ข่าวดีสำหรับนักอ่านและแฟน ๆ ที่ติดตามซีรีส์เรื่อง HeartStopper ซีรีส์ Live Action แนวดรามา โรแมนติก ที่จะช่วยฮีลหัวใจวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือนิยายการ์ตูน ของนักเขียนชื่อดัง อลิซ โอสแมน (Alice Oseman) ผ่านทาง Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสำหรับซีรีส์และภาพยนต์ ที่ได้ประกาศไฟเขียวภาคต่อ Heartstopper ซีซัน 2 และซีซัน 3 ออกมา หลังจาก ซีซันแรกออกอากาศเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2022 และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมทั่วโลก โดยซีรีส์เรื่องนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากคนดูและกวาดเรตติ้งหนึ่งร้อยคะแนนเต็มจากนักวิจารณ์บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้คะแนนและวิจารณ์เพลง ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ โดยคอหนังหรือซีรีส์ต้องทราบกันดีอยู่แล้วว่าเรตติ้งหนึ่งร้อยคะแนนเต็มสำหรับเว็บไซต์นี้ไม่ง่ายเลยที่จะได้มา และตอนเปิดตัวซีรีส์ชุดนี้ออกไปก็ทำให้ติดเทรนด์ Twitter ซึ่งมีทั้งยอดไลก์ การรีทวีต #Heartstopper ขึ้นสูงเป็นอันดับ 1
ซีรีส์เรื่องนี้มีความยาวแต่ละตอนประมาณ 30 นาที ใน 1 ซีซัน มีจำนวน 8 ตอน เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงชีวิตประจำวันของวัยรุ่นทั่วไปกับกลุ่มเพื่อน 4 คน โดยมี ชาร์ลี สปริง เด็กหนุ่มมัธยมที่เก็บตัวจากสังคม มักจะถูกบูลลี่กลั่นแกล้งจากในโรงเรียน และมาเจอกับ นิค เนลสัน เพื่อนใหม่ที่เข้ามาทำให้โลกของ ชาร์ลี เปลี่ยนไป แต่นิคก็เกิดความสับสนกับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อชาร์ลี เนื้อเรื่องอาจจะดูเหมือนซีรีส์รักวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเองทั่ว ๆ ไป มีความเรียบง่าย แต่ก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ซีรีส์ขายคู่จิ้นแบบทั่วไป เพราะมีหลากหลายประเด็นน่าสนใจที่ผู้เขียนจะหยิบมาเขียนถึงกันครับ แล้วเพื่อน ๆ จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ซีรีส์เรื่องนี้จะได้รับคะแนนกับผลโหวตของรางวัลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ มา
เรื่องย่อ Heartstopper (มีสปอยล์)
Heartstopper เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่ม ชาร์ลี สปริง (Charlie Spring) รับบทโดย โจ ล็อค (Joe Locke) เด็กนักเรียนอายุ 16 ปี ชั้นมัธยมเกรด 10 แห่งโรงเรียนทรูแฮม ที่มักจะโดนบูลลี่ (Bully) จากคนอื่น ๆ ในโรงเรียน เพราะเขาเปิดตัวว่าเป็นเกย์ ทำให้การใช้ชีวิตในโรงเรียนของชาร์ลีไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ในทุก ๆ วันเขาจะต้องถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงต่าง ๆ จากคนในโรงเรียน ทำให้เขากลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าตอบรับสิ่งดี ๆ จากผู้อื่น ถึงแม้ชาร์ลีจะมีเพื่อนอย่าง เถา ซู (วิลเลียม เกา) แอลล์ อาเจนท์ (ยาสมิน ฟินนีย์) และ ไอแซก เฮนเดอร์สัน (โทบี โดโนแวน) รวมไปถึงครอบครัวของเขาที่คอยให้กำลังใจและซัพพอร์ตอยู่ก็ตาม ในขณะเดียวกันชาร์ลีก็ได้แอบคบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งในโรงเรียนโดยที่ไม่มีใครรู้นั่นก็คือ เบน หรือ เบนจามิน โฮบ (เซบาสเตียน ครอฟต์) โดยความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นการคุยกันแบบลับ ๆ ไม่มีใครรู้ และชาร์ลีก็ไม่เคยได้รับสถานะชัดเจนจากปากของเบนเลยว่าเป็นแฟนกัน
