ในชีวิตของคนเราต่อให้เกิดมาในครอบครัวหรือสังคมที่ดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องเจอทั้งความสุขและความผิดหวังเป็นปกติ อย่างเช่นภาพยนตร์ที่มีทั้งหนังตลก, หนังรัก และแน่นอนว่าต้องมีหนังเศร้าเรียกน้ำตาเช่นกัน ซึ่งต้องบอกว่าหนังเศร้าในหลาย ๆ เรื่องแม้ว่าจะทำให้เรานอยหรือเศร้าไปเป็นอาทิตย์ แต่หนังเหล่านี้ก็มีคุณภาพมาก ทำให้เราได้เห็นอีกหนึ่งมุมมองที่เกิดขึ้นในสังคมและต้องบอกว่ามีคอหนังหลายคนชอบหนังแนวนี้ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นในบทความนี้ผมจะมาแนะนำ ‘10 ภาพยนตร์สุดเศร้า เรียกน้ำตา ที่ดีที่สุดตลอดกาล’ ที่ต่อให้คุณจิตแข็งแค่ไหนก็ต้องเสียน้ำตามาฝากกันครับ
1. Call Me By Your Name
| ผู้กำกับ | Luca Guadagnino |
| นักแสดงหลัก | Armie Hammer และ Timothée Chalamet |
| ความยาวหนัง | 132 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2017 |
นักแสดงนำของเรื่องนี้คือ Armie Hammer และ Timothée Chalamet เคยทำให้คนน้ำตาไหลทั่วโลกมาแล้วในปี 2017 โดยเรื่องนี้ถ่ายทำกันในประเทศอิตาลีทำให้ฉากของภาพยนตร์สวยงามและมีความโรแมนติกมาก ๆ แต่เป็นหนังที่จบไม่สวยสักเท่าไหร่เพราะความรักของทั้งคู่ไม่สมหวัง เนื่องจากความรักของ LGBTQ+ ที่สังคมอาจไม่เปิดรับสักเท่าไหร่ บวกกับบริบททางสังคมต่าง ๆ ทำให้ความรักของทั้งคู่มีอุปสรรค จนกระทั่งอีกฝ่ายหนึ่งต้องหมั้นหมายและแต่งงานกับผู้หญิงหลังจากแยกกัน ทำให้ฉากสุดท้ายของเรื่องนี้คือการที่อีกฝ่ายนั่งเศร้าอยู่หน้าเตาผิงเพราะรับข่าวว่าอีกคนกำลังจะหมั้นหมายและแต่งงาน ถือเป็นฉากที่เรียกน้ำตาของคนดูจนกลั้นไม่อยู่
2. Brokeback Mountain
| ผู้กำกับ | Ang Lee |
| นักแสดงหลัก | Heath Ledger และ Jake Gyllenhaal |
| ความยาวหนัง | 134 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2005 |
ถ้าหากพูดถึงหนังวายในยุคนี้หลายคนคงจะต้องนึกถึง ‘Call Me By Your Name’ แต่ถ้าเป็นหนังวายระดับตำนานที่เปิดโลกภาพยนตร์ LGBTQ+ คงต้องยกให้กับ ‘Brokeback Mountain’ โดยเรื่องนี้เล่าถึงความรักระหว่างคาวบอย 2 คนที่เกิดตกหลุมรักกันระหว่างทำงาน แทนที่ทุกอย่างจะสวยงามดังเช่นความรักของชายหญิง แต่สังคมและวัฒธรรมในอดีตทำให้ทั้งคู่เกิดอุปสรรคในความรักครั้งนี้ มีกลุ่มที่เกลียดชังรักร่วมเพศเข้ามาสร้างรอยแตกร้าว จนในที่สุดทั้งคู่ต้องแยกจากกันเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงตามบริบททางสังคมที่สร้างขึ้นมา และน่าเศร้าไปกว่านั้นคือมีคนตายจากไปในตอนสุดท้ายของภาพยนตร์ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นหนังเศร้าระดับตำนานที่ไม่ว่าเปิดกี่ครั้งก็ต้องร้องไห้ตาม
3. Titanic
| ผู้กำกับ | เจมส์ แคเมรอน |
| นักแสดงหลัก | ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ และ เคต วินสเล็ต |
| ความยาวหนัง | 195 นาที |
| ปีที่ฉาย | 1997 |
แม้ว่า ‘Titanic’ จะผ่านมาแล้ว 20 กว่าปี แต่ทุกวันนี้หนังและเพลงประกอบภาพยนตร์ยังเป็นที่พูดถึงจนปัจจุบัน เรียกว่าเป็นหนังโรแมนติกระดับมาสเตอร์มีซซึ่งประสบความสำเร็จมาก ๆ เป็นหนังที่สร้างชื่อเสียงให้กับลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ และ เคต วินสเล็ต จนคนรู้จักกันถึงทุกวันนี้ โดยแม้ว่าความรักของทั้งโรสและแจ็คจะหวานฉ่ำบนเรือไททานิค แต่สุดท้ายแล้วกลับเกิดโศกนาฏกรรมเพราะเรือล่มและทำให้แจ็คต้องเสียสละเพื่อให้คนรักของตัวเองรอดท่ามกลางน้ำแข็งและอากาศติดลบหลายองศา ไม่ว่าผ่านนานแค่ไหนฉากนี้ก็ยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
