็ได้ หรือเราจะใส่รูปของตัวเองก็ไม่มีปัญหาครับ แต่น่าเสียดายรุ่นนี้ไม่มีฟีเจอร์ติดตลอดเวลาเหมือนสมาร์ทวอทช์รุ่นท๊อป ๆ นะครับ เนื่องจากความจุแบตเตอรี่ ไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น แต่จะติดก็ต่อมือเรามีการยกข้อมือขึ้นมา แต่ต้องมีการเหวี่ยงข้อมือให้แรงสักนิดนะครับ เพราะมันอาจจะติดบ้าง ไม่ติดบ้างเป็นปกติ

สำหรับการเปลี่ยนก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ครับ โดยการเข้าไปที่แอปพลิเคชัน Zepp App ซึ่งในหน้าแรกให้เราเลือกไปที่ ร้านค้าหน้าปัดนาฬิกา ที่ภายในจะรวมหน้าปัดนาฬิกาไว้ให้เราเลือกมากมายหลายแบบหลายสไตล์ครับ จากนั้นเลือกรูปแบบที่ต้องการแล้วกดติดตั้ง แอปฯ Zepp จะทำการดาวน์โหลด ติดตั้งใน Bip 3 Pro และเปลี่ยนหน้าจอให้เสร็จสรรพเลยครับ โดยใช้เวลาแค่ 1-2 นาที เท่านั้น
การ Touch Screen บนหน้าจอที่ง่ายดาย

สำหรับการควบคุมจะใช้หน้าจอสัมผัสเป็นหลักครับ ทำให้ตัวเรือนเหลือปุ่มอยู่แค่ปุ่มเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นทั้งปุ่มเปิดปิดเครื่อง, ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มเข้าเมนูหลัก หรือกดปุ่มนี้ค้าง 2-3 วินาที เพื่อเข้าสู่โหมดการออกกำลังกายแบบเร่งด่วน ส่วนที่หน้าจอ เราสามารถปัดได้หลัก ๆ 3 รูปแบบดังนี้ครับ
- ปัดจากบนลงล่าง : เป็นการเปิดหน้าหน้าต่าง ศูนย์ควบคุมหลัก มีทั้ง โหมดห้ามรบกวน (DND), นาฬิกาปลุก, ความสว่างหน้าจอ และการตั้งค่า
- ปัดจากล่างขึ้นบน : เป็นการเปิดดู การแจ้งเตือน ทั้งหมด ที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็น สายเรียกเข้า ข้อความ หรือการเตือนอื่น ๆ
- ปัดไปทางซ้าย / ปัดไปทางขวา (เรื่อย ๆ) : เป็นการเข้าสู่เมนูลัด เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์สำคัญต่าง ๆ มีทั้ง การนับจำนวนก้าว, การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดออกซิเจนในเลือด, การตรวจวัดความเครียด, การประเมินสุขภาพ PAI, สภาพอากาศ และการควบคุมเพลง ครับ
กันน้ำได้ที่ระดับ 5ATM หรือดำน้ำลึกไม่เกิน 50 เมตร

