10 Exotic Pet สัตว์แปลกแต่น่ารัก ที่กำลังได้รับความนิยมในไทย

หากพูดถึงสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักหลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงสัตว์เลี้ยงยอดฮิตอย่าง สุนัขและแมว กันใช่มั้ยล่ะคะ เพราะสัตว์เลี้ยงทั้ง 2 ชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมตลอดกาลที่หลาย ๆ คนยกให้เป็นมิตรแท้ข้างกายหรือเป็นกระทั่งสมาชิกในครอบครัวเลยทีเดียว แต่บอกเลยว่า ปีนี้ ‘สัตว์เลี้ยง Exotic Pet’ เป็นอะไรที่มาแรงสุด ๆ เพราะสัตว์เลี้ยงแปลก ๆ เหล่านี้ต่างมีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าประหลาด มีความน่ารักน่าเลี้ยงและดูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงที่ไม่ซ้ำซากจำเจ อีกทั้งยังเลี้ยงแล้วดูเท่ไม่เหมือนใคร ซึ่ง Exotic Pet ที่ได้รับความนิยมในไทยนั้นปัจจุบันก็มีอยู่หลากหลายชนิดทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึงบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก ไปจนถึงจำพวกแมลงและแมง

ในวันนี้เราจึงได้รวบรวมเอา ‘10 Exotic Pet สัตว์เลี้ยงแปลก ๆ แต่น่ารัก’ ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทยมาฝากเพื่อน ๆ ชาว Best Review ให้ได้ศึกษาข้อมูลของเหล่าน้อง ๆ กันก่อน ทั้งข้อมูลเบื้องต้นของสัตว์เลี้ยง อุปนิสัยโดยทั่วไป อาหารที่ควรให้ทาน สถานที่เลี้ยงดูที่เหมาะสม และราคาค่าตัวน้อง ๆ โดยประมาณ รวมถึงยังมีข้อกฎหมายที่ควรรู้ในการจะเลี้ยง Exotic Pet มาฝากกันอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วก็อย่ารอช้า เราไปดูกันดีกว่า ว่าจะมี Exotic Pet น่ารัก ๆ ชนิดไหนบ้างที่ได้รับความนิยม!!~~

ข้อควรรู้ก่อนจะรับเลี้ยง Exotic Pet

ในการเลี้ยง Exotic Pet นั้นนอกจากจำเป็นจะต้องศึกษาวิธีการเลี้ยงดูที่เหมาะสมทั้งเรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย และข้อควรระวังเป็นพิเศษแล้ว เราก็ยังต้องศึกษาถึงข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ชนิดพิเศษอย่างสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมถึงอนุสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เพราะบางชนิดนั้นถ้าเรานำมาเลี้ยงหรือมีไว้ในครอบครองจะผิดกฎหมายค่ะ

1. ตรวจสอบว่า Exotic Pet ที่เราสนใจ ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงหรือไม่ ?

อันดับแรกในการจะเลี้ยงสัตว์แปลก ๆ สิ่งสำคัญที่สุดไม่แพ้เรื่องการเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงก็คือเรื่องข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เราจำเป็นต้องศึกษาเอาไว้ โดยเฉพาะ ‘อนุสัญญาไซเตส (CITES)’ ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่าสัตว์ชนิดพันธุ์ใดบ้างที่ต้องขออนุญาตนำเข้าหรือห้ามครอบครอง เพื่อช่วยควบคุมไม่ให้มีการค้าขายสัตว์ป่าต่างถิ่นและพืชพรรณระหว่างประเทศที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของสัตว์ป่าและพืชพรรณเหล่านั้น โดยชนิดสัตว์ป่าที่อนุสัญญาไซเตสควบคุมนั้นก็จะถูกแบ่งเป็นบัญชีหมายเลย 1, 2 และ 3 ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

อนุสัญญาไซเตส (CITES)’
อนุสัญญาไซเตส (CITES)
  • บัญชีหมายเลข 1 : สัตว์ชนิดแรกเป็นชนิดที่ห้ามให้มีการค้าขายโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์จึงถูกสงวนไว้เพื่อการศึกษาวิจัยและการเพาะพันธุ์เท่านั้น สัตว์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ยกตัวอย่างเช่น แมวลายหินอ่อน, แมวป่าหัวแบน, จระเข้น้ำจืด, จระเข้น้ำเค็ม และเต่ากระ เป็นต้น
  • บัญชีหมายเลข 2 : สัตว์ในบัญชีหมายเลขที่ 2 เป็นสัตว์ที่ยังไม่ได้ใกล้สูญพันธุ์เสียทีเดียว แค่เพียงมีลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนอาจก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ได้ อยู่ในกลุ่มที่ควรอนุรักษ์ไว้เพื่อให้ไม่หายไป อนุญาตให้มีการค้าขายได้แต่ต้องควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหายหรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วเกินไป จำเป็นต้องขออนุญาตในการนำเข้า สัตว์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ยกตัวอย่างเช่น ลิงแสม, แมวป่า, เหยี่ยวขาว และนกยูง เป็นต้น
  • บัญชีหมายเลข 3 : สัตว์ในบัญชีหมายเลขที่ 3 นั้น เป็นสัตว์ในกลุ่มที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงต้องขอความร่วมมือจากประเทศอื่นๆเพื่อให้ช่วยในการดูแลเรื่องนำเข้าและส่งออก สัตว์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 3 ยกตัวอย่างเช่น งูแมวเซา, งูลายสอ, หมาจิ้งจอก, หมาไม้ และไก่ฟ้าหน้าเขียว เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วเรายังต้องตรวจสอบด้วยว่าสัตว์ที่เราสนใจนั้นจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ เพราะสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองนั้นมีข้อห้ามในการล่าและการห้ามมีไว้ในครอบครอง ซึ่งถ้าเกิดเรามีไว้ในครอบครองก็จะผิดกฎหมายนั้นเอง สัตว์ป่าสงวนในประเทศไทยนั้นก็มีอยู่หลากหลายชนิด เช่น พะยูน, แรด, สมเสร็จ, สมัน, ละมั่ง, กระซู่, กูปรี, เก้งหม้อ, ควายป่า, เลียงผา, กวางผา, นกกระเรียน, นกแต้วแล้วท้องดำ และนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นต้น

สินค้าลดราคาในช้อปปี้ & ลาซาด้า - ดีลดี เบสท์รีวิวเลือกให้สินค้าลดราคาในช้อปปี้ & ลาซาด้า - ดีลดี เบสท์รีวิวเลือกให้สินค้าลดราคาในช้อปปี้ & ลาซาด้า - ดีลดี เบสท์รีวิวเลือกให้

ดังนั้น ถ้าหากสัตว์เลี้ยงนั้นไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในรายชื่อสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย รวมถึงไม่มีรายชื่ออยู่ในรายชื่อบัญชีหมายเลย 2 และ 3 หรือไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในอนุสัญญาไซเตสเลย (non-CITES) นั้นก็หมายความว่า สัตว์ที่เราต้องการเลี้ยงนั้นสามารถเลี้ยงได้โดยไม่ผิดกฎหมายนั้นเอง

2. ศึกษาและจัดเตรียมแหล่งที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับ Exotic Pet

อันดับต่อมาเราก็ต้องตรวจสอบว่าสัตว์แปลกที่เราต้องการเลี้ยงนั้นมีที่อยู่อาศัยดั้งเดิมแบบไหน เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมอย่างไร เพื่อให้เราสามารถจัดเตรียมสถานที่และสิ่งของที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิตของน้องให้พร้อมสรรพ และยังช่วยให้สัตว์ของเรานั้นมีความสุขสุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจอีกด้วย เอาน้องมาเลี้ยงทั้งทีอย่าให้น้องต้องลำบากค่ะ ซึ่งสัตว์แปลกแต่ละชนิดก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป ซึ่งก็จะมีตัวอย่างดังนี้ค่ะ

Sugar glider (ชูการ์ไกลเดอร์)

  • สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ : ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนั้นแน่นอนว่าจะต้องมีพื้นที่เป็นทั้งดินและน้ำในแหล่งเดียวกัน เพราะสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนั้นมีผิวหนังที่บอบบางและชุ่มน้ำจึงจำเป็นต้องได้รับความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ก็ต้องการขึ้นมาผ่อนคลายหายใจหายคอบนบกบ้างเช่นกัน นอกจากนี้เนื่องจากผิวหนังที่บอบบางเจ้าของยังต้องระวังเรื่องการสัมผัสตัว เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองหรือบาดแผลบนตัวของสัตว์เลี้ยงค่ะ
  • สัตว์ปีก หรือนก : สำหรับสัตว์ปีกนั้นก็ถือเป็นสัตว์อีกหนึ่งประเภทที่เราสามารถเลี้ยงดูค่อนข้างง่าย เพราะเราไม่จำเป็นต้องคอยดูแลพวกเขาตลอดเวลา แต่เราแค่ต้องมีบริเวณที่มากและกว้างพอให้เขาได้บินเล่นบ้าง เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายไม่เครียด นอกจากนี้ที่อยู่อาศัยยังจำเป็นจะต้องมีความรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้นกหายออกไป เพราะนกที่ถูกเลี้ยงอยู่ในกรงมาตั้งแต่เกิดนั้นไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกภายนอกได้นั่นเอง
  • สัตว์เลื้อยคลาน : สัตว์เลื้อยคลานนั้นจัดอยู่ในหมวดสัตว์เลือดเย็น ทำให้มีอุณหภูมิของร่างกายที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้เราต้องใส่ใจในเรื่องของอุณหภูมิมากกว่าการเลือกสัตว์ประเภทอื่น ๆ เช่น ในสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดเราจำเป็นจะต้องใช้แสงยูวีเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิและเพิ่มความอบอุ่นภายในที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับสัตว์เลื้อยคลานชนิดนั้น ๆ

สายพันธุ์น้องงู ที่นิยมเลี้ยง : งูแบล็คคิง

  • แมลงและแมง : สัตว์ประเภทแมลงหรือแมงจัดเป็น Exotic Pet ที่ดูแลได้ไม่ยาก เรียกว่าแทบจะง่ายที่สุดในหมู่สัตว์แปลกที่มีอยู่หลากหลายชนิด เพราะน้องแมลงและแมงนั้นสามารถอาศัยอยู่ภายในกล่องได้เพียงแค่ต้องจำลองภายให้เหมือนกับที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกเขา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะ ๆ ในการเลี้ยงดู แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องใส่ใจในเรื่องของความรัดกุมให้มากเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงของเราหลุดออกไป เพราะแน่นอนว่าแมลงและแมงของเราที่หลุดไปนั้นไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกได้อยู่แล้ว อีกทั้งแมลงหรือแมงบางชนิดก็เป็นสัตว์มีพิษจึงอาจจะทำให้คนรอบข้างโดนกัดหรือต่อยเข้าแล้วเกิดอันตรายได้ค่ะ

3. ตรวจสอบและเตรียมความพร้อมของตนเอง ในการจะเลี้ยง Exotic Pet

เป็นที่รู้กันดีว่า Exotic Pet นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เป็นพิเศษเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการเลือกสรรอาหารที่เหมาะสมเพื่อบำรุงสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดีให้กับสัตว์ของเรา รวมไปจนถึงสถานที่เลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงที่มิดชิดรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงของเราหลุดรอดออกไป เพราะสัตว์เลี้ยง Exotic Pet นั้นเป็นสัตว์ต่างถิ่นทำให้อาจจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในระบบนิเวศที่ต่างกันได้ อีกทั้งยังอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบนิเวศน์เสียสมดุลได้หากสัตว์เลี้ยงสามารถมีชีวิตรอดและสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานจนทำให้ระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติเสื่อมเสียค่ะ

ซึ่งทั้งสภาพแวดล้อมแบบเฉพาะและอาหารแบบเฉพาะที่ต้องนำมาใช้เลี้ยงดูสัตว์แปลกนั้นเองที่ทำให้เจ้าของอาจจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทั่วไป ดังนั้นก่อนจะรับสัตว์มาเลี้ยงดูเราจึงต้องตรวจสอบความพร้อมของตัวเองให้ดีทั้งในเรื่องสถานที่ที่ใช้ในการเลี้ยงดู และแหล่งซื้ออาหารของสัตว์เลี้ยง รวมถึงต้องมีเงินสำรองเพียงพอหากสัตว์แปลกของเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะสามารถเลี้ยงเขาได้อย่างมีความสุขจนหมดอายุขัยค่ะ


รวม Exotic Pet สัตว์แปลกแต่น่ารัก

1. คาปิบาร่า หรือ คาปิบารัส (Capybaras)

คาปิบาร่า หรือ คาปิบารัส (Capybaras)
คาปิบาร่า หรือ คาปิบารัส (Capybaras)

มาเริ่มกันที่ตัวแรกกับน้อน ‘คาปิบารา’ หรือฉายา ‘หมามะพร้าว’ ที่ได้รับจากแฟนคลับชาวไทย เจ้าของมีมสัตว์แห่งสันติภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตั้งแต่นก หมา แมว ไปถึงจระเข้ จนกลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลก ทำให้คาปิบาราเป็นสัตว์เลี้ยง Exotic Pet ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมานี้ ด้วยหน้าตาที่ดูนิ่ง ๆ ไม่แสดงอารมณ์และรูปร่างที่อ้วนกลมปุ๊กเหมือนหนูยักษ์ มีเส้นขนสีน้ำตาลเหมือนกาบมาพร้าว (ที่มาของฉายานั่นเอง 555) รวมถึงยังมีอุปนิสัยสุดน่ารักอ่อนโยน เป็นมิตรกับสัตว์ทุกชนิดบนโลก น้องเชื่องและเลี้ยงได้ง่ายมาก ๆ แบบที่ว่าเราสามารถเลี้ยงร่วมกับหมาแมวที่บ้านได้เลยทีเดียว

คาปิบาร่านั้นจัดเป็นสัตว์ฟันแทะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาปิบาร่านั้นเป็นสัตว์บกก็จริงแต่ชื่นชอบการเล่นน้ำมาก ๆ หากใครคิดจะเลี้ยงน้องคาปิบาร่าเลยจำเป็นจะต้องเตรียมสระน้ำหรือน้ำตกเอาไว้ให้น้อง ๆ เล่นน้ำดำผุดดำว่ายกันด้วย และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือคาปิบาร่านั้นเป็นสัตว์ที่รักการเข้าสังคมและเติบโตร่วมกับผู้อื่น จึงจำเป็นต้องเลี้ยงคาปิบาราเป็นคู่ขึ้นไป หากเลี้ยงตัวเดียวน้องจะรู้สึกเหงาเกินไป อาจทำให้สุขภาพจิตใจของน้อนคาปิบาราห่อเหี่ยวได้ค่ะ

อาหาร :

คาปิบาร่าจะกินพืชเป็นหลัก เช่น หญ้า, หญ้าแห้ง, ผลไม้, ผัก หรือพืชน้ำ รวมถึงควรมีน้ำสะอาดให้ดื่มอย่างเพียงพอตลอดเวลา

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

เหมาะสำหรับเลี้ยงในพื้นที่กว้าง มีทั้งพื้นที่บนและแหล่งน้ำที่กว้างขวางพอให้วิ่งเล่นและว่ายน้ำได้ มีที่พักพิง หลังคา หรือร่มบังแดด เพิ่มความร่มรื่นเพื่อให้คาปิบาร่าได้พักหลบแดดค่ะ

ราคาโดยประมาณ :

ค่าตัวของคาปิบาร่าโดยประมาณอยู่ที่ 40,000 – 60,000 บาท


2. ชินชิล่า (Chinchilla)

ชินชิล่า (Chinchilla)
ชินชิล่า (Chinchilla)

‘ชินชิลล่า’ อีกหนึ่งสัตว์ฟันแทะที่แสนน่ารักน่าชังน่าเลี้ยงเป็นที่สุด ซึ่งส่วนตัวเราปลื้มน้อนคนนี้มากเพราะหน้าตาสุดน่ารักและตัวกลมปุ๊กปุกปุย อีกทั้งยังมีขนที่แน่นหนานุ่มฟูฟ่องจนได้รับฉายาว่าสัตว์เลี้ยงที่ขนนุ่มนิ่มที่สุดในโลก โดยชินชิลล่านั้นจัดอยู่ในตระกูลสัตว์ฟันแทะมีหน้าตาที่น่ารักเหมือนหนูผสมกระต่าย ใบหูมีกลมขนาดใหญ่ มีหางเหมือนกระรอก และมีลำตัวอ้วนป้อม อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่ไม่มีกลิ่นตัวเหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นสาบสัตว์เลี้ยง เพราะชินชิลล่าเป็นสัตว์ที่ชอบอาบน้ำและอาบน้ำได้ง่ายมาก ๆ เนื่องจากใช้การอาบน้ำแบบแห้งด้วยการลงไปคลุกฝุ่นหรือผงหินที่เราเตรียมไว้ในอ่างใบเล็ก

แถมนิสัยของน้องก็ยังน่ารักน่าชัง มีทั้งความขี้อ้อนเหมือนเด็ก มีความเฟรนลี่ ชอบให้คนเอาอกเอาใจ และยังเป็นสัตว์สังคมชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบเล่นกัดแทะเหมือนพี่น้องตระกูลฟันแทะตัวอื่น ๆ บอกเลยว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใช้คำว่าน่ารักได้สิ้นเปลืองมาก ๆ ใครที่ชอบความน่ารักนุ๊บนิ๊บต้องรับน้องไปเลี้ยงดูแล้วค่ะ

อาหาร :

อาหารที่แนะนำสำหรับชินชิลล่าจะเป็นอาหารที่ผลิตมาจากหญ้าอัลฟาฟ่า และหญ้า ทิโมธี ซึ่งเป็นอาหารชนิดเดียวกันกับที่ให้เต่าซูคาต้ากิน เสริมแร่ธาตุและวิตามินอื่น ๆ ด้วยเมล็ดถั่วชนิดต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน ผลไม้อบแห้งชิ้นเล็ก และลูกเกด

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

สามารถเลี้ยงได้ทั้งในห้องแบบปิดที่มีอากาศไม่ร้อนและถ่ายเทสะดวก หรือจะเลี้ยงในกรงก็ได้ แต่ต้องเป็นกรงที่มีขนาดกว้างพอให้ชินชิลล่าได้วิ่งเล่นและกระโดด โดยพื้นกรงอาจจรองเป็นวัสดุแผ่นไม้หรือแผ่นหินตามธรรมชาติเหมือนกับที่รองสำหรับกระต่ายก็ได้ค่ะ

ราคา :

ราคาของน้องชินชิลล่าจะค่อนข้างสูง มีราคาตั้งแต่หลักพันปลาย ๆ ไปจนถึงหลักแสน แล้วแต่ความสวยงามและสีสันของชินชิลล่าที่แตกต่างกัน


3. แมวป่าคาราคัล (Caracal)

แมวป่าคาราคัล (Caracal)
แมวป่าคาราคัล (Caracal)

