เชื่อว่าช่วงต้นปี 2024 หนึ่งในชื่อศิลปินที่น่าจะเป็นที่พูดถึงมากเป็นอันดับ 1 คงหนีไม่พ้น ‘Usher (อัชเชอร์)’ ศิลปิน R&B ระดับตำนานของโลกซึ่งมีโอกาสได้ขึ้นไปโชว์ในงาน Super Bowl 2024 แม้ว่าทุกคนจะทราบดีว่าเขาเป็นคนที่เก่งในการเอนเตอร์เทน มีเสียงร้องที่เพราะ และเพลงฮิตมากมายให้ทุกคนร้องตามกัน แต่ยังมีหลายคนไม่ทราบว่าก่อนจะมายืนเป็นศิลปินดังขนาดนี้เขาเคยผ่านเหตุการณ์ช่วงที่เกือบโดนค่ายไล่ออกและเคยท้อจนเกือบออกจากวงการเพลงมาแล้ว ซึ่งในบทความนี้ผมจะแชร์ ‘ประวัติและผลงานเพลงของ Usher (อัชเชอร์)’ ให้ทุกคนได้เป็นแรงบันดาลใจกัน
ประวัติของ Usher (อัชเชอร์)
Usher หรือ Usher Raymond IV เกิดวันที่ 14 ตุลาคม 1978 ในเมืองแดลลัส รัฐเท็กซัส โดยมีคุณพ่อชื่อว่า ‘Usher Raymond III’ และคุณแม่ชื่อว่า ‘Jonnetta Patton’ ในช่วงวัยเด็กอัชเชอร์เติบโตมากับคุณแม่ พ่อเลี้ยง และน้องชายต่างพ่อ เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังเด็กมาก ๆ ทั้งนี้ด้วยครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวชาวคริสต์ทำให้อัชเชอร์มีโอกาสเข้าไปในโบสถ์และซึมซับเสียงร้องอยู่เสมอ แม้ว่าคุณยายของอัชเชอร์จะทราบดีว่าหลานของตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านนี้แต่เขาก็ยังไม่ได้เดินบนเส้นทางการร้องมืออาชีพ เนื่องจากเขาอยู่ในเมืองที่ไม่ได้มีโอกาสเกี่ยวกับการเป็นศิลปินสักเท่าไหร่

ดังนั้นครอบครัวจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานเพื่อปั้นอัชเชอร์ให้กลายเป็นศิลปินมืออาชีพ โดยเมืองที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่คือแอตแลนตาและเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาแซนดีสปริงส์ ในช่วงอายุ 10 ขวบ อัชเชอร์ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในกลุ่มศิลปิน R&B ชื่อว่า ‘NuBeginnings’ ซึ่งอัชเชอร์ได้อัดเพลงมากกว่า 10 เพลง อย่างไรก็ดีอัลบั้มของเขาก็ไม่ได้ดังสักเท่าไหร่นัก เนื่องจากอัลบั้มต้องสั่งผ่านอีเมลเท่านั้น ดังนั้นยอดขายจึงไม่ค่อยกระเตื้อง
จนเมื่ออายุ 13 ปี อัชเชอร์ได้พบกับ ‘A.J. Alexander’ ในงานแสดงความสามารถ ซึ่งในตอนนั้น Alexander กำลังเป็นบอดี้การ์ดให้กับศิลปินดังชื่อว่า ‘Bobby Brown’ เมื่อ Alexander เห็นความสามารถของอัชเชอร์เขาจึงเชิญ Bryant Reid ที่ทำงานเป็น A&R ให้กับค่าย LaFace Records มาชมความสามารถในรายการประกวด Star Search ที่ถือว่าเป็นรายการดังมาก ๆ เพราะมีศิลปินระดับตำนานมากมายเคยผ่านการประกวดรายการนี้ อย่างเช่น Britney Spears, Christina Aguilera, Leann Rimes หรือ Beyonce

แน่นอนว่าความสามารถของอัชเชอร์ทำให้เขาเข้าตานักปั้นอย่างจัง จนส่งให้เขาไปออดิชันกับ L.A. Reid และเกิดการเซ็นสัญญาในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิตอย่างเช่น การอัดเพลง Call Me a Mack เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่อง Poetic Justice ทั้งยังมีโอกาสในการเจอกับศิลปินดังหลายอีกด้วย
