Huawei Band 7 สมาร์ทแบนด์ ดีไซน์บางน้ำหนักเบา มีฟังก์ชันออกกำลังกายและดูแลสุขภาพครบครัน ใช้งานต่อเนื่อง 14 วัน
คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.4 เต็ม 10
![]() |
|
ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เทรดน์รักสุขภาพกำลังมาแรงอย่างมาก ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งไอเทมที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ “สมาร์ทแบนด์” ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา สามารถสวมใส่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่เวลานอนหรืออาบน้ำ เนื่องจากสมาร์ทแบนด์นั้นถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นความสะดวกมากกว่าสมาร์ทวอทช์ที่มีขนาดใหญ่เกินไป แต่จะไม่ได้ลงลึกถึงโปรแกรมด้านสุขภาพหรือกีฬาแบบจัดเต็มเท่ากับสมาร์ทวอทช์ ดังนั้นจึงทำให้สมาร์ทแบนด์มีราคาถูกกว่าและยังตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะแบบเริ่มต้นอีกด้วย

โดยในวันนี้เราก็มีสมาร์ทแบนด์จาก Huawei มาแนะนำกัน นั่นก็คือรุ่น Huawei Band 7 บอกเลยว่าเห็นราคาเบา ๆ เพียง 1,899 บาทแบบนี้ แต่ฟังก์ชันการใช้งานนั้นจัดหนักจัดเต็มชนิดที่ว่าคุ้มค่าคุ้มราคามากค่ะ และเพื่อไม่ให้เสียเวลาเราขอพาไปเจาะลึกถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของ Huawei Band 7 กันดีกว่าค่ะ ว่าจะมีฟีเจอร์ไหนน่าสนใจบ้าง
ข้อมูลจำเพาะของ Huawei Band 7
![]() |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วีดีโอรีวิว Huawei Band 7 ฟังก์ชันครบ ราคาไม่แพง – ทดลองใช้งานจริง
รีวิว สมาร์ทแบนด์ Huawei Band 7 รุ่นใหม่ล่าสุด ปี 2022
1. ดีไซน์ภายนอกและวัสดุที่ใช้
1.1 หน้าจอที่กว้างขึ้น ใช้งานได้ง่าย
โดยส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบดีไซน์ตรงหน้าจอมากค่ะ เพราะ Huawei Band 7 มีจอที่ใหญ่และกว้างมากด้วยขนาด 1.47 นิ้ว เหมาะสำหรับคนที่นิ้วป้อมอย่างเราที่สุด (อิอิ) ไม่ว่าจะเลื่อนขึ้นลงหรือจะปัดซ้ายขวาก็สไลด์ได้ง่ายถนัดนิ้ว โดยในความใหญ่ที่ว่านี้ก็ไม่ได้ใหญ่จนเทอะทะหรือให้รู้สึกว่าเกะกะแต่อย่างใดนะคะ เรียกว่าเป็นขนาดจอที่กำลังดีเลยค่ะ

1.2 ตัวเรือนน้ำหนักเบา มีความโค้งรับกับข้อมือ
นอกจากนี้ตัวเรือนก็ยังมีน้ำหนักที่เบาเพียงแค่ 16 กรัมเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชินกับการใส่นาฬิกาหรือผู้ที่มีปัญหาปวดข้อมือก็สามารถสวมใส่ได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าถ่วงข้อมือแต่อย่างใด บวกกับทาง Huawei ได้ออกแบบตัวเรือนมีความโค้งอีกเล็กน้อยทำให้แนบชิดกับข้อมือได้ดีกว่าด้วยค่ะ

1.3 ตัวระบบเซ็นเซอร์บางเฉียบ
ส่วนต่อมาคือจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเวลาไม่ว่าจะซื้อสมาร์ทวอทช์หรือสมาร์ทแบนด์ก็คือความบางของระบบเซ็นเซอร์ ซึ่ง Huawei Band 7 นั้นก็ได้มีการออกแบบระบบเซ็นเซอร์ให้มีความบางมากจนเกือบเป็นระนาบเดียวกันกับตัวเรือน จึงทำให้ทุกครั้งที่มีการบิดหมุนหรือเคลื่อนไหวข้อมือ เราจะไม่รู้สึกถึงแรงกดในส่วนนี้ ทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวข้อมือได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยิ่งระบบเซ็นเซอร์มีความบางมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ใส่แล้วออกมาดูสวยมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ เพราะตัวเรือนจะไม่ลอยเหนือข้อมือขึ้นมาโดด ๆ นั้นเอง