ต่อมาโรงเรียนก็ได้กำหนดให้มีคาบเรียนที่นักเรียนทุกชั้นปีต้องมาเรียนรวมกัน ทำให้ชาร์ลีได้พบกับ นิค เนลสัน (Nick Nelson) รับบทโดย คิต คอนเนอร์ (Kit Connor) หนุ่มนักกีฬารักบี้เกรด 11 ที่เป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ และเป็นที่รักของเพื่อน ๆ ซึ่งต่างจากชาร์ลีอย่างสิ้นเชิง ในคาบเรียนพละนิค ได้เห็นชาร์ลีวิ่งแข่งในสนามของโรงเรียน ซึ่งชาร์ลีวิ่งเร็วมาก นิคเลยเกิดความสนใจและชักชวนให้ชาร์ลีเข้ามาสมัครเข้าชมรมรักบี้ แต่ชาร์ลีก็ปฏิเสธไปเพราะเขาไม่ชอบเล่นกีฬา เพราะคิดว่าชมรมที่มีแต่ผู้ชายคงไม่เหมาะกับเขา และกลัวจะถูกบูลลี่ จึงทำให้เขาไม่อยากเข้าสังคมใหม่ ๆ
ถึงแม้ชาร์ลีจะปฏิเสธนิคอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายด้วยคำพูดต่าง ๆ ของนิคที่มีความจริงใจต่อชาร์ลี เขาก็เลยยอมเข้าทีมรักบี้ในที่สุด และทำให้ทั้งสองคนสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น โดยตัวชาร์ลีเองก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะเมื่อปีก่อนหลังจากที่เขาเปิดตัวว่าเป็นเกย์ทำให้เขาถูกกลั่นแกล้ง แต่เมื่อเขาเข้ามาชมรมรักบี้ เขาก็เล่นรักบี้ได้ดี ทำให้ชาร์ลีเริ่มมีเพื่อนและคนอื่น ๆ ก็เริ่มยอมรับในตัวชาร์ลีมากขึ้น
วันหนึ่งนิคสังเกตเห็นว่าชาร์ลีมีท่าทางแปลก ๆ เลยแอบเดินตามไปและพบว่าชาร์ลีไปพบกับเบน ในขณะที่ชาร์ลีกำลังทะเลาะกับเบนอยู่ นิคจึงเข้าไปช่วย หลังจากนั้นชาร์ลีก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างให้นิคฟังว่าเขากำลังแอบคบกันอยู่กับเบน นิคเลยบอกให้ชาร์ลีเลิกคุยกับเบน เพราะเบนนิสัยไม่ดี จากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ทั้งสองคนเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ได้พูดคุยปรึกษาปัญหาต่าง ๆ กันมากขึ้น ทำการบ้านด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น จนทำให้ความรู้สึกของนิคที่มีต่อชาร์ลีเริ่มเปลี่ยนไป เพราะทุก ๆ ครั้งที่นิคอยู่ใกล้ชาร์ลี เขาอยากจะจับมือ อยากกอดชาร์ลี แต่เขาก็ยังมีความลังเล เกิดความสับสน และรู้ดีว่าไม่ว่ายังไงความสัมพันธ์ของเขากับชาร์ลีก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาไปไกลกว่านี้ได้ เพราะเขาเข้าใจว่าตัวเองเคยชอบแต่ผู้หญิงมาก่อน และชอบแค่เฉพาะผู้หญิง หรือที่เรียกว่า สเตรท นั่นเอง
นิคจึงเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและลองทำแบบทดสอบออนไลน์ต่าง ๆ ดู เพื่อทดสอบดูว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า สุดท้ายผลการทดสอบออกมาว่าเขาเป็นเกย์ นิคตกใจและเสียใจมากจนร้องไห้ออกมา แต่เขาก็ไม่ได้ต่อต้านหรือมีความรู้สึกรังเกียจชาร์ลีเลย เพราะหลังจากนั้นเขาก็พูดคุยทำตัวปกติกับชาร์ลีเหมือนเดิม
