กฎหมายการบังคับใช้คาร์ซีท (Car Seat) ฝ่าฝืนปรับ 2,000 บาท เริ่ม 5 ก.ย 2565

เชื่อไหมคะว่าในแต่ละปีมีเด็กจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ การใช้เบาะนั่งนิรภัยหรือที่เรารู้จักกันในอีกชื่อว่า คาร์ซีท (Car Seat) จะช่วยป้องกันแรงกระแทกให้เด็ก ๆ ได้อย่างปลอดภัยมากกว่าการที่ผู้ใหญ่นั่งอุ้มพวกเขาหรือการปล่อยให้เด็ก ๆ นั่งบนเบาะรถยนต์เพียงลำพังโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใด ๆ

เช็กโปรโมชั่น Lazada ลดราคาสินค้าสิ้นปี โปร 12 12เช็กโปรโมชั่น Lazada ลดราคาสินค้าสิ้นปี โปร 12 12เช็กโปรโมชั่น Lazada ลดราคาสินค้าสิ้นปี โปร 12 12
Car Seat สำหรับเด็กช่วยป้องกันแรงกระแทก ลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
Car Seat ช่วยป้องกันแรงกระแทก ลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เนื่องจากคาร์ซีทเป็นเบาะเสริมที่ถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่เหมาะกับสรีระของเด็ก ๆ ในแต่ละช่วงอายุ ทำให้การรัดเข็มขัดนิรภัยสามารถล็อคและยึดตำแหน่งที่นั่งไว้อย่างหนาแน่นได้มากกว่า ทั้งนี้จึงทำให้ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีกฎหมายบังคับใช้คาร์ซีทสำหรับเด็กเกิดขึ้นเพื่อความปลอดภัยต่อบุตรหลานของท่านเช่นกัน

กฎหมายการบังคับใช้คาร์ซีทในประเทศไทย คืออะไร ?

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ออกพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ใช้รถบนท้องถนนทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร วัตถุประสงค์ในการออกกฎหมายครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ ซึ่งนอกเหนือจากการบังคับให้ผู้ใหญ่ทุกคนต้องรัดเข็มขัดนิรภัยแล้ว ในส่วนของเด็ก ๆ เองก็มีการออกกฎหมายให้เด็ก ๆ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยเช่นกัน โดยกำหนดไว้ว่า

  • เด็กที่มีอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก
  • เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตรต้องรัดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง
คาร์ซีทที่เหมาะสำหรับเด็ก 9 เดือน ถึง 4 ขวบ ออกแบบมาให้เด็กนั่งสบาย
คาร์ซีทที่เหมาะสำหรับเด็ก 9 เดือน ถึง 4 ขวบ ออกแบบมาให้เด็กนั่งสบาย

กฎหมายการบังคับใช้คาร์ซีทเริ่มใช้ตอนไหน ?

  • มีผลบังคับใช้วันที่ 5 กันยายน 2565 หากฝ่าฝืนจะมีค่าปรับ 2,000 บาท
  • โดยในช่วงแรก ๆ ที่เริ่มใช้จะยังไม่ปรับจริง ๆ แต่จะเป็นการว่ากล่าวตักเตือนก่อน

จำเป็นต้องใช้คาร์ซีท (Car Seat) เพียงอย่างเดียวหรือไม่ ?

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า “ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าจะต้องใช้เพียงคาร์ซีทเท่านั้น” เพราะนอกจากที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กแล้วผู้ปกครองสามารถใช้วิธีการอื่น ๆ เพื่อป้องกันอันตรายสำหรับเด็กได้ อาทิเช่น การจัดเตรียมที่นั่งให้เด็ก ๆ สามารถนั่งและคาดเข็มขัดนิรภัยที่ติดตั้งมากับรถยนต์ได้เป็นต้น เพราะจุดประสงค์หลักของกฎหมายข้อนี้คือต้องการให้ทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะที่โดยสารรถยนต์ เพื่อที่จะลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุและยกระดับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการขนส่งทางบกยังกล่าวเพิ่มเติมต่อว่า รถยนต์ทุกชนิดต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Three-point belt* หรือแบบ Lap belt* แต่จะยกเว้นรถบางประเภทไม่ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย อาทิเช่น รถสองแถวและรถโดยสารประจำทางในเขตเมือง ทำให้รถประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องคาดเข็มขัดนิรภัย (สำหรับที่นั่งที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย) ค่ะ

  • Three-point belt คือ เข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่
  • Lap belt คือ เข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตัก

การออกกฎหมายให้ผู้ใช้รถยนต์คาดเข็มขัดนิรภัยไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารในครั้งนี้ก็เพื่อลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เราจึงอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและมีส่วนร่วมกันรณรงค์การคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันนะคะ ไม่ว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ดี หรือในส่วนของเด็ก ๆ ก็ดี แม้ว่าสำหรับเด็ก ๆ แล้วการใช้คาร์ซีทอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เมื่อลองคำนวณดูแล้วหากเราเอาเงินในส่วนนี้ซื้อความปลอดภัยให้แก่ลูกหลานก็คงดีกว่ามาเสียค่าปรับ แถมยังทำให้เราอุ่นใจทุกครั้งที่อยู่บนท้องถนนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไปด้วยนะคะ

ฝึกให้เด็ก ๆ นั่งคาร์ซีท เพื่อความปลอดภัย
ฝึกให้เด็ก ๆ นั่งคาร์ซีท เพื่อความปลอดภัย

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก ( Department of Land Transport)

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Next Post

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง