คำแนะนำในการฉีด วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ปัจจุบันผู้หญิงหลาย ๆ คน ต่างให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายกันมากขึ้น ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องจุดซ่อนเร้นกันบ้าง? หลาย ๆ คนไม่เคยรู้ว่าอาการตกขาวผิดปกตินั้นเป็นอย่างไร? หรือบางคนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงมากขึ้นทุกเดือนเลยใช่มั้ยคะ? คุณได้ไปตรวจภายในกับหมอสูตินรีเวชครั้งล่าสุดเมื่อไหร่? หรือคุณเคยได้ยินชื่อโรคที่เกี่ยวกับการติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ้างหรือไม่? และสุดท้ายนี้คุณรู้จัก “มะเร็งปากมดลูก” มากน้อยเพียงใด? เราเชื่อว่ามีหลาย ๆ คนที่ยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้

สถิติมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย

มะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงไทยซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 โดยจะพบมากในช่วงอายุ 35-50 ปี จากการสำรวจข้อมูลทะเบียนมะเร็งในปี 2562 ที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่สูงถึงจำนวน 5500 คน หรือคิดเป็น 9.3 คนต่อประชากรแสนคน และมีผู้ที่เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก 2200 คน หากคิดเป็นรายวันก็จะมีผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ตกอยู่ที่ 15 คนต่อวัน และเสียชีวิตวันละ 6 คน ตัวเลขเหล่านี้ ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงและน่ากลัวมาก หากคุณยังละเลยในเรื่องนี้ คุณอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ป่วยรายใหม่ของปีถัดได้



สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกนั้น มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus หรือ HPV ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์, การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน, การกินยาคุมกำเนิดติดต่อกันเวลานานเกินไป, การตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรหลายครั้ง, รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิเช่น การสูบหรี่, คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีภูมิคุ้มกันไม่ดี และสุดท้ายคือผู้ที่ละเลยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สิ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกเช่นกันค่ะ

อาการของคนที่เป็นมะเร็งปากมดลูก

สัญญาณเตือนระดับแรกของผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกก็คือ “อาการตกขาว” ปกติแล้วอาการตกขาวจะมีสีและกลิ่นที่ต่างกันตามแต่ตัวบุคคล แต่อาการตกขาวที่ผิดปกติและเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูกคือ “ตกขาวเป็นเลือดหรือมีกลิ่นเหม็นคาว” , “มีของเหลวไหลออกจากช่องคลอดหลังเมื่อหมดประจำเดือนแล้ว” , “ประจำเดือนมามากและนานผิดผกติ” และหากเป็นในระยะลุกลามคุณอาจจะมีอาการ “ปวดท้องหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อย” , “ปัสสาวะหรือถ่ายติดขัดลำบาก” , “ขาบวม” , “เบื่ออาหาร” และ “น้ำหนักลดลง” เป็นต้น

การวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกก็คือการติดเชื้อ HPV ดังนั้นสิ่งทำได้ก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ซึ่งองค์กรอนามัยโลกอย่าง World Health Organization หรือ WHO ได้แนะนำให้แต่ละประเทศควรมีนโยบายพื้นฐานสำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV แก่ประชากรผู้หญิงในประเทศสำหรับประเทศที่มีงบประมาณเพียงพอ

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ตอนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้พยายามผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ในเด็กผู้หญิงที่อยู่ในวัยประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงอายุที่มีความเสี่ยงในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรสูง อีกทั้งยังเป็นวัยเหมาะสมสำหรับการฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ก็มีกลุ่มเป้าหมายโดยประมาณ 4 แสนคนทั่วประเทศ

อายุที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • เด็กอายุ 9-14 ปี ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก 2 เข็ม
  • ผู้ที่อายุ 15 ปีขั้นไป ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก 3 เข็ม

หมายเหตุ

  1. จะฉีดห่างจากเข็มแรกเป็นระยะเวลา 1-2 เดือน และจะฉีดเข็มที่สามห่างจากเข็มแรก 6 เดือน
  2. วัคซีนป้องกัน HPV ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อฉีดให้กับผู้หญิงที่มีอายุ 9-14 ปี หรือผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ผลจริงหรือไม่

การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV จะสามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้คิดเป็นร้อยละ 70-90% แต่เนื่องจากไวรัส HPV มีมากมายถึง 130 สายพันธุ์ และมีประมาณ 40 สายพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับโรคบริเวณอวัยวะเพศและทางทวารหนัก โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ก็อาจจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมดเสมอไป




ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • ไม่ควรฉีดวัคซีนในช่วงที่คุณกำลังป่วยหรือมีไข้สูง
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหยุดเลือดยาก ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ต้องทำอย่างไรบ้าง

ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ตามที่เราได้กล่าวไปแล้ว และคุณจะต้องหมั่นตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุก ๆ ปี หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูกให้มากที่สุด

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ปัจจุบันนี้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีการตรวจแพปสเมียร์ (Pap Smear) และวิธีการตรวจหาเชื้อ HPV หรือที่เรียกว่า HPV Test โดยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปี สามารถเข้ารับบริการตรวจตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบ HPV Test ได้ตามโรงพยาบาลที่คุณมีสิทธิ์รักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ (ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมของคุณ)

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก กรมการแพทย์

Next Post