จุดเปลี่ยนของซีรีส์นั่นก็คือ ในงานวันเกิดของ แฮร์รี กรีน (คอร์แมค ไฮด์-คอร์ริน) เพื่อนนิสัยเสียที่ชอบบูลลี่คนอื่น ๆ ในโรงเรียน ได้จัดงานปาร์ตี้วันเกิดขึ้น นิคได้ชวนชาร์ลีไปในงานวันเกิดด้วย นิคได้ไปเจอกับ ทารา โจนส์ (คอรินนา บราวน์) เด็กสาวที่เขาเคยชอบสมัยก่อน นิคกับทาราได้พูดคุยกัน และทาราได้บอกกับนิคว่า เธอกำลังคบกับเพื่อนสาวของเธอ ดาร์ซี โอลซ์สัน (คิซซี เอ็ดเกลล์) ในโรงเรียนหญิงล้วน และทั้งสองคนก็ได้เปิดอกพูดคุยกันถึงเรื่องราวความรักและจะคอยเป็นกำลังใจซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน นิคได้เห็นทารามีความสุขกับแฟนสาวทำให้เขาคิดได้ว่า ทาราเองมีความสุขดี และเห็นว่าการที่เขามีความรู้สึกดี ๆ ให้กับชาร์ลีก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เสียหายอะไร จากนั้นนิคก็ได้ไปหาที่คุยเงียบ ๆ กับชาร์ลีในงานปาร์ตี้ หลังจากวันนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็เปลี่ยนไป นิคและชาร์ลีได้ตกลงคบกันแบบยังไม่เปิดตัว เพราะยังเป็นเรื่องยากสำหรับนิคที่จะประกาศตัว (Come Out) ซึ่งชาลีก็เข้าใจตรงจุดนี้เป็นอย่างดี
ในระหว่างเรื่องราวของชาร์ลีและนิคที่เป็นคู่หลักแล้ว ซีรีส์ก็ได้เล่าเรื่องราวอีกหลาย ๆ ประเด็นไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องปัญหาของความสับสน ปัญหาความรัก ความรู้สึกของการแอบรักเพื่อน โดยเล่าผ่านตัวละคร เถา ซู และ แอลล์ อาเจนท์ เพื่อนในกลุ่มของชาร์ลีที่เคยเรียนโรงเรียนชายล้วนมาด้วยกัน และประเด็นที่มีความน่าสนใจคือ แอลล์ เป็นสาวทรานส์ ที่ย้ายจากโรงเรียนชายล้วน ไปยังโรงเรียนหญิงล้วนเพื่อตัดปัญหาการถูกบูลลี่ ซึ่งในโรงเรียนของแอลล์ก็มีคู่เลสเบี้ยนที่เพิ่งเปิดตัวในโรงเรียนเหมือนกัน นั่นก็คือคู่ของ ทาราและดาร์ซี นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีหลาย ๆ คนที่ไม่ยอมรับด้วยเหมือนกัน หลังจากนี้ความสัมพันธ์วัยรุ่นหนุ่มสาวจะเติบโตไปในทิศทางไหน เหล่าตัวละครจะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร มาคอยเอาใจช่วยทุกคนไปด้วยกันนะครับ
ข้อมูลทั่วไปของซีรีส์
| แนวซีรีส์ | Drama, Romance |
| สร้างโดย | See-Saw Films |
| เขียนบท | อลิซ โอสแมน (Alice Oseman) |
| กำกับการแสดงโดย | ยูโรส ลิน (Euros Lyn) |
| ช่องทางออกอากาศ | Netflix |
| จำนวนตอน | ซีซัน 1 จำนวน 8 ตอน ตอนละ 30 นาที |
| นักแสดงนำ | โจ ล็อค รับบทเป็น ชาร์ลี สปริง คิต คอนเนอร์ รับบทเป็น นิค เนลสัน วิลเลียม เกา รับบทเป็น เถา ซู ยาสมิน ฟินนีย์ รับบทเป็น แอลล์ อาเจนท์ คอรินนา บราวน์ รับบทเป็น ทารา โจนส์ คิซซี เอ็ดเกลล์ รับบทเป็น ดาร์ซี โอลซ์สัน โทบี โดโนแวน รับบทเป็น ไอแซก เฮนเดอร์สัน เจนนี วอลเซอร์ รับบทเป็น โทรี สปริง เซบาสเตียน ครอฟต์ รับบทเป็น เบนจามิน โฮบ คอร์แมค ไฮด์-คอร์ริน รับบทเป็น แฮร์รี กรีน เรีย นอร์วู้ด รับบทเป็น อิโมเกน เฮนีย์ ฟิซาโย อาคีเนด รับบทเป็น มิสเตอร์อจายี เชดนา แพนเดีย รับบทเป็น โค้ชซิงห์ สตีเฟน ฟราย รับบทเป็น อาจารย์ใหญ่บาร์นส์ โอลิเวีย โคลแมน รับบทเป็น ซาราห์ เนลสัน |
| นักแสดงสมทบ | อาราโลยีน โอเชนเรมี รับบทเป็น โอทิส สมิธ อีแวน โอเวนเนลล์ รับบทเป็น คริสเตียน แมคไบรด์ อัชวิน วิศวนาถ รับบทเป็น สาย เวอร์มา จอร์จินา ริช รับบทเป็น เจน สปริง โจเซฟ บัลเดอร์รามา รับบทเป็น จูลิโอ สปริง โมโม ยัง รับบทเป็น หยานซู อลัน เทอร์คิงตัน รับบทเป็น มิสเตอร์หลง |
