สำหรับ การดูแลรถยนต์ นั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ครับ ซึ่งในการดูแลรถยนต์ไม่ใช่แค่การล้างรถ และเคลือบแว็กซ์ เท่านั้น แต่เราต้องดูแลด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คระบบเครื่องยนต์, การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, การเช็คระบบเบรค, การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรค, การตรวจเช็คลมยาง, สภาพของยางรถยนต์ และสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้คือ ระบบไฟส่องสว่าง ครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองครับ เพราะถ้าหากว่าคุณไม่มีการเตรียมความพร้อมอะไรเลย เมื่อเกิดปัญหาที่ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทาง แน่นอนว่า คุณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ซึ่งถ้าหากมันเกิดภายในเมือง ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าหากมันไปเกิดในสถานที่เปลี่ยวล่ะ ? มันจะเป็นอย่างไร ? ดังนั้นการหมั่นตรวจเช็ครถเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะ ไฟหน้า และไฟท้าย ที่ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในด้านความปลอดภัย เพราะมันเป็นเรื่องของทัศนวิสัยในการขับขี่ รวมถึงการมองเห็นของเพื่อนร่วมทางด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางคืนที่ไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ทำให้คุณต้องเพิ่งพาแสงสว่างจากไฟหน้ารถเพียงอย่างเดียว เพื่อมองสิ่งต่าง ๆ ทั้ง ถนนหนทาง, สิ่งกีดขวางต่าง ๆ รวมถึงรถจักรยาน, มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์คันอื่น ๆ ที่อยู่บนเส้นทางเดียวกันกับคุณ ส่วนไฟท้ายจะช่วยให้รถที่อยู่ด้านหลังมองเห็นคุณ และรู้ว่าคุณกำลังเบรคหรือต้องการจะเลี้ยว ดังนั้นระบบไฟของรถ โดยเฉพาะไฟหน้ารถ จึงมีความสำคัญมากครับ ดังนั้นถ้าหากไฟหน้ารถของคุณส่องสว่างได้ไม่มากพอ คุณก็ต้องรีบจัดการเปลี่ยนมันซะ! เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง สำหรับในวันนี้เราขอพาทุก ๆ คนมาทำความรู้จักกับ ไฟหน้ารถยนต์ LED ให้มากขึ้นกันครับ ซึ่งถือเป็นไฟหน้ารถที่มีประสิทธิภาพในการส่องสว่างสูงกว่าเดิมมาก ซึ่งช่วยให้คุณสามารถไปยังปลายทางได้อย่างปลอดภัย
ไฟหน้ารถยนต์ มีกี่ประเภท ?
1. หลอดฮาโลเจน (Halogen Lamp)
เป็นหลอดไฟที่นิยมใช้กับรถยนต์ส่วนใหญ่มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นหลอดไฟที่มีราคาประหยัดและสามารถให้แสงสว่างได้เพียงพอ ซึ่งภายในหลอดจะมีไส้เป็นลวดทังสเตน และมีการบรรจุก๊าซฮาโลเจน (Halogen) ทำให้มันได้ชื่อว่า หลอดฮาโลเจน โดยหลักการทำงานของหลอดไฟฮาโลเจนก็คือ เมื่อมีการจ่ายกระแสไฟฟ้ามาที่หลอด ตัวไส้จะเกิดความร้อนและส่องแสงสว่างออกมา ตัวก๊าซฮาโลเจนที่บรรจุอยู่ภายใน จะช่วยทำให้แสงที่เปล่งออกมานั้นสว่างมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
2. หลอดซีนอน (Xenon) หรือ HID