สำหรับใครที่หลงใหลในความสง่างามน่าเกรงขามของเจ้าเสือนักล่าแห่งป่าใหญ่ บอกเลยว่า ‘แมวป่าคาราคัล’ จะต้องเป็น Exotic Pet ที่คุณชื่นชอบอย่างแน่นอน เพราะน้องเป็นแมวป่าหน้าหล่อที่ถอดแบบความดุดันแบบพี่เสือและความน่ารักแบบเจ้าเหมียวมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ทั้งดวงตากลมโตที่ดูโฉบเฉี่ยว รูปร่างที่ดูปราดเปรียว หางยาว ๆ นุ่มฟู และยังมีจุดเด่นที่สุดอย่างใบหูขนาดใหญ่ยาวแหลมมีขนสีดำเป็นพู่ตรงปลายได้ฟิลลิ่งความเป็นสัตว์ป่าแบบสุด ๆ โดยแมวป่าคาราคัลนั้นจัดอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลาง เป็นแมวป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าแมวบ้านประมาณนึง น้ำหนักตัวของน้องเมื่อโตเต็มวัยจะอยู่ที่ประมาณ 10-18 กิโลกรัม

สำหรับนิสัยของน้องถือว่าเป็นสัตว์ Exotic Pet ที่มีนิสัยคล้ายแมวทั่วไปแต่เพิ่มเติมคือมีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่าค่อนข้างมาก มีความเป็นนักล่าชอบวิ่งชอบกระโดดขึ้นที่สูง ๆ เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างหวงถิ่นและรักสันโดดแต่ก็มีมุมน่ารักอ้อน ๆ เจ้าของเช่นกัน อีกทั้งเรายังสามารถฝึกน้องให้มีความสุภาพเรียบร้อยได้แม้ว่าโดยปกติน้องจะเป็นสัตว์ป่าที่มีแรงค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้คาราคัลยังเป็นสัตว์ที่มีรายชื่อในอนุสัญญาไซเตสบัญชีหมายเลข 2 หากจะมีการขนย้ายหรือเปลี่ยนเจ้าของจำเป็นจะต้องขออนุญาตก่อนค่ะ

อาหาร :

เนื่องจากคาราคัลเป็นแมวป่าที่ยังมีสัญชาตญานความเป็นสัตว์ป่าอยู่มาก อาหารของน้องจึงควรให้เป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เช่น เนื้อกระต่าย เนื้อไก่ หรือเนื้อหนู ซึ่งเราควรใส่ใจในเรื่องความสดสะอาดของวัตถุดิบเป็นอย่างมาก และควรให้อาหารอื่น ๆ ที่หลากหลายร่วมด้วยเพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

เราสามารถเลี้ยงคาราคัลเอาไว้ในบ้านเหมือนกับน้องหมาน้องแมวทั่วไปได้ แต่แนะนำว่าให้เลี้ยงในพื้นที่ที่มิดชิดรัดกุม สามารถป้องกันไม่ให้น้องหลุดออกไปได้ เพราะการที่คาราคัลหลุดออกไปอาจทำให้เพื่อนบ้านตกใจ จนอาจทำอันตรายกับน้องเพื่อเป็นการป้องกันตัว หรือการที่คาราคัลต้องพบเจอกับคนเยอะ ๆ ก็อาจจะเครียดจนเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวใส่คนอื่นได้ค่ะ

ราคา :

ในส่วนของค่าตัวในการสู่ขอน้องนั้นบอกเลยว่าต้องกระเป๋าหนักพอควร เพราะค่าตัวของคาราคัลมีราคาเริ่มต้นที่หลักแสนบาทขึ้นไปค่ะ


4. จิ้งจอกทะเลทราย หรือ จิ้งจอกเฟนเนก (Fennec Fox)

จิ้งจอกทะเลทราย หรือ จิ้งจอกเฟนเนก (Fennec Fox)
จิ้งจอกทะเลทราย  (Fennec Fox)

เรียกว่าได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานเลยก็ว่าได้สำหรับน้อง ‘Fennec Fox’ หรือ ‘จิ้งจอกทะเลทราย’ น้องเป็นจิ้งจอกขนาดเล็กที่สุดในวงศ์จิ้งจอก เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณน้องหมาชิวาว่า มักพบน้องอาศัยอยู่แถบตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และพบได้หนาแน่นแถวทะเลทรายซาฮารา ซึ่งน้องเฟนเนกจะตกคนเข้าด้อมของน้องด้วยดวงตากลมโต ใบหน้าสุดน่ารักคล้ายเจ้าเหมียวหน้ายาวและรูปร่างที่มีเอกลักษณ์ดูน่าทะนุถนอม อีกทั้งยังมีจุดเด่นสุดคิ้วท์อย่างใบหูขนาดใหญ่และหางจิ้งจอกฟูฟ่อง ซึ่งเสียงร้องของน้องเองก็มีความแหลม ๆ เล็ก ๆ เหมือนเสียงลูกหมา น่ารักสุด ๆ ค่ะ

ในส่วนลักษณนิสัยของจิ้งจอกเฟนเนกก็มีความน่ารักไม่แพ้หน้าตา เพราะน้องมีนิสัยที่เหมาะน้องหมาผสมน้องแมว มีความซุกซนเฟรนลี่ขี้เล่นชอบเข้าหาทำความรู้จักกับผู้คนและสัตว์เลี้ยงอื่น แต่บางครั้งน้องก็รักสันโดษรับบทจิ้งจอก Introvert ไม่อยากสุงสิงกับใครอยากอยู่ตัวเดียวสวย ๆ แต่น้องเฟนเนกนั้นตามธรรมชาติแล้วจะอยู่ร่วมกันเป็นฝูงประมาณ 10 ตัว จำนวนขั้นต่ำที่เหมาะสมจึงเป็น 2 ตัวขึ้นไป ซึ่งเราสามารถเลี้ยงน้องเฟนเนกตัวเดียวได้แต่ต้องมีเวลาเล่นกับน้องมากพอไม่ให้น้องเหงาค่ะ

อาหาร :

จิ้งจอกเฟนเนกนั้นสามารถกินอาหารสำหรับสุนัขได้ แต่อาจจะเพิ่มในส่วนของสารอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย เช่น ผัก ผลไม้ แมลงชนิดต่าง ๆ รวมถึงไข่นกขนาดเล็ก และควรให้น้ำสะอาดอย่างเพียงพอ

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

เราสามารถเลี้ยงจิ้งจอกเฟนเนกให้ห้องขนาดใหญ่แล้วตกแต่งด้านในให้มีความเป็นทะเลทรายก็ได้ หรืออาจจะสร้างเป็นกรงกลางแจ้งขนาดใหญ่ ล้อมรั้วตาข่ายที่แข็งแรงรัดกุมเพื่อป้องกันจิ้งจอกเฟนเนกทำลายกัดแทะ แต่ให้ระวังเรื่องความร้อนควรสร้างที่หลบแดดร่มรื่นให้น้อง รวมถึงควรมีของเล่นให้น้องได้ปีนป่ายและมีการจำลองอุโมงต่าง ๆ เลียนแบบโพรงตามธรรมชาติของจิ้งจอกเฟนเนกค่ะ