7 เหตุผลที่ต้องดู Heartstopper
1. การบูลลี่ (Bully) ในโรงเรียนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของตัวละคร
เป็นประเด็นสะท้อนสังคมในปัจจุบันที่เพื่อน ๆ มักจะได้ยินกันบ่อยใช่ไหมครับ เพราะการบูลลี่ (Bully) เป็นพฤติกรรมความรุนแรง เป็นการกลั่นแกล้งกัน โดยการกลั่นแกล้งก็จะมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดที่รุนแรง ใช้คำพูดทำให้อับอาย การล้อเลียน การข่มขู่ การใช้กำลังทำให้ร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำบอบช้ำ และเกิดผลกระทบต่อการเข้าสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับนักเรียนในสถานศึกษา
ซีรีส์เรื่องนี้ผู้เขียนบทได้นำประเด็นของตัวละครหลักอย่าง ชาร์ลี ที่ถูกล้อเลียนเรื่องเพศ จนส่งผลให้ ชาร์ลี กลายเป็นคนที่เก็บตัว ไม่กล้าเข้าสังคม ลดทอนคุณค่าของตัวเอง และมักจะมีคำพูดติดปากว่า “ขอโทษ” อยู่เสมอโดยที่หลาย ๆ ครั้ง ชาร์ลีก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ถึงแม้กลุ่มเพื่อน ๆ และครอบครัวจะคอยให้กำลังใจชาร์ลีอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ยังไม่มีความมั่นใจในตัวเองอยู่ดี เพราะผลกระทบจากการโดนคนในโรงเรียนบูลลี่
ผลกระทบจากความกลัวการถูกบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเพียงแค่กับชาร์ลีเท่านั้น ซึ่งแอลล์ หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของชาร์ลี ที่เธอไม่ได้เปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศโดยตรงว่าเป็นทรานส์ หรือสาวข้ามเพศ แต่ที่มาของเรื่องก็ทำให้ทุก ๆ คนทราบได้อยู่แล้ว เพราะแอลล์เป็นนักเรียนที่ได้ย้ายจากโรงเรียนชายล้วนมาโรงเรียนหญิงล้วนแทนตอนขึ้นเกรด 10 เพราะไม่อยากโดนบูลลี่ แต่ถึงแม้แอลล์จะย้ายโรงเรียนไปเพื่อเริ่มชีวิตใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีความกลัวที่จะเปิดใจเข้าสังคมหาเพื่อนใหม่ ๆ อยู่ดี ภายในโรงเรียนหญิงล้วนจะมีตัวละครกลุ่มเพื่อนใหม่ของแอลล์นั่นก็คือ ทาราและดาร์ซี คู่รักที่คบกันในโรงเรียนหญิงล้วน ที่เมื่อเปิดตัวว่าคบกันก็โดนบูลลี่จากคนในโซเชียลมีเดียล้อเลียนกันอย่างสนุกปาก จนทำให้ ทาราและดาร์ซีเกิดปัญหากระทบความสัมพันธ์กัน จากซีรีส์จะเห็นได้ว่าการบูลลี่คนอื่นจะส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้เกิดบาดแผลและปมในจิตใจของผู้ถูกกระทำอย่างง่ายดาย
สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจจากการดำเนินเรื่องของซีรีส์ชุดนี้จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ตัวละครในเรื่องทุกคนที่ได้ Come Out หรือ การที่ได้บ่งบอกความเป็นตัวเองออกมา การไม่ได้ปกปิดหรือหลบซ่อนความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งแต่ละตัวละครต่างค่อย ๆ เติบโตขึ้น ทำให้เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เริ่มต้นชีวิตใหม่และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการ เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในสังคมยุคใหม่ว่าเรื่องของเพศเป็นเรื่องปกติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเศร้าหรือต้องมาต่อสู้ชีวิตอะไรขนาดนั้น ซึ่งซีรีส์ได้แสดงให้เห็นว่าชีวิตของตัวละครที่ Come Out ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงให้เห็นเฉพาะในด้านที่ต้องดูดราม่าน่าสงสารเสมอไป ซึ่งหากมองในแง่บวกไม่ว่าใครก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ครับ
