สำหรับบางคน “กาแฟ” เปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายที่ขาดไม่ได้ จำเป็นต้องได้ดื่มทุกเช้าเพื่อให้ร่างกายสดชื่น มีแรง รู้สึกกระชุ่มกระชวย ทั้งกาแฟกระป๋อง, กาแฟซอง, กาแฟสด หรือแม้แต่ขนมหวานที่ทำจากกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนก็ขอให้เป็นกาแฟไว้ก่อน “แต่เอ.. แล้วถ้าคนที่ชอบดื่มกาแฟ และรสชาติกาแฟมาก ๆ แต่ดื่มทีไรเป็นอันต้องใจสั่นทุกที จนต้องงดดื่มเครื่องดื่มกาแฟไปล่ะ จะทำยังไงดี ?”

วันนี้เราได้หาทางออกมาให้ทุกคนแล้วค่ะ เพราะในปัจจุบันวงการกาแฟถือได้ว่ามีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ผู้ที่มีปัญหาในด้านการดื่มคาเฟอีน ก็สามารถดื่มได้ในเครื่องดื่มกาแฟที่เรียกว่า “กาแฟดีแคฟ” ได้แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร ? ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับเจ้ากาแฟดีแคฟแบบเบื้องต้นกันก่อนดีกว่า เผื่อใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเข้าวงการกาแฟจะได้ไม่งงกัน เราไปดูกันดีกว่า ว่ากาแฟดีแคฟคืออะไร มีวิธีเลือกซื้ออย่างไร และมียี่ห้อไหนที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ
กาแฟดีแคฟ คืออะไร ? (1-5)

กาแฟดีแคฟ หรือ decaffeinated coffee พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีนนั่นเองค่ะ โดยกาแฟดีแคฟนั้นเป็นกาแฟที่ผลิตมาจากเมล็ดกาแฟที่ขจัดสารคาเฟอีนออกไปอย่างน้อย 97% แล้วจึงนำไปคั่ว กาแฟดีแคฟยังคงมีคาเฟอีนหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย (ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับกาแฟปกติ) เนื่องจากคาเฟอีนไม่สามารถขจัดออกได้อย่างสมบูรณ์ 100% ตัวอย่างเช่น ปกติกาแฟ 1 ถ้วยจะมีปริมาณคาเฟอีน 95 มิลลิกรัม ในขณะที่กาแฟดีแคฟจะมีปริมาณคาเฟอีนเพียง 2 มิลลิกรัมเท่านั้น ส่วนรสชาติและกลิ่นบอกเลยว่าไม่เข้มข้นเท่ากาแฟปกติแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ขจัดสารคาเฟอีนด้วยเช่นกันค่ะ
ใครที่เหมาะกับการดื่มกาแฟดีแคฟ
หลายคนอาจสงสัยว่ากาแฟดีแคฟดื่มเพื่ออะไร ? ในเมื่อเราดื่มกาแฟก็เพื่อต้องการประโยชน์จากคาเฟอีน ที่จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น รู้สึกกระปรี้กระเปร่า นั่นก็เพราะว่าในโลกของเราจะมีบุคคลบางประเภทที่ร่างกายไวต่อคาเฟอีน ดื่มกาแฟแค่แก้วเดียวก็อาจทำให้ใจสั่นหรือมือสั่นได้

ดังนั้นกาแฟดีแคฟจึงผลิตมาเพื่อให้ผู้ที่ไวต่อคาแฟอีนสามารถดื่มได้ รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องจำกัดปริมาณคาเฟอีน เช่น ผู้ที่มีปัญหาด้านระบบทางเดินอาหาร, คุณแม่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างโรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคกระเพาะอาหาร เป็นต้น (4, 6-7) นอกจากนี้กาแฟดีแคฟยังเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบในรสชาติของกาแฟ แต่ไม่ได้ต้องการเอฟเฟคจากการดื่มก็ได้เช่นกันค่ะ
ข้อดี / ข้อเสีย ของกาแฟดีแคฟ (1-7)
ข้อดี
- เหมาะสำหรับคนที่ไวต่อคาเฟอีนมาก ๆ เช่น ปวดหัว, ใจเต้นผิดปกติ, กระสับกระส่าย หรือมือสั่น เป็นต้น
- คาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นในการขับปัสสาวะและเป็นกรดสูง ดังนั้นกาแฟดีแคฟจึงทำให้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินลำไส้, โรคกระเพาะ หรือผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย
- คาเฟอีนมีคุณสมบัติในการขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้ผู้ที่ดื่มกาแฟแบบปกติมักจะมีอาการท้องผูก ดังนั้นการดื่มกาแฟดีแคฟ จึงช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้
- สามารถดื่มได้ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอาการตาค้าง หรือนอนไม่หลับ
- รสชาติจะค่อนข้างบางเบา และนุ่มนวลกว่ากาแฟแบบมีคาเฟอีน
- คุณแม่ตั้งครรภ์, ผู้ให้นมบุตร และผู้ที่แพทย์สั่งห้ามคาเฟอีน ก็สามารถดื่มได้
ข้อเสีย
- หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีในการสกัดสารคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ เมื่อบริโภคมาก ๆ อาจทำให้เกิดสารตกค้างในร่างกายได้
- เนื่องจากกรรมวิธีในการผลิตซับซ้อน ทำให้ราคาค่อนข้างสูงกว่ากาแฟแบบปกติทั่วไป
กาแฟดีแคฟยี่ห้อไหน ที่เหมาะสำหรับคุณ
เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน
Cafedirect Decaf Organic Instant Coffee กาแฟสำเร็จรูป ดีแคฟ สูตรออร์แกนิค ตรา คาเฟ่ไดเร็ก

