เริ่มต้น เลี้ยงลูกเชิงบวก เลิกตี/ดุด่าลูกแรงๆ

สถาบันครอบครัว เป็นเบ้าหลอมทางบุคลิกภาพและคุณลักษณะของเด็ก ๆ ให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ การมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน จะส่งผลต่อค่านิยม, ความรู้สึกนึกคิด, ทัศนคติไปถึงลูก ตลอดจนการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ดังนั้นบรรยากาศและวิธีการอบรมเลี้ยงดู, การอบรมสั่งสอน รวมถึงสิ่งแวดล้อมภายในครอบครัว ไม่ว่าจะในทางบวกหรือในทางลบ จะค่อยๆ หล่อหลอมพื้นฐานทางบุคลิกภาพและทางด้านร่างกาย, สังคม, อารมณ์ และจิตใจของลูกในรูปแบบต่างๆ มีผลต่อโดยตรงต่อการการแสดงบทบาทต่อบุคคลอื่น

คำว่าสถาบันครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งพ่อแม่และลูก เพราะในบางครั้งคุณอาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องการให้เลี้ยงลูกอย่างมีความสุขเท่านั้น ซึ่งการเลี้ยงลูกแบบเชิงบวกจะต่างจากความเชื่อและค่านิยมเดิม ๆ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่เติบโตมากับ “วัฒนธรรมเชิงอำนาจและวัฒนธรรมเชิงลบ” กล่าวโดยพ่อแม่จะมีอำนาจเหนือลูกหรือครูมีอำนาจเหนือลูกศิษย์นั่นเองค่ะ โดยเลี้ยงลูกจะยึดตามคำพังเพยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งอย่างที่เราบอกไว้ข้างต้น ว่าสถาบันครอบครัวคือเบ้าหลอมการเติบโตของเด็ก การเลี้ยงลูกแบบสมัยก่อน อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว, ทำร้ายตัวเอง, ทำร้ายผู้อื่น, ทำร้ายสิ่งของ และสร้างปมในใจให้เด็กที่อาจจะก่อปัญหาในอนาคตได้

ซึ่งมีความต่างกันสิ้นเชิงกับแนวทางเลี้ยงลูกสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า การเลี้ยงลูกเชิงบวก” เพราะหลักการที่สำคัญแรกสุดของวิธีนี้ คือการปฏิบัติต่อเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามทั้งทางวาจา จิตใจ หรือทางการกระทำ แต่ก็ไม่ได้ตามใจเด็กจนเสียคน จนกลายเป็นคนไม่มีระเบียบกฏเกณฑ์ใด ๆ เลย การเลี้ยงลูกเชิงบวกจะช่วยให้ลูกข้าใจการทำงานของสมองทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นการเลี้ยงลูกด้วยความรัก เข้าใจถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ใช้ระเบียบวินัยเป็นเครื่องมือ โดยหลักการเลี้ยงลูกเชิงบวกจะใช้วิธีการสอนหรือโค้ช เพื่อให้เด็กเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และใช้เทคนิคต่าง ๆ กระตุ้นให้สมองคิดวิเคราะห์ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กได้ นอกจากนี้การเลี้ยงลูกแบบเชิงบวกยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกและคุณได้อีกด้วย เมื่อคุณมีความผูกพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกจะทำให้ลูกเชื่อมั่นในตัวคุณ เห็นว่าคุณคือคนที่เขาไว้ใจได้ คุณจะอยู่เคียงข้างเขาไม่ว่าเรื่องที่เข้ามาในชีวิตเขาจะร้ายหรือดี

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก (2)

การเลี้ยงลูกเชิงบวกไม่ใช่เพียงแต่จะดีกับลูกเท่านั้นนะคะ ยังดีต่อผู้เป็นพ่อและแม่ด้วย เพราะเป็นการฝึกอารมณ์ของพ่อแม่ให้มีสติ รู้ทันอารมณ์ตัวเอง ซึ่งวิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวก มีหลักการดังนี้ค่ะ

1. การใช้เหตุผล (Reasoning)

การให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่หลายคนจะไม่ค่อยทำกัน จะใช้การสั่ง เพราะคิดว่าลูกไม่เข้าใจ แต่จริงๆแล้วเด็กสามารถเข้าใจ และการใช้เหตุผลยังสามารถแก้ไขพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้ ในเด็กเล็กการให้เหตุผลต้องแบบง่าย สั้น ไม่พูดยืดยาว เช่น มีดเล่นไม่ได้เพราะจะบาดมือหนู, หนูไม่ปีนขึ้นที่สูง เดี๋ยวจะตกลงมาเจ็บ

ใช้เหตุผลในการพูดคุยกับลูก

2. การใช้ท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง (Firmness)

