วิธีดูแลรักษา ทำความสะอาด เครื่องซักผ้า

เครื่องซักผ้าเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ช่วยทุ่นแรงและสร้างความสะดวกสบายแก่คุณแม่บ้านอย่างแท้จริง แม้ว่ามันว่าอาจจะมีราคาที่สูง แต่เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพและคุณค่าด้านการใช้งานแล้ว ถือว่ายังเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่คุ้มค่าคุ้มราคาอยู่ดีค่ะ

เครื่องซักผ้านั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งแบบ เครื่องซักผ้าแบบสองถัง , เครื่องซักผ้าฝาหน้า และเครื่องซักผ้าฝาบน ซึ่งหากคุณพอจะมีกำลังในเรื่องงบประมาณและอยากเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น คุณก็อาจจะซื้อเป็น “เครื่องอบผ้า” แยกต่างหากเพื่อที่ประหยัดเวลาในการตากผ้าสำหรับในช่วงฤดูฝนก็ได้เช่นกันค่ะ แต่อันที่จริงแล้วปัจจุบันก็มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ซื้อมากมาย อย่าง “เครื่องซักผ้าและอบผ้าในตัวเดียวกัน” ก็เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ 2 in 1 ที่จะคุ้มค่าคุ้มราคามากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อเครื่องใหม่ เราแนะนำให้เลือกแบบ 2 in 1 ไปเลยค่ะ

แต่สำหรับผู้ที่มีเครื่องซักผ้าอยู่แล้ว และต้องการจะใช้เจ้าเครื่องตัวนี้ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานเท่าที่จะทำได้ เพราะเนื่องจากมันเป็นราคาที่แพงและเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องต้องมี ซึ่งวันนี้เราก็ไม่ได้มามือเปล่าแน่นอนค่ะ เพราะเรามีเคล็ดลับในการดูรักษาเครื่องซักผ้ามาฝากคุณกันมากมาย มาดูกันค่ะว่าจะมีอะไร

7 วิธีดูแลรักษาเครื่องซักผ้า

1. การระบายอากาศ

กรณีที่คุณใช้เครื่องซักผ้าเสร็จแล้ว คุณควรจะเปิดประตูหรือฝาเครื่องซักผ้าออกให้กว้างที่สุด เพื่อให้อากาศได้เข้าไปไหลเวียนภายในได้อย่างสะดวก วิธีนี้จะช่วยป้องกันสภาวะอับชื้นที่อาจจะกระตุ้นให้เกิดเชื้อราตามเสื้อผ้าได้และยังลดกลิ่นอับกลิ่นไม่พึงประสงค์ของเครื่องซักผ้าอีกด้วยนะคะ

2. ตรวจสอบผงซักฟอก

คุณใช้ผงซักฟอกปริมาณเท่าไหร่ต่อการซักหนึ่งครั้ง? หากทุกครั้งที่คุณใช้เครื่องซักผ้าแล้วมันมักจะเลอะเทอะอยู่เสมอนั่นอาจเป็นเพราะคุณใส่ผงซักฟอกมากเกินไป ทางออกที่ดีที่สุดคือการอ่านคู่มือเครื่องซักผ้าของคุณ ว่าควรจะใส่ปริมาณเท่าไหร่ ที่จะไม่ส่งผลเสียต่อทั้งเสื้อผ้าและอายุการใช้งานของเครื่อง

หากคุณหาคู่มือไม่เจอคุณสามารถหาคู่มือแบบออนไลน์ได้ โโยพิมพ์ชื่อรุ่นของเครื่องซักผ้า แต่หากคุณไม่ทราบรุ่น วิธีพื้นฐานที่ได้ผลที่สุดคือการทดลองใส่ปริมาณผงซักฟอกไปก่อนเรื่มจากใส่ทีละน้อย ๆ หากคุณคิดว่ามันน้อยไปก็ค่อย ๆ ปริมาณของผงซักฟอกจนกว่าคุณคิดว่ามันพอดีสำหรับเสื้อผ้าของคุณต่อหนึ่งถังซัก

3. ทำความสะอาดเป็นประจำ

3.1 ลิ้นชักผงซักฟอก

นำลิ้นชักผงซักฟอกออกมาทำความสะอาด โดยการ
ใช้น้ำยาทำความสะอาดแบบแห้งและผสมมะนาวลงไป ใส่ลงในอ่างที่มีน้ำอุ่น แล้วขัดด้วยฟองน้ำ โดยขัดถูทุกซอกทุกมุมหรืออาจจะใช้แปรงสีฟันเก่า ๆ ก็ได้ค่ะ เพราะมันมีขนาดเล็กจะสะดวกต่อการทำความสะดอาดที่สุด ที่สำคัญอย่าลืมทำความสะอาดกล่องลิ้นชักที่ติดกับตัวเครื่องด้วยนะคะ หากไม่สามารถถอดลิ้นชักออกได้ทั้งหมด ให้คุณใช้แปรงแบบามยาวหรือแปรงสีฟันเก่า ๆ ขัดด้านในลิ้นชักก็ได้ค่ะ แล้วเช็ดทำวามสะอาดด้วยผ้าแห้งให้เรียบร้อย




3.2 ซีลประตู หรือ ซีลฝาเครื่องซักผ้า

ซีลฝาเครื่องซักผ้า จะเป็นยางด้านในประตู มันมักจะมีคราบสกปรกรวมถึงขนหรือขุยจากเสื้อผ้าติดอยู่เสมอ ดังนั้นอย่าลืมทำความสะอาดตรงบริเวณซีลฝาเครื่องซักผ้าด้วยนะคะ เพราะมันอาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อราเชื่อแบคทีเรียที่ดีได้ โดยให้คุณนำแปรงสีฟันที่ใช้แล้วมาขัด ๆ แล้วค่อย ๆ เช็ดให้ทั่วด้วยผ้าสะอาด สุดท้ายให้เช็ดทำความสะอาดด้านในของฝาเครื่องซักผ้าอีกครั้ง โดยใช้เฉพาะน้ำยาซักผ้าและน้ำอุ่น เช็ดทำความสะอาดที่ซีลยาง สำหรับำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรงและน้ำส้มสายชูนั้น สามารถทำลายประสิทธิภาพของยางและทำให้ซีลหดตัวได้

