โหมดกล้องสำหรับมือใหม่ แต่ละโหมดปรับค่าอย่างไร เหมาะกับการถ่ายภาพแบบไหน ?

ในยุคนี้เราต้องยอมรับเลยครับว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเร็วมาก ๆ ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกับวงการ การถ่ายภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนในยุคนี้ต่างก็ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ทำให้กล้องมือถือ รุ่นใหม่ ๆ มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากแต่ก่อนมาก แต่ด้วยความที่ มือถือมีข้อจำกัดด้านขนาด ส่งผลให้มันไม่สามารถยัดฟังก์ชันเข้าไปแบบจัดเต็มไปเข้าไปได้ โหมดออโต้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมือถือ เราทำได้แค่ ยกมือถือขึ้นมา เล็ง แล้วกดชัตเตอร์ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ภาพที่ดูสวยงามในทันที แต่แน่นอนครับ ด้วยขนาดของมือถือ ทำให้ไม่สามารถยัดประสิทธิภาพเต็ม ๆ เข้าไปได้ หลาย ๆ คนจึงขยับไปหากล้องที่โปรกว่า

หลายคนจึงยอมเสียเงินก้อนโต เพื่อซื้อกล้องถ่ายรูปราคาแพง ๆ อย่างกล้อง Mirrorless หรือกล้อง DSLR ตัวใหญ่ ๆ มาใช้แทนกล้องมือถือ โดยหวังว่า กล้องราคาแพง ๆ จะให้ภาพที่ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นได้ แต่กลายเป็นว่า ภาพที่ได้กลับดูไม่ต่างไปจากตอนที่ใช้กล้องมือถือเลย ซึ่งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า โหมดออโต้ ของทั้ง กล้องมือถือ และกล้องถ่ายรูป มันก็เหมือนกันครับ ดังนั้นเมื่อมือใหม่กลัวที่จะใช้ โหมดกล้องอื่น ๆ เนื่องจากมันดูซับซ้อนและยุ่งยาก ภาพที่ได้จึงไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นในวันนี้เราขอพาทุกคนมาเริ่มต้นกันใหม่ครับ โดยเริ่มตั้งแต่มาดู โหมดกล้องสำหรับมือใหม่ มีอะไรบ้าง ? แต่ละโหมดเหมาะจะใช้ในสถานการณ์ไหน ? วิธีการปรับค่าในแต่ละโหมดให้ถูกต้อง จะต้องทำอย่างไร ? ไปดูกันครับ

แต่ก่อนอื่น ก่อนที่เราจะพาคุณไปดูโหมดต่าง ๆ ของกล้องถ่ายรูป เราขอพาคุณมารู้จักกับค่าต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานของกล้องถ่ายรูปกันก่อนดีกว่าค่ะ เพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน

พื้นฐานการถ่ายภาพที่ทุกคนควรรู้ (Photography Basics)

อันดับแรกเรามาทำความรู้จักกับค่าต้าง ๆ ของกล้องกันก่อนนะครับ เพราะถ้าหากเราไม่รู้จักค่าต่าง ๆ เหล่านี้มาก่อน แล้วข้ามไปพูดถึงโหมดถ่ายภาพเลย หลาย ๆ คนจะต้องเกิดความสับสน และงุนงงอย่างแน่นอนครับ เพราะเราจะไม่รู้ว่า ค่าที่แต่ละโหมดให้เราปรับนั้นคือ ค่าอะไร ? และมีผลอย่างไรกับภาพ ? ฉะนั้นเราไปดูกันเลยครับว่า ภายในกล้อง มันมีค่าอะไรที่เราต้องรู้บ้าง ?