ราคา :

ใครที่อยากรับเลี้ยงน้องจิ้งจอกเฟนเนกบอกเลยว่าต้องมีเงินในกระเป๋ามากกว่าครึ่งแสนขึ้นไป เพราะค่าตัวของน้องมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 60,000 บาทค่ะ


5. งูคอร์นสเน็ค (Corn Snake)

งูคอร์นสเน็ค (Corn Snake)

หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับน้องงูเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีอีกหลายคนที่ตกหลุมรักเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครของน้องงูเข้าเต็มเปา โดยเฉพาะ ‘งูคอร์นสเน็ค’ หรือ ‘งูข้าวโพด’ ที่ถือเป็นสายพันธ์ของงูที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนเลี้ยงงู เพราะเป็นงูชนิดไม่มีพิษที่มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากเมื่อโตเต็มที่จะยาว 120 – 180 cm. โดยประมาณ มีวิธีการเลี้ยงดูที่ไม่ยุ่งยากเพราะเป็นงูที่กินง่ายไม่ค่อยเลือกอาหาร อีกทั้งยังเป็นงูที่มีลวดลายและสีสันสวย ๆให้เลือกหลากหลาย จึงเป็นงูที่เหมาะมาก ๆ สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจเลี้ยงงู

สำหรับลักษณะนิสัยของน้องงูคอร์นสเน็คนั้นจัดได้ว่ามีความอ่อนโยนมาก ๆ มีความน่ารักเป็นมิตร เข้ากับคนง่าย สามารถเลี้ยงให้เชื่องได้ง่าย ติดจะเรียบร้อยและขี้อายนิดหน่อย แต่ก็สามารถสร้างความคุ้นชินกับเจ้าของได้ไม่ยาก สามารถจับมาเล่นมาเลื้อยตามมือได้ แต่ก็ต้องระวังอย่าทำให้น้องตกใจเพราะน้องอาจจะกัดได้ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่คนเลี้ยงงูทุกสายพันธุ์ควรรู้อยู่แล้วค่ะ

อ่านเพิ่มเติม เลี้ยงงู พันธุ์ไหนดี และข้อแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง

อาหาร :

สำหรับอาหารของน้องงูนั้นใครที่ขี้กลัวอาจจะต้องทำใจซักหน่อย เพราะอาหารหลักตามธรรมชาติของน้องงูก็คือหนู ทำให้เราอาจจะต้องหย่อนหนูที่ตายแล้วหรือหนูเป็น ๆ ลงไปให้น้องงูกินตามลำดับความใจกล้า ซึ่งในปัจจุบันก็มีหนูแช่แข็งวางจำหน่ายมากมายช่วยให้เราซื้ออาหารมาให้น้องงูได้สะดวกขึ้น ซึ่งโดยเฉพาะแล้วงูจะกินอาหารประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้นค่ะ

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

ในการเลี้ยงงูเราจะเลี้ยงน้องในกล่องที่อาจจะทำจากพลาสติกหรือจะทำจากกระจกก็ได้ แต่ต้องมั่นใจได้ว่าอากาศสามารถถ่ายเทภายในกล่องได้สะดวก ซึ่งเราควรเลือกขนาดของกล่องให้เหมาะสมกับตัวงูนั่นก็คือน้องงูสามารถเลื้อยไปมาภายในกล่องได้ ดูไม่อึดอัดเกินไป และเราขอแนะนำให้เลือกเป็นกล่องแบบใส หรือมีด้านใสเพื่อให้น้องงูสามารถอาบแดดรับความร้อนได้ ด้านในมีถ้วยน้ำขนาดพอให้น้องงูแช่ตัวได้เพื่อรักษาระดับความชื้น รวมถึงอาจจะมีกล่องเล็ก ๆ น้องงูได้เข้าไปแอบในช่วงที่เขาต้องการความเป็นส่วนตัวด้วยก็ได้ค่ะ

ราคา :

ค่าตัวของน้องงูคอร์นสเน็คนั้นมีอยู่หลากหลายช่วงราคาตั้งแต่หลักไม่กี่ร้อยจนถึงหลักหลายพันบาท แล้วแต่สีสันและลวดลายของน้องงูค่ะ


6. ชูการ์ไกลเดอร์ (Sugar Glider)

ชูการ์ไกลเดอร์ (Sugar Glider)
ชูการ์ไกลเดอร์ (Sugar Glider)

สำหรับ ‘ชูการ์ไกลเดอร์’ หรือ ‘จิงโจ้ร่อน’ จัดเป็น Exotic Pet ชนิดแรก ๆ ที่ได้รับความนิยมในไทย ซึ่งก็ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารักมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครทั้งดวงตากลมโตแป๋วแหววและจมูกปากที่ดูจิ้มลิ้ม ใบหูที่ลู่ตกทำให้หน้าดูหงอ ๆ ซึม ๆ หางยาวฟูฟ่อง และจุดเด่นที่ขาดไม่ได้เลยก็คือผิวนุ่ม ๆ ข้างลำตัวของน้องที่กางออกเพื่อลูลมได้เหมือนเครื่องร่อน ซึ่งน้องมักจะใช้เวลาโดดจากที่สูงเพื่อให้ลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล

โดยชูการ์ไกลเดอร์นั้นจะจัดอยู่ในประเภทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก อยู่ในชั้นฐานสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องจำพวกพอสซัม ในส่วนของนิสัยของน้องชูการ์ไกลเดอร์ก็ต้องบอกเลยว่าน่ารักมาก ๆ เพราะน้องเป็นสัตว์ที่ขี้อ้อนและติดเจ้าของสุด ๆ อีกทั้งยังมีความขี้เล่นและแสนรู้ สามารถฝึกฝนให้เชื่องและทำตามคำสั่งได้ แบบที่เราสามารถเรียกน้องให้บินมาหาได้เลย เรียกว่าเป็นสัตว์สังคมแบบสุด ๆ ดังนั้นถ้าจะให้ดีแนะนำให้ซื้อน้องมาเลี้ยงเป็นคู่เพื่อให้น้องไม่เหงาเวลาเราไม่อยู่ค่ะ

อาหาร :

ปัจจุบันมีอาหารสำเร็จรูปสำหรับชูการ์ไกลเดอร์หลากหลายยี่ห้อออกมาวางจำหน่ายให้เลือกซื้อ แต่ถ้าต้องการสลับเป็นอาหารแบบสดดูบ้างก็ขอแนะนำให้เลือกเป็นผลไม้ชนิดต่าง ๆ เป็นอาหารหลัก และเสริมด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์อย่างเช่นหนอนนกหรือแมลง แต่ถ้าหากเราไม่อยากถ่ายพยาธิให้น้องบ่อย ๆ ก็แนะนำเป็นเนื้ออกไก่ต้มไม่ปรุงรสฉีกเป็นเส้นก็ได้ค่ะ

