[รีวิว] Amazfit Bip 3 Pro สมาร์ทวอทช์สุดคุ้ม ฟีเจอร์ครบ พร้อม GPS ในตัว

สารบัญ

สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ Amazfit Bip 3 Pro ตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย พร้อมการติดตามสุขภาพสุดล้ำ แถมยังมี GPS ในตัว 

คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.4 เต็ม 10 

(ดูเกณฑ์การให้คะแนนได้ที่นี่)

Amazfit Bip 3 Pro นาฬิกาอัจฉริยะ สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่
  • ดีไซน์เรียบหรู ขนาดเล็ก และเบา สวมใส่สบาย
  • มีเซ็นเซอร์ด้านสุขภาพที่ครบครัน
  • มีโปรแกรมออกกำลังกายที่ครอบคลุม
  • มี GPS จับพิกัด ในตัว (เฉพาะรุ่น Bip 3 Pro)
  • มีฟังก์ชันเพื้นฐานมาให้ครบ
  • กันน้ำที่ 5ATM ทำให้ใส่ลุยฝน อาบน้ำ หรือว่ายน้ำได้
  • แบตเตอรี่ที่อึด ใช้งานได้นานสุด 2 สัปดาห์
  • แท่นชาร์จแม่เหล็กที่ใช้ชาร์จได้ค่อนข้างไว
  • สมาร์ทวอทช์ราคาประหยัด
  • มีขอบหน้าจอที่ค่อนข้างหนา
  • หน้าจอไม่มีการปรับความสว่างอัตโนมัติ
  • ไม่สามารถตรวจจับโหมดการออกกำลังกายอัตโนมัติ
  • การวัดอัตราการเต้นหัวใจ และการติดตามการนอน ยังมีข้อผิดพลาดอยู่
  • ไม่มีลำโพง และไมค์ในตัว ทำให้ไม่รองรับการพูด-คุยผ่านสมาร์ทวอทช์ (แต่กดรับสายโทรศัพท์ได้)
  • ไม่รองรับการตอบโต้ด้วยข้อความ
  • ที่ชาร์จเป็นแบบเฉพาะ ใช้ร่วมกับรุ่นอื่นไม่ได้

ในปีนี้กระแสการดูแลสุขภาพถือว่ามาแรงมาก ๆ ครับ ผู้คนทุกเพศทุกวัยต่างก็หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ทั้ง การทานอาหารที่มีประโยชน์ การคำนวณแคลอรี่ ออกกำลังกาย รวมไปถึง การติดตามสุขภาพในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การติดตามนอน การติดตามความเครียด การวัดระดับออกซิเจนในเลือด และการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น โดยปัจจัยนึงที่ทำให้การดูแลสุขภาพกลับมาเป็นกระแสในคนหมู่มาก เราคงต้องยกความดีความชอบให้กับ นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart watch) ครับ เพราะในปัจจุบันนี้ แค่สมาร์ทวอทช์ ราคาไม่เกิน 2,000 บาท มันก็มีคุณสมบัติที่ครบเครื่องมาให้แล้ว ส่งผลให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ

Amazfit (อเมซฟิต)
Amazfit (อเมซฟิต)
และเมื่อเราพูดถึง Amazfit เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องรู้จักอย่างแน่นอน เพราะเป็นผู้ผลิต Smart Wearable ชื่อดัง ที่ช่ำชองในตลอดนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Smart watch ที่ในปัจจุบันนี้มีให้เราเลือกหลายซีรี่ส์มาก ๆ ครับ ซึ่งหนึ่งในซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ ซีรี่ส์ Bip ที่เน้นราคาที่คุ้มค่า อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ที่ครบครัน ช่วยตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านการออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพครับ

ซึ่งล่าสุด Amazfit ก็ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทวอทช์ในซีรี่ส์ Bip รุ่นใหม่ออกมา 2 รุ่น นั่นคือ Bip 3 และ Bip 3 Pro ครับ ซึ่งวันนี้ทางเรามีโอกาสได้นำ Amazfit Bip 3 Pro มาแกะกล่องรีวิวให้ทุกคนได้ดูกันครับ โดยเป็นสมาร์ทวอทช์ราคาสุดคุ้มที่เปิดราคามาแค่ 1,790 บาท เท่านั้นครับ แต่เราขอบอกเลยว่า รุ่นนี้ได้พกฟีเจอร์ต่าง ๆ มาเพียบครับ ไม่แพ้กับรุ่นที่มีราคาแพง ๆ เลย เดี๋ยวเราขอพาทุกคนไปเจาะลึกเจ้า Amazfit Bip 3 Pro กันอย่างละเอียดเลยครับ เพื่อดูว่า มันมีจุดไหนที่น่าสนใจบ้าง ?

Amazfit Bip 3 series สมาร์ทวอทช์ ซีรี่ส์สุดคุ้มค่า

อย่างที่เราได้บอกไปในตอนต้นครับว่า ล่าสุด Amazfit ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ใน ซีรี่ส์ Bip ออกมา 2 รุ่น 2 ราคา นั่นคือ Bip 3 และ Bip 3 Pro ครับ ซึ่งทั้งคู่ป็นสมาร์ตวอทช์แนวสปอร์ตที่มาในดีไซน์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ขอบมีความเป็นเหลี่ยมมุมมากขึ้นให้ความเรียบหรูดูดี ใช้หน้าจอสัมผัส TFT ขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงให้การแสดงผลที่คมชัด และยังมีความสว่างสูง สู้แสงได้ดีอีกด้วย ส่งผลให้ใช้งานกลางแจ้งได้สบายมาก ๆ ครับ ส่วนตัวบอดี้ก็ใช้วัสดุที่ดี มีงานประกอบที่แน่นหนา ทำให้มาพร้อมการกันน้ำระดับ 5ATM ช่วยให้เราใส่ว่ายน้ำ หรือใส่อาบน้ำก็ได้ ไร้กังวล

อีกทั้งสองรุ่นนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกมากมายครับ โดยเฉพาะฟีเจอร์ที่สำคัญ ๆ อย่าง การวัดอัตราการเต้นหัวใจ 24 ชม., การวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2), การติดตามการนอน, การติดตามความเครียด, โหมดกีฬา 61 ชนิด, การประเมินสุขภาพของ PAL และอื่น ๆ อีกมากมายครับ แต่ก่อนที่เราจะเจาะลึกลงไปในรายละเอียด เราขอพาทุกคนไปดูสเปกโดยละเอียดกันก่อนดีกว่าครับ