1. รูรับแสง (Aperture)

รูรับแสง หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า ค่า f (เลขค่า f ในกล้อง) นั่งเอง ซึ่งจะเป็นรูเล็ก ๆ ที่อยู่ในเลนส์กล้องครับ ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะผ่านเข้าไปที่เซ็นเซอร์กล้อง ดังนั้นการปรับค่ารูรับแสง หรือค่า f ก็คือ การที่เรากำหนดว่า จะให้แสงผ่านเข้าไปได้มากน้อยขนาดไหนนั่นเองครับ

รูรับแสง (Aperture)
รูรับแสง (Aperture)
  • รูรับแสงกว้าง (ค่า f ตัวเลขน้อย) คือ แสงจะผ่านเข้ามาได้มากขึ้น ทำให้ภาพดูสว่างขึ้น ทำให้เหมาะจะใช้ถ่ายภาพในที่แสงน้อย และก็มีระยะชัดตื้นเพิ่มมากขึ้นด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ในโฟกัสแคบลง ฉากหลังจึงหลุดโฟกัส ทำให้เกิดการละลายฉากหลัง เกิดเป็นภาพแนวหน้าชัดหลังเบลอ
  • รูรับแสงแคบ (ค่า f ตัวเลขมาก) คือ แสงจะผ่านเข้ามาได้น้อยลง ส่งผลให้ภาพดูมืดลง ทำให้เหมาะจะใช้ถ่ายภาพในพื้นที่ที่มีแสงจ้า และยังมีระยะชัดลึกที่กว้างขึ้นด้วย ทำให้พื้นที่ที่อยู่ในโฟกัสกว้างมากขึ้น ฉากจึงอยู่ในโฟกัสด้วย ทำให้มันมีส่วนที่เบลอน้อยลง ภาพที่ออกมาจึงคมชัดทั้งภาพ มันจึงเหมาะกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์กว้าง ๆ ครับ

2. ค่าความไวแสง (ISO)

ค่าความไวแสง (ISO)
ค่าความไวแสง (ISO)
ค่าความไวแสง หรือ ISO ก็คือ ความไวแสงที่กล้องมีครับ ซึ่งกล้องแต่ละรุ่น จะมีช่วงความไวแสงไม่เท่ากัน โดยค่า ISO จะใช้เมื่อเราต้องการถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อยไปจนถึงมืด ซึ่งเมื่อเราตั้งค่า ISO สูง ๆ กล้องก็จะไวแสงมากขึ้นเช่นกันครับ ช่วยให้ภาพที่ดูมืด จะมีแสงสว่างมากขึ้นได้ ทำให้เราใช้ถ่ายภาพในที่มืดได้ แต่ถ้าเรายิ่งปรับค่า ISO สูงมากเท่าไหร่ ภาพก็จะเกิด Noise มากขึ้นเท่านั้นครับ ทำให้ความคมชัดของภาพลดลง

ซึ่งสถานการณ์ที่เราควรปรับ ISO คือ การถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อย อย่างการถ่ายในตอนกลางคืน ถ่ายในร่ม ถ่ายในคอนเสิร์ต หรือถ่ายในงานปาร์ตี้ เป็นต้น

3. ความไวชัตเตอร์ (Shutter Speed)

สำหรับ ความไวชัตเตอร์ (Shutter Speed) เป็นค่าที่ช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพคน วัตถุ หรืออะไรก็ตาม ที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้ โดยค่าที่กล้องให้เราปรับจะเป็น สัดส่วน/วินาที ครับ เช่น 1/4000 หมายถึง เสี้ยววินาที ครับ ซึ่งถ้าตัวเลขยิ่งสูง ชัตเตอร์ก็จะไวขึ้น ทำให้มันสามารถหยุดการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วได้ แต่ถ้าตัวเลขยิ่งต่ำ ชัตเตอร์ก็จะช้า ทำให้ภาพเบลอ

ดังนั้น ถ้าเราต้องการถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ อาทิเช่น ถ่ายภาพรถแข่ง ถ่ายน้ำพุให้น้ำกระเด็นเป็นเม็ด ๆ หรือใช้ถ่ายภาพนกที่กำลังบิน เราก็ต้องปรับตัวเลขให้สูงครับ เพื่อให้ชัตเตอร์เก็บภาพได้ไวขึ้น กลับกันถ้าหากเราต้องการถ่าย น้ำตก โดยให้น้ำไหลเชื่อมต่อกันเป็นสาย ถ่ายพลุ หรือแสงไฟของรถบนท้องถนน ให้มีแสงไฟเชื่อมต่อกันเป็นเส้น เราก็ต้องปรับตัวเลขให้ต่ำลง เพื่อให้ชัตเตอร์เก็บภาพช้าลง วัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ก็จะเบลอ จนเรามองว่ามันเชื่อมต่อกันเป็นเส้นนั่นเองครับ