ในการออกแบบและงานประกอบของ Bip 3 Pro ถึงแม้จะใช้วัสดุที่ดูธรรมดา อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งมากขนาดนั้น แต่ก็ต้องยอมรับเลยครับว่า งานออกแบบและงานประกอบ มีคุณภาพมาก ๆ โดยที่ตัวเรือนถูกออกแบบมให้ไม่มีรูอะไรอยู่เลย ซึ่งรูหลัก ๆ อย่างพอร์ตชาร์จ รุ่นนี้ก็ใช้เป็นแบบแม่เหล็ก
จะมีก็แต่ช่องว่างของปุ่ม ซึ่งอาจจะมีรูให้น้ำเข้าอยู่บ้าง แต่ภายในตัวเรือนก็มีการป้องกันไว้อย่างดีครับ ทำให้ Bip 3 Pro รองรับมาตรฐานการป้องกันน้ำที่ 5ATM หรือดำน้ำได้ลึกสุดที่ 50 เมตรครับ ดังนั้นไม่ว่าจะสวมใส่ไปว่ายน้ำ ดำน้ำ ลุยฝน หรือแม้แต่ใส่ไปอาบน้ำ รุ่นนี้ก็ป้องกันน้ำได้สบาย ๆ ครับ
ระบบปฏิบัติการ Zepp OS และแอปฯ Zepp ที่ใช้งานง่าย ๆ
Amazfit Bip 3 Pro ติดตั้งมาพร้อมกับ Zepp OS ระบบปฏิบัติการสมาร์ตวอทช์ที่จัดสรรการใช้พลังงานแบตเตอรี่ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับหน้าตาที่ดูเรียบง่าย แต่สวยงามครับ ซึ่งตัวระบบถูกออกแบบมาอย่างดี ด้วยจุดประสงค์หลักคือ เน้นการใช้งานที่ง่าย และไม่ซับซ้อน โดยเมนูต่าง ๆ ใช้เป็นภาษาไทยทั้งหมด มาพร้อมรูปไอคอนที่ดูเข้าใจง่าย ในด้านคุณสมบัติ ก็มีมาครบครัน

โดยระบบปฏิบัติการสมาร์ทวอทช์ ZeppOS จะทำงานคู่กับแอปพลิเคชัน Zepp โดยตัวแอปฯ รองรับภาษาไทยได้ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ครับ หน้าตา UI มีการออกแบบที่สวยงาม ไอคอนของเมนูต่าง ๆ ก็ใช้เหมือนกันกับในสมาร์ทวอทช์เลย ช่วยให้เราเข้าใจได้ง่าย พร้อมทั้งยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้ใช้งานอีกเพียบครับ ทั้ง ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ, การออกกำลังกายกว่า 61 โหมดกีฬา, ฟีเจอร์การติดตามที่แม่นยำ รวมไปถึงเซ็นเซอร์การตรวจวัดค่าต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เราวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย ๆ บนแอปฯ Zepp ครับ
การเชื่อมต่อมือถือ Andriod และ iOS ง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอน

อย่างที่เราได้บอกไปครับว่า Amazfit Bip 3 Pro จะใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Zepp ที่ออกแบบหน้าตา UI มา โดยเน้นไปที่ความเรียบง่ายเป็นหลัก ดังนั้นแน่นอนครับว่า การเชื่อมต่อ มันก็ง่ายมาก ๆ เช่นกันครับ เริ่มต้นเราดาวน์โหลดแอปฯ Zepp มาติดตั้งไว้ในสมาร์ทโฟนของเราก่อน
![]() |
|
สำหรับ Zepp App สามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ๆ ผ่านทาง Play Store และ App Store ครับ โดยจะรองรับได้ ตั้งแต่ Android 7.0 และ iOS 12.0 ขึ้นไป ครับ ซึ่งคุณสามารถหยิบมือถือขึ้นมาสแกน QR code ในภาพ หรือจะกดที่ปุ่มดาวน์โหลดก็ได้เช่นกัน