ข้อมูลจำเพาะของ Amazfit Bip 3 series ทั้ง 2 รุ่น

ข้อมูลจำเพาะ Amazfit Bip 3 ProAmazfit Bip 3 Pro Amazfit Bip 3Amazfit Bip 3
ขนาด (มม.) 44 × 36 × 11 มม.
น้ำหนัก (ก.) 33.2 ก.
หน้าจอแสดงผล หน้าจอสัมผัส TFT
ขนาดหน้าจอ 1.69 นิ้ว
ความละเอียดหน้าจอ 240 × 280 พิกเซล
ระบบปฏิบัติการที่เข้ากันได้ Android 7.0 ขึ้นไป, iOS 12.0 ขึ้นไป
Bluetooth V5.0
GPS (4 satellite positioning)
ลำโพง & ไมโครโฟน
โหมดมัลติสปอร์ต 60 โหมดกีฬา
เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด
เครื่องวัดการนอนหลับ
กันน้ำ 5ATM (กันน้ำลึก 50 เมตร)
แอปพลิเคชัน Zepp App
ความจุของแบตเตอรี่ 280mAh
อายุการใช้งาน การใช้งานทั่วไป นานถึง 14 วัน
การใช้งานหนัก ๆ  นานถึง 7 วัน
รูปแบบและระยะเวลาการชาร์จ ฐานชาร์จแม่เหล็ก ประมาณ 2 ชั่วโมง
อายุการใช้งาน การใช้งานทั่วไป นานถึง 14 วัน
การใช้งานหนัก ๆ  นานถึง 7 วัน
ราคา 1,790 ฿ 1,290 ฿

วีดีโอ รีวิวทดลองใช้งานจริง Amazfit Bip 3 Pro สมาร์ทวอทช์ รุ่นใหม่ 

Amazfit Bip 3 VS Amazfit Bip 3 Pro ต่างกันตรงไหน ?

Bip 3 Pro จะมาพร้อม GPS ในตัว
Bip 3 Pro จะมาพร้อม GPS ในตัว
จากข้อมูลจำเพาะของทั้ง Bip 3 และ Bip 3 Pro เราจะเห็นว่าทั้งคู่ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลยครับ ทั้งในแง่ของดีไซน์งานออกแบบ คุณสมบัติพื้นฐาน ฟีเจอร์ต่าง ๆ รวมถึงสเปกที่ให้มา แต่สิ่งที่สมาร์ทวอทช์ทั้งสองต่างกัน ก็คือ

Bip 3 Pro มี GPS ในตัว ในขณะที่ Bip 3 ไม่มี GPS ในตัว

(เพิ่มเงิน ประมาณ 500 บาท เพื่อเอา GPS)

ดังนั้นถ้าคุณกำลังหาสมาร์ทวอทช์มาใช้เป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพ และใข้ควบคุมการออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ การวิ่ง เจ้า Bip 3 Pro ที่มี GPS ในตัว ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณต้องการสมาร์ทวอทช์ที่มีการติดตามสุขภาพมาครบครัน เหมาะจะใช้งานทั่ว ๆ ไป เจ้า Bip 3 ที่แม้จะไม่มี GPS มาให้ แต่ฟีเจอร์ที่ให้มา มันก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีครับ

อุปกรณ์ในกล่อง

อุปกรณ์ในกล่อง ของ Amazfit Bip 3 Pro
อุปกรณ์ในกล่อง ของ Amazfit Bip 3 Pro
  1. ตัวเรือน
  2. สายนาฬิกา
  3. สายชาร์จ
  4. คู่มือ (มีภาษาไทย)

ดีไซน์ภายนอก ของ Amazfit Bip 3 Pro

Amazfit Bip 3 Pro
Amazfit Bip 3 Pro

เรามาเริ่มกันที่ ดีไซน์ภายนอกของ Amazfit Bip 3 Pro กันก่อนครับ ที่มาพร้อมดีไซน์แบบเรียบง่าย ให้ความคลาสสิคหน่อย ๆ โดยตัวเรือนยังคงใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ แต่ที่ขอบเรือนจะลดความโค้งมนลง เพื่อทำให้แบนเรียบมากยิ่งขึ้น ซึ่งเข้ากับสไตล์การออกแบบของสมาร์ทโฟนยุคใหม่ ช่วยเพิ่มความเรียบหรู ดูพรีเมี่ยมขึ้นไปอีกขั้น

เช็กโปรโมชั่น Shopee ลดราคาสินค้าเดือนตุลาคม ปี 2565 โปร 10 10เช็กโปรโมชั่น Shopee ลดราคาสินค้าเดือนตุลาคม ปี 2565 โปร 10 10เช็กโปรโมชั่น Shopee ลดราคาสินค้าเดือนตุลาคม ปี 2565 โปร 10 10
ดีไซน์ภายนอก ของ Amazfit Bip 3 Pro
ดีไซน์ภายนอก ของ Amazfit Bip 3 Pro

ส่วนขนาด ก็ถือว่ากำลังดีครับ จะผู้ชาย หรือผู้หญิง ก็ใส่ได้ครับ ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 33.2 กรัม ซึ่งถ้าหากเรานำไปเทียบกับ Apple Watch 7 รุ่นท๊อปที่มีดีไซน์ใกล้ ๆ กัน Bip 3 Pro จะหนักกว่าเล็กน้อยครับ แต่ถ้าไม่สังเกตดี ๆ เราก็แทบจะไม่เห็นถึงความแตกต่างเลย ดังนั้นด้วยดีไซน์ ขนาด และน้ำหนักที่ลงตัว ส่งผลให้เราสวมใส่ได้ตลอดเวลาทั้ง ใส่ไปทำงาน ใส่ออกกำลังกาย ใส่เข้านอน หรือแม้กระทั่งใส่อาบน้ำก็ได้ครับ

ในส่วนวัสดุ หน้าจอใช้กระจกนิรภัย 2.5D ขอบโค้ง ช่วยเพิ่มความพรีเมี่ยม พร้อมกับมีการเคลือบกันรอยนิ้วมือมาให้ด้วย ซึ่งช่วยลดการเกิดรอยได้ดีในระดับนึงเลย ส่วนตัวเรือนด้านหลังใช้พลาสติกผิวด้าน ที่มีประกายเล็ก ๆ ทำให้ดูเพิ่มความสวยงามและยังป้องกันรอยได้ดีมากด้วย ซึ่งจากการที่เราทดสอบมา เราก็ต้องยอมรับเลยว่า ร่องรอยเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ และสายนาฬิกาเป็นยางซิลิโคนครับ สำหรับความทนทาน ถึงแม้ว่าวัสดุเหล่านี้ จะไม่ได้ให้สัมผัสที่ดีนัก แต่ด้วยงานประกอบสุดเนี๊ยบ แน่นหนา ช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้เป็นอย่างดี และทำให้รุ่นนี้มีการกันน้ำ 5ATM (ไม่เกิน 50 เมตร) ด้วย ดังนั้นจะเปียกน้ำ เปียกฝน ก็หายห่วงครับ

