เช็ค “คลายล็อก เฟส 5” ใครเข้าประเทศไทย ได้บ้าง (เริ่ม 1 ก.ค. 63)

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาได้มีมติจากศบค. หรือ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เกี่ยวกับ “คลายล็อก เฟส 5” ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเฟส 5 นี้จะมีการอนุญาตเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศไทยของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นมา โดยจะมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป ซึ่งมีบุคคลประเภทไหนบ้างที่ผ่านเงื่อนไขมาดูกันค่ะ

ผู้ที่สามารถเดินทางเข้าออกในประเทศไทย (มาตรการ คลายล็อก เฟส 5)

  1. ผู้ที่มีสัญชาติไทย
  2. ผู้ที่มีข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ จากนายกรัฐมนตรีหรือจากผู้ที่หน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ อนุญาตให้เข้าประเทศได้
  3. ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่เป็นคู่สมรส บตุร หรือเป็นบิดามาร ของผู้ที่มีสัญชาติไทย
  4. ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือได้รับอนุญาตให้มีถิ่นอาศัยในในราชอาณาจักร
  5. ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร รวมถึง คู่สมรสและบุตรของผู้ที่ได้รับอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร
  6. ผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น (แต่เมื่อการขนส่งเสร็จสินจะต้องกลับออกโดยเร็ว)
  7. ผู้ที่ควบคุมยานพาหนะ ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางตามภารกิจ โดยมีกำหนดการเวลาการเดินทางที่ชัดเจน
  8. ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่เป็นนักเรียน-นักศึกษาที่จะต้องมาศึกษาในไทย ทั้งของภาครัฐ, เอกชน, นานาชาติ และตำรวจตระเวณชายแดน โดยได้รับการรับรองจากทางการไทย รวมถึงผู้ปกครองของนักเรียน-นักศึกษา
  9. คู่สมรสต่างชาติและบุตรของผู้ที่มีสัญชาติไทย ที่ชอบด้วยกฏหมาย
    ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีความจำเป็นต้องเข้ามารับการรักษาในไทย (ที่ไม่ใช่การป่วยด้วย COVID-19) รวมถึงผู้ที่ติดตาม
  10. ผู้ที่เป็นบุคคลในคณะทูต, คณะกงสุล, องค์กรระหว่างประเทศ, ผู้แทนรัฐบาล, หน่วยงานของรัฐต่างประเทศ รวมถึงคู่สมรส บิดามารดา และบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่มีความจำเป็นต้องเข้ามาในประเทศไทย (ตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาต)
  11. ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรตามข้อตกลงพิเศษ (Special Arrangement) กับต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ, นักลงทุน, แขกของรัฐบาล (คณะเล็กไม่เกิน 10 คน) หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านเทคนิคต่าง ๆ โดยจะมีโควต้าตามที่รัฐกำหนด ASQ (Airport Service Quality Program) ไม่เกิน 200 คน/วัน





กลุ่มประเทศเป้าหมายในการเดินทางเข้าออก 

สำหรับผู้ที่ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีความสำคัญต่อทางเศรษฐกิจนั้นจะเน้นไปที่ประเทศกลุ่มเป้าหมายอย่าง จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงค์โปร์ และฮ่องกง

ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ มีความสําคัญทางเศรษฐกิจต่อไทย, ควบคุมการระบาดได้ดีใกล้เคียงกับไทย, มีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีความพร้อมและความสนใจทําความตกลง จึงได้รับการพิจารณาให้สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้


ประเภทของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ + มาตรการการจัดการ

1 ผู้ที่เดินทางมาแบบธรรดา (Normal Track):

เป็นกลุ่มที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยเป็นระยะเวลานานหรือเข้ามาทํางาน โดยจะต้องมีการกักตัวในสถานที่ที่ทางรัฐบาลไทยกำหนดเป็นเวลา 14 วัน แต่กลุ่มคนเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกักตัวเองทั้งหมด ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบราคาของโรงแรมที่พักในโครงการ Alternative State Quarantine และทำการลงทะเบียบเลือกได้ด้วยตัวเอง

