หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่รักษาฝ้าจนหายขาดแล้ว แต่เมื่อหยุดใช้ครีมรักษาฝ้าหรือเซรั่มลดฝ้า มันก็กลับมากวนใจอีกครั้ง จนทำให้คุณรู้สึกว่า
- ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาหลอกหลวงหรือไม่ ?
- มีสารต้องห้ามหรือเปล่า ?
- ทำไมหยุดใช้แล้วหน้ากลับมาพังอีกแล้ว
วันนี้เรามีสาเหตุที่จะตอบได้ว่าฝ้าหายแล้ว ทำไมกลับมาเป็นฝ้าอีก ? บอกเลยว่าไม่เป็นที่ผลิตภัณฑ์ค่ะ มาจากพฤติกรรมของเราเองล้วน ๆ จะมีอะไรบ้าง ? มาดูกันค่ะ
เลเซอร์ผิว
แม้ว่าเลเซอร์ผิวจะเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาฝ้า แต่ทั้งนี้เครื่องเลเซอร์ผิวบางยี่ห้อที่ไม่มีคุณภาพก็อาจทำให้ผลข้างเคียงต่อเซลล์ผิว อาทิเช่น การเบิร์นชั้นผิวหนังกำพร้าจนทำให้ผิวบางลง ซึ่งจะไวต่อแสงแดด ทำให้เกิดฝ้าได้ง่ายขึ้น

ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone
อย่างเราบอกไปแล้วว่า Hydroquinone เป็นสารที่สามารถใช้ได้ก็จริงแต่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ดังนั้นสกินแคร์บางตัวที่เราซื้อมาจากอินเตอร์เน็ตซึ่งอาจจะแอบใส่สาร Hydroquinone มาในปริมาณที่สูงมากเพื่อให้หน้าขาวเร็ว ๆ หรือต่อให้ใส่มานิดหน่อยแต่หากเราใช้ไปนาน ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้สาร Hydroquinone ก็จะทำให้เกิดฝ้าถาวรได้เลยค่ะ ดังนั้นจะเลือกซื้อสกินแคร์อะไร ยี่ห้อไหน เราขอแนะนำให้คุณเลือกดี ๆ ด้วยนะคะ

ใช้สกินแคร์ที่มีการผลัดเซลล์ผิวเยอะเกินไป
แม้ว่าการผลัดเซลล์ผิวจะเป็นหนึ่งวิธีรักษาฝ้า เพราะมันจะทำให้ผิวหนังชั้นบนหลุด หรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป แต่การใช้ในปริมาณที่เกินความจำเป็นก็จะทำให้หน้าบางลง ซึ่งจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การใช้มาสก์เลือดในตำนานของ The Ordinary แนะนำว่าใช้ได้แต่ให้ใช้เพียง 1-2 ต่อสัปดาห์พอค่ะ ไม่ควรใช้ทุกวัน

ไม่ทาครีมกันแดด
นอกจากนี้คุณควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและควรการปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นข้อควรปฏิบัติที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการเกิดฝ้าซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสวมหมวกปีกกว้าง การใส่แว่นกันแดดเมื่อคุณอยู่กลางแจ้ง และการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 หรือสูงกว่า
ทั้งนี้ครีมกันแดดที่มีสารกันแดดทางกายภาพ อย่าง ซิงค์ออกไซด์หรือไททาเนียมไดออกไซด์ก็เป็นสารกันแดดที่ดีเพราะมีความอ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวอุดตัน
References :