กาแฟดีแคฟ ยี่ห้อคาเฟ่ไดเร็ก เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก เพราะเป็นกาแฟสำเร็จรูปที่เป็นออร์แกนิค ดีต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน แถมยังได้ดูแลสุขภาพไปในตัว กาแฟตัวนี้ใช้เมล็ดพันธุ์อาราบิก้า จากประเทศเปรู ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเปรูเป็นประเทศที่เมล็ดกาแฟมีรสชาติดี คุณภาพสูง มีกลิ่นหอมคล้ายถั่วที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รสชาติหอมหวาน นุ่มนวลกลมกล่อมและสมดุล ใครที่เป็นสายออร์แกนิค ห้ามพลาดค่ะ
จุดเด่น
- ใช้วิธีการสกัดคาเฟอีนแบบ CO2 method หรือใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่มีในตอนนี้
- เป็นกาแฟสำเร็จรูปที่ใช้เมล็ดกาแฟออร์แกนิค เจ้าเดียวในประเทศไทย
- ใช้กาแฟสายพันธุ์อาราบิกา 100% จากประเทศเปรู
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ประเทศเปรู |
| ระดับการคั่ว | ไม่ระบุ |
| ระดับการบด | ไม่ระบุ |
| ประเภท | กาแฟสำเร็จรูป |
| ปริมาณ | 100 กรัม |
Noble Tree Coffee กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ เลือกระดับการคั่วและระดับการบดได้ ตรา โนเบิล ทรี คอฟฟี่

มาดูกาแฟจากโคลอมเบียอีกหนึ่งตัว สำหรับ กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ ตรา โนเบิล ทรี คอฟฟี่ กาแฟปราศจากคาเฟอีนที่คุณสามารถเลือกระดับการบดและระดับความคั่วเองได้ตามความต้องการ ใครที่ชอบรสชาติอมเปรี้ยว ให้เลือกแบบคั่วอ่อนถึงกลาง ส่วนใครที่ชอบความเข้มหรือชอบกาแฟใส่นม ก็จัดแบบคั่วเข้มได้เลยค่ะ รสชาติของกาแฟตัวนี้จะดึงกลิ่นของความเป็นดาร์กช็อกออกมาได้ค่อนข้างดี รสเปรี้ยวมีน้อยมาก หอมหวาน ออกฟรุ๊ตตี้เล็กน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกาแฟแนวไม่อ่อนและไม่เข้มเกินไป และด้วยการผลิตที่ปลอดภัย ทำให้ผู้สูงอายุ, หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวก็สามารถทานได้หายห่วงค่ะ
จุดเด่น
- ใช้วิธีการสกัดคาเฟอีนแบบ Swiss water ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี
- สามารถเลือกระดับการบดและระดับความคั่วเองได้ตามความต้องการ
- มีกลิ่นของดาร์กช็อคโกแลต ตามแบบฉบับของเมล็ดกาแฟจากโคลอมเบีย
- บรรจุภัณฑ์มีระบุวันที่คั่วเมล็ดกาแฟไว้อย่างชัดเจน ทำให้ทราบระยะเวลาการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ประเทศโคลอมเบีย |
| ระดับการคั่ว | สามารถเลือกได้ |
| ระดับการบด | สามารถเลือกได้ |
| ประเภท | กาแฟสด |
| ปริมาณ | 250 กรัม |
Standtall Decaf Instant Coffee กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ เลือกระดับการบดได้

Standtall กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า ตระกูล Castillo ซึ่งถือได้นิยมมากเป็นอันดับสองรองมาจากตระกูล Caturra ของโคลอมเบียเลยค่ะ เมล็ดกาแฟตัวนี้รสชาติที่ได้จะออกกลิ่นฟรุ๊ตตี้ อมเปรี้ยวนิด ๆ ทางร้านใช้ระดับการคั่วกลางจึงได้รสชาติของความเป็นเวเฟอร์และนมช็อกโกแลตสูง ข้อดีคือคุณสามารถเลือกระดับการบดเองได้ แต่ขอตินิดนึงตรงกระบวนการสกัดคาเฟอีนที่ยังใช้เมทิลีนคลอไรด์ในการทำ ทำให้อาจเกิดสารตกค้างได้หากดื่มได้หากคุณดื่มในปริมาณที่มากเกินไป แต่ภาพรวมเรื่องรสชาติต่าง ๆ ก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียวค่ะ
จุดเด่น
- ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า ตระกูล Castillo ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- สามารถเลือกระดับการบดเองได้ตามความต้องการ
- มีกลิ่นของเวเฟอร์ และนมดาร์กช็อคโกแลต เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเข้มมาก
- บรรจุภัณฑ์มีระบุวันที่คั่วเมล็ดกาแฟไว้อย่างชัดเจน ทำให้ทราบระยะเวลาการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ประเทศโคลอมเบีย |
| ระดับการคั่ว | เมล็ดกาแฟคั่วกลาง |
| ระดับการบด | สามารถเลือกได้ |
| ประเภท | กาแฟสด |
| ปริมาณ | 250 กรัม |
Little's Rich Hazelnut กาแฟสำเร็จรูป ดีแคฟ รสริชเฮเซลนัท ตรา ลิทเติ้ล ริช

