รีวิว Amazfit Band 7 (เปิดตัวปี 2022) สมาร์ทแบนด์จอใหญ่ แบตอึด น้ำหนักเบา

Amazfit Band 7 สมาร์ทแบนด์หน้าจอขนาดใหญ่ ใช้งานง่าย มีโหมดกีฬาและเซ็นเซอร์ตรวจวัดสุขภาพในตัว มาพร้อมกับอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนาน

คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.6 เต็ม 10 

(ดูเกณฑ์การให้คะแนนได้ที่นี่)

Amazfit Band 7
  • หน้าจอใหญ่ น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ฟังก์ชันการใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
  • มีโหมดออกกำลังกาย 120 รูปแบบ
  • ตรวจวัด SpO2, Heart Rate, ความเครียด 24 ชั่วโมง
  • มี Amazon Alexa ในตัว
  • แบตเตอรี่อยู่ได้นาน
  • วัดค่า SpO2, Heart Rate, ความเครียด ได้พร้อมๆ กันด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว
  • ไม่มี GPS ในตัว
  • ไม่มีปุ่ม Home
  • Watchface มีให้เลือกน้อย

ในปัจจุบันนี้  สมาร์ทแบนด์ ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะด้วยคุณสมบัติและความสามารถต่าง ๆ ที่ไม่ต่างจากสมาร์ทวอทช์มากนัก แต่กลับมีราคาที่ถูกกว่า ทั้งยังมีขนาดเล็กกะทัดรัด ทำให้สวมใส่สบายและเคลื่อนไหวได้สะดวก จึงทำให้สมาร์ทแบนด์กลายเป็นหนึ่งในไอเทมจำเป็นสำหรับสายออกกำลังกายและยังเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่คอยติดตามสุขภาพของคุณได้อย่างละเอียดยิบ

รีวิว Amazfit Band 7
ภายในกล่อง Amazfit Band 7

ซึ่งในวันนี้เราก็มีสมาร์ทแบนด์จาก Amazfit มาแนะนำกัน โดย Amazfit Band 7 รุ่นนี้เป็นรุ่นที่เพิ่งออกใหม่ล่าสุดในปี 2022 และมีจัดจำหน่ายได้ไม่นานเองค่ะ ทำให้หลาย ๆ คนอาจจะยังรู้สึกลังเลและไม่กล้าตัดสินใจซื้อ ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณพิจารณาสมาร์ทแบนด์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เรามาดูกันค่ะว่า Amazfit Band 7 จะมีฟังก์ชันและคุณสมบัติอะไรที่น่าสนใจบ้าง?

ข้อมูลจำเพาะของสมาร์ทแบนด์ Amazfit Band 7

รีวิว Amazfit Band 7
Amazfit Band 7
หน้าจอ AMOLED
ขนาดหน้าจอ 1.47 นิ้ว
ความละเอียด 198 x 368 พิกเซล
ความหนาตัวเครื่อง 12.2 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 28 กรัม (รวมสาย)
การกันน้ำ 5 ATM (50 เมตร)
การใช้งานแบตเตอรี่ 18 วัน (โหมดใช้งานหนัก)
12 วัน (โหมดทั่วไป)
28 วัน (โหมดประหยัดพลังงาน)
โหมดกีฬา 120 โหมด
โหมดสุขภาพ SpO2, Heart Rate, Relax, Sleep
รองรับ Android 7.0 ขึ้นไป และ iOS 12.0 ขึ้นไป
รองรับภาษาไทย
แบตเตอรี่ 232 mAh

