โรคไข้หวัดใหญ่ถือได้ว่าเป็นโรคที่ทุกคนอาจจะเคยผ่านประสบการณ์การเป็นมาก่อน โดยอาการของโรคนี้อาจกินระยะเวลามากถึง 1 สัปดาห์จนกว่าร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสออกไปได้ แม้ว่าโรคนี้จะไม่ได้มีอาการรุนแรงอะไรมากมาย แต่อาการของมันก็สร้างความรำคาญให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็น ไอ, น้ำมูกไหล, เสียงแหบ หรือคัดจมูก ดังนั้นเพื่อให้อาการดีขึ้นเราก็จะต้องดูแลตัวเองให้ถูกวิธี ซึ่งในบทความนี้ผมจึงจะมาแนะนำ ‘วิธีรักษาไข้หวัดใหญ่ บรรเทาอาการป่วยอย่างรวดเร็ว’ ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
1. พยายามอยู่บ้าน ไม่ออกนอกบ้าน
ร่างกายของพวกเราทุกคนต้องการพลังงานในการไปสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งบางครั้งการเดินทางไปซื้อของหรือพื้นที่สาธารณะอาจเป็นการทำให้อาการป่วยของเราหนักขึ้น เนื่องจากเราต้องใช้พลังงานไปกับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ยิ่งโดยเฉพาะไปเรียนหรือทำงานยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้น ในขณะเดียวกันการออกไปข้างนอกนอกจากจะทำให้ตัวเองป่วยเพิ่มแล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงให้คนอื่นติดเชื้อของเราได้ด้วย ดังนั้นถ้าหากรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นไข้อยู่พยายามงดออกนอกบ้านครับ
2. ดื่มน้ำเยอะ ๆ

หนึ่งในอาการของไข้หวัดคือ ‘ไข้ขึ้นสูง’ ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำค่อนข้างเยอะ ในบางคนอาจมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย ดังนั้นเพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปเราควรดื่มน้ำให้เยอะ ๆ ครับ ให้จำเอาไว้เลยว่า ‘น้ำ’ มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราทุกคน ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยต้องดื่มน้ำให้เป็นชีวิตจิตใจครับ ทั้งนี้คุณสามารถดื่มชาสมุนไพรหรือชาน้ำผึ้งได้ครับ แต่น้ำที่ควรหลีกเลี่ยงห้ามดื่มโดดเด็ดขาดคือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
3. พักผ่อนให้ได้มากที่สุด
การพักผ่อนเปรียบเสมือนกับยาที่ช่วยให้ร่างกายต่อสู่กับเชื้อไวรัส ดังนั้นการนอนอยู่บนโซฟาเพื่อดูซีรีส์โปรดของตัวเองก็เป็นไอเดียที่ไม่แย่เลยครับ แต่อย่าเผลอดู Netflix เพลินจนไม่ได้นอนเลยก็พอครับ หากอยู่ในช่วงมีไข้แนะนำให้เข้านอนเร็วกว่าปกติ ถ้าให้ดีควรงีบระหว่างวันก็จะดีมาก เพราะเพียงแค่งีบ 20 นาที ก็จะทำให้ร่างกายรู้สึกเฟรชขึ้นแล้วครับ การพักผ่อนช่วยลดโอกาสการเกิดไข้หวัดรุนแรงได้
4. พยายามทำให้ตัวเองหายใจสะดวก
อาจจะยากสักหน่อยสำหรับคนที่มีอาการคัดจมูกและไอ แต่อาการหายใจไม่สะดวกมีผลต่อการนอนหลับของเราแน่นอน ดังนั้นผมมีทริกเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น