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

ชูการ์ไกลเดอร์เป็นสัตว์ตัวเล็กที่เหมาะสำหรับเลี้ยงในบ้านมากกว่า เพราะน้องไม่สามารถป้องกันอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ไม่ดีพอ โดยเราอาจจะเลือกใช้เป็กรงขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่พอจะใส่ที่นอนและของเล่นต่าง ๆ ให้น้องได้ และปล่อยให้น้องออกมาเล่นบ้างเพื่อคลายเครียดค่ะ

ราคา :

ปัจจุบันชูการ์ไกลเดอร์มีหลากหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงพันบาท แล้วแต่สีสันของขนน้องและนิสัยความเชื่องค่ะ


7. กิ้งก่ามังกรเครา (Bearded Dragons)

กิ้งก่ามังกรเครา (Bearded Dragons)
กิ้งก่ามังกรเครา (Bearded Dragons)

สำหรับน้องคนนี้บอกเลยว่าเหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่อยากได้สัตว์เลี้ยงเท่ ๆ ดูแปลกไม่เหมือนใคร เพราะน้องเป็น ‘กิ้งก่ามังกรเครา’ หรือบางคนก็เรียกว่า ‘กิ้งก่าทะเล’ ซึ่งถือเป็น Exotic Pet กลุ่มกิ้งก่าอันดับต้น ๆ ที่ผู้เลี้ยงนิยมเลือกซื้อ เพราะน้องมีขนาดตัวที่ไม่ใหญ่จนเกินไป มีรูปร่างที่ดูสง่างามเพราะน้องมักจะเชิดหัวขึ้นสูงเพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นและได้กลิ่นให้กับตัวเอง อีกทั้งช่วงแผงคอก็มีลักษณะเป็นแผงหนามเล็ก ๆ เรียงต่อกันจนเหมือนเคราอันเป็นที่มาของชื่อ ซึ่งแผงหนามนี้ก็จะมีต่อไปจนถึงช่วงหัวและข้างลำตัวดูเท่มาก ๆ โดยปกติแล้วตัวน้องจะมีสีน้ำตาลสลับลายสีครีม แต่ในปัจจุบันนักเพาะพันธุ์ก็สามารถเพราะพันธุ์สีสันและลวดลายต่าง ๆ ออกมาได้หลากหลายยิ่งขึ้นแล้ว

ในส่วนของนิสัยบอกเลยว่าถึงจะเห็นน้องดูเท่ดุดันไม่เกรงใจใครแบบนี้ แต่นิสัยของน้องจริง ๆ แล้วไม่ดุร้ายเลย ติดจะรักสันโดษและไม่ก้าวร้าวเสียด้วยซ้ำ ถ้าหากน้องกลัวหรือตกใจก็มักจะหลบไปซ่อน แต่ถ้าหากน้องหลีกไม่ทันก็จะแง๊บเบา ๆ เป็นการเตือน ซึ่งสำหรับมนุษย์อย่างเรามากที่สุดก็รู้สึกเหมือนโดนหยิกนิดหน่อย แต่ถ้าใครไม่อยากโดนแง๊บก็แค่อย่าไปทำให้น้องกลัวหรือตกใจแค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วค่ะ

อาหาร :

อาหารที่กิ้งก่าเคราดำจะกินเป็นอาหารแนะนำให้เป็นจำพวกผักผลไม้ชนิดต่าง ๆ และอาจเพิ่มโปรตีนด้วยหนอนหรือแมลงที่มีคุณภาพดีค่ะ

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

ในการเลี้ยงกิ้งก่ามังกรเครานั้นเราสามารถเลี้ยงในตู้กระจก หรือตู้ปลาขนาดกลางได้ แต่ต้องมีการเจาะรูเพื่อให้แน่ใจว่าอากาศถ่ายเทได้สะดวกและปูพื้นตู้ด้วยทรายหรือกรวดแห้ง รวมถึงตกแต่งภายในตู้เลียนแบบสภาพแวดล้อมแบบทะเลทรายเพื่อให้น้องรู้สึกคุ้นชิน อาจจะมีขอนไม้หรือโขดหินเพิ่มให้น้องได้ปีนเล่นก็ได้ แต่กิ้งก่ามังกรเครานั้นเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างหวงถิ่นจึงไม่เหมาะที่จะเลี้ยงร่วมตู้กันค่ะ

ราคา :

กิ้งก่ามังกรเครานั้นมีหลากหลายราคาให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ตามความหายากของสีสันและลวดลายค่ะ


8. อัลปาก้า (Alpaca)

อัลปาก้า (Alpaca)
อัลปาก้า (Alpaca)

สำหรับเจ้าขนฟูหน้าตาอรุ่มเจ๊าะที่ทำให้คนตกหลุมรักได้ไม่ยากเย็นนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากเจ้า ‘อัลปาก้า’ หรือ ‘Alpaca’ สัตว์ตระกูลอูฐที่ปัจจุบันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงในฝันของใครหลายคน อัลปาก้านั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณที่สูงแทบเทือกเขาแอนดีส ทวีปอเมริกาใต้ นั่นจึงทำให้เจ้าอัลปาก้านั้นมีเส้นขนที่หนานุ่มฟูเหมือนก้อนเมฆนุ่ม ๆ ปกคลุมเพื่อช่วยให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ขนาดลำตัวก็ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป ขนาดพอ ๆ กับกวางที่เราเคยเห็นในสวนสัตว์ โดยจะมีความสูงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 125 cm. และมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 60 – 80 Kg.