1.4 สายรัดข้อมือสอดคล้องกับการใช้งาน
สำหรับตัวสายนาฬิกานั้นจะใช้เป็นซิลิโคนยางที่มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นได้ดีมาก มีความเบาและบาง เมื่อสวมแล้วจึงทำให้รู้สึกสบายตัว แต่ในกรณีที่เหงื่อออกก็จะมีความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะเล็กน้อย ทั้งนี้จุดที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกใจสักเท่าไหร่คือปลายสายนาฬิกาที่เป็นแบบสอด ซึ่งมันค่อนข้างปรับเลื่อนได้ยากเนื่องจากเป็นวัสดุเป็นซิลิโคน ที่หากสัมผัสกันจะเกิดการฝืด หากเป็นตัวล็อกแบบกระดุมน่าจะใช้งานได้สะดวกกว่า แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอชมในส่วนของการปรับเลื่อนขนาดข้อมือเพราะมีรูให้เลือกเยอะมาก ส่วนคนที่อยากเปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนสายเป็นวัสดุแบบอื่น Huawei Band 7 ก็ค่อนข้างมีตัวเลือกให้ซื้อเยอะทีเดียวค่ะ แถมยังถอดเปลี่ยนง่ายอีกด้วยนะคะ
2. ความยาก-ง่ายในการเชื่อมต่อมือถือ ทั้ง Andriod และ iOS

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Huawei Health ผ่าน Android และ iOS
มาถึงจุดที่เราจะเริ่มใช้งานกันบ้างค่ะ ในส่วนนี้เราจะต้องทำการเชื่อมต่อ Huawei Band 7 เข้ากับแอปพลิเคชัน Huawei Health เวอร์ชั่นล่าสุดก่อน ซึ่งเราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอปฯ ตัวนี้ได้ทั้งระบบ Andriod และ iOS เลยค่ะ (ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโทรศัพท์จาก HUAWEI เท่านั้น) และการเชื่อมต่อก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะเพียงแค่เรากดปุ่มเปิดเครื่องที่ด้านข้างค้างไว้ตัว Huawei Band 7 ก็จะขึ้นภาพ QR code มาให้เราสแกนเพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่เราลงแอปฯ ไว้ก่อนหน้านี้

การติดตั้งเครื่องครั้งแรกนั้นก็อาจจะใช้เวลาสักหน่อย (ประมาณ 20 นาที) ทั้งนี้หากแอปฯ Huawei Health ที่เราใช้ยังไม่ใช่เวอร์ชั่นล่าสุด ตัว Huawei Band 7 ก็อาจจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมระหว่างใช้งานได้ค่ะ แต่การอัปเดตนี้จะสามารถกดอัปเดตได้จากหน้าจอของ Huawei Band 7 เลย อย่างในกรณีของเราก็มีการอัปเดตเพิ่ม 3-4 ครั้งในวันแรกค่ะ
3. คุณภาพของหน้าจอ
3.1 ความละเอียดของหน้าจอ
เมื่อเราได้ทำการติดตั้ง Huawei Band 7 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่เราเห็นคือหน้าจอของ Huawei Band 7 มีความละเอียดคมชัด สีสันสว่างสดใสสวยงาม เฉดสีไม่ผิดเพี้ยน มองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน ไม่เบลอเลยค่ะ แถมยังอ่านได้ง่าย นั่นเป็นเพราะหน้าจอของ Huawei Band 7 เป็นจอแบบ AMOLED ที่ถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนปัจจุบันหลาย ๆ รุ่น จึงไม่แปลกใจไปว่าทำไมสีภาพจึงสวยคมชัดขนาดนี้