สายนาฬิกาที่เปลี่ยนได้ ๆ ง่าย เพื่อให้เข้ากับสไตลน์ของคุณที่สุด

สายนาฬิกา ที่เปลี่ยนได้
สายนาฬิกา ที่เปลี่ยนได้

โดยสายนาฬิกาที่ติดมากับตัวเรือน เป็นสายยางซิลิโคน มาพร้อมหัวแบบเข็มขัดปกติครับ ซึ่งสำหรับบางคน สายยางก็อาจจะให้ความรู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะเราสามารถหาซื้อสายมาเปลี่ยนเองได้ง่าย ๆ โดยที่ตัวสายจะมีสลักที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี สามารถล็อกกับตัวเรือนได้อย่างแน่นหนา แต่เรายังถอดเปลี่ยนสายได้ง่าย ๆ ครับ เพียงแค่ดันสลักออก

ซึ่งในตลาด ณ ตอนนี้มีสายให้เลือกครบทุกแบบทุกสไตล์ครับ ไม่ว่าจะเป็น สายซิลิโคน, สายสแตนเลส, สายผ้า, สายหนัง, สายแม่เหล็ก และอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ว่าคุณจะชอบนาฬิกาข้อมือแบบไหน สมาร์ทวอทช์ก็มีสายแบบนั้นทั้งหมดครับ แถมสายทุกประเภทก็จะมีหลาย ๆ แบบ หลาย ๆ สี ให้เราเลือกด้วย โดยสายยอดนิยมของ Bip 3 Pro ที่เราหาซื้อมาเปลี่ยนได้ จะมีอยู่ 2 ตัวดังนี้ครับ

สีตัวเรือน 3 สี 3 สไตล์ ให้คุณเลือกในแบบที่เป็นคุณ

ดีไซน์ภายนอก ของ Amazfit Bip 3 Pro
ดีไซน์ภายนอก ของ Amazfit Bip 3 Pro

โดย Amazfit Bip 3 Pro มาพร้อมกับสีตัวเรือนทั้งหมด 3 สี ครับ ประกอบด้วย สีดำ, สีชมพู และสีครีม ส่วนในรุ่น Bip 3 ก็จะมี 3 สี เช่นกันครับ ก็คือ สีดำ, สีชมพู และสีที่ต่างกันก็คือ สีฟ้า ครับ ดังนั้นเราสามารถเลือกสีสัน ที่ตรงกับตัวตน และสไตล์ของเราได้เลยครับ ส่วนของสายที่มากับตัวเรือน ทั้งคู่จะให้เป็นสายซิลิโคนสีเดียวกับตัวเรือนครับ

หน้าจอแสดงผล ขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว

หน้าจอสัมผัส TFT LCD ขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว
หน้าจอสัมผัส TFT LCD ขนาดใหญ่ 1.69 นิ้ว

Bip 3 Pro มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัส TFT LCD ขนาดใหญ่ถึง 1.69 นิ้ว ความละเอียด 240×280 พิกเซล และมีอัตราส่วนความละเอียดต่อตารางนิ้วอยู่ที่ 218PPI ครับ ซึ่งถือเป็นจอคุณภาพ ในราคาสุดคุ้มค่าครับ ถึงแม้สีสันของหน้าจอ TFT มันอาจดูไม่สด เท่ากับจอของรุ่นท๊อป ๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการใช้งานครับ เนื่องจากตัวหน้าจอมีความคมชัดอยู่แล้ว ช่วยให้การใช้งานได้อย่างสบายตา สามารถอ่านข้อความต่าง ๆ ได้ง่าย และเห็นชัดแม้ใช้งานในที่ที่มีแสงจ้า

นอกจากนี้หน้าจอยังเป็นกระจกนิรภัย 2.5D ขอบโค้ง ช่วยเพิ่มทั้งความพรีเมี่ยมและความแข็งแกร่งในตัว ทำให้มันทนต่อแรงกดทับและกระแทกได้ดี พร้อมกับมีการเคลือบกันรอยนิ้วมือ Anti Fingerprint Coating เพื่อช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือบนจอที่ถือว่า ป้องกันได้ดีเลยครับ นับเป็นหนึ่งในสมาร์ทวอทช์ ราคาหลักพันต้น ๆ ที่ได้หน้าจอใหญ่ คมชัด และแข็งแกร่งมาก ๆ ครับ

ความสว่างหน้าจอที่ดี ใช้งานกลางแดดได้สบาย

มีความสว่างหน้าจอสูง ใช้งานกลางแดดได้
มีความสว่างหน้าจอสูง ใช้งานกลางแดดได้

ส่วนใครที่กังวลว่า Bip 3 Pro รุ่นนี้จะใช้งานในที่ที่มีแสงจ้าได้จริง ๆ มั๊ย ? แล้วจะมองเห็นชัดรึเปล่า ? ก็ไม่ต้องกังวลไปเลยครับ เพราะอย่างที่เราได้บอกไปครับว่า หน้าจอ TFT ของรุ่นนี้ สามารถปรับความสว่างได้ละเอียด บวกกับความละเอียดที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้เราสามารถมองเห็นในที่ที่มีแสงได้ง่ายขึ้น

การปรับความสว่างหน้าจอ
การปรับความสว่างหน้าจอ

ซึ่งจากการทดสอบของเรา เราได้ปรับความสว่างไปที่ต่ำสุด แล้วนำไปใช้งานกลางแจ้ง แดดจัด ๆ ดู พบว่า มันยังพอมองเห็นชัดอยู่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราปรับความสว่างสูงสุด เราก็ไม่ต้องห่วงเลยครับ เห็นแน่นอน แต่มีข้อเสียก็คือ รุ่นนี้จะไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสงอัตโนมัติมาให้ ทำให้หน้าจอไม่มีการปรับความสว่างอัตโนมัติ ดังนั้นเราต้องปรับเองทุกครั้ง

บางคนอาจจะเคยชินกับมือถือที่จะมีการปรับความสว่างให้เราอัตโนมัติตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเดินไปที่มืดหรือสว่าง แสงหน้าจอก็จะถูกปรับให้เหมาะสมอยู่ตลอด โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งการที่เราจะต้องมาปรับความสว่างหน้าจอ ด้วยตัวเองอยู่เสมอ อาจจะเป็นจุดที่น่ารำคาญไปสักหน่อยครับ เพราะถ้าเราปรับความสว่างไว้ระดับกลาง หรือสูงสุด ไว้ตลอดเวลา มันก็เปลืองแบตฯ มาก ๆ ครับ แต่ถ้าปรับความสว่างต่ำสุด เราก็ต้องเพ่งดูดี ๆ เวลามองกลางแจ้ง