คลิปรีวิว Amazfit Band 7 – ทดลองใช้งานจริง

รีวิว สมาร์ทแบนด์ Amazfit Band 7 รุ่นใหม่ล่าสุด ปี 2022

1. ดีไซน์ภายนอกและวัสดุที่ใช้

1.1 ขนาดหน้าจอขนาดใหญ่ ใช้งานสะดวก

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับของ Amazfit น่าจะทราบดีว่าในรุ่นนี้ทางแบรนด์ได้มีการปรับขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ ถึง 1.47 นิ้ว ทำให้การใช้งานค่อนข้างสะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้น สามารถมองเห็นจอแสดงผลได้อย่างชัดเจน โดยที่ขนาดหน้าจอมีความกว้างกำลังดี ไม่เล็กเกินไปและไม่ใหญ่จนเทอะทะมากเกินไป สามารถสวมใส่ได้ทั้งข้อมือผู้ชายและผู้หญิง มาพร้อมกับกระจกนิรภัยป้องกันแรงกระแทก และมีการเคลือบผิวหน้าจอเพื่อป้องกันรอยนิ้วมือไว้อีกด้วย

รีวิว Amazfit Band 7
ขนาดหน้าจอ Amazfit Band 7 ใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้า 112%

1.2 น้ำหนักเบา เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว 

ในส่วนของตัวเรือนก็ออกแบบมาให้มีความหนาเพียง 12.2 มิลลิเมตรเท่านั้น (ความหนารวมระบบเซ็นเซอร์) ซึ่งตัวระบบเซ็นเซอร์ที่ด้านหลังตัวเรือนก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างบางมากเลยทีเดียว ทำให้เมื่อเราใส่สมาร์ทแบนด์แล้วตัวเรือนจะดูแนบชิดติดกับข้อมือไปเลย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาเพียง 28 กรัมเท่านั้น (น้ำหนักรวมถึงสายรัดข้อมือ) สามารถสวมใส่ได้โดยไม่รู้สึกฝืนธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ใส่นอน ใส่อาบน้ำ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันก็เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว โดยที่ไม่รู้สึกว่าถ่วงตรงข้อมือแต่อย่างใด

รีวิว Amazfit Band 7
ขนาดความหนาของระบบเซ็นเซอร์และตัวล็อคสายรัดข้อมือของ Amazfit Band 7

1.3 สายรัดข้อมือ สอดคล้องกับการใช้งาน

ในส่วนของสายรัดข้อมมือนั้นมีการออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เพราะตัวล็อกจะเป็นกระดุมแบบกดที่สามารถใส่หรือถอดได้สะดวก มีสเกลของขนาดข้อมือให้เลือกหลายขนาด ช่วยให้เราสวมสมาร์ทแบนด์ได้แน่นและแนบสนิทกับข้อมือมากยิ่งขึ้น ตัวสายสามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยนะคะ แต่อาจจะลำบากอยู่สักหน่อย เนื่องจากสายเป็นวัสดุ TPU ที่แม้ว่าจะมีความยืดหยุ่นสูงแต่ก็น้อยกว่าสายแบบซิลิโคนอยู่ดีค่ะ ดังนั้นข้อดีของ TPU คือสายรัดจะไม่เสียทรงง่าย ๆ อีกทั้งยังทนทานต่อรอยขีดขวนได้ดีด้วย




2. ความยาก-ง่ายในการเชื่อมต่อมือถือ ทั้ง Andriod และ iOS

รีวิว Amazfit Band 7
วิธีเปิดใช้งาน Amazfit Band 7 ครั้งแรกต้องเสียบสายชาร์จก่อน เพื่อให้เครื่องเริ่มทำงาน

ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่าบนตัวเครื่อง Amazfit Band 7 ไม่มีปุ่มเปิด-ปิดใด ๆ เลยค่ะ ดังนั้นการใช้งานครั้งแรกคุณจะต้องเสียบสายชาร์จเพื่อเปิดระบบให้เครื่องเริ่มทำงาน ซึ่งคุณจะต้องเตรียมหัวอะแดปเตอร์ไว้ก่อน หรือถ้าหากคุณมีปลั๊กไฟช่องเสียบ USB อยู่แล้วก็ไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์ก็ได้ค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
แอปฯ Zepp สำหรับเชื่อมต่อกับ Amazfit Band 7

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Zepp (formerly Amazfit) ผ่าน Android และ iOS

