ทุกวันนี้มีศิลปินกำเนิดในวงการเพลงกันเป็นจำนวนมาก ยิ่งโดยเฉพาะในอเมริกาที่ชาร์ตเพลงมีชื่อศิลปินและเพลงจำนวนมากขึ้นลงกันให้ตาลายในทุกสัปดาห์ แต่ก็ต้องบอกว่ายิ่งมาเร็วเท่าไรก็ยิ่งไปไวเท่านั้น เนื่องจากการที่จะยืดหยัดอยู่ในวงการเพลงได้อย่างยั่งยืนและกินใจแฟนเพลงได้เหมือนกับศิลปินในตำนานอย่าง Britney Spears, Mariah Carey, Beyoncé หรือ Justin Timberlake คงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้
ถึงแม้ว่าจะมีเงินมหาศาลในการทำตลาดเพื่อโปรโมทเพลง แต่สัจธรรมอย่างหนึ่งที่ตัวศิลปินและค่ายเพลงเองรู้กันดีคือ “คุณไม่สามารถหลอกหูแฟนเพลงได้” เพราะถ้าคุณภาพของเสียงร้องไม่เป็นเอกลักษณ์และดนตรีที่ทำออกมาได้ไม่ดีพอ แน่นอนว่าการที่จะบังคับให้ประชาชนซื้อเพลงคุณผ่าน iTunes หรือฟังเพลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งผ่าน หูฟังเบส หรือ ลำโพงซาวด์บาร์ คงเป็นเรื่องที่เพ้อฝันและเลื่อนลอย
อย่างไรก็ดีใช่ว่าในยุค 2020 จะไม่มีศิลปินที่มีคุณภาพและครองใจแฟนเพลงได้นานในระดับทศวรรษ เพราะถ้าผมเอ่ยชื่อศิลปินคนนี้หลายคนคงร้อง “อ่อ…” ออกมาทันที ซึ่งศิลปินคนนั้นก็คือ ‘จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber)’ โดยศิลปินหนุ่มคนนี้ฝากผลงานเพลงไว้ในวงการมากมายตั้งแต่ปี 2008 จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งนึ่งในเพลงที่น่าจะถูกฝังชิปอยู่ในเซลล์สมองคนไทยหลายคนคือเพลง “Baby” ที่เป็นเพลงชูโรงนำพาเขาให้เข้ามาอยู่ในวงการเพลงในอเมริกาได้อย่างเต็มตัว แต่… ทางเดินของศิลปินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะกว่าที่เขาจะพิสูจน์ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันได้ จัสตินต้องสูญเสียน้ำตาและเกิดโรคซึมเศร้าจนจำเป็นต้องหยุดงานในวงการอยู่หลายปี ดังนั้นก่อนที่เราจะไปดูผลงานเพลงของเขา เรามาเปิดประวัติเส้นทางศิลปินเพื่อทำความรู้จักกับหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้นกันก่อนครับ
ประวัติของ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber)
จัสติน บีเบอร์ เกิดในประเทศแคนาดาในวันที่ 1 มีนาคม 1994 โดยชีวิตของเขาถูกเลี้ยงดูโดยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่าง แพดตี้ แมลลิที ที่ถึงแม้ว่าเงินเดือนของเธออาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่เธอก็เลี้ยงดูจัสตินเป็นอย่างดีและสนับสนุนสิ่งที่ลูกชายของเธอชอบอยู่เสมอมา อย่างเช่น การให้จัสตินไปประกวดร้องเพลงจนคว้ารางวัลที่ 2 รวมไปถึง อัพคลิปของจัสตินตอนเล่นดนตรี และร้องเพลงลงยูทูป
จนทำให้แมวมองอย่าง สกูเตอร์ เบราน์ (Scooter Braun) เห็นเข้าและดึงตัวเขาให้ไปเซ็นสัญญากับนักร้องดังอย่าง อัชเชอร์ (Usher) รวมไปถึงค่ายเพลง Island Def Jam Music Group และ Island Records ในช่วงที่เขาอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น จากนั้นเขาจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในอเมริกาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อทำงานเพลงอย่างเต็มตัว หลังจากนั้นเขาก็ได้ปล่อยผลงานเพลงเดบิ้วต์ออกมานั่นคือ ‘One time’ ซึ่งสามารถไต่ชาร์ตขึ้นไปได้สูงถึงอันดับ 17 ใน Billboard Hot 100 โดยถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าประทับใจสำหรับศิลปินหน้าใหม่ และซิงเกิ้ลต่อ ๆ มาก็ทำให้กราฟชีวิตศิลปินเข้าพุ่งทะยานจนถึงจุดพีคและค้างฟ้าอยู่จนถึงปัจจุบัน
