อากาศที่หนาวมักส่งผลให้หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวแห้งขาดน้ำกันเยอะ โดยเฉพาะบริเวณผิวปากซึ่งปกติแล้วมันเป็นจุดที่แห้งง่ายอยู่แล้ว และหากไม่ได้รับการบำรุงที่ดีหรือดื่มไม่เพียงพอก็เริ่มปัญหาขึ้นมา ยิ่งถ้าอยู่ในช่วงหน้าหนาว หรือในห้องแอร์เย็น ๆ ยิ่งหนักเข้าไปกันใหญ่ อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่องปากแห้งนั้นสามารถแก้ไขได้ไม่ยากอย่างที่คิดครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฤดูกาลไหนก็ไม่หวั่นพร้อมมีปากนุ่มและชุ่มชื้นตลอดทั้งปี เพื่อให้ไม่เสียเวลาเราไปดูกันดีกว่าว่า ‘วิธีทำให้ปากชุ่มชื้นตลอดเวลา ไม่แตกแห้ง’ ต้องทำอย่างไรบ้าง
วิธีทำให้ปากชุ่มชื้นตลอดเวลา ไม่แตกแห้ง
1. ทาลิปบาล์มหรือลิปมอยเจอร์ไรเซอร์ระหว่างวันและก่อนนอน

หากคุณมีปัญหาปากแห้งเป็นขุยหรือปากแตกมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะดื่มน้ำเยอะก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ตัวช่วยอย่างลิปบาล์มและลิปมอยเจอร์ไรเซอร์ถือว่าน่าสนใจมากครับ สารสกัดที่ช่วยเรื่องนี้ได้ดีก็จะมี ปิโตรเลี่ยม เจลลี่ (Petrolatum jelly) ยิ่งถ้าอยู่ในรูปแบบของแว๊กซ์จะอยู่ได้นานกว่าน้ำมันครับ

2. ทาลิปบาล์มที่ป้องกันแดด SPF30+ ก่อนออกจากบ้าน
แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงหน้าหนาวแต่ไม่ได้หมายความว่าแดดจะไม่ออกนะครับ ฉะนั้นก่อนออกจากบ้านเราควรทาลิปที่มีส่วนผสมของสารกัดแดดเพื่อป้องกันไม่ให้ปากของเราเกิดอาการแห้ง ในขณะเดียวกันหลายคนก็อาจไม่รู้ว่าแดดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปากของเราแตกได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อปกป้องสุขภาพผิวปากของเราก็ควรจะต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปครับ โดยส่วนผสมที่ปลอดภัยก็จะมี

- ไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium oxide)
- ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide)
* หากอยู่นอกบ้านแนะนำให้ทาทุก ๆ 2 ชั่วโมง
3. ใช้ลิปสติกที่ให้ความชุ่มชื้น ไม่ระคายเคืองผิว
หลายคนเข้าใจว่าการใช้ผลิตภัณฑ์บางอย่างแล้วรู้สึกแสบหรือไม่สบายผิวเกิดจากปฎิกริยาระหว่างปากกับตัวบำรุงผิวปาก ใช้ ๆ ไปเดี๋ยวก็หายเองไม่มีปัญหาอะไร แต่เราจะบอกว่ามันเป็นความคิดที่ผิด เพราะนั่นเป็นสัญญาณเตือนของอาการระคายเคืองหากใช้ต่อไปเรื่อย ๆ ปากของคุณอาจจะแห้ง แม้ว่าเราจะเป็นผู้บริโภคแต่เราก็ควรรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบที่ปลอดภัยด้วยครับ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าส่วนประกอบอะไรที่ปลอดภัยสามารถใส่ลงไปในลิปบำรุงปากได้

- กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid)
- ยูคาลิปตัส (Eucalyptus)
- ลาโนลิน (Lanolin)
- เมนทอล (Menthol)
- โพรพิลแกลเลตื (Propyl Gallate)
- สารฟีนอล (Phenol)
สารสกัดที่ช่วยให้ผิวปากที่แห้งมีความชุ่มชื้นขึ้นกว่าเดิม
- น้ำมันแร่ (Mineral oil)
- เซราไมด์ (Ceramide)
- เชียบัตเตอร์ (Shea butter)
- ปิโตรเลี่ยม เจลลี่ (Petrolatum jelly)
- น้ำมันละหุ่ง (Castor oil)
- ไดเมธิโคน (Dimethicone)
- สารป้องกันรังสี UV จากแดด (Sun-protective)
4. ดื่มน้ำให้มาก และหลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา ริมฝีปาก

จริง ๆ แล้วหากผิวปากของใครไม่ได้แห้งมากจนเกินไป การดื่มน้ำ 2 – 3 ลิตรต่อวันก็สามารถจบปัญหาปากแห้งได้แล้วครับ เพราะมันเป็นการเพิ่มความชื้นให้กับร่างกายของเรา ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่อยากเตือนทุกคนคือการแคะ แกะ รวมไปถึงการเลียริมฝีปาก จะทำให้ปัญหาปากแห้งหนักขึ้นกว่าเดิมครับ
5. ใช้เครื่องทำความชื้นภายในบ้าน
การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอนมีประโยชน์มาก ๆ กับปากของเราครับ ยิ่งเปิดในห้องนอนช่วงเวลาการคืนจะดีมาก เพราะมันช่วยให้ห้องนอนของเราไม่แห้งเกินไป เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของริมฝีปากได้ดี นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นของปากแล้วยังช่วยได้อีกหลายเรื่องครับ

หากทำตามคำแนะนำที่ว่าไว้ปประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ จะเห็นได้เลยครับว่าผิวปากคุณของดีขึ้นหรือบางคนอาจไม่มีปัญหาปากแห้งเลยแม้แต่น้อย หากใครอยากให้ผิวปากของตัวเองสวยแนะนำว่าควรบำรุงและใส่ใจสุขภาพปากของตัวเองให้ดี