ใครที่ไม่ถนัดการดื่มกาแฟรสชาติเข้มข้น ขอแนะนำเป็นตัวนี้เลยค่ะ กาแฟสำเร็จรูป ดีแคฟ รสริชเฮเซลนัท ตรา ลิทเติ้ล ริช เป็นกาแฟรสชาติเฮเซลนัท ทำให้คุณได้รสชาติของกาแฟนุ่ม ๆ ผสมผสานก็ถั่วเฮเซลนัทหอม ๆ คุณภาพดี นำเข้าจากประเทศอังกฤษ นำมาผ่านกระบวนการ Freeze Dryed เพื่อเก็บคุณค่าและความหอมไว้เป็นอย่างดี ด้วยตัวกาแฟที่ใช้เมล็ดพันธุ์อาราบิก้า 100% ทำให้ได้กาแฟที่นุ่มละมุนลิ้น แถมวิธีการชงดื่มก็ง่าย เพียงแค่ตักกาแฟ 1 - 2 ช้อน ผสมกับน้ำร้อน แล้วคนให้เข้ากัน บอกเลยว่าคุณจะได้สัมผัสกับกาแฟรสชาติใหม่ ๆ แน่นอนค่ะ
จุดเด่น
- ใช้เมล็ดพันธุ์อาราบิก้า 100%
- ไม่ผสมน้ำตาล
- ไม่มีแลคโตสและกลูเตน
- ใช้กระบวนการสกัดคาเฟอีนที่ปลอดสารเคมี
| สายพันธุ์ | อาราบีก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ไม่ระบุ |
| ระดับการคั่ว | ไม่ระบุ |
| ระดับการบด | ไม่ระบุ |
| ประเภท | กาแฟสำเร็จรูป |
| ปริมาณ | 50 กรัม |
Boncafe Classic Blends กาแฟสดคั่วบด ดีแคฟ ตรา บอนกาแฟ

มาถึงคนรักกาแฟสดกันบ้างค่ะ สำหรับ กาแฟสดคั่วบด ดีแคฟ ตรา บอนกาแฟ บอกเลยว่าตัวนี้เหมาะสำหรับสายอ่อน ด้วยรสชาติที่บางเบา นุ่มละมุน ยังคงรสเปรี้ยวได้ชัดเจน ใครที่ไม่ชอบกาแฟที่เข้มเกินไปตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์มาก ๆ และทางแบรนด์ได้ใช้เมล็ดอาราบิก้า 100% ไม่ผสมกาแฟตัวอื่นเลยค่ะ ทำให้รสชาติที่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสไตล์คลาสสิค เบลนด์ แถมยังใช้วิธีการสกัดคาเฟอีนแบบพิเศษ ที่ทำให้เหลือคาเฟอีนอยู่น้อยมาก ๆ ใครที่เป็นไมเกรน, โรคหัวใจ, คุณแม่ตั้งครรภ์ กำลังให้นมบุตร สามารถดื่มได้หายห่วงค่ะ
จุดเด่น
- ใช้วิธีสกัดคาเฟอีนออกได้ถึง 99.99% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น
- ใช้เมล็ดแบบคั่วอ่อน ทำให้ได้กลิ่นธรรมชาติของกาแฟได้ดีที่สุด และได้กาแฟรสเบาบาง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเข้ม
- ตัวกาแฟมีรสอมเปรี้ยว ตอบโจทย์ผู้ที่ชอบทานรสนี้
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า 100% |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ไม่ระบุ |
| ระดับการคั่ว | เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน |
| ระดับการบด | บดกลาง |
| ประเภท | กาแฟสด |
| ปริมาณ | 250 กรัม |
Moccona Decaf Instant Coffee กาแฟสำเร็จรูป ดีแคฟ รสคลาสสิค ตรา มอคโคน่า