4. Roma
| ผู้กำกับ | Alfonso Cuarón |
| นักแสดงหลัก | Yalitza Aparicio, Marina de Tavira และ Jorge Antonio Guerrero |
| ความยาวหนัง | 135 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2018 |
‘Roma’ ชนะรางวัล Oscar ทั้งในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม โดยภาพที่ใช้จะเป็นภาพโมเดิร์นขาวดำทำให้คนดูรู้สึกอินกับบรรยากาศในหนังมากขึ้น ส่วนเนื้อเรื่องของ ‘Roma’ จะเล่าถึงชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางในแม็กซิโกที่คุณแม่ทำงานเป็นแม่บ้านและพี่เลี้ยง ทั้งนี้เนื้อเรื่องได้มีการเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ช่วงต้น 1970 ซึ่งเกิดความไม่สงบขึ้นภายในเมือง ทำให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นจนเรื่องนี้กลายเป็นหนังเศร้าระดับตำนานที่อ้างอิงมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในหนังที่ทุกคนควรดูสักครั้งในชีวิต
5. Me Before You
| ผู้กำกับ | Thea Sharrock |
| นักแสดงหลัก | Emilia Clarke และ Sam Claflin |
| ความยาวหนัง | 110 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2016 |
หากใครชอบหนังโรแมนติกเศร้า ๆ เพื่อเรียกน้ำตา ห้ามพลาดเรื่อง ‘Me Before You’ โดยเด็ดขาด โดยเรื่องนี้ดำเนินเรื่องจากพระเอกเป็นผู้พิการเพราะเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปทำงาน หลังจากผ่านไปนานหลายปีพ่อแม่ของพระเอกก็ได้ว่าจ้างให้มาดูแลลูกชายของตัวเอง ถึงแม้ว่าช่วงเริ่มต้นงานจะเริ่มได้ไม่ดีสักเท่าไหร่แต่ท้ายที่สุดแล้วพระเอกก็เปิดใจ ทำให้ทั้งคู่เริ่มกลายเป็นคนรู้ใจจากความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดีความรักครั้งนี้ก็เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพราะพระเอกเคยวางแผนและตัดสินใจมานานแล้วว่าจะการุณยฆาตตัวเองเพื่อให้จากโลกใบนี้อย่างสงบโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป
6. The Notebook
| ผู้กำกับ | Nick Cassavetes |
| นักแสดงหลัก | Ryan Gosling และ Rachel McAdams |
| ความยาวหนัง | 124 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2004 |
‘โนอาห์’ และ ‘แอลลี่’ เริ่มความสัมพันธ์กันในช่วงซัมเมอร์ เป็นความรักที่ทั้งสองคนเฝ้าตามหามาอย่างยาวนาน แต่แล้วด้วยความไม่เห็นด้วยของครอบครัวและสงครามในช่วงนั้นทำให้ทั้งคู่ต้องอยู่ห่างไกลกัน อย่างไรก็ดีด้วยรักแท้และความรักที่มีให้กันทำให้ทั้งสองคนพยายามจะหาทางมาเจอกันอีกครั้งในช่วงวัยชรา แม้ว่าจะสมปรารถนาแต่น่าเสียได้ตรงที่แอลลี่เกิดโรคอัลไซเมอร์และไม่สามารถจดจำความรักที่มีให้ต่อกันในอดีต ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่ค่อนข้างจะสะเทือนใจอยู่พอสมควร หากใครดูแล้วจะรู้สึกนอยไปนานหลายอาทิตย์เลยครับ
7. Moonlight
| ผู้กำกับ | Barry Jenkins |
| นักแสดงหลัก | Trevante Rhodes และ Mahershala Ali |
| ความยาวหนัง | 111 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2016 |