2. การ Come Out ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับตัวละคร
การ Come Out หรือการเปิดตัว เป็นการประกาศหรือบอกให้รู้ถึงรสนิยมทางเพศของตัวเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคนที่ออกมาบอกว่าตัวตนของเขานั้นเป็นอย่างไร ในขณะที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้จักตัวตนของตัวเองไปแล้ว แต่บางคนอาจจะเพิ่งค้นพบตัวเอง และเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับตัวเองว่าเป็น LGBTQ+ เนื่องจากเกิดความสับสน และกลัวที่จะถูกปฏิเสธจากสังคม ทำให้กลัวว่าเมื่อคนรอบตัวรู้จะปฏิบัติตัวไม่เหมือนเดิม
หลาย ๆ คนอาจจะตั้งคำถามว่าแล้วเราทุกคนจำเป็นต้องออกมา Come Out ด้วยหรือไม่ ? เพราะในสังคมเราทุกคนก็ไม่ได้สารภาพออกไปเวลาชอบใคร แล้วทำไมถึงต้องมีเฉพาะ LGBTQ+ เท่านั้นที่ต้องออกมาระบุหรือประกาศ่เปิดตัวว่ามีความชอบแบบไหน ซึ่งบางคนที่ไม่ได้ประกาศก็เพราะว่าเขาอาจจะไม่ได้กลัวกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย แต่อาจจะยังหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ หรือเขาจะไม่ประกาศตัวเลยก็ได้ นั่นก็ถือเป็นสิทธิ์ที่เราทุกคนต้องเคารพ ซึ่งในซีรีส์ก็เสนอการ Come Out ของตัวละคร ที่มีทั้งแบบที่ตั้งใจเปิดตัว และแบบถูกเปิดตัวแบบทางอ้อม เพื่อให้เห็นในหลากหลายมุมมอง
จะเห็นได้ว่าการ Come Out ของแต่ละตัวละคร ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจจะง่ายสำหรับบางคนและยากสำหรับบางคนแตกต่างกันออกไป บางคนใช้วิธีการประกาศลงในพื้นที่สาธารณะอย่างสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ บางคนก็เลือกที่จะบอกเฉพาะเพื่อนที่ไว้ใจหรือคนในครอบครัวเท่านั้น ซึ่งซีรีส์ได้แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ในสังคมจะมีคนปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีคนที่คอยสนับสนุนเป็นเสมือนพื้นที่ปลอดภัยให้คนที่ออกมา Come Out เช่น เหตุการณ์ที่นิคออกมาบอกกับแม่ของตัวเอง ซาราห์ เนลสัน (โอลิเวีย โคลแมน) ว่าเขาไม่ได้ชอบเพียงแค่ผู้หญิง แต่เขามีความรู้สึกที่ชอบผู้ชายด้วยเหมือนกัน ซึ่งนิคกลัวว่าแม่ของเขาจะโกรธ แต่ท่าทีของแม่นิคที่ตอบกลับกับเขาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งเข้ามากอดนิคและขอโทษเขาที่ทำให้รู้สึกอึดอัดจนไม่กล้าบอกความจริง ฉากนี้เป็นอีกฉากหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวละครและบทพูดของแม่นิคสามารถสื่อสารออกมาได้ดีซึ้งกินใจเป็นอย่างมาก บวกกับการแสดงของ โอลิเวีย นักแสดงขั้นเทพจากรางวัลเวทีออสการ์ (Oscar) เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของเรื่องเลยทีเดียว
3. การพูดคุยกันเป็นสิ่งสำคัญเพราะทุกความสัมพันธ์ต้องอาศัยความเข้าใจ