3.2 ความสว่างของหน้าจอ
ในส่วนของความสว่างนั้นก็ทำได้ดี สามารถปรับได้ถึง 5 ระดับ ทั้งยังสามารถลดความสว่างในช่วงกลางคืนได้อัตโนมัติ การใช้งานในที่ร่ม กลางแจ้ง หรือแม้แต่ในห้องมืด ๆ ก็ยังสามารถมองเห็นหน้าจอได้อย่างชัดเจน แต่ในกรณีใช้งานกลางแจ้งก็อาจจะอ่านค่าได้ลำบากไปบ้าง แต่ถือว่าเป็นเรื่องปกติของหน้าจอดิจิตอลค่ะ เพราะแม้แต่สมาร์ทโฟนราคาเป็นหมื่นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้เช่นกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วในรูปภาพประกอบที่ถ่ายกลางแจ้งนั้น หน้าจอก็ไม่ได้มืดมากขนาดนั้นนะคะ เพียงแต่พอถ่ายรูปออกมาแล้วดูมืดเกินไปหน่อย ของจริงจะสว่างกว่าและชัดกว่าค่ะ ไม่ได้สร้างความลำบากในการอ่านมากนัก
3.3 การใช้ Touch Screen บนหน้าจอ
สำหรับความไวต่อการสัมผัสหน้าจอนั้น ดูเหมือนว่าทาง Huawei ทำออกมาได้ดี หน้าจอไหลลื่นไม่ติดขัด มีตอบสนองที่รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องออกแรงตรงปลายนิ้วเวลาสไลด์เลยค่ะ ทั้งยังไม่มีอาการดีเลย์หรือหน้าจอรวน การปัดหน้าจอซ้ายขวา-ขึ้นลงก็มีความสมู้ทลื่นไหลไม่มีอาการกระตุกหรือค้างแต่อย่างใด แต่ในกรณที่มีนิ้วมีเหงื่อก็จะทำให้ลไสด์ยากขึ้นเล็กน้อยเพราะจะมีความฝืดอยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหาต่อการใช้งานค่ะ

3.4 รูปแบบหน้าปัดนาฬิกา (watchface)
สำหรับตัวหน้าปัดนาฬิกานั้นก็มีเลือกทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน โดยเราสามารถดาวน์โหลดได้จาก HUAWEI Watch Face ซึ่งจะมีให้เลือกมากกว่า 4,000 แบบ และในบางทีมเราก็สามารถปรับแก้หน้าจอหลักให้แสดงค่าต่าง ๆ ตามที่เราต้องการได้ รวมถึงเรายังสามารถ DIY หน้าจอจากในแอปฯ Huawei Health ให้เป็นรูปภาพที่เราชอบได้ด้วย แต่ในกรณีทำจอ DIY นั้นอาจจะต้องใช้เวลาในการโหลดรูปลงบนตัว Huawei Band 7 นานสักหน่อยนะคะ
4. ฟังก์ชันการปลุกหน้าจอ
4.1 การปลุกหน้าจอด้วยการยกข้อมือ
วิธีประหยัดพลังงานด้วยฟังก์ชันยกข้อมือปลุกหน้าจอนั้นถือว่าเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของสมาร์ทแบนด์ทั่วไป เพราะหากเรามีการยกข้อมือขึ้นตัวหน้าจอก็จะติดทันทีและจะดับลงอีกครั้งเมื่อเราวางข้อมือลงหรือเมื่อหมดเวลาแสดงผล ซึ่งในส่วนนี้ทาง Huawei เองก็ทำได้เช่นกันค่ะ อันที่จริงแล้วเรารู้สึกว่า Huawei Band 7 ทำได้ดีมากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะมันค่อนข้างตอบสนองเร็วมาก พอยกปุ๊บหน้าจอติดปั๊บ ครั้นจะวางมือลงก็หน้าดับทันที ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่ในบางครั้งหากเรามีการใช้ข้อมือเคลื่อนไหวบ่อย ๆ หรือแค่สบัดข้อมือเบา ๆ โดยที่ไม่ตั้งใจ หน้าจอก็จะติด-ดับให้เองอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะสร้างความรําคาญใจและยิ่งกินแบตเตอรี่มากกว่าเดิมได้เช่นกันค่ะ