เด็กส่วนใหญ่จะอิดเอื้อน ไม่ยอมทำ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ทำอะไรสักอย่าง วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือต้องพูดให้หนักแน่นและจริงจังว่าให้ทำเดี๋ยวนี้ อาจต้องใช้ท่าทีประกอบด้วย เช่น เด็กอิดเอื่อนไม่ยอมทำการบ้านแม้จะพูดเตือนแล้ว แม่ต้องแสดงให้เห็นว่าแม่หมายถึงว่าลูกต้องทำการบ้านแล้ว และบอกผลมี่จะเกิดขึ้นหากไม่ทำการบ้าน และนั่งเฝ้าให้ทำการบ้านถ้าจำเป็น

3. การใช้สิ่งทดแทน (Alternative response)

เวลาห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรสอนเด็กไปด้วยว่าสิ่งไหนที่ใช้ทำแทนได้ เช่น เด็กเล่นมีดอยู่ ก็เอาจากมือเด็ก แล้วเอาของอื่นที่น่าสนใจและเล่นได้มาให้เด็กแทน พร้อมกับให้เหตุผลว่าทำไมเล่นมีดไม่ได้ เพราะมันคม อาจจะบาดมือได้ ไม่ควรหยิบมีดออกจากมือเด็กเฉยๆ ซึ่งเด็กจะร้องอาละวาดต่อและไม่เข้าว่าทำไมเล่นไม่ได้

4. ให้สามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก (Freedom to discuss ideas and feelings)

ควรให้เด็กรู้สึกว่าเมื่อมีความคิดเห็นอย่างไรก็สามารถพูดออกมาได้อย่างอิสระ หรือมีความรู้สึกอย่างไรก็พูดคุยชี้แจงได้ เช่น เริ่มจากของใกล้ตัววันนี้เขาอยากใส่ชุดอะไร ก็สามารถใส่ได้ โดยหากไม่ถูกกาละเทศะ คุณพ่อคุณแม่ก็เตือนได้ พร้อมบอกเหตุผลและมีตัวเลือกอื่นให้ และเขาจะเป็นคนตัดสินใจในที่สุด




5. การให้รางวัล (Positive reinforcement)

เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว เพื่อให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง คุณควรให้รางวัลสำหรับพฤติกรรมนั้น บางบ้านอาจจะมีการสะสมสติกเกอร์ เพื่อใช้แลกรางวัล หรืออาจเป็นการกล่าวชม แสดงกิริยาชื่นชม เช่น โอบกอด ลูบหัว เป็นต้น คุณไม่ควรละเลยการกล่าวคำชมเชย เพราะเห็นเป็นพฤติกรรมธรรมดาๆ เช่นเด็กยอมแปรงฟันเอง แต่งตัวเอง

หากเด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม (Omission training) แล้วคุณตักเตือนเมื่อเด็กหยุดพฤติกรรมเหล่านั้น คุณก็ควรชมเชย เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าเขาทำถูกแล้วที่หยุดพฤติกรรมเหล่านั้นได้

6. การเลิกให้ความสนใจ (Ignoring)

เป็นธรรมชาติของเด็กที่ต้องการได้รับความสนใจจากพ่อแม่ ฉะนั้น เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เราอาจใช้วิธีเลิกให้ความสนใจขณะที่เด็กกำลังกระทำพฤติกรรมนั้น และให้ความสนใจหรือให้รางวัลกับเด็กที่มีพฤติกรรมที่ดีแทน ตัวอย่าง เช่น ลูกคนหนึ่งกินอาหารดี อีกคนไม่ยอมกินมัวแต่เล่น แม่ก็อาจชมลูกที่กินอาหารดี แต่ไม่แสดงความสนใจกับลูกคนที่ไม่ยอมกิน

การเลิกให้ความสนใจเด็ก ๆ

7. การเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ให้กับเด็ก (Positive model)

ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นมาเรียนรู้หลังคลอดออกมาจากท้องแม่ ไม่ใช่ถ่ายทอดตามพันธุกรรม เด็กจะเอาอย่างผู้ใหญ่ที่เขาใกล้ชิด โดยจะเรียนรู้ จดจำ จากการกระทำของผู้ใหญ่มากกว่าการสั่งสอนด้วยวาจา เช่น สอนลูกว่าการพูดปดเป็นสิ่งไม่ดี แต่ให้ลูกออกไปบอกคนมาหาพ่อแม่ที่บ้านว่า พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน การกระทำแบบนี้ก็เท่ากับสอนลูกว่าพูดปดได้

8. การลงโทษ (Punishment)

โดยทั่วไปจะพยายามไม่ใช้การลงโทษ นอกจากใช้วิธีอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ผล สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อใช้การทำโทษผู้ใช้ต้องไม่ใช้ด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด ไม่ชอบเด็ก เพราะจะทำให้เด็กต่อต้าน ควรใช้การลงโทษเพื่อให้เด็กหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อสำนึกผิด สามารถควบคุมตัวเองได้ การลงโทษก็จะยุติลง การลงโทษมีตั้งแต่เบาๆ จนไปถึงระดับที่รุนแรงขึ้น