อีกหนึ่งยี่ห้อที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย นั่นก็คือ กาแฟสำเร็จรูป ดีแคฟ รสคลาสสิค ตรา มอคโคน่า ที่ทางแบรนด์ได้ผลิตกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีน เพื่อเอาใจผู้ที่ไม่ดื่มคาเฟอีนโดยเฉพาะ ด้วยรสชาตินุ่มนวล หอม ไม่เปรี้ยว ตามฉบับสูตรคลาสสิค ที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ บอกเลยว่าใครที่ติดกาแฟยี่ห้อนี้สามารถทานแบบดีแคฟได้สบาย ๆ เพราะรสชาติอ่อนลงเพียงนิดเดียวเท่านั้น ส่วนวิธีชงให้ได้รสชาติที่พอดี แนะนำเป็นกาแฟ 1 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 150 มิลลิลิตร ใครที่มีปัญหาดื่มกาแฟปกติแล้วตาค้าง นอนไม่หลับ ต้องลองตัวนี้เลยค่ะ
จุดเด่น
- ใช้วิธีการผลิตแบบ Freeze Dryed ทำให้ยังคงกักเก็บความหอม และคุณภาพได้เป็นอย่างดี
- สกัดคาเฟอีนออกไปได้มากถึง 99.7%
| สายพันธุ์ | ไม่ระบุ |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ไม่ระบุ |
| ระดับการคั่ว | ไม่ระบุ |
| ระดับการบด | ไม่ระบุ |
| ประเภท | กาแฟสำเร็จรูป |
| ปริมาณ | 100 กรัม |
Alto Coffee Decaf Instant Coffee กาแฟแคปซูล ดีแคฟ สำหรับเครื่อง Nespresso ตรา อัลโต

ใครที่มีเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลอยู่ที่บ้าน ขอแนะนำตัวนี้เลยค่ะ กาแฟแคปซูล ดีแคฟ สำหรับเครื่อง Nespresso ตราอัลโต ใครที่เคยดื่มกาแฟของร้านนี้แล้วอยากซื้อมาชงเองที่บ้าน บอกเลยว่าเหมาะมาก ๆ เพราะทางแบรนด์ได้ผลิตรสชาติที่ใกล้เคียงกับเมนูเครื่องดื่มที่ชงจากในร้านได้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้านั่นเองค่ะ รสชาติของกาแฟที่ได้จะเข้มแบบพอดี ดื่มง่าย ไม่ขมมาก ด้วยกาแฟที่บดมาอย่างละเอียดทำให้ได้กาแฟที่เข้มข้นกว่าการบดแบบหยาบ ยิ่งเป็นเมล็ดกาแฟจากโคลอมเบียก็ยิ่งได้กลิ่นอย่างชัดเจน และแทบไม่มีความเปรี้ยวเหลืออยู่เลยค่ะ อ้อ! ลืมบอกไปว่าแคปซูลตัวนี้ไม่สามารถใช้กับเครื่องระบบ Dolce Gusto ได้นะคะ
จุดเด่น
- ใช้วิธีการสกัดคาเฟอีนแบบ Swiss water ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี
- ใช้เมล็ดแบบคั่วกลาง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟรสเปรี้ยว
- ใช้กาแฟสายพันธุ์อาราบิกา จากประเทศโคลอมเบีย ทำให้ได้กลิ่นไม้อย่างชัดเจน
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ประเทศโคลอมเบีย |
| ระดับการคั่ว | เมล็ดกาแฟคั่วกลาง |
| ระดับการบด | บดละเอียด |
| ประเภท | กาแฟชนิดแคปซูล |
| ปริมาณ | 10 แคปซูล |
Roast8ry Decaf Instant Coffee กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ เลือกระดับการบดได้

Roast8ry กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ สวรรค์ของผู้ที่ชอบดื่มกาแฟกลิ่นช็อคโกแลตและคาราเมล ด้วยเมล็ดกาแฟจากโคลอมเบียที่ใช้น้ำร้อนในการสกัดคาเฟอีนออก จากนั้นนำมาคั่วระดับกลางถึงเข้ม ทำให้ลดระดับความเปรี้ยวลง และดึงความหวานออกมาได้อย่างชัดเจน รสชาติที่ได้จะเข้ม หอม กลมกล่อม มีกลิ่นดาร์กช็อคและคาราเมลที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว หากใครที่มีเครื่องชงกาแฟ ขอแนะนำเป็น ผงกาแฟ 19 กรัม ใช้น้ำร้อนไหลผ่านที่อุณหภูมิ 92 องศาเซลเซียส ให้ได้น้ำกาแฟสกัดอยู่ที่ 45 - 50 กรัม โดยใช้เวลา 30 - 35 วินาที แล้วคุณจะได้สัมผัสรสชาติกาแฟที่เพอร์เฟคสุด ๆ ไปเลยค่ะ
จุดเด่น
- ใช้วิธีการสกัดคาเฟอีนแบบ Swiss water ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี
- ใช้เมล็ดแบบคั่วกลางถึงเข้ม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟรสเข้ม เปรี้ยวน้อย
- มีกลิ่นของดาร์กช็อคผสมคาราเมล ตามแบบฉบับของเมล็ดกาแฟ Typica จากโคลอมเบีย
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ประเทศโคลอมเบีย |
| ระดับการคั่ว | เมล็ดกาแฟคั่วกลางถึงเข้ม |
| ระดับการบด | สามารถเลือกได้ |
| ประเภท | กาแฟสด |
| ปริมาณ | 120 กรัม |
Nescafé Gold Decaf Instant Coffee กาแฟสำเร็จรูป ดีแคฟ ตรา เนสกาแฟ โกลด์