‘Moonlight’ คือหนึ่งเรื่องที่ Base on true story หรือทำมาจากเรื่องจริงของ ‘Chiron’ ครับ โดยเขาเป็นเด็กหนุ่มที่รู้ว่าตัวเองเป็น LGBTQA+ ตั้งแต่วัยรุ่น แต่ด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างทำให้เขาต้องปิดตัวตนของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีการเล่าเรื่องราวถึงความยากจน ครอบครัวแตกร้าว และการโดนบูลลีเนื่องจากเป็นเพศทางเลือก ถือเป็นหนังสะท้อนสังคมอย่างแท้จริงและทำให้หลาย ๆ คนเศร้าไปตาม ๆ กัน ยิ่งโดยเฉพาะตอนจบซึ่งทำให้หลายคนอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว หากใครกำลังหาหนังเศร้าสะท้อนสังคมคุณภาพสักเลือก Moonlight คือหนึ่งในนั้นครับ
8. Precious
| ผู้กำกับ | Lee Daniels |
| นักแสดงหลัก | Gabourey Sidibe และ Mo’Nique |
| ความยาวหนัง | 110 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2009 |
‘Precious’ ได้ถูกดัดแปลงจากนิยายนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเนื้อเรื่องคือการเล่าถึงภูมิหลังชีวิตของหญิงสาวนามว่า ‘พรีเชียส โจนส์’ ที่อาศัยอยู่ในฮาเล็ม เป็นบ้านแคบ ๆ ที่คนจนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น แม้ว่าเธอจะมีความสามารถแต่สภาพแวดล้อมถูกบีบบังคับให้เธอไม่มีโอกาสในการเล่าเรียน แม้แต่อ่านหนังสือหรือเขียนหนังสือก็ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดีด้วยความมุ่งมานะและเพียรพยายามก็ทำให้เธอมองหาโอกาสในการเข้าไปเรียน แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นก็ทำให้เธอท้อแท้เพราะมีอุปสรรคถาโถมเข้ามาจนแม้แต่คนดูเองก็ต้องเสียน้ำตาไปพร้อม ๆ กับตัวละครในเรื่อง
9. Train to Busan
| ผู้กำกับ | Yeon Sang-ho |
| นักแสดงหลัก | Gong Yoo และ Jung Yu-mi |
| ความยาวหนัง | 118 นาที |
| ปีที่ฉาย | 2016 |
‘Train to Busan’ เป็นเรื่องราวระหว่างคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวและลูกน้อยที่ต้องเดินทางไปด้วยรถไฟจากกรุงโซลไปยังปูซาน แต่ความโชคร้ายในครั้งนี้คือมีผู้โดยสารที่ติดเชื้อซอมบี้ขึ้นมาบนรถไฟด้วย ซึ่งผู้ติดเชื้อจะไล่กัดผู้โดยสารคนอื่นและเกิดการแพร่กระจายเชื้อ ดังนั้นการอยู่รอดคือหนีและต่อสู้กับซอมบี้เมื่อต้องจนมุม ด้วยความรักของคนเป็นพ่อทำให้เขาเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยลูกให้ปลอดภัยและไปถึงเป้าหมาย แม้ว่าลูกจะโชคดีมีชีวิตรอดจนถึงปลายทางแต่คุณพ่อก็ต้องยอมติดเชื้อและเสียชีวิต ยิ่งโดยเฉพาะในฉากสุดท้ายที่ทั้งสองคนต้องร่ำลาบอกเลยว่าถ้าไม่ร้องไห้ก็คงใจแข็งไปซะหน่อย
10. My Girl
| ผู้กำกับ | Howard Zieff |
| นักแสดงหลัก | Dan Aykroyd และ Jamie Lee Curtis |
| ความยาวหนัง | 102 นาที |
| ปีที่ฉาย | 1991 |
ภาพยนตร์ ‘My Girl’ เป็นหนังเด็กแนวคลาสสิกที่น่ารัก อบอุ่นหัวใจ และมอบความสุขให้กับคนดู โดยตัวละครหลัก ๆ ในเรื่องนี้จะมีอยู่ 2 คนนั่นคือ ‘วาดา’ และเพื่อนสนิทของเธอชื่อว่า ‘โทมัส’ ทั้งคู่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะมีอะไรทั้งคู่จะคอยเพื่อนคู่ซี้คอยให้กำลังใจอยู่เสมอจนกระทั่งวันหนึ่งโทมัสได้เสียชีวิตลง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้วาดาเศร้าหนักมากจนมีปัญหาทางจิตใจ และฉากที่เป็นที่พูดถึงกันจำนวนมากคือฉากงานศพของโทมัสที่วาดาวิ่งเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ กับร่างของเขาและถามเขาว่าทำไมถึงไม่ใส่แว่น (ปกติโทมัสเป็นคนสายตาสั้น) ซึ่งฉากนี้ทำให้คนทั่วโลกแทบจะใกล้น้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หากใครกำลังคิดว่าวันหยุดอยากจะดูหนังเรียกน้ำตาสักหน่อย บอกเลยว่าเรื่องนี้จะทำให้คุณร้องไห้ไม่หยุดแน่นอน