แต่ด้วยการเข้าวงการตั้งแต่อายุเพียงแค่ 13 ปี ทำให้เขาต้องเจอกับปัญหาเสียงเปลี่ยนหรือถ้าในบ้านเราเรียกว่าเสียงแตกหนุ่ม ซึ่งมันเป็นปัญหาใหญ่มากเนื่องจากคีย์และวิธีการร้องเพลงจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดจนอัชเชอร์แทบจะปรับตัวไม่ทัน หรือแม้แต่ค่ายเพลงเองก็ตัดสินใจหยุดโปรเจกอัลบั้ม และร้ายแรงที่สุดคือตัดสินใจถอดเขาออกจากค่ายเพลง แต่อัชเชอร์ขอโอกาสพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง ดังนั้น L.A. Reid จึงส่งเขาไปอยู่ในนิวยอร์กเพื่อเข้าแคมป์ฝึกกับทาง Puff Daddy
ความพยายามของเขาทำให้สุดท้ายแล้วเขาสามารถหาช่องเสียงของตัวเองเจอ แม้ว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่อัชเชอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่ามันเป็นอะไรที่ยากมาก ๆ จนเขาเกือบถอดใจ หลังจากนั้นค่ายก็ได้ปล่อยอัลบั้มเปิดตัวชื่อว่า ‘Usher’ ซึ่งทาง Puff Daddy มาช่วยโปรดิวซ์ให้ หลังจากปล่อยออกมายอดขายก็ถือว่าโอเคเลยทีเดียว สามารถทำยอดได้มากถึง 5 แสนก็อปปี้และเข้าไปอยู่ใน Top 25 อัลบั้ม R&B/Hip-hop ดังนั้นค่ายเพลงจึงดันเขาอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งปี 1997 เขาก็เริ่มดังแบบฉุดไม่อยู่ เพราะเพลงขึ้นอันดับ 1 ในประเทศอังกฤษ และในปี 1998 ก็ขึ้นอยู่บนอันดับ 1 ของ Billboard Hot 100 ด้วยซิงเกิล ‘Nice & Slow’ หลังจากนั้นความดังของเขาก็ต่อยอดเรื่อย ๆ แม้จะผ่านมานานจนถึงปัจจุบัน ‘Usher’ ก็ยังคงเป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของโลก ทั้งในปี 2024 ที่ผ่านมาเขาก็มีโอกาสขึ้นโชว์ Super Bowl 2024 ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติประวัติของศิลปินทุกคนไม่ว่าใครก็อยากมีโอกาสจะขึ้นไปโชว์ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ขึ้นไปบนนั้นครับ

ผลงานเพลงของ Usher (อัชเชอร์)
1. Yeah!
| แนวเพลง | Crunk&B และ hip hop |
| ค่ายเพลง | Arista |
| ผู้แต่งเพลง | Christopher Bridges, James Phillips, Jonathan Smith, LaMarquis Jefferson, Patrick Smith และ Sean Garrett |
| โปรดิวเซอร์ | Lil Jon |
| เพลงในปี | 2004 |
‘Yeah!’ เป็นดนตรีที่เรียกว่า Crunk&B เป็นการผสมผสานระหว่าง Crunk และ R&B ซึ่งจะทำให้เพลงสนุกขึ้นมากกว่าเดิม โดยเพลงนี้เรียกว่าเป็นเพลงฮิตระดับตำนาน เพราะขึ้นอยู่ในอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ได้ต่อเนื่องกันนานกว่า 12 สัปดาห์ ทั้งยังชนะรางวัล Grammy และมียอดขายมากกว่า 4 ล้านก็อปปี้ในสหรัฐอเมริกา หากใครอยากฟังเพลงที่บีทเพราะ ๆ อย่าพลาดเพลงนี้ครับ
2. U Got It Bad
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | Arista และ LaFace |
| ผู้แต่งเพลง | Usher Raymond IV, Jermaine Dupri และ Bryan-Michael Cox |
| โปรดิวเซอร์ | Jermaine Dupri |
| เพลงในปี | 2001 |