หลังจากที่เราดาวน์โหลด Zepp App มาติดตั้งในมือถือเรียบร้อยแล้ว ให้เรามาเปิดเจ้า Bip 3 Pro ต่อเลยครับ โดยการกดปุ่มที่ตัวเรือนค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นบนหน้าจอเจ้า Bip 3 Pro จะมีการโชว์ QR code ขึ้นมา ให้เรานำมือถือมาเปิดแอปฯ Zepp app แล้วเลือกอุปกรณ์ที่เราต้องการจับคู่ครับ เมื่อเลือกแล้วตัวแอปฯ จะให้เรานำมือถือไปสแกน QR code แล้วให้เราทำตามขั้นตอนของแอปฯ ไปเรื่อย ๆ ได้เลยครับ เพียงเท่านี้มันก็จะเชื่อมต่อกับแอปฯ Zepp ในมือถือของเราโดยอัตโนมัติ และข้อมูลทั้งหมด ก็จะถูกส่งเข้ามือถือ ทำให้เราดูข้อมูลต่าง ๆ ผ่านแอปฯ ได้ทันทีที่เชื่อมต่อสำเร็จ
เห็นมั๊ยละครับว่า มันไม่ได้ยากเลย ไม่ถึง 2 นาทีก็พร้อมใช้งาน ซึ่งใครที่ไม่เคยใช้สมาร์ทวอทช์มาก่อน สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ครับ ซึ่งในครั้งแรกแอปฯ อาจจะขออนุญาตเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ในมือถือ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ การโทร รายชื่อผู้ติดต่อ, กล้องมือถือ และอื่น ๆ ซึ่งถ้าหากเราอยากให้สมาร์ทวอทช์แจ้งเตือนในส่วนไหน เราก็ต้องกดอนุญาตในส่วนนั้นครับ หรือว่าจะกดอนุญาตทั้งหมดเลยก็ได้ เพื่อเราสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบครับ
มี Multi-sports mode ให้เลือกเล่นถึง 61 โหมด

ถ้าหากใครต้องการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ การมีสมาร์ทวอทช์มาเป็นผู้ช่วยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของเรา นับเป็นสิ่งที่ดีครับ ซึ่งแน่นอนว่า สมาร์ทวอทช์จากแบรนด์ดังอย่าง apple, suunto หรือ garmin เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีทุกสิ่งที่เราต้องการ แต่หากคุณเพิ่งเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย สมาร์ทวอทช์ระดับสูง ๆ ก็ยังไม่จำเป็นขนาดนั้น เพราะ Amazfit Bip3 Pro ก็สามารถจะเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลได้เช่นกัน พร้อมมีโหมดกีฬาให้เลือกเล่นถึง 61 โหมด เลยทีเดียว ซึ่งครอบคลุมกีฬาและการออกกำลังกายพื้นฐานทั้งหมดครับ

Bip3 Pro มาพร้อมกับโหมดออกกำลังกายที่ครบครันครับ ไม่ว่าจะเป็นวิ่งกลางแจ้ง, วิ่งลู่วิ่ง, เดินไกล, ปั่นจักรยาน, การว่ายน้ำ, กิจกรรมกลางแจ้ง, กีฬาในร่ม, ฟิตเนส, และอีกมากมายครับ ซึ่งในแต่ละกิจกรรมก็จะมีการบันทึกข้อมูลที่แตกต่างกันไปครับ อย่างเช่น ถ้าเป็นการวิ่ง หรือการปั่นจักรยาน นอกจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่เป็นพื้นฐานแล้ว จะมีการนำ GPS มาใช้ตรวจจับพิกัด เพื่อใช้คำนวณระยะทาง และความเร็ว ในแต่ละช่วงด้วย ส่วนโหมดกีฬาอื่น ๆ มันจะมีการเก็บข้อมูลที่สำคัญต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Target Pace ให้คุณตั้งเป้าหมายเอาไว้ เพื่อเพิ่มความท้าทาย ในการทำลายเป้าหมายของคุณเอง ช่วยสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีครับ
ทดสอบการวิ่งออกกำลังกาย ด้วย Amazfit Bip 3 Pro

โดยเราได้มีโอกาสทดสอบด้วยการวิ่งกลางแจ้งครับ ซึ่งเป็นระยะทางสั้น ๆ นะครับ เพื่อดูว่าเจ้า Bip 3 Pro เก็บข้อมูลอะไรไว้ให้เราบ้าง? โดยถ้าอ้างอิงตามสเปกก็ต้องบอกว่า มันเก็บข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้ให้เราทั้งหมดครับ ซึ่งจากที่เราได้ไปทดสอบวิ่งมา ต้องขอบอกเลยว่า มันตอบโจทย์คนที่ต้องการวิ่งออกกำลังกายมาก ๆ ครับ ไม่ว่าจะมือใหม่ หรือคนที่ต้องการจริงจังกับการวิ่ง เจ้ารุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยในขณะวิ่งมันมีหลาย ๆ ฟีเจอร์มาก ๆ ครับ