อีกทั้งเท้าของอัลปาก้านั้นยังมีความอ่อนนุ่มไม่แข็งเกินไปจึงทำให้เราสามารถเลี้ยงน้องในบ้านได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าพื้นบ้านจะแตกหรือเป็นรอย ในส่วนของนิสัยใจคอก็บอกเลยว่าน่ารักไม่แพ้หน้าตา เพราะอัลปาก้านั้นเป็นสัตว์ที่เป็นมิตรมาก ๆ แอบขี้อายนิดหน่อยแต่ก็เป็นสัตว์ที่อารมณ์ดีและเข้ากับมนุษย์รวมถึงสัตว์ชนิดอื่นได้ง่ายพอสมควร อีกทั้งยังค่อนข้างเชื่องและฝึกอบรมง่าย ซึ่งตามธรรมชาติแล้วอัลปาก้าเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ทำให้เราอาจจะต้องสู่ขอน้องมาทีเดียว 2 ตัวเป็นคู่กันเพื่อไม่ให้เหงาค่ะ

อาหาร :

อัลปาก้านั้นเป็นสัตว์กินพืชที่ไม่มีฟันแถวบนเช่นเดียวกันกับอูฐ อาหารตามธรรมชาติที่เราแนะนำให้น้องกินก็คือหญ้ารวมไปถึงอาหารเม็ดสำหรับวัวก็สามารถให้ได้ค่ะ

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

อัลปาก้านั้นเป็นสัตว์สังคมที่ชอบการอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น เราจึงสามารถเลี้ยงอัลปาก้าเอาไว้ภายในบ้านได้เหมือนกับน้องหมาน้องแมวถ้าบ้านของเรามีขนาดกว้างพอ แต่ถ้าหากต้องการเลี้ยงอัลปาก้าให้อยู่ดีมีสุขแบบสุด ๆ แนะนำให้มีทุ่งกว้างโล่งให้น้องได้วิ่งเล่นจะดีและเหมาะกับวิถีชีวิตของน้องที่สุด ดังนั้นใครที่อยากเลี้ยงอัลปาก้าอาจจะต้องมีพื้นที่บริเวณที่พร้อมซักหน่อยค่ะ

ราคา :

เห็นหน้าตาแบ๊วแบนี้แต่บอกเลยค่ะว่าราคาค่าตัวของน้องไม่แบ๊วเหมือนหน้า เพราะราคาเริ่มต้นในการจับจองอัลปาก้านั้นเริ่มต้นที่หลักแสน แต่ถ้าเป็นอัลปาก้าสายพันธุ์แชมป์โลกราคาก็จะขึ้นไปสูงถึงหลักล้านเลยค่ะ


9. เต่าซูลคาต้า (Sulcata tortoise)

เต่าซูลคาต้า (Sulcata tortoise)
เต่าซูลคาต้า (Sulcata tortoise)

สำหรับน้องคนนี้มีชื่อว่า ‘เต่าซูลคาต้า’ หรือ ‘เต่าเดือยแอฟริกา’ ที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นตากับภาพของเต่าตัวน้อยที่มีลายกระดองสวย ๆ กำลังคลานดุ๊กดิ๊ก ๆ ไปมาในคลิปสัตว์โลกน่ารัก ซึ่งขอบอกเลยว่าถึงจะเห็นว่าตอนเด็ก ๆ น้องมีขนาดตัวเล็กจิ๋วเท่าฝ่ามือ แต่น้องเต่าซูลคาต้านั้นเมื่อโดเต็มที่จะมีขนาดที่ใหญ่ได้มากกว่า 36 นิ้ว ซึ่งถือเป็นเต่าบกที่ความใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะในช่วง 5 – 10 ปีแรกอาจจะโตเร็วจนถึง 10 นิ้วแต่หลังจากนั้นก็จะโตช้าลงตามอายุขัย ช่วยให้เราสามารถเตรียมการเพื่อขยับขยายที่อยู่ให้น้องได้ง่าย ไม่ฉุกละหุกเกินไป อีกทั้งยังเป็นที่รู้กันดีว่าเต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืน ซึ่งน้องเต่าซูลคาต้านั้นก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่า 70 ปีเลยทีเดียว

โดยเต่าซูลคาต้านั้นเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในตระกูลเต่าบกที่มีลวดลายของกระดองสวยงามเห็นเป็นลายชัดเจน ขาของน้องก็จะมีลักษณะเป็นอุ้งเท้าไม่มีผังผืดและมีเกล็ดแข็งห่อหุ้ม ในส่วนของอุปนิสัยเจ้าเต่าซูลคาต้าที่ถูกเพาะพันธุ์มาจากฟาร์มเลี้ยงนั้นจะมีนิสัยที่เป็นมิตรน่ารักน่าชังบางตัวถึงกับขี้อ้อนเลยก็มี อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่ชื่นชอบการเดินสำรวจมาก ๆ นอกจากนี้เราก็ยังสามารถฝึกสอนคำสั่งง่าย ๆ ให้น้องได้ เช่น การเรียกกินข้าวแล้วให้น้องเต่าเดินมาหา แต่ถึงในช่วงสืบพันธุ์น้องอาจจะมีนิสัยที่ก้าวร้าวขึ้นเล็กน้อย ถ้าหากเลี้ยงน้องเต่าซูคาต้าเอาไว้หลายตัวน้องก็อาจจะทะเลาะกันด้วยการเอากระดองชนกันเพื่อแย่งอาณาเขตค่ะ

อาหาร :

อาหารของเต่าน้ำและเต่าบกนั้นไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากนัก ซึ่งเต่านั้นสามารถกินได้ทั้งพืชอย่างหญ้า วัชพืช และผลไม้รวมไปถึงต้นกระบองเพชรที่เอาหนามออกแล้ว อีกทั้งยังสามารถกินผลไม้ได้หลากหลายชนิด นอกจากนี้เราอาจจะนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับเต่าผสมผสานไปด้วยเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนค่ะ

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

หากคุณไม่มีบริเวณบ้านที่มากพอเราก็สามารถเลี้ยงน้องเต่าในบ้านได้โดยเลี้ยงในตู้หรือกล่องที่มีอาการถ่ายเทได้สะดวก มีทั้งส่วนเปียกส่วนแห้งและดินเพื่อให้น้องขุดเล่น จำลองสภาพที่อยู่ตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และต้องให้เจ้าเต่าได้รับแสงแดดในปริมาณที่เพียงพอ อาจจะต้องทำพระอาทิตย์จำลองให้น้องได้อาบแดด แต่ถ้าน้องเต่าโตเกินกว่าจะเลี้ยงในบ้านก็สามารถเลี้ยงในบริเวณบ้านได้ แต่ควรมีที่กั้นทึบหรือกำแพงที่สูงกว่า 24 นิ้ว เพื่อป้องกันน้องเต่าหนีออกไปเดินเล่นค่ะ

ราคา :

ราคาค่าตัวของน้องเต่าซูลคาต้านั้นมีให้เลือกหลายช่วงราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น ตามสีสันและลวดลายรวมถึงสายพันธุ์ของน้องเต่าค่ะ


10. ปลาตีนเม็กซิโก หรือ หมาน้ำ (Axolotls)

ปลาตีนเม็กซิโก หรือ หมาน้ำ (Axolotls)
ปลาตีนเม็กซิโก หรือ หมาน้ำ (Axolotls)