- ใช้หมอนหนุนที่นอนสบายแบบพิเศษที่หนุนให้หัวสูงขึ้น
- นอนโดยเปิดเครื่องทำความชื้นหรือเครื่องพ่นไอน้ำ
- หากบ้านคุณมีเครื่องทำน้ำอุ่นแนะนำให้อาบน้ำอุ่นก่อนนอน
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
อาหารสุขภาพเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คงไม่ชอบสักเท่าไหร่ เพราะมันคงจะไม่อร่อยเท่ากับไอศกรีมหรือมันฝรั่งทอด แต่ยังไงร่างกายของเราก็ควรได้รับสารอาหารดี ๆ เข้าร่างกายเพื่อต่อสู้กับโรคไข้หวัด
ทั้งนี้อาหารสุขภาพก็จะมีผักและผลไม้ อย่างเช่น วิตามิน, แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราพร้อมต่อสู้กับไวรัส โดยอาหารพวกนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานมากมายอะไรในแต่ละมื้อ แต่แนะนำให้มีในทุกมื้ออาหารที่เรารับประทานเพื่อความแข็งแรงของร่างกาย
6. เพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ

อากาศที่แห้งส่งผลกระทบต่อโรคไข้หวัดอย่างแน่นอนครับ ถ้าให้ดีควรมีเครื่องเพิ่มความชื้นอย่างน้อยสักหนึ่งตัวติดไว้ในห้องนอน เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้นกว่าเดิมและอย่างที่ได้บอกไปว่าความชื้นช่วยให้การพักผ่อนดีขึ้นเช่นกัน ในส่วนของราคาเครื่องจะมีให้เลือกหลายแบบหลายราคาซึ่งจริง ๆ แล้วมีหลายเครื่องที่คุณภาพดีราคาจับต้องได้
7. รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร
ในร้านขายยามียาที่ใช้สำหรับรักษาไข้หวัดอยู่หลายตัว ยาบางตัวใช้สำหรับการรักษาอาการเฉพาะ เช่น รักษาอาการคัดจมูก ในขณะที่บางตัวสามาถช่วยบรรเทาอาการได้หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับไข้หวัด เช่น
- ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) ช่วยลดไข้
- ยาแก้คัดจมูก
- ยาแก้ไอ
- ยาขับเสมหะ
คำเตือน การซื้อและการรับประทานยาควรปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์และเภสัชกรที่เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง
8. ลองรับประทานเอลเดอร์เบอร์รี

‘เอลเดอร์เบอร์รี’ ถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่หลายคนเลือกรับประทานในช่วงเป็นไข้หวัดมานานนับพันปี โดยมีผลงานวิจัยหลายตัวที่ชี้ว่า ‘เอลเดอร์เบอร์รี’ อาจมีส่วนช่วยให้ไข้หวัดดีขึ้น อย่างในงานวิจัยตัวหนึ่งที่ให้กลุ่มทดลองดื่ม ‘เอลเดอร์เบอร์รี่ไซรัป’ 15 มิลลิลิตรต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยผลวิจับพบว่ากลุ่มที่ดื่ม ‘เอลเดอร์เบอร์รี่ไซรัป’ มีอาการดีขึ้นกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก(1)
9. รับประทานน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งเป็นอาหารธรรมชาติที่ทุกคนทราบกันดีว่าสามารถช่วยลดอาการเจ็บคอและอาการไอได้ โดยวิธีการง่าย ๆ คือการผสมน้ำผึ้งกับชา เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและมีส่วนในการบรรเทาอาการไข้หวัด ทั้งนี้มีงานวิจัยหนึ่งพบว่าน้ำผึ้งสามารถช่วยให้อาการไอในตอนกลางคืนดีขึ้นด้วยครับ(2)
10. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากรู้สึกว่าอาการไข้หวัดไม่ดีขึ้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ เพราะคุณหมอจะได้ตรวจและหาทางรักษาอย่างถูกต้อง โดยในบางรายคุณหมออาจมีการจ่ายยาฆ่าเชื้อให้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเจริญเติบโตและแพร่กระจายซึ่งอาการอาจจะดีขึ้นใน 48 ชั่วโมงครับ ทั้งนี้ยาฆ่าเชื้อเป็นยาอันตรายต้องให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาเท่านั้น เพราะคุณหมอจะรู้ดีที่สุดว่าต้องคำนวนยาอย่างไรในการรักษาคนไข้แต่ละราย
References :