ผลงานเพลง จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber)
หากพูดถึงลิสต์ศิลปินที่ประสบความสำเร็จในชาร์ตเพลงมากที่สุด หนึ่งในนั้นจะต้องมีจัสติน บีเบอร์อย่างแน่นอน เพราะเขาคือหนึ่งในศิลปินที่สามารถเปิดนำเพลงของตัวขึ้นเปิดตัวในอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 3 เพลง นั่นคือเพลง What Do You Mean?, I’m the One และ Stuck With U ซึ่งศิลปินที่สามารถสร้างสถิติในระดับนี้มีเพียงแค่ Mariah Carey, Drake, Travis Scott, Justin Bieber รวมไปถึง Ariana Grande ที่มีถึง 5 เพลง ทั้งนี้เพลงอื่น ๆ ของเขาก็สร้างผลงานและประดับบารมีให้กับเขาได้ไม่แพ้กัน โดยจะมีเพลงอะไรบ้างมาดูกันครับ
1. Yummy
| แนวเพลง | Electropop และ dancehall |
| ค่ายเพลง | Atlantic UK, Def Jam และ Warner UK |
| ผู้แต่งเพลง | Ed Sheeran, Justin Bieber, Max Martin, Shellback, Fred Gibson และ Jason Boyd |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin, Shellback และ Fred |
| เพลงในปี | 2020 |
Yummy เป็นเพลงแนว R&B ที่เด่นในเรื่องของบีทและจังหวะ เพียงแค่ฟังครั้งแรกก็สามารถดึงขึ้นให้ลุกขึ้นเต้นได้โดยอย่างไม่รีรอ อย่างไรก็ดีในแง่ของเนื้อหาเพลงอาจสวนทางสักเล็กน้อย เพราะเพลงนี้โดนวิจารณ์อย่างหนาหูในเรื่องของเนื้อเพลงว่าไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไหร่นัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพลงนี้ก็สามารถเปิดตัวได้ถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 และน่าจะเป็นอีกหนึ่งเพลงที่เปิดตามวิทยุและห้างสรรพสินค้าในไทยอยู่เยอะพอสมควร อีกทั้งล่าสุดยังได้มีชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy Award 2021 ในสาขา Best Pop Solo Performance อีกด้วย
2. 10,000 Hours by Dan + Shay featuring Justin Bieber
| แนวเพลง | Country pop |
| ค่ายเพลง | Warner Nashville |
| ผู้แต่งเพลง | Dan Smyers, Shay Mooney, Justin Bieber, Jessie Jo Dillon, Jason Boyd และ Julian Perretta |
| โปรดิวเซอร์ | Dan Smyers |
| เพลงในปี | 2019 |
เพลง 10,000 Hours เป็นการร่วมงานกันระหว่างศิลปินดูโอ้อย่าง Dan and Shay และ Justin Bieber ถ้าจะยกให้เพลงไหนเป็นเพลงที่โรแมนติกที่สุดของจัสติน ผมคงต้องยกเพลงนี้ขึ้นมาเป็นคำตอบแรกอย่างแน่นอน เพราะ Dan + Shay โดดเด่นในแนวเพลงแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งการใช้ดนตรีแนว Country Pop ยิ่งทำให้เพลงนี้ละมุนและหวาน เปรียบได้ดังกับการรับประทานเค้กสตอรี่เบอร์รี่รสกลมกล่อม ถ้าหากได้ฟังร่วมกับแฟน รับรองว่าความรักของคุณจะเบ่งบานเหมือนดอกไม้ในช่วงอรุณเช้า