จากนั้นเครื่องก็จะให้เราเลือกภาษาและแสดง QR code บนจอแสดงผลเพื่อให้เราสแกนผ่านแอปฯ อีกที โดยเราจะต้องติดตั้งแอปฯ Zepp (formerly Amazfit) และลงทะเบียนบนแอปฯ ให้เรียบร้อย เมื่อเปิดแอปฯ มาแล้วให้กดที่เครื่องหมายบวกตามรูปภาพประกอบ และเลือกประเภทอุปกรณ์ที่ต้องการจับคู่ จากนั้นเลือกชนิดสายรัดข้อมือแบบมี QR code และแอปฯ ก็จะทำการเปิดกล้องเพื่อเริ่มสแกน QR code ทันที โดยเวลาที่ใช้ในการเชื่อมต่อและติดตั้ง จะใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ รวมเวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น

รีวิว Amazfit Band 7
วิธีเชื่อมต่อ Amazfit Band 7 ผ่านแอปฯ Zepp

โดยส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบระบบปฏิบัติการของแอปฯ Zepp (formerly Amazfit) มาก เพราะใช้งานง่าย ไม่สับสน มีรายละเอียดลงไว้ชัดเจน สามารถเจาะลึกได้ทุกการตั้งค่า มีความเสถียรในการใช้งานทั้งระบบ Andriod และ iOS สามารถเลือกติดตั้งฟังก์ชันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ตั้งเวลาดื่มน้ำ, ระบบนำทาง, ดูดัชนีมวลกาย, หรือตรวจสุขภาพประจำเดือนสำหรับผู้หญิงก็มีค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
ระบบการใช้งานและการตั้งค่า Amazfit Band 7 บนแอปฯ Zepp

3. คุณภาพของหน้าจอ

3.1 ความละเอียดและความสว่างของหน้าจอ

ในด้านคุณภาพของหน้าจอก็เรียกว่าเป็นจอสมาร์ทแบนด์ที่มีสีสันสดใสมากเลยค่ะ เนื่องจากทางแบรนด์ได้ใช้จอภาพชนิด AMOLED ที่มีความละเอียดสูงถึง 198 x 368 พิกเซล ทำให้สามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน อ่านค่าได้ง่าย การแสดงเฉดสีไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนภาพพื้นหลังบนหน้าปัดนาฬิกาเป็นรูปอะไร ภาพก็จะออกมาสวยคมชัดมาก ๆ แถมเอฟเฟกต์การเคลื่อนไหวอย่างการวิ่งของตัวหนังสือก็ดูลื่นไหลสมูทต่อเนื่องกันดีด้วยค่ะ สำหรับความสว่างนั้นเราสามารถกำหนดค่าได้เองตามต้องการ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในอาคาร กลางแจ้ง หรือในที่มืดสนิทเพียงใด คุณก็สามารถมองเห็นและอ่านค่าบนหน้าจอได้อย่างชัดเจนในทุก ๆ ช่วงเวลาอย่างแน่นอนค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
ความละเอียดและความสว่างของหน้าจอของ Amazfit Band 7

3.2 รูปแบบหน้าปัดนาฬิกา (watchface)

ใครที่ชอบเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาบ่อย ๆ อาจจะไม่ได้เพลิดเพลินไปกับร้านค้า watchface สักเท่าไหร่ เพราะขณะที่เรารีวิว (เดือนพฤศจิกายน 2565) มี watchface ให้ดาวน์โหลดได้เพียง 50 รูปแบบเท่านั้น แต่จะดีหน่อยที่แต่ละทีมสามารถปรับแก้หน้าจอให้เลือกแสดงผลเฉพาะค่าที่เราต้องการได้ อีกทั้งยังเป็นทีมที่โหลดฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในส่วนของการ DIY หน้าจอจากรูปในคลังภาพของเรานั้น ถือว่า Amazfit Band 7 ทำงานได้ดี มีการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และไม่มีปัญหาในการโหลดภาพแต่อย่างใดเลยค่ะ