หากพูดถึงกาแฟ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ Nescafé แน่นอนค่ะ เพราะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แถมยังขึ้นชื่อในด้านกาแฟสำเร็จรูปที่อร่อย อย่างกาแฟดีแคฟตัวนี้ก็ผลิตจากประเทศเกาหลี นำมาผ่านกระบวนการสกัดคาเฟอีน ซึ่งเหลือคาเฟอีนอยู่เพียง 3% เท่านั้น และยังใช้เมล็ดกาแฟอาราบีก้า หอม นุ่ม เหมาะสำหรับนำมาทำเมนูอเมริกาโน่มาก ๆ ใครที่ดื่มกาแฟแบบเดิม ๆ แล้วใจสั่น ต้องมาลองเนสกาแฟ โกลด์ ดีแคฟ ตัวนี้เลยค่ะ
จุดเด่น
- ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบีก้า ในขณะที่กาแฟสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะใช้สายพันธุ์โรบัสต้า
- ใช้วิธีการผลิตแบบ Freeze Dryed ทำให้ยังคงกักเก็บความหอม และคุณภาพได้เป็นอย่างดี
- ด้วยมาตรฐานของแบรนด์ดัง แต่กลับมีราคาถูก เมื่อเทียบกับกาแฟสำเร็จรูปยี่ห้ออื่น
| สายพันธุ์ | อาราบีก้า |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ไม่ระบุ |
| ระดับการคั่ว | ไม่ระบุ |
| ระดับการบด | ไม่ระบุ |
| ประเภท | กาแฟสำเร็จรูป |
| ปริมาณ | 100 กรัม |
Tanmonkey Decaf Instant Coffee กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ เลือกระดับการคั่วและระดับการบดได้

อีกหนึ่งยี่ห้อขายดีสำหรับ Tanmonkey กาแฟสดคั่ว ดีแคฟ ที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์มาในรูปแบบกระป๋องสุดคิ้วท์ ตัวเมล็ดกาแฟใช้สายพันธุ์อาราบิก้า 100% ที่ทางร้านได้คัดสรรค์เมล็ดที่มีคุณภาพมากที่สุดส่งตรงถึงมือคุณ บอกเลยว่ากลิ่นของเมล็ดกาแฟหอมทะลุถุงมาก ๆ ส่วนรสชาติจะออกแนวเครื่องเทศ, ดอกไม้, ช็อกโก้ และเลมอน เรียกได้ว่ามีการผสมผสาน Taste Notes (โทนกลิ่น) ออกมาได้อย่างพอดี ใครที่ชอบกาแฟที่ไม่เข้มมาก หอมละมุน และไม่มีคาเฟอีน อยากให้ลองตัวนี้ค่ะ
จุดเด่น
- ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้า ตระกูล Bourbon ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- สามารถเลือกระดับการบดเองได้ตามความต้องการ
- มีกลิ่นแนวเครื่องเทศ, ดอกไม้, ช็อกโก้ และเลมอน ที่โดดเด่นกว่าตัวอื่น
- ใช้วิธีการสกัดคาเฟอีนแบบ Swiss water ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี
| สายพันธุ์ | อาราบิก้า 100% |
|---|---|
| แหล่งผลิตเมล็ดกาแฟ | ประเทศโคลอมเบีย |
| ระดับการคั่ว | สามารถเลือกได้ |
| ระดับการบด | สามารถเลือกได้ |
| ประเภท | กาแฟสด |
| ปริมาณ | 200 กรัม |
** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว
วิธีเลือกซื้อกาแฟดีแคฟที่ดีที่สุด
1. เลือกจากสายพันธุ์ของเมล็ดกาแฟที่ชอบ