แต่การปรับก็ต้องระวังกันด้วยนะครับ เพราะถ้าเราปรับความเร็วชัตเตอร์ให้เร็วขึ้น หมายถึง แสงจะผ่านเข้ามาในกล้องได้น้อยลงฉะนั้นมันเหมาะจะใช้ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอเท่านั้น เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเพิ่มไป ISO อีก แต่ถ้าเราปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ช้าลง จำเป็นต้องใช้กับขาตั้งกล้องครับ เพราะกล้องจะเปิดรับแสงนานขึ้น ทำให้เก็บแสงได้มากขึ้นครับ ทำให้เกิดเป็น เทคนิคการลากแสงไฟ ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ถ่ายในตอนกลางคืน

4. วิธีจัดองค์ประกอบภาพ & กฎสามส่วน (Composition & Rule of third)

กฎสามส่วน (Rule of third)
กฎสามส่วน (Rule of third)
กฎสามส่วน เป็นการผสมกันระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ จนออกมาเป็นตาราง 9 ช่อง ครับ โดยจะมี เส้นแนวตั้ง 2 เส้น แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ตัดกับเส้นแนวนอน 2 เส้น ที่แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน เช่นกันครับ ทำให้เกิดเป็นจุดตัดกัน ของแต่ละเส้น ซึ่งจุดตัด ก็คือ จุดที่เราจะใช้วางองค์ประกอบภาพลงไปนั่นเองครับ เพราะเป็นจุดที่มีการพิสูจน์มาแล้วว่า ส่งผลดีต่อทั้ง งานออกแบบ และภาพถ่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสมดุล และความลงตัวให้กับภาพได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ทำให้เราจึงสามารถพบ กฎสามส่วนนี้ได้ในกล้องทุกประเภทครับ

หลังจากที่ได้รู้จักกับ พื้นฐานการถ่ายภาพ ไปบางส่วนแล้ว ซึ่งแค่คุณรู้จัก 4 ค่านี้ คุณก็สามารถจะถ่ายภาพได้สวยขึ้นแล้วครับ แต่ต่อไปเราจะพาไปทำความรู้จักกับโหมดถ่ายภาพที่สำคัญ ๆ กันบ้างครับ และอย่างที่เรารู้กันดีครับว่า โดยปกติ กล้องถ่ายรูป จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หลัก ๆ ก็คือ โหมดอัตโนมัติ และโหมดแมนนวล ซึ่งก็แน่นอนครับว่า โหมดอัตโนมัติมือใหม่คงใช้กันเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นในวันนี้เราขอพามาทำความรู้จักกับโหมดแมนนวลกันบ้างดีกว่าครับ ว่ามันมีอยู่กี่โหมด ? แต่ละโหมดตั้งค่าอย่างไร ? ใช้ถ่ายภาพแบบไหน ? และโหมดไหนเหมาะกับสถานการณ์ใดบ้าง ? ไปดูกันเลย


โหมด P (Program Mode)

โหมด Program (P) หรือโหมด P
โหมด Program (P) หรือโหมด P

Program Mode หรือ โหมด P เป็นโหมดที่มีการใช้งานใกล้เคียงกับโหมด Auto เลยครับ โดยกล้องจะทำการวิเคราะห์ภาพที่เรากำลังจะถ่าย และจะไปปรับค่าที่สำคัญ ๆ ให้อัตโนมัติ ทั้งความเร็วชัตเตอร์ และค่ารูรับแสง เพื่อให้ค่าทุกอย่างมันสัมพันธ์กัน และก็เหมาะกับภาพมากที่สุด และจะอนุญาตให้เราสามารถปรับชดเชยแสงได้เองตามต้องการเลย  ซึ่งหลัก ๆ ก็จะให้เราปรับค่า ISO (ความไวแสง) และปรับสมดุลแสงสีขาว แต่ก็มีกล้องบางรุ่น ที่จะให้เราสามารถปรับค่าอื่น ๆ ได้ด้วย อย่างการปรับ Picture Style หรือโปรไฟล์สีของการถ่ายภาพครับ

โหมด P เหมาะที่จะใช้ถ่ายภาพในสถานการณ์ใด ?