2 ผู้ที่เดินทางมาแบบเร่งด่วน (Fast Track):

โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ, นักลงทุน, แขกรัฐบาล หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นต้น โดยรวมแล้วจัดเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อทางเศรษฐกิจไทย เป็นกลุ่มที่มีข้อตกลงพิเศษ (Special Arrangement) และจะอยู่ในประเทศเป็นระยะเวลาสั้น ๆ (ไม่เกิน 14 วัน) โดยจะมีการร่นระยะเวลาการกักตัว แต่จะมีการตรวจตราอย่างเข้มงวดมากกว่ากลุ่มแรก (Normal Track) เช่น การตรวจ Double Negative หรือการตรวจ COVID-19 2 ครั้ง (เป็นตรวจหาเชื้อ COVID-19 ที่ประเทศต้นทางก่อนและจะตรวจอีกครั้งเมื่อมาถึงประเทศไทย), การติดตั้ง Application สำหรับกำหนดการเดินทางที่ชัดเจน

หมายเหตุ: แขกรัฐบาลนั้นจะต้องเป็นคณะเล็กไม่เกิน 10 คน นอกจากอยู่เงื่อนไข Fast Track และมีการตรวจตราที่ระบุไปแล้วข้างต้น ก็จะมีการติดตามจากเจ้าหน้าที่ Liaison Officer และมีเจ้าหน้าสาธารณะสุข รวมถึงเจ้าหน้าหน่วยงานความมั่นคงติดตามทุกวัน ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้แขกผู้ที่มาจะต้องจ่ายเองเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการจำกัดการเดินทางภายในประเทศโดยจะต้องเดินทางตามที่ระบุมาล่วงหน้าเท่านั้น ห้ามใช้ขนส่งมวลชนหรือสาธารณะ





ขั้นตอนการเร่งดำเนินการให้ชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย สำหรับนักธุรกิจภายใต้ข้อ 3 (5)

ชาวต่างชาติกลุ่มที่ 1 : กลุ่มที่ได้รับการอนุมัติการเดินทางแล้ว แต่ยังรอการเดินทางอยู่ ให้เดินทางเข้ามาพร้อมกับคนไทยในเที่ยวบินพิเศษคือเที่ยวบิน Repatriation

ชาวต่างชาติกลุ่มที่ 2 : กลุ่มที่กำลังขอการอนุมัติการเดินทาง ประกอบด้วย

  1. ผู้ที่มีใบอนุญาตการทำงาน, ตท.3 จากกระทรวงแรงงาน, ผู้ที่มีใบอนุญาตจาก BOI โดยสามารถขอรับหนังสือรับรอง การเดินทางจากสถานเอกอัคราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ได้โดยตรง โดยไม่ต้องขอรับผลการพิจารณาจากกระทรวงการต่างประเทศ
  2. ให้กระทรวงแรงงานหรือ BOI อนุมัติการออกเอกสารการอนุญาตให้เข้ามาทํางานได้
  3. ให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. / CAAT) อนุญาตให้เที่ยวบินการขนส่งสินค้า Cargo หรือเที่ยวบิน
  4. พิเศษ Repatriation ที่รับส่งคนไทยผู้ที่เข้าข่าย 3 (5) เดินทางเข้าประเทศได้
    ให้คู่สมรสและบุตรของผู้เข้าข่ายใน 3 (5) เข้าประเทศได้

สรุปขั้นตอนการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย

1. การเตรียมตัวก่อนเดินทาง 2. ขั้นตอน ณ วันเดินทาง
3. ขณะอยู่บนเครื่อง 4. เดินทางถึงประเทศไทย

1. การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

1.1 ตรวจสอบว่าตนเองเป็นบุคคลใน 11 ประเภทหรือไม่
ได้แก่ ผู้มีสัญชาติไทย, ผู้ที่ได้รับข้อยกเว้น, บุคคลในคณะทูต, ผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น, ผู้ควบคุมยานพาหนะที่ต้องเข้าประเทศ, คู่สมรส บิดามารดา บุตร ของผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ, ผู้ที่มีใบอนุญาติทำงาน, นักเรียน นักศึกษา ของรัฐ เอกชน นานาชาติ และตำรวจตระเวณชายแดน, ผู้ต้องเข้ามารักษาในไทย, ผู้ที่ต้องเข้ามาประเทศด้วยข้อตกลงพิเศษ