4.2 การปลุกหน้าจอด้วยแตะ
สำหรับใครที่ไม่ชอบการยกข้อมือขึ้นลงบ่อย ๆ เพื่อเปิด-ปิดจอภาพ แต่คุณต้องการความสะดวกที่จะเลือกให้สมาร์ทแบนด์ติด-ดับด้วยตัวเองผ่านแตะสัมผัสที่หน้าจอ ตัว Huawei Band 7 ก็มีฟังก์ชันในส่วนนี้ด้วยค่ะ อันที่จริงแล้วเราค่อนข้างชอบฟังก์ชันนี้มากกว่าการยกข้อมือขึ้น เพราะเราสามารถกำหนดให้หน้าจอแสดงผลได้ทุกเมื่อที่เราต้องการใช้งานจริง ๆ แต่ก็ต้องแลกกับการใช้แบตเตอรี่ที่มากขึ้น เพราะมันเป็นเหมือนการตั้งค่าให้ตัวเครื่องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ดังนั้นหากคุณอยากใช้ฟังก์ชันที่สะดวกเช่นนี้จริง ๆ เราแนะนำให้คุณเลือกเวลาดับหน้าจอให้เร็วขึ้นอีกเพื่อเป็นการประหยัดแบตฯ อีกทางค่ะ
4.3 การตั้งค่าให้หน้าจอแสดงตลอด (Always On Display / AOD)
ในกรณีนี้จะเป็นหน้าจอแบบ AOD หรือก็คือการเปลี่ยนสมาร์ทแบนด์ทั่วไปให้ทำงานเป็นนาฬิกาบอกเวลาได้ในตัว ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องแสดงผลบนหน้าจอตลอดเวลา โดยที่คุณสามารถเลือกรูปแบบหน้าปัดนาฬิกาได้หลากหลายแบบเลยค่ะ แม้ว่าฟังก์ชันนี้ค่อนข้างสะดวกในการอ่านเวลา แต่ก็แลกมากับการกินแบตเตอรี่เช่นกัน และแน่นอนว่าฟังก์ชันนี้ไม่สามารถใช้งานร่วมกับการปลุกหน้าจอด้วยการยกข้อมือได้ ดังนั้นใครจะใช้ฟังก์ชันตัวไหนก็เลือกให้ดีด้วยนะคะ

5. การแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน
Huawei Band 7 สามารถแจ้งเตือนข้อความจากแอป Facebook, แอป Messenger, แอป LINE รวมถึงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าและการแจ้งเตือนอื่น ๆ อีกมากมายที่เด้งขึ้นมา ซึ่งคุณสามารถตอบกลับข้อความอัตโนมัติจากชุดข้อความด่วนได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ให้เสียเวลาแต่จะต้องเป็นการอัปเดทผ่าน OTA เท่านั้น อีกทั้งยังสามารถควบคุมการเล่นเพลง, การกดชัตเตอร์ถ่ายรูป รวมถึงสามารถเรียกหาโทรศัพท์มือถือได้จากระยะไกลอีกด้วย
6. โหมดออกกำลังกาย
แม้ว่าจะเป็นสมาร์ทแบนด์เครื่องหลักพันต้น ๆ แต่ Huawei Band 7 ก็มีโหมดกีฬาเลือกมากถึง 96 โหมดเลยนะคะ สำหรับคนที่เป็นสายสุขภาพและต้องการเน้นออกกำลังกายจริง ๆ รับรองว่าซื้อ Huawei Band 7 มาไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ โดยเราสามารถเพิ่มวิดเก็ตบนตัว Huawei Band 7 ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเราได้หลากหลายกิจกรรม ซึ่งจะมีตั้งแต่การวิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, กระโดดเชือก, รำไทเก็ก, ขี่ม้า, ยิงธนู, ปีนผา, ชกมวย ตลอดจนการเล่นโยคะ