อย่างที่เราได้บอกไปครับว่า โหมด P จะเหมือนกับโหมด Auto แทบทุกอย่าง ดังนั้นจึงเหมาะกับทุกสถานการณ์ครับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราต้องการแสงที่มากขึ้น หรือน้อยลง เพื่อให้ภาพดูแตกต่างจากภาพถ่ายปกติครับ

ซึ่งในการใช้งานโหมดนี้ เราก็แค่จัดองค์ประกอบของภาพ จากนั้นปรับค่าแสง ค่า ISO ตามที่เราต้องการ และกดชัตเตอร์ เท่านี้เราก็จะได้ภาพที่มีแสงอย่างที่เราต้องการแล้วครับ

นอกจากนี้ถ้าหากใครที่ต้องการฝึกควบคุมแสงในภาพ โหมดนี้จะเหมาะมาก ๆ ครับ มันถือเป็นโหมดที่เราควรฝึกต่อจากโหมดออโต้ได้เลย เพื่อเรียนรู้การปรับค่าต่าง ๆ ของกล้อง ก่อนที่จะขยับไปใช้งานโหมดที่ให้เราปรับค่าต่าง ๆ ได้มากกว่านี้ครับ

ข้อดีของ โหมด P

  • ใช้งานง่ายมาก ๆ ครับ เพราะหลัก ๆ เราแค่มีหน้าที่ปรับแสงในภาพเพียงอย่างเดียว ส่วนกล้องจะควบคุมค่าอื่น ๆ ให้
  • ใช้ถ่ายภาพได้ทันที เพราะไม่ต้องกังวลอะไรเลย ค่าสำคัญ ๆ ที่มีโอกาสทำให้เสีย กล้องจะจัดการให้ทั้งหมด
  • เหมาะสำหรับใช้ในการฝึกควบคุมแสง รวมไปถึงฝึกควบคุมระยะชัดตื้น และระยะชัดลึก ด้วย
  • ใช้งานได้ทั้ง กลางวันที่มีแสงจ้า และกลางคืนที่มีแสงน้อย เพราะมันสามารถควบคุมแสงโดยรวมได้
  • ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ของ ค่าแสงที่เราปรับเอง กับค่ารูรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ ที่กล้องปรับให้

ข้อเสียของ โหมด P

  • นอกจากค่าแสงแล้ว เราจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ทำให้ในการถ่ายภาพกระโดด, หน้าชัดหลังเบลอ หรือถ่ายด้วยเทคนิคต่าง ๆ จะทำไม่ได้

โหมด A / Av (Aperture Priority Mode) สำหรับถ่ายภาพแนว Portrait 

โหมด Aperture Priority (A) หรือโหมด A / Av

โหมด Aperture Priority บางแบรนด์จะเรียก โหมด A หรือบางแบรนด์ ก็เรียกว่า โหมด AV ครับ โดยเป็นโหมดที่ให้เราปรับค่า f หรือค่ารูรับแสง ส่วนค่าอื่น ๆ กล้องจะเซ็ตให้เราเองอัตโนมัติครับ ซึ่งคนที่ต้องการถ่ายภาพ แนว Portrait แบบหน้าชัดหลังเบลอ เน้นถ่ายภาพบุคคล ก็จะนิยมใช้โหมดนี้ครับ เพราะเราแค่คอยควบคุมความชัดของภาพ ส่วนที่เหลือให้กล้องจะจัดการเอง ซึ่งถ้าหากต้องการให้แบบคมชัดและฉากเบลอ ๆ ก็ให้ปรับ ค่า f ต่ำ ๆ (ตัวเลขน้อย) แต่ถ้าอยากถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ที่ต้องการให้คมชัดทั้งภาพ เราก็แค่ปรับค่า f สูง ๆ (ตัวเลขเยอะ) ครับ

โหมด A / Av เหมาะจะใช้ถ่ายภาพในสถานการณ์ใด ?