3.3 การใช้ Touch Screen บนหน้าจอ

สำหรับระบบสัมผัสนั้นถือว่า Amazfit Band 7 มีความไหลลื่นดีมาก หน้าจอมีการตอบสนองที่รวดเร็ว สามารถสไลด์นิ้วไปมาอย่างอิสระ ไม่ต้องออกแรงกดหรือออกคำสั่งซ้ำให้เสียเวลา แม้แต่ในกรณีที่นิ้วมือของเรามีเหงื่อหรือมีความชื้นอยู่ก็สามารถสั่งงานได้ไม่มีปัญหาใด ๆ เลยค่ะ

หมายเหตุ : แต่จุดที่ทำให้การใช้งานยุ่งยากสักเล็กน้อยก็น่าจะเป็นตรงที่ Amazfit Band 7 ไม่มีปุ่ม Home หรือปุ่มด้านข้างที่สามารถกดกลับไปหน้าหลักได้ ดังนั้นหากคุณต้องการความรวดเร็วในการตั้งค่าหรือใช้งาน ก็จะเสียเวลาในส่วนนี้ได้ค่ะ เพราะจะต้องค่อย ๆ เลื่อนไปทีละหน้า ๆ เท่านั้น

4. ฟังก์ชันการปลุกหน้าจอ

4.1 การปลุกหน้าจอด้วยแตะ

เนื่องจาก Amazfit Band 7 ไม่มีปุ่มกดแบบแมนนวล ดังนั้นการปลุกหน้าจอด้วยการแตะจึงเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ติดมากับตัวเครื่อง ซึ่งถือว่ามีการตอบสนองที่รวดเร็วดี เพียงแค่เราสัมผัสเบา ๆ ไปบนหน้าจอ Amazfit Band 7 ก็พร้อมใช้งานในทันที ช่วยให้คุณติดตามข้อมูลด้านสุขภาพได้อย่างสะดวก แต่อาจจะมีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่ระบบสัมผัสหน้าจอมีความไวมากเกินไป ทำให้ไม่ว่าหน้าจอจะสัมผัสโดนอะไรก็ตาม มันก็จะปลุกจอให้เปิดได้แบบไม่ตั้งใจได้ง่าย ๆ ค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
Amazfit Band 7 สามารถกำหนดช่วงเวลาฟังก์ชันการปลุกหน้าจอได้

4.2 การปลุกหน้าจอด้วยการยกข้อมือ

ฟังก์ชันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วทันใจ เพราะเมื่อคุณยกข้อมือขึ้นหน้าจอก็จะเปิดให้อัตโนมัติ และเมื่อคุณไม่ต้องการใช้งานก็เพียงแค่วางข้อมือลงหน้าจอก็ดับให้เอง โดยภายในแอปฯ คุณสามารถกำหนดการใช้งานได้หลากหลายมาก ๆ ทั้งช่วงเวลาที่ต้องการใช้งานหรือจะเป็นความเร็วในการตอบสนองก็มีให้เลือกทั้งแบบปกติและแบบละเอียดอ่อน ถือว่าทาง Amazfit ออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานมากค่ะ เพราะในช่วงที่เรานอนหลับอยู่ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานฟังก์ชันนี้ ดังนั้นเราจึงสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดการใช้งานได้ ทำให้ช่วยประหยัดแบตฯ ได้เยอะเลยค่ะ โดยส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบ Amazfit ที่เราสามารถเลือกความเร็วในการตอบสนองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบเซนซิทีฟหรือไม่เซนซิทีฟ ยิ่งในกรณีที่เลือกแบบไม่เซนซิทีฟก็ช่วยให้เวลาเรานั่งพิมพ์งานหรือจดเล็คเชอร์ในคาบเรียนได้อย่างสบายใจ เพราะไม่ต้องกังวลว่าหน้าปัดนาฬิกาจะติด ๆ ดับ ๆ ให้สิ้นเปลืองแบตฯ เลยค่ะ

4.3 การตั้งค่าให้หน้าจอแสดงตลอด (Always On Display / AOD)