ซึ่งแต่ละกิจกรรมนั้นเราสามารถกำหนดเป้าหมายที่ต่างกันได้ อาทิเช่น เวลา, ระยะทาง, แคลอรี่, การแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจ หรือการแจ้งเตือนความเครียดขณะออกกำลังกาย โดยหลังจากการออกกำลังกายก็จะมีการประมวลผลลัพธ์และติดตามค่าสำคัญต่าง ๆ อย่างพวก VO2Max, ค่าความเหนื่อยล้า, ค่าเข้มข้นการออกกำลังกาย หรือระยะการฟื้นตัวของร่างกาย พร้อมทั้งให้คำแนะนำอีกมากมายที่จะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น โดยรวมแล้วถือว่าโหมดการออกกำลังกายของ Huawei Band 7 ค่อนข้างคอบคลุมมากเลยทีเดียวค่ะ หรือหากเพื่อน ๆ ต้องการออกแบบโหมดการออกกำลังกายด้วยเองก็สามารถเข้าไปตั้งค่าเพิ่มเติมได้จากในแอปฯ Huawei Health ก็ได้ค่ะ แต่น่าเสียดายที่รุ่นนี้ไม่มี GPS นะคะ ดังนั้นใครอยากออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างเช่นการวิ่งหรือปั่นจักยาน คุณอาจจะต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วยค่ะ

7. โหมดสุขภาพ
สำหรับใครที่ต้องการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานทาง Huawei Band 7 เองก็มีฟังก์ชันในส่วนนี้ให้คุณได้ใช้งานเช่นกัน โดยจะมีตั้งแต่การตรวจวัดค่าออกซิเจนในเส้นเลือด (SpO2), การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate), การตรวจวัดระดับความเครียด, การติดตามคุณภาพของการนอนหลับ, การฝึกการหายใจ, การแจ้งเตือนให้เคลื่อนไหวร่างกายเมื่อการนั่งเกิน 1 ชั่วโมง หรือแม้แต่การแจ้งเตือนให้ดื่มน้ำและทานยาจากฟีเจอร์ Health Living Shamrock เป็นต้น

โดยที่คุณสามารถตั้งค่าให้ตัวเครื่องตรวจวัดค่า SpO2, Heart Rate หรือความเครียดให้อัตโนมัติได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ป่วยติดตามอาการหรือคนที่ต้องการตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด แต่หากคุณต้องการประหยัดพลังงานเราขอแนะนำให้เลือกตรวจสอบแบบกำหนดเองจะดีกว่าค่ะ ทั้งนี้ในจุดที่เราชอบมากที่สุดของโหมดสุขภาพก็คือการวิเคราะห์การนอนหลับที่ทาง Huawei สามารถจำแนกการนอนออกได้ถึง 4 แบบ การนอนหลับสนิท, หลับ ๆ ตื่น ๆ , นอนหลับ REM และสุดท้ายคือโหมดตื่นระหว่างนอนหลับ ทำให้เราได้รู้คุณภาพการนอนของตัวเองอย่างละเอียดเลยค่ะ
8. ความอึดของแบตเตอรี่ / การชาร์จ
ความอึดของแบตเตอรี่จากทางแบรนด์เคลมไว้ว่าสามารถอยู่นาน 2 สัปดาห์ สำหรับการใช้งานทั่วไปนั้น ถือว่าพูดได้ไม่เกินจริง แต่เราจะต้องปิดโหมดการแจ้งเตือน, การตรวจวัดค่าอัตโนมัติ หรือการใช้ฟังก์ชันหน้าจอต่าง ๆ ที่คุณจะต้องเลือกแบบประหยัดพลังงานทั้งหมด ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยตอบโจทย์ด้านการใช้งานสักเท่าไหร่ค่ะ เพราะมันแทบจะไม่เอื้ออํานวยความสะดวกใด ๆ เลย ทั้งนี้จากการที่เราทดลองใช้งานจริงโดยที่เลือกใช้โหมดที่จำเป็นและสะดวกต่อการใช้งานกลับพบว่าแบตเตอรี่อยู่ได้ประมาณ 10 วัน และในกรณีที่ใช้งานแบบจัดเต็ม (เปิดทุกโหมด) แบตเตอรี่จะอยู่ได้ประมาณ 3-5 วัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคนด้วยนะคะ และสำหรับเวลาในการชาร์จแบตฯ จนเต็มนั้นก็จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น (ทดลองจับเวลาจริง) ซึ่งถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวค่ะ