โดย โหมด A / Av จะเหมาะมาก ๆ กับการถ่ายภาพแนว Portrait ที่จะเน้นการทำให้ใบหน้าของแบบหรือบุคคลชัดขึ้น ส่วนฉากหลังจะเบลอครับ ซึ่งภาพจะเบลอมากเบลอน้อย มันก็ขึ้นอยู่ที่เราจะกำหนดครับ ถ้าเรายิ่งปรับค่า f สูง ๆ ฉากหลังก็จะดูคมชัดขึ้น แต่ถ้าเรายิ่งปรับค่า f ให้ต่ำลง ๆ ฉากหลังก็จะยิ่งเบลอมากขึ้นครับ ส่วนค่าอื่น ๆ ทั้ง ปริมาณแสง, ความไวชัตเตอร์ หรืออื่น ๆ ให้กล้องไปจัดการให้เราอัตโนมัติครับ

ข้อดีของ โหมด A / Av

  • เหมาะมาก ๆ กับการถ่ายแนวหน้าชัดหลังเบลอทั้ง บุคคล ดอกไม้ หรือวัตถุต่าง ๆ และยังถ่ายภาพวิวกว้าง ๆ ได้ดีอีกด้วย
  • ใช้ถ่ายภาพได้ทันที เพราะค่าที่สำคัญ กล้องจะปรับให้อัตโนมัติ เราแค่คอยปรับค่า f เพื่อกำหนดความชัด ความเบลอ
  • เหมาะสำหรับใช้ในการฝึกควบคุมรูรับแสง ซึ่งทำได้ทั้ง หน้าชัดหลังเบลอ, หน้าเบลอหลังชัด และกลางชัดส่วนอื่นเบลอ

โหมด S / Tv  (Shutter Priority Mode) สำหรับถ่ายภาพที่กำลังเคลื่อนไหว

โหมด Shutter Priority (S) หรือโหมด S / Tv
โหมด Shutter Priority (S) หรือโหมด S / Tv

มาต่อกันกับ โหมด Shutter Priority กันบ้างครับ โดยบางแบรนด์จะเรียกว่า โหมด S หรือบางแบรนด์ ก็จะเรียกว่า โหมด TV ครับ ซึ่งเป็นโหมดที่ให้เราปรับเฉพาะ ความไวชัตเตอร์ (Shutter Speed) หรือระยะเวลาการเปิดชัตเตอร์ ส่วนค่าอื่น ๆ กล้องจะมีการจัดการให้เราอัตโนมัติ ซึ่งถ้าถามว่า โหมดนี้ใช้งานยากรึเปล่า ? เราขอตอบว่ายากประมาณนึงครับ เพราะเราจะต้องเข้าใจค่าต่าง ๆ ของกล้องพอสมควร เพราะภาพมีโอกาสเสียง่ายมาก ๆ

ซึ่งถ้าเราปรับ Shutter Speed ให้มีตัวเลขสูง ๆ ชัตเตอร์ก็จะจับภาพได้ไวขึ้น ช่วยให้มันสามารถหยุดการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วได้ ทำให้เหมาะสำหรับถ่ายภาพการแข่งขันต่าง ๆ ถ่ายภาพกระโดด ถ่ายสัตว์เลี้ยงที่กำลังวิ่งเล่น หรือถ้าถ่ายภาพช่วงฝนตก เราก็จะได้น้ำฝนที่กำลังตกลงมาเป็นเม็ด ๆ ครับ แต่ถ้าปรับ Shutter Speed ให้มีตัวเลขต่ำ ๆ ชัตเตอร์ก็จะยิ่งช้า ทำให้ภาพเบลอจนมันดูเหมือนภาพกำลังเคลื่อนไหวอยู่ หลาย ๆ คนจึงนิยมใช้ถ่ายภาพพลุไฟที่แสงไฟของพลุจะเชื่อมต่อกัน, ถ่ายภาพสายน้ำ น้ำก็จะดูเหมือนกำลังไหลอยู่ หรือถ่ายภาพแสงไฟรถบนท้องถนน เราก็จะได้แสงไฟเป็นเส้น ๆ ลากยาวไปบนถนนครับ แต่เราจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับขาตั้งกล้องด้วยนะครับ เพราะถ้ากล้องสั่นแค่นิดเดียว ภาพจะเสียทันที

โหมด S / Tv เหมาะจะใช้ถ่ายภาพในสถานการณ์ใด ?