ซึ่งในการ เริ่มต้นการวิ่ง เราสามารถกดเริ่มได้ทั้ง บนมือถือ และบนสมาร์ทวอทช์ ครับ โดยตัว Bip 3 Pro จะเริ่มเก็บข้อมูลการวิ่งทันทีที่ให้เรากดเริ่ม ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดครับ ไม่ว่าจะเป็น ระยะทาง, ระยะเวลารวม, ความเร็วฝีเท้า, อัตราการเต้นหัวใจ (เฉลี่ย และสูงสุด), การเผาผลาญ, กราฟสรุปต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งระยะเวลาหยุดพัก รุ่นนี้ก็มีบอกครับ อีกทั้งยังมีอีกหลายค่าที่เราไม่ได้พูดถึงที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับนักวิ่งตัวยงที่ต้องการพัฒนาฝีเท้าให้เร็วขึ้นครับ
โดยในขณะวิ่ง บนหน้าจอจะมีแสดงผล แบบเรียลไทม์ แค่เรายกข้อมือขึ้นมาเราก็จะทราบข้อมูลการวิ่งแบบคร่าว ๆ ทั้งระยะเวลา ระยะทาง อัตราการก้าว และอัตราการเต้นหัวใจ ครับ แต่ถ้าคุณอยากดูค่าอื่น ๆ เราก็สามารถจะปรับเปลี่ยนค่าที่เราต้องการดูแบบเรียลไทม์ได้ แต่ถ้าหากต้องการดูข้อมูลแบบเต็ม ๆ เราต้องเข้าไปดูในสมาร์ทโฟนครับ
ฟีเจอร์ด้านสุขภาพใช้มาครบถ้วน
การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ได้อย่างแม่นยำ
หนึ่งในฟีเจอร์ที่สมาร์ทวอทช์ทุก ๆ รุ่นในยุคนี้จะต้องมี นั่นก็คือ การวัดค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2) ครับ ที่ถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะมันเปรียบเสมือนกับเรามีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วอยู่ในมือ ซึ่งแน่นอนครับว่า Amazfit Bip 3 Pro มีมาให้อยู่แล้ว โดยเราสามารถใช้วัดออกซิเจนในเลือดในเราได้ง่าย ๆ แค่เราปัดซ้ายและเลือกไปที่หมวด SpO2 เท่านี้ เจ้า Bip 3 Pro ของเราก็สามารถวัดค่าได้ทันที โดยมันจะใช้เวลาในการตรวจวัดประมาณ 25 วินาทีครับ ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ โดยค่าที่ควรได้ควรอยู่ที่ 95% ขึ้นไปครับ

นอกจากนี้ประวัติผลการตรวจวัดทั้งหมด จะมีการบันทึกอยู่ใน แอปฯ Zepp ทุกอย่างครับ ซึ่งนับว่ามีประโยชน์มาก ๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้มาเป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยโรคใด ๆ ได้ แต่แพทย์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ มาอ้างอิงในการรักษาได้ โดยเฉพาะเมื่อเราหมดสติไป ข้อมูลเหล่านี้จะถือเป็นประโยชน์มาก ๆ สำหรับแพทย์ ในการช่วยชีวิตของเราครับ
สรุปข้อควรระวังในการวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) :
- แนะนำให้คุณสวมนาฬิกา โดยให้อยู่ห่างจากกระดูกข้อมือประมาณ 1 นิ้ว
- พยายามสวมนาฬิกาโดยรัดสายให้แน่น ๆ เพื่อป้องการที่คลาดเคลื่อน
- แนะนำให้วางแขนของคุณไว้บนโต๊ะ โดยให้หน้าจอนาฬิกาหงายขึ้น และวางแขนให้นิ่งที่สุด
- ปัจจัยภายนอกทั้ง รอยสัก, ปริมาณขนที่แขน, การสั่นสะเทือน, อุณหภูมิห้อง และการสวมใส่ที่ไม่ดี เช่น ใส่แบบหลวม ๆ หรือใส่ห่างจากจากกระดูกข้อมือมากเกินไป สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลให้ผลการวัดผิดพลาดได้
- ช่วงการวัด SpO2 ของ Bip 3 Pro รุ่นนี้คือ 80% -100% โดยค่าปกติที่ควรได้คือ 95% ขึ้นไปครับ
- ผลการวัดของฟังก์ชันในด้านสุขภาพของรุ่นนี้ ยังขาดความแม่นยำ และยังมีหลาย ๆ ปัจจัยจากภายนอกที่ส่งผลมากเกินไป ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการวินิจฉัยทางการแพทย์
การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ต้องมาคู่กันคือ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่ง Bip 3 Pro มีมาให้เช่นกัน ถ้าเราต้องการให้สมาร์ทวอทช์มีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา เราจะต้องเข้าไปเปิด ฟีเจอร์การตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจโดยอัตโนมัตินี้ ใน แอปฯ Zepp ก่อน โดยระยะเวลาในการตรวจจับจะมีให้เลือกตั้งแต่ทุก ๆ 1 นาที, 5 นาที, 10 นาที และสูงสุด 30 นาที แต่ถ้าหากเราต้องการประหยัดแบตเตอรี่ เราสามารถเลือกกดวัดเป็นครั้งคราว ตามที่เราต้องการได้ครับ
นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนที่เกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติได้ หรือจะให้เตือน ค่าที่ตั้งไว้ล่วงหน้าผ่านแอปฯ Zepp ก็ได้เช่นกันครับ โดยจะตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างที่เรากำลังออกกำลังกาย เพื่อตรวจดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในกรอบการออกกำลังกายที่เรากำหนดเป้าหมายไว้รึเปล่า ?
วัดคุณภาพการนอนหลับได้อย่างละเอียด

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นก็คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ ซึ่งก็แน่นอนว่า Amazfit Bip 3 Pro ไม่ลืมที่จะใส่ฟีเจอร์นี้มาให้เราด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเราเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์นี้บนแอปฯ Zepp มันก็พร้อมให้เรา ใส่เข้านอนไปพร้อม ๆ กับเราได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้จะมีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งคืนครับ เพื่อดูว่าการนอนหลับของเราเป็นอย่างไรบ้าง? การหายใจขณะนอนหลับผิดปกติหรือไม่ ? เรานอนไปทั้งหมดกี่ชั่วโมง ? และมีการนอนหลับ อยู่ในช่วงใดบ้าง ? เพื่อให้เรามั่นใจได้มากขึ้นว่า ร่างกายของเราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมีการติดตามการงีบหลับ ในช่วงเวลากลางวันด้วย
โดย Bip 3 Pro จะแบ่ง ช่วงการนอน ออกเป็น 4 ช่วง ครับ ได้แก่ ช่วงหลับลึก, ช่วงหลับตื้น, ช่วงหลับฝัน REM Sleep (คือช่วงที่ดวงตาของเราจะมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว) และช่วงตื่นนอน ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลการนอนทั้งหมด และสรุปผลให้เราตอนตื่นนอนครับ โดยสรุปออกมาในรูปแบบคะแนน ซึ่งข้อมูลการนอนต่าง ๆ นี้เราสามารถนำมาปรับปรุงการนอนของเราในช่วงต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อที่การนอนของเราจะเป็นการพักผ่อนจริง ๆ ครับ
ตรวจจับความเครียดอัตโนมัติ ตลอดทั้งวัน