1.1 อาราบิก้า (Arabica)
อาราบิก้าเป็นเมล็ดกาแฟที่พบได้มากที่สุดในอเมริกาเหนือ ลักษณะของเมล็ดจะยาวเรียว ลำต้นจะสูง 2.5 – 4.5 เมตร ด้วยรสชาตินุ่มนวลไม่ค่อยเข้มข้มเท่ากับโรบัสต้า และตัวกาแฟมีแนวโนมที่จะเกิดกรดได้น้อยกว่าตัวอื่น ๆ ทำให้เป็นสายพันธุ์ที่นิยมดื่มกันมากที่สุดในบรรดาเมล็ดกาแฟ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรทราบคืออาราบิก้ามักนิยมดื่มแบบร้อนมากกว่าแบบเย็นหรือแบบใส่นม เพราะรสชาติค่อนข้างอ่อนนุ่มอยู่แล้ว หากนำมาเจือจางจะไม่เข้มข้นนั่นเองค่ะ โดยประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตเมล็ดกาแฟอาราบิก้า ได้แก่ บราซิล, จาไมกา, ฮาวาย, อินโดนีเซีย, เคนย่า, โคลอมเบีย, เอธิโอเปีย และภาคเหนือของประเทศไทย
1.2 โรบัสต้า (Robusta)
เมื่อพูดถึงการผลิตทั่วโลก เมล็ดกาแฟโรบัสต้าถือเป็นอันดับสองในรายการและเป็นที่นิยมมากที่สุดในยุโรปตะวันออกกลาง และแอฟริกา ลักษณะของเมล็ดจะป้อม ๆ เป็นทรงกลม ลำต้นสูงตั้งแต่ 4.5 – 6.5 เมตร รสชาติจะเข้มกว่าอาราบิก้าและมีปริมาณคาเฟอีนที่สูงมาก ทำให้ลำต้น ไม่ค่อยมีแมลงมารบกวน สามารถปลูกได้ในระดับความสูงและสภาพอากาศเท่าใดก็ได้ และเนื่องจากความเข้มของรสชาติที่มากจนเกินไป โรบัสต้าจึงนิยมเอาไปทำเป็นกาแฟสำเร็จรูปมากกว่า หรืออาจใช้เป็นส่วนผสมในการคั่วด้วยการใช้อาราบิก้า 3 ส่วนต่อโรบัสต้า 1 เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้ส่วนของต้นทุนการผลิตนั่นเองค่ะ โดยประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตเมล็ดกาแฟโรบัสต้า ได้แก่ บราซิล, เอธิโอเปีย, แอฟริกา และภาคใต้ของประเทศไทย
1.3 ลิเบอริก้า (Liberica)
เมล็ดกาแฟลิเบอริก้า เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เป็นที่นิยม ถือเป็นสายพันธุ์ที่หายาก มีกลิ่นหอมเปรียบเหมือนผลไม้และดอกไม้ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีการนำไลเบอริก้าเพียงอย่างเดียวมาทำเป็นกาแฟสำหรับดื่ม เพราะคุณภาพของกาแฟไม่ดีนัก จึงมักจะถูกนำไปผสมกับเมล็ดกาแฟชนิดอื่นเพื่อให้ได้กลิ่นดีขึ้นนั่นเองค่ะ
1.4 เอ็กซ์เซลซ่า (Excelsa)
เป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่นัก แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกและรสชาติใกล้เคียงกับโรบัสต้า แต่เอ็กซ์เซลซ่ากลับไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายเท่ากับโรบัสต้า เพราะมีกลิ่นเหม็นเขียว รสชาติจะนุ่มนวลกว่าลิเบอริก้า ไม่ขมมาก แถมรสชาติกลมกล่อมและหอม คล้ายกับกาแฟอราบิก้า อีกด้วย
2. เลือกจากระดับการคั่ว

2.1 เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน
จะเป็นการเก็บรสชาติธรรมชาติของกาแฟไว้ได้มากที่สุด เมล็ดจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีรสเด่นไปทางเปรี้ยว ขมน้อย การคั่วในระดับนี้จึงนิยมในคั่วเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ดี เพื่อแสดงศักยภาพของกาแฟออกมา เหมาะกับการชองด้วยวิธีแบบ Slow Bar เช่นการ Drip แล้วดื่มเป็นกาแฟดำเพื่อที่จะดึงคุณลักษณะของเมล็ดนั้น ๆ ออกมาได้ชัดเจน หลายคนจึงติดใจเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนกันเป็นอย่างมาก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเปรี้ยว ก็อาจจะไม่ถูกจริตกับการคั่วระดับนี้ไปเลยค่ะ
2.2 เมล็ดกาแฟคั่วกลาง
ถือเป็นระดับที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากมีรสชาติที่บาลานซ์กันระหว่างความเปรี้ยวและความหวาน มีรสชาติขมไม่มากนัก ยังเก็บความเป็นธรรมชาติและคุณลักษณะของเมล็ดกาแฟไว้ได้ดีและมีความหวานที่มากขึ้นจากระดับคั่วอ่อน เหมาะกับการชงแบบเอสเพรสโซ่ หรือ Moka Pot, Aeropress, Syphon, French Press
2.3 เมล็ดกาแฟคั่วเข้ม
ถือว่าเป็นระดับการคั่วยอดนิยมมาอย่างยาวนาน ในประเทศไทยก็มักจะใช้เมล็ดระดับคั่วเข้มเช่นกันค่ะ โดยจุดเด่นของการคั่วกาแฟระดับเข้มที่หลายคนชอบก็คือถ้าหากชงกับเครื่องเอสเพรสโซ่แล้ว จะได้ครีม่าที่เป็นโฟมสีทองลอยอยู่บนแก้วแลดูน่าทาน (ซึ่งครีม่าจริง ๆ มันจะเป็นส่วนของน้ำมันในเมล็ดกาแฟ) กาแฟระดับคั่วเข้มจะมีความหวานที่มากที่สุดและแทบจะไม่เหลือความเปรี้ยว รสชาติมีความเป็นดาร์กช็อกโกแลตและมีความเข้มสูง ซึ่งทำให้กาแฟระดับคั่วเข้มเหมาะสำหรับการทำกาแฟเย็นหรือกาแฟนมเนื่องจากกลิ่นและรสชาติของกาแฟจะชัด ไม่โดนรสชาติของนมกลบจนเกินไปนั่นเองค่ะ
3. เลือกระดับการบดให้เหมาะกับวิธีชงแบบต่าง ๆ