9. ความสามารถในการกันน้ำ
จากในคู่มือระบุไว้ว่า Huawei Band 7 สามารถป้องกันละอองน้ำและละอองฝุ่นตามมาตรฐาน 5 ATM ได้ ซึ่งหมายความว่ามันกันน้ำได้ที่ 50 เมตร ดังนั้นคุณจะใส่ว่ายน้ำหรือใส่อาบน้ำก็ได้ค่ะ แต่ไม่ควรใส่ขณะที่อาบน้ำร้อนหรือปล่อยให้ตัวเครื่องสัมผัสโดนละอองน้ำร้อนเด็ดขาด รวมถึงการเข้าห้องอบซาวด์น่า, การสวมใส่ขณะดำน้ำลึกที่มีแรงดันสูง หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและมีความชื้นสูง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปอย่างกิจกรรมที่มีเหงื่อ Huawei Band 7 สามารถป้องกันได้สบายหายห่วงเลยค่ะ
10. ความคุ้มค่าในการซื้อ (ราคา – คุณภาพ)
![]() |
![]() |
คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.4 เต็ม 10
ข้อดี
- มีปุ่มโฮมทำให้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น
- น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ถ่วงมือ ใส่นอนได้ไม่รบกวนการนอน
- ฟังก์ชันการใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถตั้งค่าได้จากตัวเครื่องโดยตรง
- หน้าจอขนาดใหญ่ สไลด์นิ้วได้ง่าย
- มีฟีเจอร์ Always-On Display
- ตรวจจับโหมดการออกกำลังกายอัตโนมัติ
- มีโหมดกีฬาให้เลือกถึง 96 รูปแบบ
- มีฟังก์ชันตรวจวัด SpO2, Heart Rate, ความเครียด และการนอน ตลอด 24 ชั่วโมง
- สามารถกันน้ำที่ระดับ 5ATM
- มีคุณสมบัติการชาร์จไว ใช้เวลาชาร์จประมาณ 30 นาที
- แบตเตอรี่อยู่ได้นานมากกว่า 10 วัน
- ราคาไม่แพง 1,899 บาท
ข้อควรพิจารณา
- ไม่มี GPS ในตัว
- การตั้งค่าจอภาพแบบกำหนดรูปภาพเองใช้เวลาในการโหลดนานเกินไป บางครั้งก็โหลดไม่สำเร็จ
- การตอบกลับข้อความต้องผ่านการอัปเดท OTA เท่านั้น หากเป็นมือถือ Android ต้องเป็นเวอร์ชั่น 7.0 ขึ้นไป
- การควบคุมการเล่นเพลง รองรับเฉพาะสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการ Andriod 6.0 ขึ้นไป
- รีโมตกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายรูประยะไกล รองรับเฉพาะสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการ EMUI 8.1 ขึ้นไป
- ไม่มีลำโพงและไมค์ในตัว จึงไม่สามารถรับสายโทรเข้าได้
บทสรุป Huawei Band 7
ข้อดี Huawei Band 7 Huawei Band 7 ถือว่าเป็นสมาร์ทแบนด์ระดับเริ่มต้นที่มีความคุ้มค่าอีกตัวที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก, การดีไซน์, วัสดุที่ใช้, ขนาดหน้าจอ หรือจะเป็นฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ก็มีให้เลือกใช้อย่างครบครัน ทั้งโหมดออกกำลังกาย, โหมดดูแลสุขภาพเบื้องต้น, โหมดการติดตามผล รวมถึงฟังก์ชันการงานในชีวิตประจำวัน และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถวัดค่า SpO2 และค่า Heart Rate ได้ตลอดทั้งวัน รวมถึงความอึดของแบตเตอรี่เองก็อยู่นานมากจริง ๆ ค่ะ สำหรับเราแล้ว Huawei Band 7 เป็นสมาร์ทแบนด์ราคาประหยัดที่เหมาะกับทุกคน ไม่ว่าคุณมีไลฟ์สไตล์แบบไหนก็สามารถใช้งาน Huawei Band 7 ได้อย่างคุ้มค่า จัดว่าเป็นสมาร์ทแบนด์อีกตัวที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานเลยค่ะ