หน้าปัดนาฬิกาที่สวยงาม

หน้าปัดนาฬิกามีใหเลือกกว่า 50+ แบบ
หน้าปัดนาฬิกามีใหเลือกกว่า 50+ แบบ

ซึ่งหน้าจอของ Bip 3 Pro จะมีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกมากถึง 50+ แบบเลยทีเดียว เสริมด้วยหน้าปัดนาฬิกาและวิดเจ็ตที่เราจะแก้ไขอะไรก็ได้ หรือเราจะใส่รูปของตัวเองก็ไม่มีปัญหาครับ แต่น่าเสียดายรุ่นนี้ไม่มีฟีเจอร์ติดตลอดเวลาเหมือนสมาร์ทวอทช์รุ่นท๊อป ๆ นะครับ เนื่องจากความจุแบตเตอรี่ ไม่ได้เยอะมากขนาดนั้น แต่จะติดก็ต่อมือเรามีการยกข้อมือขึ้นมา แต่ต้องมีการเหวี่ยงข้อมือให้แรงสักนิดนะครับ เพราะมันอาจจะติดบ้าง ไม่ติดบ้างเป็นปกติ

การเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกา
การเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกา

สำหรับการเปลี่ยนก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ครับ โดยการเข้าไปที่แอปพลิเคชัน Zepp App ซึ่งในหน้าแรกให้เราเลือกไปที่ ร้านค้าหน้าปัดนาฬิกา ที่ภายในจะรวมหน้าปัดนาฬิกาไว้ให้เราเลือกมากมายหลายแบบหลายสไตล์ครับ จากนั้นเลือกรูปแบบที่ต้องการแล้วกดติดตั้ง แอปฯ Zepp จะทำการดาวน์โหลด ติดตั้งใน Bip 3 Pro และเปลี่ยนหน้าจอให้เสร็จสรรพเลยครับ โดยใช้เวลาแค่ 1-2 นาที เท่านั้น

การ Touch Screen บนหน้าจอที่ง่ายดาย

การ Touch Screen ที่ง่ายดาย
การ Touch Screen ที่ง่ายดาย

สำหรับการควบคุมจะใช้หน้าจอสัมผัสเป็นหลักครับ ทำให้ตัวเรือนเหลือปุ่มอยู่แค่ปุ่มเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นทั้งปุ่มเปิดปิดเครื่อง, ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มเข้าเมนูหลัก หรือกดปุ่มนี้ค้าง 2-3 วินาที เพื่อเข้าสู่โหมดการออกกำลังกายแบบเร่งด่วน ส่วนที่หน้าจอ เราสามารถปัดได้หลัก ๆ 3 รูปแบบดังนี้ครับ

  • ปัดจากบนลงล่าง : เป็นการเปิดหน้าหน้าต่าง ศูนย์ควบคุมหลัก มีทั้ง โหมดห้ามรบกวน (DND), นาฬิกาปลุก, ความสว่างหน้าจอ และการตั้งค่า
  • ปัดจากล่างขึ้นบน : เป็นการเปิดดู การแจ้งเตือน ทั้งหมด ที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็น สายเรียกเข้า ข้อความ หรือการเตือนอื่น ๆ
  • ปัดไปทางซ้าย / ปัดไปทางขวา (เรื่อย ๆ) : เป็นการเข้าสู่เมนูลัด เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์สำคัญต่าง ๆ มีทั้ง การนับจำนวนก้าว, การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดออกซิเจนในเลือด, การตรวจวัดความเครียด, การประเมินสุขภาพ PAI, สภาพอากาศ และการควบคุมเพลง ครับ

กันน้ำได้ที่ระดับ 5ATM หรือดำน้ำลึกไม่เกิน 50 เมตร

กันน้ำได้ที่ระดับ 5ATM
กันน้ำได้ที่ระดับ 5ATM

ในการออกแบบและงานประกอบของ Bip 3 Pro ถึงแม้จะใช้วัสดุที่ดูธรรมดา อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งมากขนาดนั้น แต่ก็ต้องยอมรับเลยครับว่า งานออกแบบและงานประกอบ มีคุณภาพมาก ๆ โดยที่ตัวเรือนถูกออกแบบมให้ไม่มีรูอะไรอยู่เลย ซึ่งรูหลัก ๆ อย่างพอร์ตชาร์จ รุ่นนี้ก็ใช้เป็นแบบแม่เหล็ก

จะมีก็แต่ช่องว่างของปุ่ม ซึ่งอาจจะมีรูให้น้ำเข้าอยู่บ้าง แต่ภายในตัวเรือนก็มีการป้องกันไว้อย่างดีครับ ทำให้ Bip 3 Pro รองรับมาตรฐานการป้องกันน้ำที่ 5ATM หรือดำน้ำได้ลึกสุดที่ 50 เมตรครับ ดังนั้นไม่ว่าจะสวมใส่ไปว่ายน้ำ ดำน้ำ ลุยฝน หรือแม้แต่ใส่ไปอาบน้ำ รุ่นนี้ก็ป้องกันน้ำได้สบาย ๆ ครับ

ระบบปฏิบัติการ Zepp OS และแอปฯ Zepp ที่ใช้งานง่าย ๆ 

Amazfit Bip 3 Pro ติดตั้งมาพร้อมกับ Zepp OS ระบบปฏิบัติการสมาร์ตวอทช์ที่จัดสรรการใช้พลังงานแบตเตอรี่ได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับหน้าตาที่ดูเรียบง่าย แต่สวยงามครับ ซึ่งตัวระบบถูกออกแบบมาอย่างดี ด้วยจุดประสงค์หลักคือ เน้นการใช้งานที่ง่าย และไม่ซับซ้อน โดยเมนูต่าง ๆ ใช้เป็นภาษาไทยทั้งหมด มาพร้อมรูปไอคอนที่ดูเข้าใจง่าย ในด้านคุณสมบัติ ก็มีมาครบครัน

หน้าตา UI ของแอปพลิเคชัน Zepp ที่สวยงาม
หน้าตา UI ของแอปพลิเคชัน Zepp ที่สวยงาม และเข้าใจง่าย

โดยระบบปฏิบัติการสมาร์ทวอทช์ ZeppOS จะทำงานคู่กับแอปพลิเคชัน Zepp โดยตัวแอปฯ รองรับภาษาไทยได้ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ครับ หน้าตา UI มีการออกแบบที่สวยงาม ไอคอนของเมนูต่าง ๆ ก็ใช้เหมือนกันกับในสมาร์ทวอทช์เลย ช่วยให้เราเข้าใจได้ง่าย พร้อมทั้งยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้ใช้งานอีกเพียบครับ ทั้ง ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ, การออกกำลังกายกว่า 61 โหมดกีฬา, ฟีเจอร์การติดตามที่แม่นยำ รวมไปถึงเซ็นเซอร์การตรวจวัดค่าต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เราวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย ๆ บนแอปฯ Zepp ครับ

การเชื่อมต่อมือถือ Andriod และ iOS ง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอน

การเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน ทั้ง Andriod และ iOS
การเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน ทั้ง Andriod และ iOS

อย่างที่เราได้บอกไปครับว่า Amazfit Bip 3 Pro จะใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Zepp ที่ออกแบบหน้าตา UI มา โดยเน้นไปที่ความเรียบง่ายเป็นหลัก ดังนั้นแน่นอนครับว่า การเชื่อมต่อ มันก็ง่ายมาก ๆ เช่นกันครับ เริ่มต้นเราดาวน์โหลดแอปฯ Zepp มาติดตั้งไว้ในสมาร์ทโฟนของเราก่อน

Zepp App
Zepp App Play Store Zepp App App Store

สำหรับ Zepp App สามารถดาวน์โหลดได้ง่าย ๆ ผ่านทาง Play Store และ App Store ครับ โดยจะรองรับได้ ตั้งแต่ Android 7.0 และ iOS 12.0 ขึ้นไป ครับ ซึ่งคุณสามารถหยิบมือถือขึ้นมาสแกน QR code ในภาพ หรือจะกดที่ปุ่มดาวน์โหลดก็ได้เช่นกัน

การเชื่อมต่อมือถือการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน
การเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน

หลังจากที่เราดาวน์โหลด Zepp App มาติดตั้งในมือถือเรียบร้อยแล้ว ให้เรามาเปิดเจ้า Bip 3 Pro ต่อเลยครับ โดยการกดปุ่มที่ตัวเรือนค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นบนหน้าจอเจ้า Bip 3 Pro จะมีการโชว์ QR code ขึ้นมา ให้เรานำมือถือมาเปิดแอปฯ Zepp app แล้วเลือกอุปกรณ์ที่เราต้องการจับคู่ครับ เมื่อเลือกแล้วตัวแอปฯ จะให้เรานำมือถือไปสแกน QR code แล้วให้เราทำตามขั้นตอนของแอปฯ ไปเรื่อย ๆ ได้เลยครับ เพียงเท่านี้มันก็จะเชื่อมต่อกับแอปฯ Zepp ในมือถือของเราโดยอัตโนมัติ และข้อมูลทั้งหมด ก็จะถูกส่งเข้ามือถือ ทำให้เราดูข้อมูลต่าง ๆ ผ่านแอปฯ ได้ทันทีที่เชื่อมต่อสำเร็จ

เห็นมั๊ยละครับว่า มันไม่ได้ยากเลย ไม่ถึง 2 นาทีก็พร้อมใช้งาน ซึ่งใครที่ไม่เคยใช้สมาร์ทวอทช์มาก่อน สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ครับ ซึ่งในครั้งแรกแอปฯ อาจจะขออนุญาตเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ในมือถือ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ การโทร รายชื่อผู้ติดต่อ, กล้องมือถือ และอื่น ๆ ซึ่งถ้าหากเราอยากให้สมาร์ทวอทช์แจ้งเตือนในส่วนไหน เราก็ต้องกดอนุญาตในส่วนนั้นครับ หรือว่าจะกดอนุญาตทั้งหมดเลยก็ได้ เพื่อเราสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบครับ

มี Multi-sports mode ให้เลือกเล่นถึง 61 โหมด

Multi-sports mode ให้เลือกเล่นถึง 61 โหมด
Multi-sports mode ให้เลือกเล่นถึง 61 โหมด

ถ้าหากใครต้องการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ การมีสมาร์ทวอทช์มาเป็นผู้ช่วยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของเรา นับเป็นสิ่งที่ดีครับ ซึ่งแน่นอนว่า สมาร์ทวอทช์จากแบรนด์ดังอย่าง apple, suunto หรือ garmin เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีทุกสิ่งที่เราต้องการ แต่หากคุณเพิ่งเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและออกกำลังกาย สมาร์ทวอทช์ระดับสูง ๆ ก็ยังไม่จำเป็นขนาดนั้น เพราะ Amazfit Bip3 Pro ก็สามารถจะเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลได้เช่นกัน พร้อมมีโหมดกีฬาให้เลือกเล่นถึง 61 โหมด เลยทีเดียว ซึ่งครอบคลุมกีฬาและการออกกำลังกายพื้นฐานทั้งหมดครับ

ฟีเจอร์สำหรับการออกกำลังกายที่ครบครัน
ฟีเจอร์สำหรับการออกกำลังกายที่ครบครัน

Bip3 Pro มาพร้อมกับโหมดออกกำลังกายที่ครบครันครับ ไม่ว่าจะเป็นวิ่งกลางแจ้ง, วิ่งลู่วิ่ง, เดินไกล, ปั่นจักรยาน, การว่ายน้ำ, กิจกรรมกลางแจ้ง, กีฬาในร่ม, ฟิตเนส, และอีกมากมายครับ ซึ่งในแต่ละกิจกรรมก็จะมีการบันทึกข้อมูลที่แตกต่างกันไปครับ อย่างเช่น ถ้าเป็นการวิ่ง หรือการปั่นจักรยาน นอกจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่เป็นพื้นฐานแล้ว จะมีการนำ GPS มาใช้ตรวจจับพิกัด เพื่อใช้คำนวณระยะทาง และความเร็ว ในแต่ละช่วงด้วย ส่วนโหมดกีฬาอื่น ๆ มันจะมีการเก็บข้อมูลที่สำคัญต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Target Pace ให้คุณตั้งเป้าหมายเอาไว้ เพื่อเพิ่มความท้าทาย ในการทำลายเป้าหมายของคุณเอง ช่วยสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีครับ

ทดสอบการวิ่งออกกำลังกาย ด้วย Amazfit Bip 3 Pro

ทดสอบการวิ่งออกกำลังกาย ด้วย Amazfit Bip 3 Pro
ทดสอบการวิ่งออกกำลังกาย ด้วย Amazfit Bip 3 Pro

โดยเราได้มีโอกาสทดสอบด้วยการวิ่งกลางแจ้งครับ ซึ่งเป็นระยะทางสั้น ๆ นะครับ เพื่อดูว่าเจ้า Bip 3 Pro เก็บข้อมูลอะไรไว้ให้เราบ้าง? โดยถ้าอ้างอิงตามสเปกก็ต้องบอกว่า มันเก็บข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้ให้เราทั้งหมดครับ ซึ่งจากที่เราได้ไปทดสอบวิ่งมา ต้องขอบอกเลยว่า มันตอบโจทย์คนที่ต้องการวิ่งออกกำลังกายมาก ๆ ครับ ไม่ว่าจะมือใหม่ หรือคนที่ต้องการจริงจังกับการวิ่ง เจ้ารุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยในขณะวิ่งมันมีหลาย ๆ ฟีเจอร์มาก ๆ ครับ