การดุว่ากล่าวตักเตือนเด็ก ๆ ที่เริ่มไม่ฟังเหตุผล

8.1 การดุว่า

การดุว่าด้วยวาจาในเด็กบางคนก็ได้ผลดี สามารถหยุดการกระทำอันไม่สมควรของเด็ก ควรใช้เมื่อการห้ามและการใช้เหตุผลไม่ได้ผลแล้ว

8.2 แยกเด็กออกไปอยู่ตามลำพัง

เช่นลูกก่อนกวนพี่สาวที่กำลังทำการบ้านอยู่ ก็อาจแยกเขาไปนั่งคนเดียว หันหน้าเข้ามุมห้อง ทำให้เด็กไม่สนุก เบื่อ แล้วเขาก็จะได้ใช้เวลาทบทวนตัวเองว่าพฤติกรรมของเขาเหมาะสมหรือไม่

8.3 การปรับ

ให้เด็กรับผิดชอบกับของเสียหายที่เด็กทำไป เช่น ลูกโยนของเล่นจนพังเสียหาย คุณแม่จึงหักเงินค่าขนมเด็กทีละเล็กละน้อยชดใช้ของที่เสียหายไป หรืออาจจะไม่ซื้อของเล่นใหม่ให้สักพักใหญ่ๆ

8.4 การตี

การตีอาจทำให้เด็กหยุดประพฤติที่ไม่พึงประสงค์ได้บางครั้งเท่านั้น แต่การใช้กำลังกับเด็กมีข้อเสียเช่นกัน คือ ถ้าใช้บ่อยๆ จะทำลายความสัมพันธ์ ระหว่างคุณและลูก ลูกอาจจะนำพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้วิธีกับพื่อนที่โรงเรียนได้ จนเป็นปัญหาเกิดขึ้น




เลี้ยงลูกเชิงบวก เริ่มได้ ยังไม่สาย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูกแบบเดิม (เชิงลบ) ยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูก ให้เป็นวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพียงแค่ใช้ความตั้งใจ และความเข้าใจ ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที อาจจะดูเหมือนจะยาก แต่ถ้าคุณทำบ่อยๆแล้วก็จะเกิดความเคยชินไปเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนในครอบครัวควรปฏิบัติให้เป็นในแนวทางเดียวกัน เพื่อลูกจะได้ไม่สับสน

จากเหตุการณ์ข่าวครูทำร้ายนักเรียนชั้นอนุบาล ถ้าลูกของคุณเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนนั้น หรือได้ยินข่าวผ่านทางโทรทัศน์ ก็อาจจะหวาดกลัว กังวลกับการไปโรงเรียน ซึ่งเราต้องเข้าใจนะคะว่าเด็กทุกคนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่มีการรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงที่กระทบทางด้านจิตใจที่แตกต่างกัน (1)

ในยุคดิจิทัลนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะห้ามเด็ก ๆ ไม่ให้รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ข่าวที่เป็นกระแสอยู่

คำแนะนำจากมูลนิธิสุขภาพจิต

  • อย่าพยายามปิดกั้นการเปิดรับข่าวสารทั้งหมด  สิ่งนี้ไม่ทำให้เป็นผลดี แต่อาจจะไปเพิ่มความกลัวได้ หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับลูก
  • ให้บอกความจริงกับเหตุการณ์เกิดขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นรายละเอียดของความจริงที่สามารถพูดได้ ต้องดูให้สมกับวัยของลูก
  • บอกให้ลูกรู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องกังวลและบอกลูกว่าคุณกังวลเช่นกัน
  • หากลูกยังคงมีท่าทีสงสัย คุณก็กระตุ้นให้ลูกถามคำถาม เพื่อให้ความกระจ่างกับตัวเขาถึงเหตุการณ์เหล่านั้น
  • สร้างความมั่นใจให้ลูกว่าคุณจะทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อให้เขาปลอดภัย

การเลี้ยงลูกช่างเป็นอะไรอะไรที่เปราะบาง ละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินความสามารถของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะจุดมุ่งหมายของพ่อแม่คือการให้ลูกมีความสุขทั้งกายและจิตใจ สามารถยืนหยัดอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้โดยไม่มีปัญหา สถาบันครอบครัวควรมีรากฐานที่แข็งแกร่ง มั่นคง เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในอนาคตลูกจะเจอกับสิ่งใดบ้าง แต่ถ้าลูกมีความมั่นคงทางจิตใจและมีคุณเป็นคนที่เขาไว้ใจที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆในชีวิตเขาให้คุณฟังแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวจะร้ายเพียงใดก็จะมีคนในครอบครัวคอยสู้ไปพร้อมๆกับเขา

References

  1. Talking to children about feelings
  2. จิตวิทยาการเลี้ยงดูและอบรมเด็ก โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Next Post