- บดหยาบ (Coarse) : หรือที่เรียกกันว่าดอกเกลือ จะเหมาะกับการชงแบบ French Press ต้นตำรับการชงกาแฟสดจากประเทศฝรั่งเศส ที่มีสไตล์การชงที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นการชงกาแฟแบบแช่ที่กรองเอากากกาแฟออกจากน้ำด้วยตะแกรง ดังนั้นถ้าใช้เมล็ดกาแฟที่บดละเอียดเกินไป จะทำให้เกิดตะกอนกาแฟหลุดลอดออกมาได้ง่ายนั่นเอง
- บดปานกลาง (Medium) : ใช้กับการชงกาแฟแบบ Filter brewers คือการชงโดยการใช้น้ำร้อนไหลผ่านกาแฟ และผ้ากรอง เช่น การชงแบบ Dripper, Clever, Chemex, Syphon, Aeropress, Cold Drip และแบบ Vietnam
- บดละเอียด (Fine) : เป็นการสกัดกาเเฟโดยใช้แรงดันจากความร้อนที่ระเหยผ่านกาเเฟ แต่เเรงดันจะไม่เยอะเท่าเครื่อง Espresso ดังนั้นเราไม่ควรบดละเอียดมากเกินไป การใช้ผงแบบบดละเอียดมักนิยมใช้ชงแบบ Moka pot, Low Pressure Espresso และแบบ Aeropress
- บดละเอียดมาก (Very Fine) : เหมาะกับเครื่อง Espresso ที่ใช้แรงดันสูง ดันน้ำผ่านกาเเฟ ซึ่งเป็นการใช้ปริมาณน้ำในการชงน้อยกว่าวิธีอื่น จึงใช้การบดที่ละเอียดมากเพื่อให้น้ำผ่านกาแฟได้มากที่สุด เหมาะกับการชงแบบ Ibrik, High Pressure Espresso, Flair, Staresso, Rockpresso ซึ่งสรุปได้ว่ายิ่งใช้เมล็ดที่บดละเอียดเท่าไหร่ รสชาติก็จะเข้มขึ้นตามนั่นเอง
4. เลือกจากประเภทของกาแฟ
![]() |
กาแฟสด : เมล็ดกาแฟที่เก็บผลผลิตมาจากต้นสด ๆ แล้วนำมาผ่านกระบวนการคั่วซึ่งวิธีการของแต่ละแบรนด์ก็จะมีสูตรการคั่วที่แตกต่างกัน ทำให้คุณภาพ กลิ่น และสีของเมล็ดกาแฟมีความแตกต่างกัน อาจมาในรูปแบบเมล็ด หรือบดผงมาแล้วขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่เลือก ความโดดเด่นของกาแฟสดถือได้ว่าเป็นกาแฟที่ให้รสชาติดีเยี่ยมในความเป็นธรรมชาติของตัวกาแฟอย่างชัดเจนเลยค่ะ |
![]() |
กาแฟสำเร็จรูป : คือการนำกาแฟสดที่ผ่านการคั่วบดไปสกัดเป็นน้ำกาแฟ แล้วนำไปแปรรูปให้เป็นผง โดยใช้ระบบพ่นแห้ง (Spray drying) หรือ ระบบแช่เยือกแข็ง (Freeze drying) ทำให้กาแฟสำเร็จรูปได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักจะดื่มโดยผสมกับนมจืด, ครีมเทียม และน้ำตาล หรือที่เรียกว่า กาแฟ 3 in 1 ทำให้ชงง่าย สะดวกรวดเร็ว แถมยังมีการบรรจุแบบซอง พกไปดื่มที่ไหนก็ง่ายมาก ๆ ค่ะ |
![]() |
กาแฟชนิดแคปซูล : คือกาแฟสดที่ผ่านการคั่วและบดมาอย่างดี จากนั้นนำมาบรรจุในแพ็กเกจที่คล้ายกับแคปซูล มีฝาซีลปิดสนิท ทำให้สามารถกักเก็บรสชาติ กลิ่น และความสดใหม่ไว้ได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่อยากดื่มกาแฟสด แต่ใช้ เครื่องชงกาแฟสดแบบปกติได้ไม่ถนัด เพราะด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน โดยกาแฟแคปซูลจะต้องใช้คู่กับ เครื่องชงกาแฟแบบแคปซูล เท่านั้น และแคปซูลแต่ละยี่ห้อก็สามารถเข้ากันได้กับเครื่องชงที่รองรับเท่านั้นเช่นกันค่ะ |
วิธีการสกัดสารคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ
1. ใช้เมทิลีนคลอไรด์ (Methylene Chloride)
การใช้เมทิลีนคลอไรด์ ถือเป็นวิธีแรก ๆ ที่วงการการทำกาแฟดีแคฟนิยมใช้กัน เพราะทำง่ายและมีราคาถูก โดยเมทิลีนคลอไรด์เป็นสารที่ทำมาจากกรดอะซิติก เป็นส่วนประกอบที่ใช้ทำน้ำส้มสายชู มีสูตรเป็น CH2Cl2 เป็นของเหลวไม่มีสี ระเหยได้ง่าย มีกลิ่นหอม มักนิยมนำมาใช้เป็นตัวทำละลาย เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าเป็นการใช้สารที่มีอันตรายน้อยที่สุดชนิดหนึ่ง