ข้อมูลการวิ่งออกกำลังกาย ที่เก็บด้วยด้วย Amazfit Bip 3 Pro
ข้อมูลการวิ่งออกกำลังกาย ที่เก็บด้วยด้วย Amazfit Bip 3 Pro

ซึ่งในการ เริ่มต้นการวิ่ง เราสามารถกดเริ่มได้ทั้ง บนมือถือ และบนสมาร์ทวอทช์ ครับ โดยตัว Bip 3 Pro จะเริ่มเก็บข้อมูลการวิ่งทันทีที่ให้เรากดเริ่ม ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดครับ ไม่ว่าจะเป็น ระยะทาง, ระยะเวลารวม, ความเร็วฝีเท้า, อัตราการเต้นหัวใจ (เฉลี่ย และสูงสุด), การเผาผลาญ, กราฟสรุปต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งระยะเวลาหยุดพัก รุ่นนี้ก็มีบอกครับ อีกทั้งยังมีอีกหลายค่าที่เราไม่ได้พูดถึงที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับนักวิ่งตัวยงที่ต้องการพัฒนาฝีเท้าให้เร็วขึ้นครับ

โดยในขณะวิ่ง บนหน้าจอจะมีแสดงผล แบบเรียลไทม์ แค่เรายกข้อมือขึ้นมาเราก็จะทราบข้อมูลการวิ่งแบบคร่าว ๆ ทั้งระยะเวลา ระยะทาง อัตราการก้าว และอัตราการเต้นหัวใจ ครับ แต่ถ้าคุณอยากดูค่าอื่น ๆ เราก็สามารถจะปรับเปลี่ยนค่าที่เราต้องการดูแบบเรียลไทม์ได้ แต่ถ้าหากต้องการดูข้อมูลแบบเต็ม ๆ เราต้องเข้าไปดูในสมาร์ทโฟนครับ

ฟีเจอร์ด้านสุขภาพใช้มาครบถ้วน

การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ได้อย่างแม่นยำ

หนึ่งในฟีเจอร์ที่สมาร์ทวอทช์ทุก ๆ รุ่นในยุคนี้จะต้องมี นั่นก็คือ การวัดค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2) ครับ ที่ถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะมันเปรียบเสมือนกับเรามีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วอยู่ในมือ ซึ่งแน่นอนครับว่า Amazfit Bip 3 Pro มีมาให้อยู่แล้ว โดยเราสามารถใช้วัดออกซิเจนในเลือดในเราได้ง่าย ๆ แค่เราปัดซ้ายและเลือกไปที่หมวด SpO2 เท่านี้ เจ้า Bip 3 Pro ของเราก็สามารถวัดค่าได้ทันที โดยมันจะใช้เวลาในการตรวจวัดประมาณ 25 วินาทีครับ ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ โดยค่าที่ควรได้ควรอยู่ที่ 95% ขึ้นไปครับ

การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2)
การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2)

นอกจากนี้ประวัติผลการตรวจวัดทั้งหมด จะมีการบันทึกอยู่ใน แอปฯ Zepp ทุกอย่างครับ ซึ่งนับว่ามีประโยชน์มาก ๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้มาเป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยโรคใด ๆ ได้ แต่แพทย์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ มาอ้างอิงในการรักษาได้ โดยเฉพาะเมื่อเราหมดสติไป ข้อมูลเหล่านี้จะถือเป็นประโยชน์มาก ๆ สำหรับแพทย์ ในการช่วยชีวิตของเราครับ

สรุปข้อควรระวังในการวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) :

  1. แนะนำให้คุณสวมนาฬิกา โดยให้อยู่ห่างจากกระดูกข้อมือประมาณ 1 นิ้ว
  2. พยายามสวมนาฬิกาโดยรัดสายให้แน่น ๆ เพื่อป้องการที่คลาดเคลื่อน
  3. แนะนำให้วางแขนของคุณไว้บนโต๊ะ โดยให้หน้าจอนาฬิกาหงายขึ้น และวางแขนให้นิ่งที่สุด
  4. ปัจจัยภายนอกทั้ง รอยสัก, ปริมาณขนที่แขน, การสั่นสะเทือน, อุณหภูมิห้อง และการสวมใส่ที่ไม่ดี เช่น ใส่แบบหลวม ๆ หรือใส่ห่างจากจากกระดูกข้อมือมากเกินไป สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลให้ผลการวัดผิดพลาดได้
  5. ช่วงการวัด SpO2 ของ Bip 3 Pro รุ่นนี้คือ 80% -100% โดยค่าปกติที่ควรได้คือ 95% ขึ้นไปครับ
  6. ผลการวัดของฟังก์ชันในด้านสุขภาพของรุ่นนี้ ยังขาดความแม่นยำ และยังมีหลาย ๆ ปัจจัยจากภายนอกที่ส่งผลมากเกินไป ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการวินิจฉัยทางการแพทย์

การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง

การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง
การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ต้องมาคู่กันคือ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่ง Bip 3 Pro มีมาให้เช่นกัน ถ้าเราต้องการให้สมาร์ทวอทช์มีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา เราจะต้องเข้าไปเปิด ฟีเจอร์การตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจโดยอัตโนมัตินี้ ใน แอปฯ Zepp ก่อน โดยระยะเวลาในการตรวจจับจะมีให้เลือกตั้งแต่ทุก ๆ 1 นาที, 5 นาที, 10 นาที และสูงสุด 30 นาที แต่ถ้าหากเราต้องการประหยัดแบตเตอรี่ เราสามารถเลือกกดวัดเป็นครั้งคราว ตามที่เราต้องการได้ครับ

นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนที่เกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติได้ หรือจะให้เตือน ค่าที่ตั้งไว้ล่วงหน้าผ่านแอปฯ Zepp ก็ได้เช่นกันครับ โดยจะตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างที่เรากำลังออกกำลังกาย เพื่อตรวจดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในกรอบการออกกำลังกายที่เรากำหนดเป้าหมายไว้รึเปล่า ?