หลอดซีนอน หรือชื่อจริง ๆ ก็คือ HID (High Intensity Discharge) โดยเป็นหลอดที่ได้รับความนิยมสูงมากในยุคก่อนหน้านี้ เนื่องจากให้แสงสว่างสูง สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจน โดยหลักการในการทำงานของหลอดซีนอน จะใช้อิเล็กโตรด (Electrode) 2 ขั้ว พร้อมบรรจุก๊าซซีนอนภายใน และใช้บัลลาสต์เป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นหมื่นโวลต์ก่อน เพื่อที่จะทำให้เกิดแสงสว่าง หลังจากนั้นประมาณ 1-2 วินาที เมื่อหลอดไฟติดเต็มที่แล้ว กระแสไฟฟ้าก็จะลดลง ซึ่งถ้าหากเทียบกับหลอดฮาโลเจน หลอดซีนอนจะเป็นหลอดที่สามารถให้ความเข้มของแสงได้มากกว่า และแถมมีความร้อนสะสมน้อยกว่า ทำให้มีอายุการใช้งานมากกว่า โดยแสงจะเป็นแสงสีขาวทำให้การมองเห็นง่ายและชัดกว่า แต่ก็จะมีราคาสูงตามไปด้วย
3. หลอดแอลอีดี (Light Emit Diode (LED))
เป็นเทคโนโลยีด้านแสงที่มีมาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดไฟซีนอน ในปัจจุบันมักจะพบอยู่ในรถยนต์รุ่นท๊อปของแบรนด์ต่าง ๆ และรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังจะออกมาอย่างพวกรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในการทำงานของหลอด LED คือ ภายในหลอดจะมีเม็ดชิปที่สามารถทำให้เกิดแสง และใช้ไดร์เวอร์ที่เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทำการควบคุมแสงสว่างโดยการจ่ายกระแสไฟให้กับเม็ดชิป ด้วยเทคโนโลยีนี้ทำให้หลอด LED สามารถให้ความสว่างได้อย่างเหมาะสมพร้อมทั้งมีการใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดแบบอื่น ๆ แถมยังมีความทนทานสูง ติดตั้งในโคมไฟได้หลายรูปแบบและที่สำคัญมันมีราคาที่ไม่สูงมากจนเกินไป โดยในปัจจุบันมีอุปกรณ์อีกหลาย ๆ อย่างมีการนำหลอด LED มาใช้ด้วย เช่น ไฟฉาย, ไฟฉายคาดหัว หรือหลอดไฟในบ้าน เป็นต้น
4. หลอดเลเซอร์ (Laser)
หลอดเลเซอร์ (Laser) ถือเป็นเทคโนโลยีไฟหน้ารถยนต์ที่มีความล้ำสมัยที่สุด ณ ขณะนี้ ซึ่งคุณจะพบเห็นได้ในรถยนต์แบรนด์หรูรุ่นใหม่ ๆ เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันยังมีการใช้งานเฉพาะไฟสูงเท่านั้น เนื่องจากหลอดเลเซอร์มีความเข้มของแสง มากเกินกว่าที่จะใช้งานเป็นไฟต่ำปกติได้ โดยจะสามารถให้ความสว่างได้ระยะที่ไกลเป็น 2 เท่าของหลอดไฟ LED
ลักษณะของ โคมไฟรถยนต์ ที่ใช้กันหลัก ๆ ในปัจจุบัน
1. มัลติรีเฟล็กเตอร์
โดยโคมไฟมัลติรีเฟล็กเตอร์ จะมีลักษณะเป็นจานฉาย มีหลอดไฟอยู่ตรงกลางโคม ซึ่งจานจะทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสงทำให้แสงจากหลอดไฟ มีความฟุ้งกระจายไปในองศาของจานฉาย เพื่อช่วยเพิ่มแสงมีความสว่างให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น สำหรับโคมไฟแบบมีการใช้งานมาอย่างยาวนานในรถยนต์หลาย ๆ รุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่ไกล้เคียงกันและจะใช้งานร่วมกับหลอดไฟฮาโลเจน
2. โปรเจ็กเตอร์
เป็นโคมไฟประสิทธิภาพสูง มาพร้อมกับเลนส์ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รวบรวมแสงจากหลอดไฟ ส่องไปในทิศทางที่กำหนด ซึ่งมันจะแตกต่างไปจากวิธีการสะท้อนแสงของโคมมัลติรีเฟล็กเตอร์ ซึ่งโคมโปรเจ็กเตอร์ สามารถส่องสว่างไปข้างหน้าได้ดีกว่า และสามารถควบคุมทิศทางของแสงได้ง่ายกว่า ทำให้แสงไม่ฟุ้งกระจาย และนอกจากประสิทธิภาพการทำงานจะสูงแล้ว ด้วยขนาดของเลนส์โปรเจ็กเตอร์ที่ไม่ได้ใหญ่เหมือนกับจานฉาย มันก็ส่งผลให้การดีไซน์ตัวโคมโปรเจ็กเตอร์ สามารถที่จะทำได้อิสระกว่า ดูสวยงาม และทันสมัย แต่ก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าเช่นกันครับ
คำแนะนำในการเลือก ไฟหน้ารถยนต์ LED
1. แบรนด์ชั้นนำ
อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่า ไฟส่องสว่างของรถยนต์นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการที่จะเปลี่ยนหลอดไฟฮาโลเจนธรรมดา ๆ ไปเป็นหลอดไฟ LED คุณจะต้องดูที่การใช้งานของคุณด้วย ถ้าหากคุณต้องเดินทางกลางคืนบ่อย ๆ หรือต้องเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อย ๆ การเลือกใช้หลอดไฟราคาประหยัดอาจจะไม่เหมาะ เพราะด้วยวัสดุต่าง ๆ อาจจะทำให้หลอดไฟขาดกลางทางได้ ฉะนั้นเพื่อความมั่นใจควรเลือกใช้จากแบรนด์ชั้นนำจะดีกว่า เนื่องจากคุณสามารถมั่นใจในคุณภาพได้
2. ค่า เคลวิน (K) และ ลูเมน (Lumen)
- สำหรับค่า ลูเมน (LM) เป็นค่าที่ใช้สำหรับชี้วัดคุณภาพของการเปล่งแสงออกมาจากแหล่งกำเนิด หรือพูดง่ายๆ คือ เป็นค่าที่ไว้บ่งบอกถึงความสว่างของแสง โดยแบรนด์ต่าง ๆ มีการกล่าวอ้างถึง ซึ่งเราไม่มีทางที่จะสามารถตรวจสอบได้อย่างแน่ชัด
- ส่วนค่า เคลวิน (K) เป็นค่าอุณหภูมิของสี โดยหากค่าเคลวินมีการเปลี่ยนแปลง สีของแสงที่เปล่งออกมา ก็จะเปลี่ยนไปด้วย อาทิเช่น ค่าเคลวินที่ 1,000 – 5,000K แสงจะเริ่มจากสีส้มเข้ม และจะอ่อนลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีเหลืองอ่อน ๆ ซึ่งเป็นช่วงของหลอดฮาโลเจน เมื่อค่าเคลวิน 6,000K ขึ้นไป แสงก็จะเป็นสีขาว ไปเรื่อย ๆ เป็นขาวนวล ขาวอมฟ้า ฟ้าอ่อน ฟ้าเข้ม ฟ้าอมม่วง และสีชมพู ตามลำดับ
3. ดูขั้วหลอดไฟรถยนต์ของคุณ
สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นจะมีการใช้ขั้วของหลอดไฟที่แตกต่างกัน ฉะนั้นก่อนทำการเลือกซื้อคุณจำเป็นต้องทราบก่อนว่ารถยนต์ของคุณมีการใช้ขั้วไฟแบบไหน ซึ่งในปัจจุบันก็มีขั้วไฟหลากหลายแบบ อาทิเช่น H1, H4, H7, H8, H11 หรือ HB4 เป็นต้น โดยวิธีการดูขั้วของหลอดไฟคุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
-
- ตรวจสอบหลอดไฟเดิม อันดับแรกตรวจสอบว่ารถยนต์ของคุณมีการใช้หลอดไฟที่มีไฟสูงในตัวหรือไม่ หากมีการใช้ไฟสูงในตัวเดียวกัน คุณสามารถเลือกขั้ว H4 ได้เลย แต่ถ้าหากว่ารถของคุณมีหลอดไฟสูงแยกออกมา ให้ทำตามขั้นตอนถัดไป
- การระบุขั้วหลอด วิธีง่าย ๆ เลย คุณสามารถดูได้จากคู่มือรถยนต์ของคุณเอง แต่ถ้าหากคุณไม่มีคู่มืออะไรเลยก็สามารถนำรุ่นรถ ยี่ห้อ ปี ไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตได้ หรือจะทำการถอดหลอดไฟเดิมออกมาดูก็ได้ เพื่อความมั่นใจ โดยดูจากขาของหลอดไฟว่ามันมีลักษณะเป็นแบบใด เนื่องจากขั้วแต่ละอันจะใช้ขาต่างกัน
เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน
** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว
ข้อกฎหมาย เกี่ยวกับไฟหน้ารถยนต์
ข้อกฏหมายในปัจจุบันได้มีการแก้ไข เนื่องด้วยหลอดไฟในยุคนี้ ได้รับการพัฒนาเป็นหลอดซีนอน และหลอด LED ซึ่งหลอดไฟรูปแบบใหม่สามารถสร้างความสว่างได้มากกว่า หลอดฮาโลเจน ที่มีกำลังวัตต์เท่ากัน นั่นจึงทำให้ตัวบทกฏหมายได้มีการแก้ไขปรับปรุงข้อกำหนดเป็นค่าความสว่างขึ้นมาแทนค่ากำลังวัตต์
โดยการตรวจสอบโคมไฟหน้าในปัจจุบันจะมีการตรวจสอบทั้ง ระดับความสูงของโคมไฟ ทิศทางเบี่ยงเบนของลำแสง และตรวจวัดค่าความเข้มของแสง ซึ่งจะมีเกณฑ์ ดังนี้