‘U Got It Bad’ คือหนึ่งในซิงเกิลที่อยู่ในอัลบั้ม 8701 โดยเพลงนี้จะเป็นเพลงต่อยอด ‘Nice & Slow’ เพื่อให้ทุกอย่างลงตัวขึ้นมากกว่าเดิม แน่นอนว่าเขาทำสำเร็จเพราะนักวิจารณ์พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเพลงนี้เพราะมาก มีการใช่ดนตรี Acoustic ผสมกับเสียงนุ่ม ๆ และเทคนิกการร้องตามสไตล์ R&B ทำให้เพลงนี้เซ็กซี่ติดหูจนคว้าอันดับ 1 ได้สำเร็จ
3. Burn
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | Arista |
| ผู้แต่งเพลง | Jermaine Dupri, Bryan-Michael Cox และ Usher |
| โปรดิวเซอร์ | Jermaine Dupri และ Bryan Michael Cox |
| เพลงในปี | 2004 |
‘Burn’ ถูกยกให้เป็นเพลงที่มีเมโลดี้เพราะเป็นอันดับต้น ๆ จากเพลงทั้งหมดของ Usher โดยเพลงนี้ทาง อัชเชอร์ได้เผยเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและการอกหักของตัวเอง รวมไปถึงเรื่องราวในความสัมพันธ์ที่คนนอกอาจไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้เมื่อฟังแล้วจะรู้สึกได้เลยว่าเขาอินเพลงนี้เป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ Hot และ Burn สมชื่อเลยครับ หากใครกำลังอกหักแล้วอยากได้เพลง R&B มาฟังเพื่อระบายความารู้สึก เพลงนี้คือเพลงที่ใช่เลยละ
4. OMG
| แนวเพลง | Dance-pop, electropop และ R&B |
| ค่ายเพลง | LaFace |
| ผู้แต่งเพลง | William Adams |
| โปรดิวเซอร์ | will.i.am |
| เพลงในปี | 2010 |
‘OMG’ เป็นโปรเจกระหว่าง Usher และ Will.i.am ซึ่งเมื่อพูดถึง Will แล้วแน่นอนว่าเพลงจะต้องออกมาในแนว Electropop พร้อมกับการใส่ Auto-Tune ทำให้เพลงมีความล้ำสมัยและไม่เหมือนใคร แม้หลายสำนักจะบอกว่าดนตรีแนวนี้จะแปลกหรือฟังแล้วรำคาญหู แต่ในชาร์ตเพลงกลับสวนทางกับคำวิจารณ์เพราะเพลงนี้สามารถขายรอบโลกได้กว่า 7 ล้านก็อปปี้ ทั้งยังเป็น Top 5 เพลงที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกตังหาก หากฟังเพื่อความสนุกและความจอยบอกเลยว่าเพลงนี้เปิดกี่ครั้งก็รู้สึกอยากเต้นตลอดเวลา
5. My Boo
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | LaFace |
| ผู้แต่งเพลง | Usher Raymond IV, Alicia Keys, Jermaine Dupri, Adonis Shropshire และ Manuel Seal |
| โปรดิวเซอร์ | Jermaine Dupri และ No I.D. |
| เพลงในปี | 2004 |
‘My Boo’ เป็นเพลงที่ Usher เขียนและร้องกับนักร้องหญิงแนวหน้าอย่าง ‘Alicia Keys’ ซึ่งแน่นอนว่าแนวเพลงคงหนีไม่พ้น R&B ที่เป็นแนวถนัดของทั้งคู่ โดยสื่อได้ยกให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในการ Duet ที่ดีที่สุดตลอดกาล เพราะการร้องประสานเสียงที่เพราะบวกกับการใช้กลองและดนตรีที่ลงตัวจนสามารถเบลนเข้ากันได้ดีกับเสียงของทั้งสองคน ทั้งนี้ทาง RIAA ก็ได้บันทึกว่าเพลงนี้สามารถทำยอดขายในระดับ Platinum และเป็น Top 36 ของเพลงที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในยุค 2000’s
6. Confessions Part II
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | LaFace |
| ผู้แต่งเพลง | Usher Raymond, Jermaine Dupri และ Bryan-Michael Cox |
| โปรดิวเซอร์ | Jermaine Dupri และ Bryan-Michael Cox |
| เพลงในปี | 2004 |