สรุปง่าย ๆ นะครับว่า โหมดนี้เหมาะสำหรับถ่ายภาพแบบหรือวัตถุที่เคลื่อนไหวครับ ซึ่งถ้าหากเราต้องการได้ภาพที่ดูหยุดนิ่ง จากวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว ให้เซ็ตค่า Speed Shutter สูง ๆ ครับ แต่ถ้าหากเราต้องการได้ภาพที่ดูเหมือนกับว่า มันกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ให้เราเซ็ตค่า Speed Shutter ต่ำ ๆ ครับ

ข้อดีของ โหมด S / Tv

  • สำหรับถ่ายภาพคนหรือวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งจะทำให้ดูหยุดนิ่ง หรือทำให้มันดูเบลอ ๆ เหมือนเคลื่อนไหวอยู่ก็ได้
  • การปรับ Speed Shutter ต่ำ ๆ ช่วยให้รับแสงได้มากขึ้น ภาพสว่างขึ้น ทำให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี
  • สร้างสรรค์ภาพที่โดดเด่นได้ เช่น ถ่ายภาพน้ำตกฟุ้ง ๆ, ถ่ายให้ตัวแบบชัดรอบข้างเบลอเป็นเส้น ๆ หรือถ่ายแสงไฟเป็นเส้น
  • ใช้ถ่ายภาพได้ทันที เพราะค่าอื่น ๆ กล้องจะปรับให้อัตโนมัติ เราปรับแค่ Speed Shutter ตามต้องการ
  • เหมาะสำหรับใช้ฝึกควบคุม Speed Shutter ให้เหมาะสมกับภาพ

ข้อเสียของ โหมด S / Tv

  • ภาพเสียค่อนข้างง่าย ต้องเข้าใจการถ่ายภาพในระดับนึง
  • การปรับ Speed Shutter ต่ำ ๆ ต้องใช้ร่วมกับขาตั้งกล้อง เท่านั้น

โหมด M หรือ Manual Mode สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว

โหมด M หรือ Manual Mode (สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว)
โหมด M หรือ Manual Mode (สำหรับคนที่ชำนาญแล้ว)

สำหรับ Manual Mode หรือ โหมด M เป็นโหมดที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าทุกอย่างได้เองครับ ไม่ว่าจะเป็น ความเร็วชัตเตอร์, ค่ารูรับแสง, ค่า ISO (ความไวแสง) และค่าอื่น ๆ ช่วยให้โหมด M มีประโยชน์มาก ๆ หากเราสามารถควบคุมทุกอย่างนี้ได้ เพราะเราสามารถใช้โหมดนี้ถ่ายภาพเหมือนกับที่โหมดอื่น ๆ ทำได้ครับ อาทิเช่น หน้าชัด-หลังเบลอ, ถ่ายกระโดด, ถ่ายเส้นแสง ฯลฯ แต่โหมด M จะดีกว่าตรงที่มันปรับได้ละเอียดกว่า เช่น ถ้าเราใช้โหมดกึ่งอัตโนมัติ P, A หรือ S แล้วเราใช้ถ่ายภาพย้อนแสง กล้องมีโอกาสจะวัดแสงผิดได้ ซึ่งเราจะแก้ไขไม่ได้เลยครับ แต่ถ้าเราใช้โหมด M เราจะสามารถไล่ปรับ รูรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ เพื่อหาค่าที่เหมาะสมได้

แต่ก่อนที่เราจะถ่ายภาพด้วยโหมด M เราก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนนะครับ เพราะค่าต่าง ๆ จะทำงานสัมพันธ์กัน โดยเราต้องควบคุมทั้ง รูรับแสง เพื่อกำหนดปริมาณแสง และใช้ควบคุมระยะชัดลึก หรือระยะชัดตื้น เพื่อให้ตัวแบบดูโดดเด่นกว่าฉากหลัง, การปรับค่า Speed Shutter เพื่อควบคุมระยะเวลาในการรับแสง รวมไปถึงใช้หยุดการเคลื่อนไหวหรือใช้สร้างการคลื่อนไหวที่ดูแปลกตาในภาพ และค่า ISO ที่จะช่วยให้กล้องสามาถรับแสงได้ดีขึ้นในที่ที่มีแสงน้อย ซึ่งสำหรับมือใหม่โหมด M อาจจะดูซับซ้อนไปสักหน่อยนะครับ แต่ข้อดีของโหมดนี้คือ มันช่วยให้เราสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้ออกมาอย่างใจคิดเอาไว้มากขึ้นครับ

โหมด M เหมาะจะใช้ถ่ายภาพในสถานการณ์ใด ?