Always On Display เป็นฟังก์ชันที่จะแสดงหน้าปัดนาฬิกาตลอดเวลาที่ถือว่าอยู่ในโหมดสแตนด์บาย ซึ่งจะทำให้แบตฯ หมดเร็วกว่าเดิมถึง 50% แต่ทั้งนี้ก็สามารถกำหนดช่วงเวลาการใช้ฟังก์ชัน Always On Display ได้เช่นกัน โดยคุณอาจจะเลือกให้หน้าจอแสดงผลเฉพาะเวลาทำงานหรือเวลาเรียนก็ได้ โดยค่าที่จะแสดงบนหน้าจอก็ขึ้นอยู่กับทีมหน้าปัดนาฬิกาที่คุณเลือกไว้ ดังนั้นนอกจากสามารถบอกเวลาได้ตลอดแล้ว ก็อาจจะแสดงค่าอื่น ๆ ได้ด้วย อาทิเช่น วันที่, สถานะแบตฯ หรือจะเป็นจำนวนฝีก้าวที่เดินในแต่ละวัน

5. การแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน

รีวิว Amazfit Band 7
การตั้งค่าการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนไปยัง Amazfit Band 7

สำหรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนไปยัง Amazfit Band 7 นั้นก็เรียกว่าสามารถแจ้งเตือนและเข้าถึงได้หมดทุกแอปฯ เลยค่ะ ซึ่งเราสามารถกำหนดได้เองเลยว่าต้องการให้มีการแจ้งเตือนที่แอปฯ ไหนบ้าง ในกรณีที่มีคนโทรเข้ามาก็สามารถปฏิเสธสายโทรเข้าได้หรือจะตอบกลับข้อความด่วนเป็น SMS ก็ได้ แถมยังสามารถเข้าแก้ไขและเพิ่มข้อความตอบกลับให้เป็นประโยคของเราได้เองอีกด้วย ในส่วนฟังก์ชันอื่น ๆ อย่างการกดเล่นเพลงหรือการเพิ่ม-ลดระดับเสียงก็ใช้งานได้ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ก็ยังสามารถควบคุมการกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพจากระยะไกลได้ด้วย เรียกว่าคุณสมบัติขั้นพื้นฐานในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของ Amazfit Band 7  เป็นที่พอใจมากค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
การแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนไปยัง Amazfit Band 7



6. โหมดออกกำลังกาย

สำหรับโหมดกีฬาและการออกกำลังกายนั้นถือว่า Amazfit Band 7 ทำออกมาได้ดีเพราะมีรูปแบบกิจกรรมให้เราเลือกมากถึง 120 โหมด เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, กระโดดเชือก, โยคะ และอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกว่า Amazfit Band 7 สามารถทดสอบได้หมดทั้งกีฬากลางแจ้งและในร่ม โดยคุณสามารถดูข้อมูลเฉพาะทางหลังการออกกำลังกายได้อย่างละเอียดจากในแอปฯ อย่างเช่นการรับออกซิเจนสูงสุด (VO2 Max), เวลาพักฟื้น, ภาระการฝึก และผลการฝึก เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัว ความคืบหน้า และความสามารถในการออกกำลังกายของคุณ

รีวิว Amazfit Band 7
ตัวอย่างการใช้ Amazfit Band 7 สำหรับโหมดปั่นจักรยานในร่ม 10 นาที
รีวิว Amazfit Band 7
ข้อมูลในแอปฯ สำหรับโหมดปั่นจักรยานในร่ม 10 นาที

สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างชอบคือในบนนาฬิกา Amazfit Band 7 จะแยกประเภทกิจกรรมไว้ชัดเจน ทำให้การค้นหาง่ายขึ้น ไม่ต้องไล่หาทั้งหมด 120 แบบ อีกทั้งยังเรายังสามารถกำหนดเป้าหมายกิจกรรมแต่ละแบบได้เองว่าต้องการแบบไหน ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลา, แคลอรี, ระยะทาง,  รวมถึงสามารถเปิด-ปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ ได้ อย่างเช่น อัตราการเต้นของหัวใจหรือความเร็วเป็นต้น แต่ทั้งนี้ Amazfit Band 7 จะมีข้อจำกัดอยู่เล็กน้อยเกี่ยวกับการออกกำลังกายกลางแจ้งที่มีระยะทางมาเกี่ยวด้วย เพราะ Amazfit Band 7 ไม่มี GPS ในตัว ทำให้คุณต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วยตลอดเวลา เพื่อให้ได้เส้นทางและระยะทางที่แม่นยำที่สุด

7. โหมดสุขภาพ

สำหรับโหมดสุขภาพเองนั้นก็ยอมรับว่า Amazfit Band 7 ทำได้ดีมากกว่า Fitness Tracker ทั่วไป โดยรุ่นนี้จะมี 4 โหมดสุขภาพหลัก ๆ คืออัตราการเต้นของหัวใจ, ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด, ระดับความเครียด และการนอนหลับ

รีวิว Amazfit Band 7
ความสามารถในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจของ Amazfit Band 7

1. อัตราการเต้นของหัวใจ : เราสามารถเลือกช่วงความถี่ในการตรวจวัดค่าได้เอง โดยจะมีให้เลือกตั้งแต่ 1 นาที, 5 นาที, 10 นาที และ 30 นาที อีกทั้งยังเลือกค่า Min-Max ในการแจ้งเตือนของอัตราการเต้นของหัวใจได้เองด้วย นอกจากนี้เมื่อตัวเซ็นเซอร์ตรวจพบกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายใด ๆ ก็ตาม มันก็วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้เองอัตโนมัติ จึงทำให้เรารู้สึกปลอดภัยตลอดเวลาที่สวม Amazfit Band 7 เลยค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
ความสามารถในการวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดของ Amazfit Band 7

2. ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด : สำหรับค่า SpO2 นั้นแม้ว่าเราจะไม่สามารถกำหนดช่วงความถี่ในการวัดได้ แต่ตัวเครื่องจะคอยวัด SpO2 ให้เองอัตโนมัติเมื่อคุณอยู่ในสถานะพักเป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถเลือกแจ้งเตือนเมื่อพบค่า SpO2 ต่ำได้ด้วย โดยจะมีค่าให้เลือกแจ้งเตือนแต่ตั้งต่ำกว่า 90% , 85% และ 80% เลยค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
ความสามารถในการวัดระดับความเครียดของ Amazfit Band 7

3. ระดับความเครียด : ในส่วนของการตรวจวัดระดับความเครียด Amazfit Band 7 ก็จะวัดให้อัตโนมัติทุก ๆ 5 นาที พร้อมกับสามารถแจ้งเตือนให้เราทราบหากพบว่าเรามีความเครียดมากกว่า 80% เป็นเวลานาน 10 นาที ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับวัยทำงานหรือน้อง ๆ ที่อยู่ในช่วงอ่านหนังสือสอบมากค่ะ เพราะหากเราตรวจพบว่าร่างกายเครียดนานเกินไปก็จะได้หากิจกรรมรีแล็กซ์อย่างอื่นมาช่วยลดความเครียดได้

รีวิว Amazfit Band 7
ระบบติดตามการนอนหลับของ Amazfit Band 7

4. การนอนหลับ : สำหรับระบบติดตามการนอนหลับนั้นตัว Amazfit Band 7 จะคอยบันทึกข้อมูลตลอดขณะที่เราหลับ และจะติดตามคุณภาพการหายใจในขณะหลับให้ด้วย! ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดการนอนหลับได้ในแอปฯ โดยในแอปฯ ก็จะแยกการนอนหลับได้ถึง 4 รูปแบบ นั่นก็คือ การนอนหลับลึก, การนอนแบบ REM, การนอนแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ และสุดท้ายคือการตื่นระหว่างนอนหลับ ซึ่งในกราฟก็จะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจควบคู่ไปด้วย พร้อมกับวิเคราะห์การนอนหลับให้เรียบร้อยเลยค่ะ