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในทุก ๆ ด้าน นั่นก็คือ ความเครียด ครับ ซึ่งเรามั่นใจเลยว่าคนส่วนใหญ่มีความเครียดเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่ามันจะมีมาก หรือน้อย แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น Bip 3 Pro จึงได้ใส่ฟีเจอร์การวัดความเครียดระหว่างวันมาให้เราด้วย โดยจะมีการคำนวณจากความแปรผันของอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อติดตามและวัดผลความเครียดของเราตลอดทั้งวัน ซึ่งรุ่นนี้จะมีการแบ่งระดับความเครียดออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับผ่อนคลาย, ระดับปกติ, ระดับปานกลาง และระดับสูง ครับ
และเมื่อไหร่ที่ความเครียดของเราอยู่ในระดับสูง Bip3 Pro จะมีการแจ้งเตือนให้เราทราบ พร้อมกับโหมดการฝึกการหายใจเพื่อช่วยให้เราสงบสติอารมณ์ลง และรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งฟีเจอร์นี้ถือว่ามีประโยชน์มาก ๆ เลยทีเดียวครับ เพราะเราสามารถรับรู้ได้ทันทีเมื่อที่มีความเครียดสูง พร้อมกับการฝึกการหายใจ เพื่อทำให้รู้สึกดีขึ้น ทำให้เราไม่มีอาการเครียดสะสมไปตลอดทั้งวัน จนทำงานทำการไม่ได้
คุณสมบัติพื้นฐานที่ครบครัน

นอกจากนี้ Amazfit Bip3 Pro ยังมีคุณสมบัติพื้นฐานต่าง ๆ ให้มาครบครันครับ โดยคุณสมบัติของสมาร์ทวอทช์จะมีทั้ง ปฏิทิน, เตือนความจำ รวมถึงการแจ้งเตือนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล, ข้อความ และสายเรียกเข้า ในส่วนคุณสมบัติของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็สามารถทำได้ทั้ง การควบคุมชัตเตอร์กล้อง, การควบคุมเพลง, การควบคุมด้วยเสียง และการกดรับสายโทรศัพท์ แต่มันเสียดายนิดหน่อยครับ ที่รุ่นนี้ไม่มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว ทำให้ไม่สามารถรับสาย หรือตอบกลับข้อความผ่าน Bip 3 Pro ได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณสมบัติทั้งสองนี้ก็ไม่ได้จำเป็นมากนักครับ เพราะแน่นอนว่า การรับสาย หรือการตอบกลับข้อความต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน ทำได้ง่ายและสะดวกกว่ามากครับ
อายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 14 วัน และการชาร์จที่รวดเร็ว

ปิดท้ายกันที่ แบตเตอรี่ของ Amazfit Bip 3 Pro กันบ้างครับ โดยรุ่นนี้ให้ความจุแบตเตอรี่มาที่ 280 mAh ครับ ดูเหมือนจะน้อยนะครับ แต่ทางแบรนด์ระบุไว้ว่า รุ่นนี้สามารถใช้ได้นานสูงสุดถึง 14 วัน เลยทีเดียว ซึ่งจากการที่เราได้ลองทดสอบดู ก็พบว่า ถ้าหากเราใช้ดูนาฬิกาเป็นหลัก และใช้วัดค่าต่าง ๆ บ้าง เป็นครั้งคราว โดยที่ไม่ได้เปิดใช้ฟีเจอร์ ที่มีการวัดค่าตลอดเวลาเลย พร้อมกับปิด GPS จากการทดสอบของเรา พบว่ามันจะสามารถใช้งานได้นานประมาณ 14 วันจริง ๆ ครับ บวกลบนิดหน่อย ส่วนปริมาณคงเหลือ จะมีบอกทั้ง บนแอปพลิเคชัน Zepp และที่หน้าจอ Bip 3 Pro เลยครับ
ซึ่งอายุการใช้งาน จะลดลงเรื่อย ๆ ครับ โดยเฉพาะถ้าเราเปิดฟีเจอร์ที่มีการวัดค่าตลอดเวลา โดยรุ่นนี้ถ้าหากเราใช้งานอย่างเต็มที่ เปิดการติดตามการวัดค่าทั้งหมด พร้อมทั้งมีการออกกำลังกายในทุกวันโดยมี GPS มาจับพิกัดตลอดเวลา แน่นอนว่าแบตฯ ก็จะหมดเร็วขึ้น แต่ข้อดีอีกอย่างนึงคือ Bip 3 Pro จะมีการแจ้งเตือนเราเสมอครับ เวลาที่เราปรับค่าต่าง ๆ หากอันไหนที่กินแบตฯ มาก ๆ มันจะมีการถามเราก่อน หากเรารับได้ก็กดตกลงไปครับ

