แมว ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตกมนุษย์ได้มากที่สุด หลายคนตกเป็นทาสแมวตั้งแต่แรกเห็น เรียกว่าเป็น love at first sight เลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้เราก็มีบทความเกี่ยวกับแมวไปเยอะแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไอเดียตั้งชื่อแมว, อาหารแมว ไปจนถึง How To ต่าง ๆ อย่างวิธีรักษาการท้องเสียหรือวิธีตามแมวกลับบ้าน เราคิดว่าเพื่อน ๆ คงจะได้สาระความรู้ดี ๆ จากบทความเหล่านี้กันไปเยอะแล้ว บทความนี้เราเลยอยากจะมาเปิดเผยความจริง 10 อย่างเกี่ยวกับแมวที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน และความจริงที่ทาสแมวควรรู้ไว้ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าจะมีอะไรบ้าง 🐈❓
1. ทาสแมวมีมาตั้งแต่ยุคอียิปต์

ผู้คนในยุคอียิปต์โบราณมักจะเลี้ยงแมวไว้เพื่อควบคุมสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ นอกจากนี้หากแมวประจำครอบครัวเสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวจะโกนขนคิ้วเพื่อไว้ทุกข์ให้กับน้องแมว นอกจากนี้แมวยังเป็นสัญลักษณ์ของเทพธิดาแห่งการคุ้มครอง ในยุคอียิปต์โบราณมีกฏหมายระบุว่าการฆ่าแมวจะมีความผิดร้ายแรงและมีโทษประหารชีวิต
2. แมวส่วนใหญ่ไม่มีต่อมรับรสหวาน

ผลการวิจัยระบุว่าแมวไม่มีการตอบสนองต่อรสหวานจากคาร์โบไฮเดรตหรือสารที่มีความเข้มข้นสูง กลับกันแมวมีปฏิกิริยาต่อกรดอะมิโนบางชนิด ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าแมวอาจจะตอบสนองต่อรสเค็ม, เปรี้ยว และขมได้มากกว่าความหวาน แต่ถึงอย่างนั้นแมวก็ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ไม่ชอบรสจัดจ้านมากเกินไป
3. สายตาของแมวดีกว่ามนุษย์ถึง 6 เท่า

แมวพัฒนาจากนักล่ายามค่ำคืนสู่การเป็นเจ้านายมนุษย์ ดังนั้นแมวจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้จากระยะไกล รวมถึงความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนที่ดีเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากเจ้าเหมียวแอบหนีออกจากบ้านยามค่ำคืน พวกเขาไม่ได้ไปเกเรที่ไหน เพียงแค่ออกไปล่าตามสัญชาติญาณเท่านั้น รวมถึงบางครั้งอาจจะนำเหยื่อกลับมาฝากทาส เนื่องจากแมวมักจะมองว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้นั่นเองค่ะ
4. แมวเป็นนักพูด!

จริง ๆ แล้วแมวเป็นสัตว์ที่มีทักษะการสื่อสารที่ดีเลิศ เพียงแค่พวกเขาจะแสดงออกมาในรูปแบบของภาษากายซะมากกว่า เช่น หากแมวสะบัดหางไปมาอย่างรวดเร็วแปลว่าเขากำลังก้าวร้าวและตื่นกลัว กลับกันหากหางลู่ลงหรือซุกหางไว้กับตัวแปลว่าพวกเขากำลังรู้สึกหวาดกลัวหรือรู้สึกกังวล แต่เมื่อรู้สึกผ่อนคลายหางจะตั้งยกสูงขึ้นและขยับหูไปด้านหน้า นอกจากนี้เจ้าแมวสามารถจำเสียงของคุณได้ด้วยนะ เพียงแค่ทำเป็นไม่สนใจเท่านั้นแหละ
5. น้องแมวมีลายจมูกเฉพาะตัว

หากเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมนุษย์คือลายนิ้วมือ น้องแมวและสัตว์อื่น ๆ ก็มีเอกลักษณ์แบบเดียวกัน เพียงแค่ย้ายจากนิ้วมือไปอยู่ที่จมูก อาจจะเป็นเพราะเส้นประสาทส่วนใหญ่จะรวมตัวกันอยู่ที่จมูก รวมถึงน้องแมวจะใช้หนวดในการสัมผัสสิ่งของในความมืด ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ใช้มือหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ค่ะ นอกจากนี้เราไม่ควรดึงหางของแมวแรง ๆ เนื่องจากมีเส้นประสาทส่งตรงมาจากสมองและสันหลัง ดังนั้นหากสัมผัสแรงเกินไปอาจจะทำให้น้องเป็นอัมพาตได้
6. แมวซุกไม่ได้แปลว่าอ้อนเสมอไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่แมวเอาหัวถูกับอะไรสักอย่าง รวมถึงตัวของเราเอง แปลว่าพวกเขากำลังแสดงความเป็นเจ้าของและสร้างอาณาเขต เนื่องจากแมวจะมีต่อมกลิ่นอยู่ที่บริเวณใบหน้า, โคนหาง และอุ้งเท้า นั่นเป็นเหตุผลที่แมวบางตัวชอบเหยีบหรือนวดส่วนต่าง ๆ ของคุณ แต่หากคุณอยากสนิทกับแมวมากขึ้นให้ลองจ้องและกะพริบตาช้า ๆ เพื่อแสดงความเป็นมิตร หากพวกเขาทำแบบนั้นตอบก็แปลว่าพวกเขาเริ่มไว้ใจคุณแล้วล่ะ
7. ประตูแมวมีมานานกว่าที่คิด

หลายคนรู้กันดีว่าไอแซก นิวตัน เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ค้นพบและทำให้แรงโน้มถ่วงเป็นที่รู้จัดของคนทั่วโลก แต่ก็มีอีกหลายคนบอกว่าเขาเป็นคนแรกที่สร้างประตูแมวขึ้นมาด้วย เพราะนิวตันรู้สึกรำคาญที่แมวชอบมาข่วนประตูห้องทำงานของเขา เขาเลยจ้างคนมาทำช่องไว้ที่ประตู แมวจะได้เดินเข้าออกได้สบายมากขึ้น
8. แมวโตเร็วกว่าที่เราคิด

ลูกแมวตัวเมียสามารถตั้งท้องได้แม้จะมีอายุได้เพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น หากคุณไม่มีแพลนจะสร้างครอบครัวแมว เราแนะนำให้ทำหมันแมวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะหากปล่อยไว้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีบ้านของคุณอาจจะเต็มไปด้วยเจ้าเหมียวน้อยแล้วก็ได้
9. Spy Cat!

ถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่แมวเดิน รอยเท้าหลังมักจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกับรอยเท้าหน้าเสมอ การเดินแบบนี้จะส่งเสียงออกมาน้อยที่สุดและเป็นการกลบรอยเท้าทำให้ยากต่อการตามตัว รวมถึงทักษะการเดินแบบนี้ทำให้แมวสามารถทรงตัวบนพื้นที่แคบได้ดี นอกจากแมวแล้วม้า, อูฐ, ยีราฟ และสิงโตก็เดินแบบเดียวกัน
10. อาหารบางอย่างแมวกินไม่ได้นะ!

แมวไม่สามารถกินอาหารบางอย่างได้ เช่นองุ่นและลูกเกดอาจจะทำให้แมวไตวายได้ ส่วนกระเทียม, หัวหอม และกุยช่ายจะสร้างความเสียหายต่อระบบทางเดินอาหารและส่งผลให้แมวเป็นโรคโลหิตจาง ขณะที่แมวโตส่วนใหญ่จะไม่สามารถดื่มนมได้ เนื่องจากระบบย่อยแลคโตสจะเริ่มสลายไปหลังหย่านมแม่