คนรอบตัวของตัวละครมีส่วนช่วยให้ตัวละครสามารถผ่านพ้นเรื่องราวที่ยากลำบากในชีวิตไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ หรือครอบครัว แต่หนึ่งคนที่เป็นตัวละครสำคัญนั่นก็คือ มิสเตอร์อจายี (ฟิซาโย อาคีเนด) ครูสอนศิลปะที่คอยอยู่เคียงข้างและคอยให้คำปรึกษาชาลีอยู่ตลอดเวลานั่นเอง โดยชาร์ลีเมื่อเจอกับปัญหามักจะใช้ห้องศิลปะเป็นที่หลบซ่อนตัว คุณครูก็จะคอยให้คำแนะนำต่าง ๆ ซึ่งมีฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นสิ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุก ๆ ความสัมพันธ์ และเป็นคำพูดที่เรียบง่าย แต่ก็รู้สึกมีพลังนั่นก็คือ ฉากที่คุณครูพูดถึงการพูดคุยกัน โดยในฉากหนึ่งของซีรีส์ ชาร์ลีเกิดปัญหากับนิค แต่ชาร์ลีเลือกที่จะหลบหน้านิค คุณครูเลยบอกว่า “ให้ลองไปคุยกับเขาดู การพูดกันตรง ๆ จะดีกว่าในระยะยาว” เพราะการที่เราจะเข้าใจกันได้จำเป็นต้องมีการพูดคุยกัน มีการสื่อสาร และปรับความเข้าใจกัน เพื่อแบ่งปันให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้ความรู้สึกของเรา ซึ่งหลายคนเมื่อเกิดปัญหามักจะเก็บเงียบเอาไว้คนเดียว จนสุดท้ายเมื่อมันระเบิดออกมาก็อาจจะสายไปเกินกว่าที่จะกลับมาแก้ไขแล้วนั่นเอง
การพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันนี้ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์แค่แบบสถานะแฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนและคนในครอบครัวอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อชาร์ลีเลือกที่จะคุยปรับความเข้าใจกับนิค หรือ เหตุการณ์ที่นิคเลือกที่จะ Come Out กับแม่ เมื่อได้พูดคุยปรับความเข้าใจกันก็จะสามารถทำให้เข้าใจกันได้มากยิ่งขึ้นและสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีของเราได้ในระยะยาว
4. Heartstopper เขียนบทจากหนังสือ โดยนักเขียนชื่อดังเจ้าของรางวัล Goodreads Choice Awards Best Graphic Novels & Comics ประจำปี 2020
Heartstopper เป็นซีรีส์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวรักโรแมนติกที่ดัดแปลงจากหนังสือนิยายการ์ตูนของ อลิซ โอสแมน (Alice Oseman) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบกราฟิกชาวอังกฤษ ที่ได้สร้างผลงานครองใจนักอ่านทั่วโลกมาแล้วและได้รับการการันตีรางวัลอย่าง Goodreads Choice Awards Best Graphic Novels & Comics ประจำปี 2020 ซึ่งเป็นรางวัลจากการจัดอันดับผลโหวตหนังสือที่ดีสุดในแต่ละหมวดของนักอ่านจาก เว็บไซต์ Goodreads เว็บไซต์สำหรับอ่านและรีวิวหนังสือที่มีสมาชิกนับล้านคนทั่วโลก จน Netflix ได้เห็นถึงความนิยมนี้ จึงนำมาสร้างเป็นซีรีส์ คนแสดง (Live Action) และได้ให้ อลิซ โอสแมน ผู้เขียนหนังสือ มาเขียนบทซีรีส์และร่วมกำกับไปพร้อมกับ ยูโรส ลิน (Euros Lyn) ที่เคยฝากผลงานคุณภาพต่าง ๆ ไว้ อย่าง Sherlock และ Doctor Who ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียง มั่นใจได้ว่าเนื้อหาในซีรีส์จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและสะท้อนมุมมองของตัวละครต่าง ๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ผู้เขียนได้มีการเขียนถ่ายทอดประสบการณ์ LGBTQ+ ในชีวิตวัยรุ่นที่เธอเคยพบเจอ ทำให้ผู้เขียนหนังสือได้เข้าใจมุมมองของตัวละครในเรื่องเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้ผู้ชมได้เข้าใจและประทับใจไปกับเรื่องราวของซีรีส์เรื่องนี้ได้ไม่ยากอย่างแน่นอนครับ
5. การคัดเลือกนักแสดงเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของช่วงชีวิตวัยรุ่น
ซีรีส์เรื่องนี้ต้องขอชื่นชมเลยว่าทางผู้เขียน อลิช โอสแมน และ ทาง Netflix ได้คัดเลือกนักแสดงวัยรุ่นที่มีคาแรคเตอร์ตรงกับภาพในหนังสือมาก ๆ ทางแฟน ๆ หนังสือและนักอ่านทั่วโลกที่ติดตามหนังสือเรื่องนี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมือนกับหลุดมาจากในหนังสือ เพราะไม่ว่าจะเป็น ลักษณะเด่นของตัวละคร ที่ตรงตามภาพในหนังสือ หรืออายุของนักแสดงที่ไม่ต่างจากตัวละครในหนังสือมากทำให้นักแสดงสามารถแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นวัยรุ่นจริง ๆ ทำให้ขณะดูซีรีส์ไม่ได้รู้สึกเหมือนกับเพียงแค่หยิบนักแสดงสวยหล่อมาเล่นนั่นเองครับ โดยผู้ที่ได้รับบทแสดงนำ โจ ล็อค รับบทเป็น ชาร์ลี สปริง โดยนักแสดง โจ ล็อค เข้ารับการออดิชั่นและผ่านการคัดเลือกจากผู้เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 10,000 คน ถึงแม้จะเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรก แต่ต้องยอมรับเลยว่า โจ ล็อค แสดงและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติดีมาก ๆ ประกบคู่กับ คิต คอนเนอร์ รับบทเป็น นิค เนลสัน โดยหนุ่ม คิต คอนเนอร์ เคยผ่านผลงานการแสดงมาตั้งแต่เด็กและแจ้งเกิดไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Rocketman และซีรีส์ His Dark Materials สุดฮิตในปี 2019 ทำให้มั่นใจในฝีมือกการแสดงได้เป็นอย่างดีครับ
นอกจากนี้ตัวละครอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ กลุ่มนักเรียนของชาร์ลี ก็มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน ซึ่งทางทีมงานได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นบุคลิก วิธีการสื่อสาร การกระทำ และคำพูดต่าง ๆ ที่สำคัญนักแสดงในเรื่องสามารถสื่ออารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี เคมีของนักแสดงในเรื่องต่างช่วยส่งเสริมกัน ทำให้ทั้งแฟน ๆ หนังสือที่ติดตามมาตั้งแต่ต้นหรือผู้ที่เพิ่งจะมาติดตามซีรีส์ สามารถอินไปกับเรื่องราวของตัวละครในซีรีส์ได้ไม่ยากครับ
6. กราฟิกและเพลงประกอบที่ทำให้ซีรีส์มีสีสันมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่จะทำให้ผู้ชมอินไปกับซีรีส์ได้ผู้เขียนมองว่าไม่ได้มีเพียงแค่บทหรือการแสดงของนักแสดงเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มให้ซีรีส์เรื่องนี้มีอรรถรสมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือ ภาพและดนตรีประกอบนั่นเอง โดยซีรีส์ได้หยิบเอาลายเส้นกราฟิกการ์ตูนมาแทรกในเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเรื่อง เช่น เหตุการณ์ที่นิคบังเอิญเผลอไปแตะมือของชาร์ลีแบบไม่ได้ตั้งใจ ก็จะมีกราฟิกลายเส้นการ์ตูนเป็นประกายไฟฟ้าช็อต ซึ่งลายเส้นก็จะถอดแบบออกมาจากหนังสือที่ผู้แต่งวาดไว้ครับ ซึ่งลายเส้นของผู้วาดมีความเป็นเอกลักษณ์ มีสไตล์ความน่ารักเหมาะกับเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น ทำให้ความรู้สึกตอนรับชมซีรีส์เรื่องนี้ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นครับ นอกจากนี้ดนตรีประกอบต้องขอบอกเลยว่ามีส่วนช่วยให้ซีรีส์สามารถถ่ายทอดอารมณ์และการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นด้วยครับ เพราะในซีรีส์ได้รวบรวมเพลงประกอบเพราะ ๆ จากศิลปินแนวอินดี้ และ LGBTQ+ ของทางอังกฤษ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพลง “What’s It Gonna Be?” ศิลปิน Shura หรือเพลง “Lovesick” ศิลปิน Peace และอีกหลาย ๆ เพลงที่ใช้ประกอบเรื่องราวต่าง ๆ ทำช่วยเสริมอารมณ์ให้ซีรีส์มีความสนุกมากยิ่งขึ้นครับ
7. สิ่งที่จะทำให้คนดูติดตามต่อรอดูซีซัน 2 หลังจากการ Come Out
ผู้เขียนมองว่าการ Come Out ของตัวละครไม่ได้เป็นตอนจบของซีรีส์ เพราะถึงแม้เราจะ Come Out ไป บอกให้ทุกคน ๆ รู้แล้วทุกอย่างจะราบรื่นเป็นตอนจบที่สวยงามช่วยฟื้นฟูจิตใจให้คนออกมาแสดงความกล้า แต่อย่าลืมว่าเรายังต้องใช้ชีวิตต่อไป เมื่อมีคนสนับสนุนก็ต้องมีคนขัดขวาง และในซีซัน 2 ที่กำลังจะมาถึง จะมีตัวละครสำคัญอย่าง เดวิด เนลสัน (David Nelson) รับบทโดย แจ็ก บาร์ตัน (Jack Barton) พี่ชายของนิค นักศึกษามหาลัยที่ไม่ปลื้มในความสัมพันธ์ของน้องชายและชาร์ลี ถึงแม้แม่ของนิคจะเข้าใจในตัวของนิคหลังจาก Come Out แล้วก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าคนในครอบครัวของนิค ทุกคนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่าในซีซัน 2 พี่ชายของนิคจะเข้ามามีผลกระทบต่อความสำคัญของนิคและชาร์ลีมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนชาร์ลีอย่าง แอลล์ เถา ทารา และดาร์ซี จะไปต่อในทิศทางไหน ประเด็นเหล่านี้จะต้องถูกพูดถึงในซีซันต่อ ๆ อย่างแน่นอนครับ
ในซีซัน 1 เรื่องราวทุก ๆ อย่าง ก็จบลงอย่างสวยงามแฮปปี้ เป็นซีรีส์ที่ทำให้หัวใจพองโต และมอบความสุขให้กับเพื่อน ๆ ได้ ถึงแม้ซีรีส์จะไม่ได้มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ หรือมีเนื้อหาที่แตกต่างจากซีรีส์วัยรุ่นอื่น ๆ มากนัก แต่ผู้เขียนก็ยังชอบในความเป็นธรรมชาติและบรรยากาศต่าง ๆ ของซีรีส์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเรื่องราวของเหล่าตัวละครที่เข้าใจง่าย สามารถพบเจอทั่วไปได้ในสังคม อยู่บนพื้นฐานของความจริง ทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่าง ๆ ของตัวละครได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกชอบ แอบรัก ความเศร้า ความสมหวัง ความผิดหวัง ความสับสนต่าง ๆ และเป็นกำลังใจให้กับตัวละครที่กำลังจะก้าวข้ามความสับสนในชีวิตวัยรุ่นในการค้นหาตัวเองพร้อมกับฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ในสังคม การได้สัมผัสถึงชีวิตความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ได้สวยงามเหมือนที่พวกเขาวาดฝันไว้ ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกตลอดเวลาในระหว่างที่ดูซีรีส์เรื่องนี้ คล้ายกับว่าเรากำลังเอาใจช่วยเพื่อนสักคนหนึ่งอยู่และอยากให้พวกเขาก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปให้ได้ครับ
สุดท้ายนี้ใครที่กำลังมองมองหาซีรีส์ที่ฟีลกู๊ดฮีลใจ ไม่บั่นทอนจิตใจ Heartstopper ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำครับ ส่วนซีซัน 2 และ 3 ก็กำลังจะถ่ายทำแล้ว รอติดตามใน Netflix ได้เลยครับ