โดยวิธีการสกัดนั้นขั้นแรกให้นำเมล็ดกาแฟไปแช่ในน้ำแล้วเคลือบด้วยสารละลายที่มีตัวทำละลายคือเมทิลีนคลอไรด์ คาเฟอีนจะถูกดึงออกมาโดยตัวทำละลาย จากนั้นก็นำน้ำที่ได้มาใช้ซ้ำ ๆ จนกว่าเมล็ดกาแฟจะคายคาเฟอีนออกมามากที่สุด วิธีการแช่เมล็ดกาแฟลงในตัวทำละลายแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพมากนัก เพราะหากร่างกายได้รับสารเมทิลีนคลอไรด์ในปริมาณที่มากเกินไปอาจเป็นพิษและนำไปสู่ความเสียหายของระบบประสาทส่วนกลางได้
2. ใช้วิธี Swiss Water
กระบวนการ Swiss Water เป็นกระบวนการสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟโดยใช้กระบวนการกรองน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วิธีการคือนำเมล็ดกาแฟมาแช่ในน้ำจนกว่าจะอิ่มตัวแล้วนำมากรองคาเฟอีนออกด้วยแท่งคาร์บอนที่มีขนาดรูพรุนเฉพาะที่จับเฉพาะคาเฟอีนไว้และปล่อยให้สารอื่นผ่านไปได้ จากนั้นนำน้ำที่กรองคาเฟอีนออกแล้วมาสกัดกาแฟอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้หลักการคือ ทำให้เกิดการแพร่ออกมาจากเมล็ดกาแฟ ระหว่างความเข้มข้นของคาเฟอีนในเมล็ดกาแฟและสารละลายที่ใช้สกัด โดยวิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ปลอดสารเคมีและสามารถดึงคาเฟอีนออกจากกาแฟได้มาก แถมยังคงรสชาติของกาแฟไว้ได้ใกล้เคียงกับกาแฟปกติอีกด้วย
3. ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide)
วิธีการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ หรือเรียกว่า “the CO2 method” เป็นกระบวนการใหม่ล่าสุดที่ใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือ การใช้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวทำละลายในเมล็ดกาแฟ โดยวิธีการคือจะแช่เมล็ดกาแฟในน้ำจนพองตัวแล้วนำไปใส่ในภาชนะสแตนเลสที่ปิดผนึกมิดชิด จากนั้นสูบคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปโดยใช้แรงดันสูง โดยคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะเข้าไปดูดซับตัวคาเฟอีน ต้องใช้เวลาในการทำประมาณ 5 – 7 ชั่วโมง เพื่อขจัดคาเฟอีนออกให้ได้มากที่สุด โดยวิธีการนี้สามารถดึงคาเฟอีนออกจากกาแฟได้มากถึง 95 – 99.9% เลยทีเดียวค่ะ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีมาก เพราะเป็นวิธีที่สกัดออกเฉพาะคาเฟอีน แต่คุณค่าของกาแฟยังอยู่ครบ จะได้รสชาติและคุณสมบัติของกาแฟใกล้เคียงกับกาแฟปกติมากที่สุด
เคล็ดลับการทำกาแฟให้อร่อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างมาก ๆ ตั้งแต่การเลือกเมล็ดพันธุ์กาแฟ, การบดเมล็ดกาแฟ, การอุณหภูมิของน้ำ รวมไปถึงระยะเวลาที่ใช้สกัดกาแฟ นั่นเป็นที่มาว่าทำไมเวลาเราไปดื่มกาแฟที่ ร้านคาเฟ่ รสชาติถึงไม่เหมือนกับที่เราชงเองสักที แถมอุปกรณ์ก็เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ช้อนกาแฟ, ถ้วยกาแฟ, เหยือกกาแฟ, กาแฟดริปแบบซอง หรือ กาแฟแคปซูล เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกันอยู่นานทีเดียว เพราะการชงกาแฟถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่คนชงต้องมีใจรักในการทำ หรือจะเรียกว่าต้องใส่ใจลงไปในกาแฟทุกแก้วที่ชงเลยก็ว่าได้
References :
- Caffeine consumption
- Food Features : Coffee
- Effects of Caffeinated and Decaffeinated Coffee on Body Weight and Glucose Tolerance
- Caffeine content of decaffeinated coffee
- Caffeine in coffee: its removal. Why and how?
- Caffeine: How much is too much?
- [Caffeine–common ingredient in a diet and its influence on human health]