รีวิว Amazfit Band 7
Amazfit Band 7 สามารถทดสอบเมตริกทั้ง 3 ตัวนี้ได้พร้อมๆ กันด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว

เรียกว่า Amazfit Band 7 ก็สามารถตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ, ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และระดับความเครียดได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้จุดที่สร้างความอเมซิ่งสำหรับเรามากที่สุดก็คงจะเป็นการที่ Amazfit Band 7 สามารถทดสอบเมตริกทั้ง 3 ตัวนี้ได้พร้อมๆ กันด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว โดยจะใช้เวลาประมวลผลลัพธ์ภายใน 45 วินาทีเท่านั้น

8. ความอึดของแบตเตอรี่ / การชาร์จ

Amazfit Band 7 มีความจุของแบตฯ ที่สูงถึง 232 mAh ทำให้ทางแบรนด์เคลมมาว่า Amazfit Band 7 สามารถอยู่ได้นานในโหมดประหยัดแบตฯ ถึง 28 วัน และโหมดใช้งานปกติ 18 วัน สุดท้ายคือโหมดใช้งานอย่างหนัก 12 วัน

รีวิว Amazfit Band 7
อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของ Amazfit Band 7 จากที่ทางแบรนด์ได้เคลมไว้

แต่จากที่เราทดลองใช้งานเปิดฟังก์ชันการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด และระดับความเครียดแบบตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ รวมถึงใช้ฟังก์ชันการปลุกหน้าจอแบบยกข้อมือและเปิดโหมด Always On Display กลับพบว่าการใช้งานอย่างหนักของ Amazfit Band 7 อายุแบตฯ จะอยู่ที่ประมาณ 5-8 วันเท่านั้น ส่วนการใช้งานแบบโหมดปกติจะอยู่ที่ประมาณ 10-14 วัน ซึ่งถือว่าคาดเคลื่อนจากที่ทางแบรนด์ได้เคลมไว้ไปเยอะพอสมควร

แต่ทั้งนี้มีหลาย ๆ ปัจจัยที่ทำให้แบตฯ หมดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้งานของเราเอง หรือจะเป็นระดับความสว่างของหน้าจอ, ความถี่ในการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน รวมถึงความถี่ในการวัดค่าต่าง ๆ ก็มีส่วนทำให้อายุการใช้งานแบตฯ แตกต่างกันไป แต่โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่า Amazfit Band 7 มีอายุแบตฯ ที่นานกว่าสมาร์ทแบนด์ยี่ห้ออื่น ๆ ที่เคยทดสอบมา อาจเป็นเพราะความจุแบตฯ ที่มากกว่าจึงทำให้แบตฯ อึดกว่าก็เป็นไปได้ค่ะ ในส่วนของการชาร์จนั้นเนื่องจากความจุแบตฯ ที่มาก จึงทำให้ระยะเวลาในการชาร์จแบตฯ ให้เต็ม 100% ต่อครั้งก็นานไปด้วย โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่านานพอสมควรเลยค่ะ

9. ความสามารถในการกันน้ำ

สำหรับความสามารถในการกันน้ำของ Amazfit Band 7 นั้นก็เหมือนสมาร์ทแบนด์ทั่วไปที่มีระดับกันน้ำอยู่ที่ 5 ATM หรือกันน้ำได้ที่ความลึก 50 เมตร ดังนั้นคุณสามารถสวม Amazfit Band 7 ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม อาทิเช่น อาบน้ำ, ล้างจาน, ล้างรถ หรือว่ายน้ำ ทั้งนี้คุณจะต้องถอดอุปกรณ์ออกเมื่อคุณอาบน้ำร้อนหรือเข้าห้องอบซาวน่า เนื่องจากไอน้ำที่มากเกินไปอาจส่งผลทำให้ความสามารถในการกันน้ำลดลงได้

10. ความคุ้มค่าในการซื้อ (ราคา – คุณภาพ)