3.3 ปล่อยให้เครื่องทำความสะอาดตัวเอง

การเติมโซดาไบคาร์บอเนต (ผงโซดา) 1-2 ช้อนโต๊ะ ลงในลิ้นชักผงซักฟอกและเทน้ำส้มสายชู (สีใส) ครึ่งถ้วย ลงในถังซัก จากนั้นใช้เครื่องซักผ้าทำงานตามปกติแต่ตั้งค่าให้เครื่องซักด้วยน้ำร้อน คำแนะนำอย่าเพิ่งใช้น้ำส้มสายชูมากเกินไป หรือใช้บ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ส่วนประกอบของยางภายในเครื่องเสียหายได้

คุณควรปฏิบัติตามขั้นตอนการทำความสะอาดนี้ทุกๆ 2-3 เดือน

4. ตรวจสอบตำแหน่งของเครื่องซักผ้า

คุณไม่ควรตั้งเครื่องซักผ้าให้ชิดติดกับผนังมากเกินไป เพราะเมื่อมีการปั่นหมาดมันจะอาจจะไปโยกเยกและกระทบกับผนังได้ ส่งผลให้เครื่องซักผ้าของคุณได้รับความเสียหาย
ดังนั้นเครื่องซักผ้าของคุณควรอยู่ห่างจากผนังประมาณ 4 นิ้ว ที่ถือว่าเป็นระยะที่ห่างพอดี

5. ใช้งานหนักเกินไปหรือไม่

หากเครื่องซักผ้าของคุณใช้งานหนักเกินไป เครื่องอาจไม่สมดุลหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ สัญญาณที่บ่งบอกว่าเครื่องของคุณกำลังทำงานหนักเกินไปคือกรณีที่เสื้อผ้าที่ยังเปียกอยู่หลังจากการปั่นครั้งสุดท้าย หรือเวลาของรอบการทำงานที่นานขึ้นรวมถึงเครื่องซักผ้าหยุดชั่วคราวระหว่างการทำงาน เป็นต้นค่ะ

ดังนั้นคุณควรพยายามกระจายภาระการซักให้เท่า ๆ กันภายในถังซัก และดูปริมาณของเสื้อผ้าให้ไม่เยอะหรืออัดแน่นจนเกินไป หากคุณเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ เช่นผ้าขนหนูที่สามารถซับน้ำได้มาก ๆ คุณควรพยายามปรับสมดุลกับการซักผ้าอื่นรวมด้วย นอกจากนี้ยังควรพยายามซักผ้าประเภทเดียวกันร่วมกันด้วยนะคะ




6. ทำความสะอาดตัวกรอง

คุณควรจะถอดตัวกรองออกมาล้างทำความสะอาดบ้าง เพราะมันเป็นแหล่งที่รวมขน, เศษผ้า, เศษผม, ทิชชู่ และสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นคราบสกปรกทั้งหมด หากตัวกรองของคุณอุดตันก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการซักทำความสะอาดเสื้อผ้าลดลง

ตัวกรอกส่วนใหญ่จะสามารถถอดออกได้ อาจจะเป็นแบบคลายเกลียวได้ หรือหากมีท่อเล็ก ๆ ขวางอยู่ด้านหน้าตัวกรองให้ค่อยๆดึงที่ว่างและปล่อยให้ท่อระบายลงในถาดก่อนที่จะทำอย่างอื่น

7. ตรวจสอบท่อ

ถอดปลั๊กเครื่องออกจากแหล่งจ่ายไฟก่อน จากนั้นเราจะเริ่ม ตรวจสอบท่อของเครื่องซักผ้าคุณ มันควรมี 2 ท่อ คือท่อที่น้ำเข้าจะมีขนาดเล็กกว่า ซึ่งจะเชื่อมต่อที่ด้านบนของเครื่องกับแหล่งจ่ายน้ำ และท่อที่กว้างกว่าอีกอัน ท่อนี้จะออกจากด้านหลังของเครื่อง

เริ่มต้นที่ตรวจสอบการเชื่อมต่อกับเครื่อง มีความปลอดภัยหรือไม่? จากนั้นคลำตามความยาวของสายยางโดยมองหาน้ำที่รั่วซึมหรือความเสียหายที่อาจกลายเป็นรอยแยก อย่าลืมตรวจสอบที่ปลายอีกด้านว่าปลายท่อรัดแน่นดีแล้วหรือไม่ เป็นต้นค่ะ

สำหรับใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์สำหรับซักทำความสะอาดเสื้อผ้า เราขอแนะนำเป็น น้ำยาขจัดคราบผ้า, น้ำยาซักผ้าแบบธรรมดาหรือน้ำยาซักผ้าเด็กสำหรับผิวแพ้ง่ายน้ำยาซักผ้าสำหรับผ้าขาวและผ้าสี, ผงซักฟอกแบบธรรมดาหรือผงซักฟอกผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาปรับผ้านุ่มที่หอมติดทนนาน โดยหากเสื้อผ้าของคุณเป็นเสื้อผ้าที่ต้องการความเรียบร้อยคุณอาจจะใช้น้ำยารีดผ้าหรือน้ำยาอัดกลีบก็ได้ค่ะ

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Next Post