วัดคุณภาพการนอนหลับได้อย่างละเอียด

ติดตาม และตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ
ติดตาม และตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นก็คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ ซึ่งก็แน่นอนว่า Amazfit Bip 3 Pro ไม่ลืมที่จะใส่ฟีเจอร์นี้มาให้เราด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเราเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์นี้บนแอปฯ Zepp มันก็พร้อมให้เรา ใส่เข้านอนไปพร้อม ๆ กับเราได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้จะมีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งคืนครับ เพื่อดูว่าการนอนหลับของเราเป็นอย่างไรบ้าง? การหายใจขณะนอนหลับผิดปกติหรือไม่ ? เรานอนไปทั้งหมดกี่ชั่วโมง ? และมีการนอนหลับ อยู่ในช่วงใดบ้าง ? เพื่อให้เรามั่นใจได้มากขึ้นว่า ร่างกายของเราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ที่สุด นอกจากนี้ก็ยังมีการติดตามการงีบหลับ ในช่วงเวลากลางวันด้วย

โดย Bip 3 Pro จะแบ่ง ช่วงการนอน ออกเป็น 4 ช่วง ครับ ได้แก่ ช่วงหลับลึก, ช่วงหลับตื้น, ช่วงหลับฝัน REM Sleep (คือช่วงที่ดวงตาของเราจะมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว) และช่วงตื่นนอน ซึ่งจะมีการเก็บข้อมูลการนอนทั้งหมด และสรุปผลให้เราตอนตื่นนอนครับ โดยสรุปออกมาในรูปแบบคะแนน ซึ่งข้อมูลการนอนต่าง ๆ นี้เราสามารถนำมาปรับปรุงการนอนของเราในช่วงต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อที่การนอนของเราจะเป็นการพักผ่อนจริง ๆ ครับ

ตรวจจับความเครียดอัตโนมัติ ตลอดทั้งวัน

ตรวจจับความเครียดอัตโนมัติ ตลอดทั้งวัน
ตรวจจับความเครียดอัตโนมัติ ตลอดทั้งวัน

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในทุก ๆ ด้าน นั่นก็คือ ความเครียด ครับ ซึ่งเรามั่นใจเลยว่าคนส่วนใหญ่มีความเครียดเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่ามันจะมีมาก หรือน้อย แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น Bip 3 Pro จึงได้ใส่ฟีเจอร์การวัดความเครียดระหว่างวันมาให้เราด้วย โดยจะมีการคำนวณจากความแปรผันของอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อติดตามและวัดผลความเครียดของเราตลอดทั้งวัน ซึ่งรุ่นนี้จะมีการแบ่งระดับความเครียดออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับผ่อนคลาย, ระดับปกติ, ระดับปานกลาง และระดับสูง ครับ

และเมื่อไหร่ที่ความเครียดของเราอยู่ในระดับสูง Bip3 Pro จะมีการแจ้งเตือนให้เราทราบ พร้อมกับโหมดการฝึกการหายใจเพื่อช่วยให้เราสงบสติอารมณ์ลง และรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งฟีเจอร์นี้ถือว่ามีประโยชน์มาก ๆ เลยทีเดียวครับ เพราะเราสามารถรับรู้ได้ทันทีเมื่อที่มีความเครียดสูง พร้อมกับการฝึกการหายใจ เพื่อทำให้รู้สึกดีขึ้น ทำให้เราไม่มีอาการเครียดสะสมไปตลอดทั้งวัน จนทำงานทำการไม่ได้

คุณสมบัติพื้นฐานที่ครบครัน

คุณสมบัติพื้นฐาน
คุณสมบัติพื้นฐาน

นอกจากนี้ Amazfit Bip3 Pro ยังมีคุณสมบัติพื้นฐานต่าง ๆ ให้มาครบครันครับ โดยคุณสมบัติของสมาร์ทวอทช์จะมีทั้ง ปฏิทิน, เตือนความจำ รวมถึงการแจ้งเตือนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล, ข้อความ และสายเรียกเข้า ในส่วนคุณสมบัติของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็สามารถทำได้ทั้ง การควบคุมชัตเตอร์กล้อง, การควบคุมเพลง, การควบคุมด้วยเสียง และการกดรับสายโทรศัพท์ แต่มันเสียดายนิดหน่อยครับ ที่รุ่นนี้ไม่มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว ทำให้ไม่สามารถรับสาย หรือตอบกลับข้อความผ่าน Bip 3 Pro ได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณสมบัติทั้งสองนี้ก็ไม่ได้จำเป็นมากนักครับ เพราะแน่นอนว่า การรับสาย หรือการตอบกลับข้อความต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟน ทำได้ง่ายและสะดวกกว่ามากครับ

อายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 14 วัน และการชาร์จที่รวดเร็ว

อายุการใช้งานที่ยาวนาน
อายุการใช้งานที่ยาวนาน

ปิดท้ายกันที่ แบตเตอรี่ของ Amazfit Bip 3 Pro กันบ้างครับ โดยรุ่นนี้ให้ความจุแบตเตอรี่มาที่ 280 mAh ครับ ดูเหมือนจะน้อยนะครับ แต่ทางแบรนด์ระบุไว้ว่า รุ่นนี้สามารถใช้ได้นานสูงสุดถึง 14 วัน เลยทีเดียว ซึ่งจากการที่เราได้ลองทดสอบดู ก็พบว่า ถ้าหากเราใช้ดูนาฬิกาเป็นหลัก และใช้วัดค่าต่าง ๆ บ้าง เป็นครั้งคราว โดยที่ไม่ได้เปิดใช้ฟีเจอร์ ที่มีการวัดค่าตลอดเวลาเลย พร้อมกับปิด GPS จากการทดสอบของเรา พบว่ามันจะสามารถใช้งานได้นานประมาณ 14 วันจริง ๆ ครับ บวกลบนิดหน่อย ส่วนปริมาณคงเหลือ จะมีบอกทั้ง บนแอปพลิเคชัน Zepp และที่หน้าจอ Bip 3 Pro เลยครับ

ซึ่งอายุการใช้งาน จะลดลงเรื่อย ๆ ครับ โดยเฉพาะถ้าเราเปิดฟีเจอร์ที่มีการวัดค่าตลอดเวลา โดยรุ่นนี้ถ้าหากเราใช้งานอย่างเต็มที่ เปิดการติดตามการวัดค่าทั้งหมด พร้อมทั้งมีการออกกำลังกายในทุกวันโดยมี GPS มาจับพิกัดตลอดเวลา แน่นอนว่าแบตฯ ก็จะหมดเร็วขึ้น แต่ข้อดีอีกอย่างนึงคือ Bip 3 Pro จะมีการแจ้งเตือนเราเสมอครับ เวลาที่เราปรับค่าต่าง ๆ หากอันไหนที่กินแบตฯ มาก ๆ มันจะมีการถามเราก่อน หากเรารับได้ก็กดตกลงไปครับ

การชาร์จแบตเตอรี่กับที่ชาร์จแม่เหล็ก
การชาร์จแบตเตอรี่กับที่ชาร์จแม่เหล็ก

สำหรับการชาร์จ Amazfit Bip 3 Pro มาพร้อมกับที่ชาร์จแม่เหล็ก ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์เอง ดังนั้นรุ่นนี้จึงไม่สามารถใช้ร่วมกับที่ชาร์จของแบรนด์อื่น ๆ ได้ครับ ส่วนการชาร์จทางแบรนด์ระบุไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ครับ ซึ่งจากการที่เราได้ลองเล่นลองใช้งานอย่างหนัก ต่อเนื่องมาหลายวัน จนแบตฯ เหลืออยู่ 15% ซึ่งก็ว่าจะรอจนกว่าแบตฯ จะหมด 0% แต่รอไม่ไหวครับ เราก็เลยหยิบมาชาร์จดูครับว่า จากแบตฯ 15% ชาร์จจนถึง 100% จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ? ซึ่งเราก็พบว่าเจ้า Bip 3 Pro ใช้เวลาชาร์จไปประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆ เท่านั้นครับ ดังนั้นการชาร์จจาก 0% – 100% คาดว่าน่าจะไม่ถึง 2 ชั่วโมงครับ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว

ความคุ้มค่าในการซื้อ Amazfit Bip 3 Pro

Amazfit Bip 3 Pro  

ความคุ้มค่าในการซื้อ Amazfit Bip 3 Pro

คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.4 เต็ม 10 

สรุป ข้อดีและข้อด้อยของ Amazfit Bip 3 Pro

→ ข้อดี

  • ดีไซน์โดยรวมมีความเรียบหรู ดูแพง ทำให้ใส่ได้ทุก ๆ โอกาส อีกทั้งด้วยขนาดที่เล็กและเบา ช่วยให้สวมใส่สบายมีปุ่มแค่
  • ตัวเรือนปุ่มเดียวเท่านั้น โดยจะไปเน้นที่การสัมผัส ทำให้ใช้งานง่ายมากขึ้น
  • การออกแบบ และงานประกอบทีดี แทบไม่มีรูหรือช่องให้น้ำเข้าได้เลย ทำให้สามารถกันน้ำที่ระดับ 5ATM เราสามารถใส่ไปลุยฝน อาบน้ำ หรือว่ายน้ำได้
  • มีเซ็นเซอร์ด้านสุขภาพที่สำคัญ ๆ ให้ครบครัน ทั้ง การวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2), การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และมีการติดตามทั้ง ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ 24 ชม., ติดตามคุณภาพการนอนหลับ และติดตามความเครียด เป็นต้น
  • มีฟีเจอร์ Target Pace ที่ให้ผู้ใช้กำหนดเป้าหมายการออกกำลังกาย เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำลายเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • มีโปรแกรมออกกำลังกายที่ครบเครื่องมากถึง 60 โหมด
  • มี GPS ในตัว ที่คอยตรวจจับพิกัด ระบุตำแหน่งของคุณผ่านการเชื่อมต่อกับดาวเทียมถึง 4 ตัว (เฉพาะรุ่น Bip 3 Pro) เพิ่มความรวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น
  • แบตเตอรี่อึดมาก ๆ สามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 2 สัปดาห์ ผ่านการใช้งานแบบปกติ
  • แท่นชาร์จแม่เหล็กที่ใช้ชาร์จค่อนข้างไว
  • สมาร์ทวอทช์ราคาประหยัด แต่มีฟีเจอร์ให้มาเกินราคา

→ ข้อที่ควรพิจารณา

  • วัสดุให้สัมผัสที่ไม่ดี โดยเฉพาะสายนาฬิกา ขอแนะนำให้เปลี่ยนสายนาฬิกาใหม่
  • ใช้จอสัมผัส TFT ไม่ได้เป็นจอ OLED ทำให้ในบางมุม อาจจะมีสีสันที่ดูไม่สด อีกทั้งขอบหน้าจอยังค่อนข้างหนา
  • ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสง ทำให้ผู้ใช้ต้องปรับความสว่างหน้าจอเอง ไม่มีการปรับความสว่างอัตโนมัติ
  • ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับการออกกำลังกายโดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ต้องเลือกโหมดออกกำลังกายก่อน
  • การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และการติดตามการนอนหลับ ในบางสถานการณ์ก็ขาดความแม่นยำ
  • ฟีเจอร์ Target Pace สามารถใช้ได้ในโหมด วิ่งกลางแจ้ง และการลู่วิ่ง เท่านั้น
  • ไม่มีลำโพง และไมค์ในตัว ทำให้ไม่สามารถพูด-คุยผ่านสมาร์ทวอทช์ได้ แต่ผู้ใช้ยังกดรับสายได้ เหมาะจะใช้ร่วมกับหูฟังประเภทต่าง ๆ เช่น หูฟัง TWS, หูฟัง Bone Conduction (ฟังเพลงผ่านกระดูก) หรือหูฟังออกกำลังกาย เป็นต้นรับ
  • สมาร์ทวอทช์สามารถแจ้งเตือนข้อความต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถโต้ตอบด้วยข้อความได้
  • ที่ชาร์จเป็นแบบเฉพาะของ Amazfit ทำให้ใช้ร่วมกับที่ชาร์จของรุ่นอื่นไม่ได้

ความพึงพอใจต่อ Amazfit Bip 3 Pro

Amazfit Bip 3 Pro นาฬิกาอัจฉริยะ สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่
รูปภาพจาก amazfit.com

เอาล่ะครับ หลังจากที่เราได้ลองใช้มาได้ระยะนึงแล้ว สิ่งที่คุณจะได้จาก Amazfit Bip 3 Pro แน่ ๆ ก็คือ ความคุ้มค่าคุ้มราคาแบบสุด ๆ ทั้ง ในด้านดีไซน์ที่เรียบหรู ใส่ได้ทุกทุกโอกาสทุกสถานการณ์ พร้อมกับมีฟีเจอร์ด้านสุขภาพ และด้านการออกกำลังกายต่าง ๆ ที่ครอบคลุมมาก ๆ ครับ แถมฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างที่มีในรุ่นท๊อปเจ้ารุ่นนี้ก็ได้ใส่มาให้ด้วย ส่วนฟีเจอร์พื้นฐานต่าง ๆ ก็ทำได้ทั้งหมดครับ และที่สำคัญ รุ่นนี้ยังมีอายุการใช้งาน ที่น่าทึ่งมาก ๆ อีกด้วย โดยใช้งานได้นานถึง 2 สัปดาห์ เลยทีเดียว ครับ

ซึ่งถึงแม้ว่า มันจะขาดฟีเจอร์บางอย่างไปบ้าง แต่โดยรวม ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ครบเครื่องรุ่นนึงเลย ยิ่งเมื่อเทียบกับราคาแค่พันกว่าบาท ดังนั้นถ้าหากคุณสามารถมองข้ามฟีเจอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รุ่นนี้ไม่มีไปได้ และต้องการฟีเจอร์ที่สำคัญ ๆ เป็นหลัก เจ้า Amazfit Bip 3 Pro รุ่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยละครับ ยิ่งเมื่อเทียบกับราคามันจะคุ้มค่า คุ้มราคามาก ๆ

Palm PN

Palm PN

I with a bachelor degree in Computer Science from Songkhla Rajabhat University. I live in Songkhla. I like to write articles about in IT products and motorcycle accessories.

Next Post