‘Confessions Part II’ ทำเมโลดี้ได้ออกมาค่อนข้างสมูทครับ โดยเพลงนี้ทาง Usher แต่งออกมาเพื่อตอบข่าวฉาวของตัวเองในตอนนั้นเกี่ยวกับการนอกใจในความสัมพันธ์ ซึ่งในเพลงนี้จะเป็นการเฉลยความจริงทั้งหมด ด้วยความร้อนแรงของเพลงที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ บวกกับดนตรีที่ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมของ Dupri ทำให้เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ได้ไม่ยาก ถือได้ว่าเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จในระดับอินเตอร์เลยก็ว่าได้
7. Love In This Club
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | LaFace |
| ผู้แต่งเพลง | Usher Raymond, Polow da Don, Young Jeezy, Lamar Taylor, Ryon Lovett, Keith Thomas และ Darnell Dalton |
| โปรดิวเซอร์ | Polow da Don |
| เพลงในปี | 2008 |
‘Love In This Club’ ทำออกมาเพื่อเปิดในคลับโดยเฉพาะ หากฟังแล้วจะให้ฟิลลิ่งเหมือนกับอยู่ใน Las Vegas เลยก็ว่าได้ครับ แม้ว่าตัวเพลงอาจดูไม่ถูกใจนักวิจารณ์สักเท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าเพลงนี้มีความ Catchy ฟังง่ายและติดหูสุด ๆ เอาเป็นว่าฟังครั้งแรกแล้วต้องเปิดวนซ้ำเพื่อฟังอีกรอบครับ ยิ่งใครเป็นสาย R&B บอกเลยว่าฟังแล้วตัวลอยแน่นอน นอกจากนี้การดึง Young Jeezy เข้ามาช่วยแรปเพื่อสร้างสีสันก็บอกเลยว่าดีมากทำให้สนุกกว่าเดิมเยอะเลยละครับ เป็นอีกเพลงที่ควรอยู่ในเพลย์ลิสต์ปาร์ตี้
8. U Remind Me
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | Arista |
| ผู้แต่งเพลง | Anita McCloud และ Edmund Clement |
| โปรดิวเซอร์ | Edmund Clement และ Jimmy Jam & Terry Lewis |
| เพลงในปี | 2001 |
‘Jimmy Jam’ หนึ่งในโปรดิวเซอร์ของเพลง ‘U Remind Me’ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเพลงนี้เหมาะกับ Usher มาก ๆ เพราะดนตรีมีความคูล อีกทั้งยังมีดนตรีให้แดนซ์และร้องดังนั้น Jimmy จึงไม่ลังเลที่จะเลือกอัชเชอร์ให้มาอัดเพลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าอัชเชอร์ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะเขาสามารถนำเพลงนี้ไปคว้ารางวัล Grammy Awards และขึ้นไปอยู่ในอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 สำเร็จ
9. Nice & Slow
| แนวเพลง | R&B และ soul |
| ค่ายเพลง | LaFace และ Arista |
| ผู้แต่งเพลง | Brian Casey, Manuel Seal Jr., Jermaine Dupri และ Usher Raymond |
| โปรดิวเซอร์ | Jermaine Dupri |
| เพลงในปี | 1998 |
‘Nice & Slow’ มาในสไตล์เพลงบันลาดที่ผสมผสานการร้องแบบ R&B โดยเพลงนี้จะมีเนื้อที่ค่อนข้าง Romantic และด้วยเสียงของอัชเชอร์ที่มีความนุ่มบวกกับดนตรี Soul เลยไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแฟนเพลงถึงชอบจนดันเพลงนี้ไปอยู่อันดับ 1 ได้สำเร็จ และถือว่าเป็นเพลงที่เพอร์เฟกมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอัชเชอร์ เรียกว่าเป็นเพลงที่เปิดประตูให้คนทั่วโลกรู้จักเขาในนาม ‘Usher’ เลยทีเดียว