สำหรับการชาร์จ Amazfit Bip 3 Pro มาพร้อมกับที่ชาร์จแม่เหล็ก ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์เอง ดังนั้นรุ่นนี้จึงไม่สามารถใช้ร่วมกับที่ชาร์จของแบรนด์อื่น ๆ ได้ครับ ส่วนการชาร์จทางแบรนด์ระบุไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ครับ ซึ่งจากการที่เราได้ลองเล่นลองใช้งานอย่างหนัก ต่อเนื่องมาหลายวัน จนแบตฯ เหลืออยู่ 15% ซึ่งก็ว่าจะรอจนกว่าแบตฯ จะหมด 0% แต่รอไม่ไหวครับ เราก็เลยหยิบมาชาร์จดูครับว่า จากแบตฯ 15% ชาร์จจนถึง 100% จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ? ซึ่งเราก็พบว่าเจ้า Bip 3 Pro ใช้เวลาชาร์จไปประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆ เท่านั้นครับ ดังนั้นการชาร์จจาก 0% – 100% คาดว่าน่าจะไม่ถึง 2 ชั่วโมงครับ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว
ความคุ้มค่าในการซื้อ Amazfit Bip 3 Pro
![]() |
|
คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.4 เต็ม 10
สรุป ข้อดีและข้อด้อยของ Amazfit Bip 3 Pro
→ ข้อดี
- ดีไซน์โดยรวมมีความเรียบหรู ดูแพง ทำให้ใส่ได้ทุก ๆ โอกาส อีกทั้งด้วยขนาดที่เล็กและเบา ช่วยให้สวมใส่สบายมีปุ่มแค่
- ตัวเรือนปุ่มเดียวเท่านั้น โดยจะไปเน้นที่การสัมผัส ทำให้ใช้งานง่ายมากขึ้น
- การออกแบบ และงานประกอบทีดี แทบไม่มีรูหรือช่องให้น้ำเข้าได้เลย ทำให้สามารถกันน้ำที่ระดับ 5ATM เราสามารถใส่ไปลุยฝน อาบน้ำ หรือว่ายน้ำได้
- มีเซ็นเซอร์ด้านสุขภาพที่สำคัญ ๆ ให้ครบครัน ทั้ง การวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2), การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และมีการติดตามทั้ง ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ 24 ชม., ติดตามคุณภาพการนอนหลับ และติดตามความเครียด เป็นต้น
- มีฟีเจอร์ Target Pace ที่ให้ผู้ใช้กำหนดเป้าหมายการออกกำลังกาย เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำลายเป้าหมายที่ตั้งไว้
- มีโปรแกรมออกกำลังกายที่ครบเครื่องมากถึง 60 โหมด
- มี GPS ในตัว ที่คอยตรวจจับพิกัด ระบุตำแหน่งของคุณผ่านการเชื่อมต่อกับดาวเทียมถึง 4 ตัว (เฉพาะรุ่น Bip 3 Pro) เพิ่มความรวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น
- แบตเตอรี่อึดมาก ๆ สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 2 สัปดาห์ ผ่านการใช้งานแบบปกติ
- แท่นชาร์จแม่เหล็กที่ใช้ชาร์จค่อนข้างไว
- สมาร์ทวอทช์ราคาประหยัด แต่มีฟีเจอร์ให้มาเกินราคา
→ ข้อที่ควรพิจารณา
- วัสดุให้สัมผัสที่ไม่ดี โดยเฉพาะสายนาฬิกา ขอแนะนำให้เปลี่ยนสายนาฬิกาใหม่
- ใช้จอสัมผัส TFT ไม่ได้เป็นจอ OLED ทำให้ในบางมุม อาจจะมีสีสันที่ดูไม่สด อีกทั้งขอบหน้าจอยังค่อนข้างหนา
- ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสง ทำให้ผู้ใช้ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง ไม่มีการปรับความสว่างอัตโนมัติ
- ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับการออกกำลังกายโดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ต้องเลือกโหมดออกกำลังกายก่อน
- การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และการติดตามการนอนหลับ ในบางสถานการณ์ก็ขาดความแม่นยำ
- ฟีเจอร์ Target Pace สามารถใช้ได้ในโหมด วิ่งกลางแจ้ง และการลู่วิ่ง เท่านั้น
- ไม่มีลำโพง และไมค์ในตัว ทำให้ไม่สามารถพูด-คุยผ่านสมาร์ทวอทช์ได้ แต่ผู้ใช้ยังกดรับสายได้ เหมาะจะใช้ร่วมกับหูฟังประเภทต่าง ๆ เช่น หูฟัง TWS, หูฟัง Bone Conduction (ฟังเพลงผ่านกระดูก) หรือหูฟังออกกำลังกาย เป็นต้นรับ
- สมาร์ทวอทช์สามารถแจ้งเตือนข้อความต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถโต้ตอบด้วยข้อความได้
- ที่ชาร์จเป็นแบบเฉพาะของ Amazfit ทำให้ใช้ร่วมกับที่ชาร์จของรุ่นอื่นไม่ได้
ความพึงพอใจต่อ Amazfit Bip 3 Pro