Amazfit Band 7 รีวิว Amazfit Band 7

คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 9.6 เต็ม 10 

ข้อดี

  • เป็นสมาร์ทแบนด์ที่ใช้งานง่าย ระบบปฏิบัติการไม่ซับซ้อน การตั้งค่าต่าง ๆ สามารถตั้งผ่านตัวนาฬิกาได้โดยตรง
  • ความสามารถในการทำงานของแอปฯ ค่อนข้างละเอียด, เจาะลึก, มีความเสถียร และมีความหลากหลาย ใช้งานง่าย
  • มีแอปฯ ย่อยภายในกว่า 10 แอปฯ เพื่อช่วยปรับปรุงชีวิตประจำวันของคุณ
  • มีฟังก์ชันตรวจวัด SpO2, Heart Rate และความเครียดตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสามารถวัดค่าทั้ง 3 พร้อมกันได้โดยการแตะเพียงครั้งเดียว
  • สามารถตั้งค่าระดับความเข้มข้นของ SpO2 และ Heart Rate ในการแจ้งเตือนได้เอง
  • ระหว่างที่นอนหลับจะมีข้อมูล Heart Rate แสดงให้ดูพร้อมกับแยกประเภทการนอนอย่างละเอียด
  • มีโหมดกีฬาและกิจกรรมให้เลือกถึง 120 รูปแบบ
  • สามารถล็อกหน้าจอและตั้งรหัสผ่านได้ในกรณีที่ไม่สวมอุปกรณ์
  • มีหน้าจอขนาดใหญ่ ช่วยให้สไลด์นิ้วได้ง่าย
  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • แบตเตอรี่อยู่ได้นาน
  • ราคาไม่แพง

ข้อควรพิจารณา

  • ไม่มี GPS ในตัว
  • ไม่มีปุ่ม Home บนตัวเครื่อง ทำให้การเปิด-ปิดลำบาก
  • ไม่สามารถการตอบกลับข้อความด่วนในแอปฯ ทั่วไปได้
  • มีรูปแบบ watchface ให้เลือกน้อยเกินไป
  • ใช้เวลาในการชาร์จแบตฯ ค่อนข้างนาน
  • แม้จะมีไมโครโฟนในตัว แต่ไม่สามารรับสายโทรเข้าได้ เพราะตัวไมโครโฟนจะใช้สำหรับ Amazon Alexa เท่านั้น
รีวิว Amazfit Band 7
ความคุ้มค่าในการซื้อ Amazfit Band 7

สำหรับเราแล้ว Amazfit Band 7 เป็นสมาร์ทแบนด์อีกตัวเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะระบบการใช้งานง่าย ถูกออกแบบมาให้ช่วยปรับปรุงชีวิตประจำวันของคุณให้สะดวกยิ่งขึ้น มีความสามารถครบครันทั้งโหมดออกกำลังกาย, ดูแลสุขภาพ, การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ก็ยังสามารถวัดค่า SpO2, Heart Rate และความเครียดได้ตลอด 24 ชั่วโมง มาพร้อมกับฟังก์ชันวัดค่าทั้ง 3 เมตริกพร้อมกันด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ด้านอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำได้ดีมากแม้ว่าจะได้มีอายุแบตฯ ไม่นานเท่ากับที่ทางแบรนด์เคลมไว้ แต่ก็ถือว่ายาวนานกว่าสมาร์ทแบนด์ยี่ห้ออื่น ๆ

สำหรับข้อเสียที่ไม่มี GPS ในตัวและไม่มีปุ่ม Home นั้นถือว่ายังเป็นข้อเสียที่ยอมรับได้ เพราะไม่ได้ทำให้ใช้การชีวิตลำบากมากมายขนาดนั้น สำหรับเราแล้ว Amazfit Band 7 ถือเป็นสมาร์ทแบนด์รุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่ามาก ๆ ใช้งานง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับทุกคนผ่านการตั้งค่าจากทางแอปฯ ที่ลงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเพื่อตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์เลยค่ะ

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Next Post