สำหรับคนที่มีประสบการณ์การถ่ายภาพมาพอสมควรจะรู้ดีว่าในสถานการณ์แบบไหน ควรจะปรับค่าอย่างไร ? ทำให้โหมดนี้มันเหมาะกับทุกสถานการณ์เลย เราสามารถใช้โหมดนี้สร้างสรรค์ภาพได้ทุกแบบ ทุกสไตล์ เหมือนกับที่โหมด P, A หรือ S ทำได้ อาทิเช่น ถ่ายพลุไฟ, ถ่ายภาพยามค่ำคืน, ถ่ายดวงดาว, ถ่ายภาพบุคคล, ถ่ายสินค้า หรือถ่ายในสตูดิโอ เป็นต้น เพียงแค่เราต้องตั้งค่าให้เหมาะสมกับภาพที่เราเท่านั้นเองครับ

ข้อดีของ โหมด M

  • ตอบโจทย์การถ่ายภาพได้ทุกสถานการณ์ และสามารถถ่ายภาพได้ทุกแบบ เหมือนที่โหมด P, A หรือ S ทำได้
  • ปรับได้ละเอียดกว่า โหมดกึ่งอัตโนมิติอย่าง P, A หรือ S
  • เราสามารถปรับค่าต่าง ๆ ของกล้อง เพื่อให้ได้ภาพที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการได้มากที่สุด
  • การปรับ Speed Shutter ต่ำ ๆ ช่วยให้รับแสงได้มากขึ้น ภาพสว่างขึ้น ทำให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี
  • สร้างสรรค์ภาพที่โดดเด่น เช่น ถ่ายน้ำตกฟุ้ง ๆ, ถ่ายดวงดาว, ถ่ายตัวแบบชัด ส่วนคนเดินผ่านเบลอเป็นเส้น หรือถ่ายแสงไฟรถลากเป็นเส้นไปบนถนน

ข้อเสียของ โหมด M

  • ใช้งานยากที่สุด ทำให้เหมาะกับคนที่เข้าใจค่าต่าง ๆ ของกล้องเป็นอย่างดี และรู้ว่าถ้าปรับค่านี้ ผลจะเป็นอย่างไร
  • เหมาะกับการถ่ายอยู่กับที่อย่างในสตูดิโอ หรือใช้ในที่ที่สภาพแสง และมุมภาพไม่ได้เปลี่ยนไปบ่อย ๆ
  • หากต้องการเปลี่ยนมุมถ่ายภาพ หรือแสงพระอาทิตย์ดอปลง เราก็ต้องปรับค่าใหม่ เพื่อหาค่าที่เหมาะสมเช่นเดิม

อย่างที่เราเห็นกันไปครับว่า ในแต่ละโหมด จะมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกันอย่างชัดเจน พร้อมทั้ง มีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกันด้วย ฉะนั้นถ้าหากคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการภาพแนวไหน ? คุณก็สามารถไปจิ้มที่ โหมดนั้นได้เลย โดยถ้าคุณเป็นมือใหม่จริง ๆ เราแนะนำให้เลือกใช้โหมดกึ่งอัตโนมัติไปก่อนครับ เพราะ โหมด M มันค่อนข้างจะซับซ้อนมาก ๆ

ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจว่า โหมด M คือ โหมดที่ดีที่สุด อันที่จริงมันไม่ใช่นะครับ แถมในบางสถานการณ์ มันอาจจะเป็นโหมดที่แย่ที่สุดเลยก็ได้ เพราะขนาดช่างภาพมืออาชีพ ยังจะต้องลองปรับค่าต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาค่าที่เหมาะกับ แสง ณ เวลานั้น และหาค่าที่ตรงตามที่ต้องการมากที่สุด ส่งผลให้ต้องใช้เวลาพอสมควรเลย อีกทั้งถ้าสภาพแสงเปลี่ยนไป หรือเปลี่ยนมุมถ่าย คุณก็ต้องมาตั้งค่าใหม่อีก ดังนั้นเราจะต้องบอกว่า โหมด M เป็นโหมดที่มีอิสระมากที่สุด ถึงจะถูกครับ

Next Post