เอาล่ะครับ หลังจากที่เราได้ลองใช้มาได้ระยะนึงแล้ว สิ่งที่คุณจะได้จาก Amazfit Bip 3 Pro แน่ ๆ ก็คือ ความคุ้มค่าคุ้มราคาแบบสุด ๆ ทั้ง ในด้านดีไซน์ที่เรียบหรู ใส่ได้ทุกทุกโอกาสทุกสถานการณ์ พร้อมกับมีฟีเจอร์ด้านสุขภาพ และด้านการออกกำลังกายต่าง ๆ ที่ครอบคลุมมาก ๆ ครับ แถมฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างที่มีในรุ่นท๊อปเจ้ารุ่นนี้ก็ได้ใส่มาให้ด้วย ส่วนฟีเจอร์พื้นฐานต่าง ๆ ก็ทำได้ทั้งหมดครับ และที่สำคัญ รุ่นนี้ยังมีอายุการใช้งาน ที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกด้วย โดยใช้งานได้นานถึง 2 สัปดาห์ เลยทีเดียว ครับ
ซึ่งถึงแม้ว่า มันจะขาดฟีเจอร์บางอย่างไปบ้าง แต่โดยรวม ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ครบเครื่องรุ่นนึงเลย ยิ่งเมื่อเทียบกับราคาแค่พันกว่าบาท ดังนั้นถ้าหากคุณสามารถมองข้ามฟีเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รุ่นนี้ไม่มีไปได้ และต้องการฟีเจอร์ที่สำคัญ ๆ เป็นหลัก เจ้า Amazfit Bip 3 Pro รุ่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยละครับ ยิ่งเมื่อเทียบกับราคามันจะคุ้มค่า คุ้มราคามาก ๆ

Amazfit Bip 3 Pro
Amazfit Bip 3