1.2 เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามเงื่อนไขของบุคคลแต่ละประเภท
ตรวจสอบได้เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ โดยแยกตามบุคคลแต่ละประเภท ได้จากการสแกนคิวอาร์โค้ดจากรูปด้านล่าง

ตรวจสอบเอกสารที่ต้องใช้สำหรับบุคคลแต่ละประเภท

1.3 ติดต่อสถาทูตไทย หรือ กงสุลประเทศไทยที่ประเทศต้นทางของคุณ
เพื่อยื่นเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ รวมถึงการเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตามเงื่อนไข และการจองตั๋วเครื่องบิน เพื่อที่จะได้ขอหนังสือรับรอง Certificate of Entry (COE)

1.4 โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มติมได้จากสถานทูตไทยหรือกงสุลไทยประจำประเทศต้นทางของคุณ โทรไปที่กรมการกงสุลตามเบอร์นี้ 02 572 8442 (กดโทรได้เลย)

2. ขั้นตอน ณ วันเดินทาง การยื่นเอกสารต่อสายการบิน

2.1 เอกสารแสดงตน อาทิเช่น หนังสือเดินทาง (Passport)

2.2 หนังสือรับรอง Certificate of Entry (COE)

2.3 ใบรับรองการตรวจ “COVID-19 FREE” ด้วยวิธี RT-PCR ที่เป็นการยืนยันว่าไม่ติดโรค COVID-19 และจะต้องมีอายุไม่เกิน 72 ชั่วโมงหรือประมาณ 3 วัน ก่อนการเดินทาง เฉพาะบุคคลบางประเภท อาทิเช่น ผู้ที่เดินทางมาแบบเร่งด่วน (Fast Track) หรือแขกรัฐบาลเป็นต้น โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้

2.4 เอกสารประกันภัย สำหรับครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลจากโรค COVID-19 ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทย โโนต้องไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000,000 กว่าบาท สำหรับเฉพาะบุคคลบางประเภท โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

2.5 เตรียมหน้ากากอนามัย, เจลล้างมือ หรือของใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ สำหรับการป้องกัน COVID-19 ขั้นพื้นตามที่สาบการบินกำหนดไว้ โดยตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากสายการบินที่ท่านจองไว้ หรือ สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย 02 568 8800 (กดโทรได้เลย)

3. ขณะอยู่บนเครื่อง On Board

3.1 สวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาในการเดินทาง

3.2 ให้ความร่วมมือปฏิบัติบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ หรือลูกเรือ อย่างเคร่งครัด

4. เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย

4.1 ผู้ที่เข้ามาในประเทศไทยระยะสั้น ไม่เกิน 14 วัน

    • การตรวจ COVID-19 ด้วยวิธี RT-PCR ณ ที่สนามบินเลย
    • การติดตั้ง Application สำหรับกำหนดการเดินทางที่ชัดเจน และเพื่อใช้ติดตามอาการรวมถึงการเข้าออกสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย

4.2 ผู้ที่เข้ามาในประเทศไทยระยะยาว มากกว่า 14 วัน

    • ตรวจคัดกรองอาการของโรค COVID-19 ด้วยวิธีการตรวจทางเดินหายใจ และการวัดไข้
    • การติดตั้ง Application สำหรับกำหนดการเดินทางที่ชัดเจน และเพื่อใช้ติดตามอาการรวมถึงการเข้าออกสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย

โดยคุณสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องมาตรการเฝ้าระวังโรคได้จาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หรือโทร. 1422 (กดโทรได้เลย)

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก เพจ Facebook : CAAT – The Civil Aviation Authority of Thailand และเว็บไซต์ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkhla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Related Posts

Next Post