- โคมไฟแสงพุ่งต่ำ แสงขาวหรือเหลืองอ่อน มีทิศทางส่องไปข้างหน้า 2 ดวง หรือ 4 ดวง (แบ่งติดตั้งทั้งซ้ายและขวา จำนวนเท่ากัน) ระดับความสูงของโคมไฟจะต้องอยู่ในช่วง 0.4 – 1.35 เมตร ในส่วนของมุมกดจากแนวราบต้องอยู่ระหว่างร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 4.0 และสุดท้ายความเข้มของการส่องสว่างจากดวงไฟแต่ละดวง ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 6,400 cd
- โคมไฟแสงพุ่งไกล แสงขาวหรือเหลืองอ่อน มีทิศทางส่องไปข้างหน้า 2 ดวง (ข้างละ 1 ดวง) ระดับความสูงของโคมไฟจะต้องอยู่ในช่วง 0.4 – 1.35 เมตร มีระดับความเข้มของการส่องสว่างจากดวงไฟแต่ละดวงไม่น้อยกว่า 12,000 cd และเมื่อรวมกันทุกดวง ค่าจะต้องไม่เกิน 430,000 cd
*แคนเดลลา (Candle Power) หรือ cd คือ หน่วยที่ใช้วัดความเข้มของการส่องสว่าง
ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : ratchakitcha.soc.go.th
ประโยชน์ของ “ไฟหน้าแอลอีดี” ที่ทำให้ได้รับความนิยม
1. ความสามารถในการส่องสว่าง แน่นอนครับว่าไฟหน้ารถยนต์จำเป็นจะต้องทำหน้าที่ส่องแสงสว่างให้ดีที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยที่อยู่ข้างหน้าได้อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัย ซึ่งไฟหน้าแอลอีดีก็มีค่าความสว่างที่เหมาะสมไม่มากจนเกินไป ซึ่งถ้ามากเกินไปจะทำให้มองเห็นได้ยากขึ้น โดยไฟแอลอีดีจะมีค่าอุณหภูมิแสงอยู่ในช่วงประมาณ 5,000 – 6,000 องศาเคลวิน
2. มีความทนทานสูง หากใครที่เคยใช้หลอดไส้ อย่างหลอดฮาโลเจนก็จะทราบดีว่า หลอดไฟชนิดนี้มันขาดได้ง่ายมาก ๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาหลอดไฟแบบอื่น ๆ มาทดแทน โดยหลอดไฟแบบอื่น ๆ จะมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าก่อนส่งไปยังตัวหลอด มีตัวที่คอยช่วยระบายความร้อน อีกทั้งหลอดหลอด LED จะมีค่าวัตต์ที่น้อยกว่า จึงช่วยให้มีความร้อนสะสมน้อยลง นี่จึงทำให้หลอด LED มีความทนทานที่สูงกว่ามาก ใช้งานได้ยาวนาน
3. การติดตั้งง่าน ใช้งานสะดวก สำหรับหลอดไฟ LED นั้น คุณสามารถนำหลอดมาเปลี่ยนแทนหลอดฮาโลเจนอันเดิม ของคุณได้เลย หรือถ้าหากใครที่ใช้โคมโปรเจ็กเตอร์อยู่ก็สามารถนำไปเปลี่ยนแทนหลอดเดิมได้เช่นกัน (ความสว่างอาจลดลงจากสเปคเล็กน้อย) โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโคมไฟหน้าใหม่ ซึ่งจะต่างจากหลอดไฟซีนอน เพราะจะต้องติดตั้งร่วมกับโคมโปรเจคเตอร์เพื่อช่วยบังคับแสงเท่านั้น อีกทั้งยังต้องติดตั้งคู่กับบัลลาสซึ่งค่อนข้างวุ่นวาย เพราะฉะนั้นหากจะพูดกันแบบง่าย ๆ ก็คือ หลอดไฟ LED ถูกพัฒนามาให้ติดตั้งใช้งานง่ายเหมือน ๆ กับหลอดฮาโลเจน แต่ตัวหลอดไฟจะมีประสิทธิภาพความสว่างที่ไกล้เคียงกันกับหลอดซีนอน
บทส่งท้าย
สำหรับระบบไฟของรถยนต์นั้น ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะในเวลากลางคืนเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงมรสุม เวลาที่มีพายุ ฝนตกหนัก ๆ แสงไฟก็สามารถช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยให้รถคันอื่น ๆ มองเห็นรถของคุณได้ด้วย ซึ่งแสงไฟที่กฎหมายกำหนด จะมีความสว่างที่เหมาะสมในการขับขี่ หากแสงสว่างมากเกินไปมันจะทำให้การมองเห็นของคุณแย่ลง ดังนั้นคุณควรเลือกแสงไฟที่เหมาะสมมาใช้งาน