มาถึง Exotic Pet ตัวสุดท้ายที่เราอยากจะแนะนำกันกับเจ้า ‘ปลาตีนเม็กซิโก’ หรือที่มีอีกหนึ่งชื่อเรียกน่ารัก ๆ ว่า ‘หมาน้ำ’ สัตว์น้ำหน้าตามึน ๆ ที่ดูไปดูมาก็น่ารักดีแถมบางทีน้องก็ยังเหมือนกำลังอมยิ้มอีกด้วย ซึ่งเจ้าหมาน้ำนั้นเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในตระกูลซาลาแมนเดอร์ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบสัตว์เลี้ยง Exotic ด้วยดวงตาที่กลมแบ๊วเหมือนตัวการ์ตูนและแผงคอสีแดงเหมือนปะการังที่แผ่ออกด้านข้างเหมือนเป็นเครื่องหัวของน้อง ทำให้เจ้าหมาน้ำดูมีความสวยงามและน่ารักน่าชังยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนลำตัวจะมีความอ้วนป้อมและมีหางที่เหมาะกับลูกอ๊อด

อีกทั้งน้องหมาน้ำก็ยังมีสกิลติดตัวพิเศษที่สามารถงอกใหม่ได้เมื่อบาดเจ็บเหมือนกับพี่น้องซาลาแมนเดอร์สายพันธุ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นขา หาง ปอด หรือแม้กระทั่งหัวใจ!! น้องหมาน้ำจึงจัดเป็นสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่งชนิดที่อึดถึกทนมาก ๆ ในส่วนของนิสัยเองก็มีความน่ารักมุ้งมิ้ง มีความเชื่องเลี้ยงง่ายไม่กัดไม่ดุร้าย แถมถ้าสนิทกันแล้วก็ยังมีมุมขี้อ้อนเจ้าของเหมือนน้องหมาอีกด้วย ชอบแอบมองแอบตามส่องเราจากในตู้แถมบางตัวยังพยายามโผล่พ้นน้ำมาหาอีกด้วย ใครที่อยากได้ Exotic Pet ที่ไม่เหมือนใครแถมยังหน้าตาน่ารักขี้อ้อน เจ้าหมาน้ำนี่แหละค่ะตอบโจทย์ที่สุดแล้ว

อาหาร :

อาหารที่แนะนำสำหรับน้องหมาน้ำเราสามารถให้เป็นอาหารปลาแบบจมได้เลย หรืออาจจะเพิ่มสารอาหารให้น้องด้วยหนอนนก หนอนแดง หรือไส้เดือนก็ได้

สถานที่เลี้ยงและรูปแบบที่อยู่อาศัย :

ในการเลี้ยงดูน้องหมาน้ำนั้นเราสามารถเลี้ยงน้องลงในตู้ปลาทั่วไปได้เลย ซึ่งตู้ที่ใช้ควรมีขนาดใหญ่ที่สามารถจุน้ำได้อย่างน้อย 10 แกลลอนต่อหมาน้ำหนึ่งตัว โดยภายในตู้ก็จะปูพื้นด้วยทรายละเอียดหรือจะไม่ปูเลยก็ได้เพื่อป้องกันทรายติดผิวของน้อง อีกทั้งยังตกแต่งภายในตู้ได้ตามสะดวกเหมือนตู้ปลาทั่วไป และควรรักษาอุณหภูมิของน้ำภายในตู้ให้อยู่ระหว่าง 14-20 องศาเซลเซียสจึงจะเหมาะสมที่สุด รวมถึงเลือกใช้เครื่องกรองน้ำแบบอ่อนโยนเพื่อไม่ให้กระแสน้ำแรงจนเกินไปค่ะ


เป็นอย่างไรกันบ้างคะเพื่อน ๆ กับ Exotic Pet หลากหลายสายพันธุ์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ มีแต่สัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลยใช่มั้ยล่ะคะ แต่บอกเลยว่า Exotic Pet นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงพิเศษที่ต้องได้รับการเลี้ยงดูแบบเฉพาะ ทั้งการเตรียมแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารที่เหมาะสม ซึ่งทาง Best Review ของเราก็มีรีวิวสินค้าคุณภาพดีที่เหมาะสำหรับ Exotic Pet ไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รีวิวอาหารหนูชินชิลล่า, รีวิวอาหารชูการ์ไกลเดอร์, รีวิวอาหารเต่าบก/เต่าน้ำ, รีวิวกระบะเลี้ยงเต่า, แนะนำอุปกรณ์เลี้ยงงูสำหรับมือใหม่ และรีวิวทรายอาบน้ำหนูแฮมเตอร์ หากเพื่อน ๆ สนใจผลิตภัณฑ์ในหัวข้อไหนก็สามารถคลิกลิงค์ที่เราแนบไว้เพื่อนอ่านรีวิวสินค้าดี ๆ ที่คัดเฉพาะคุณได้เลยนะคะ

หลังจากที่เราได้ลองอ่านข้อมูลเบื้องต้นของ Exotic Pet ที่เราสนใจและข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ไปแล้ว และเราได้พิจารณาแล้วว่าตัวเรามีความพร้อมครบถ้วนแล้ว ทั้งในเรื่องของเวลา สถานที่ รวมถึงเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายที่อาจจะมากกว่าสัตว์เลี้ยงทั่วไป และมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถดูแลเอาใจใส่เจ้าสัตว์แปลกที่เรารับเขามาได้อย่างดีจนเขาหมดสิ้นอายุขัย เพียงเท่านี้เพื่อน ๆ ก็มีคุณสมบัติเพียงพอในการจะเลี้ยงอีกหนึ่งชีวิตแล้วล่ะค่ะ

เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อน ๆ จะได้รับข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดู Exotic Pet จากบทความของเรานะคะ สำหรับวันนี้เราคงต้องขอตัวลาไปก่อน ขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขกับสัตว์เลี้ยงที่ตัวเองรักนะคะ บ๊ายบายค่ะ~~


ใส่โค้ด BSET2311 นี้เพื่อรับส่วนลด ในแอปช้อปปี้

  • ลดสูงสุด 300 บาท
  • เริ่ม 11/11/2023 เวลา 0:00:00
  • หมดเขต 11/30/2023 เวลา 23:59:59

หมายเหตุ : โค้ดส่วนลดมีจำนวนจำกัดการใช้ 1 คน/ครั้ง/เครื่อง และใช้ผ่านแอป

Yok Arisa

Yok Arisa

Hi there, I am Arisa. I graduated from Faculty of Humanities and Social Sciences. I'm a cat slave and fall in love with Japanese culture. Hope you guys enjoy my writings.

Next Post