3. Love Yourself
| แนวเพลง | Acoustic pop |
| ค่ายเพลง | Def Jam |
| ผู้แต่งเพลง | Ed Sheeran, Benny Blanco และ Justin Bieber |
| โปรดิวเซอร์ | Benny Blanco |
| เพลงในปี | 2015 |
Love Yourself คืออีกหนึ่งเพลงที่คุณไม่ควรพลาดในการฟัง เพราะเพลงนี้ครบรสและสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่เมโลดี้ไปจนถึงเนื้อเพลง อีกทั้งการนำเอา R&B มาเบลนเข้ากับ Electro R&B และ Pop ซึ่งถือว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวสุด ๆ ยิ่งถ้าใครที่โฟกัสเนื้อหาของเพลงร่วมด้วยแล้ว เพลงนี้ถือว่าสอนอะไรให้กับเราได้เยอะมาก ทั้งความสัมพันธ์และการรักตัวเอง ใครที่อยากฟังเพลงชิล ๆ ในวันหยุดและเพิ่มพลังให้กับตัวเอง Love Yourself คือหนึ่งในเพลงที่ควรอยู่ในเพลย์ลิสต์ของคุณครับ
4. What Do You Mean?
| แนวเพลง | Pop และ tropical house |
| ค่ายเพลง | Def Jam |
| ผู้แต่งเพลง | Justin Bieber, Jason “Poo Bear” Boyd และ Mason Levy |
| โปรดิวเซอร์ | MdL และ Bieber |
| เพลงในปี | 2015 |
อย่างที่ได้บอกไปครับว่าตราบใดที่ผลงานเพลงดีและมีคุณภาพ การโปรโมทเพลงก็ไม่จำเป็นเสมอไป ซึ่งเพลงนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากค่ายเพลงเลือกที่จะโปรโมทเพลงนี้น้อยที่สุดในอัลบั้ม Purpose หากเทียบกับเพลงอื่นในอัลบั้ม อย่างไรก็ดีเพลงนี้สามารถกระโดดขึ้นไปแตะอันดับ 1 ได้อย่างง่ายดายตั้งแต่วีคแรก และสร้างสถิติให้เขากลายเป็นนักร้องซึ่งมีอายุน้อยที่สุดที่สามารถทำได้ ซึ่งจุดเด่นของเพลงนี้จะอยู่ที่เสียงร้องของเขาที่มีความนุ่ม แต่ในขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ถึงเนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแปลเพลงแต่อย่างใด
5. I Don’t Care by Ed Sheeran featuring Justin Bieber
| แนวเพลง | Electropop และ dancehall |
| ค่ายเพลง | Atlantic UK, Def Jam และ Warner UK |
| ผู้แต่งเพลง | Ed Sheeran, Justin Bieber, Max Martin, Shellback, Fred Gibson และ Jason Boyd |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin, Shellback และ Fred |
| เพลงในปี | 2019 |
ถ้าพูดถึงในแง่ของศิลปินบอกได้เลยว่าเพลง ‘I Don’t Care’ ที่เป็นการร่วมงานกันระหว่าง Ed Sheeran กับ Justin Bieber ถือได้ว่าเป็นคู่ดูเอทบิ๊กเนมของวงการเพลงในปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้ครับ เพราะทาง Ed ก็เป็นศิลปินยักษ์ใหญ่จากฝั่งอังกฤษ ในขณะที่ Justin เองก็เป็นที่เลื่องชื่อในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นบอกได้เลยว่าเพลงนี้น่าสนใจเลยทีเดียว โดยเพลงนี้จะมาแนว Electropop และ Dancehall ซึ่งจะเป็นแนวเพลงที่ชวนโยกย้ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงสนุก ๆ หากใครต้องการฟังเพลงชิลในช่วงวันหยุดภายในบ้าน เพลงนี้น่าจะทำให้คุณเพลิดเพลินได้อยู่พอตัว ทั้งนี้ในด้านความสำเร็จของเพลงก็ถือว่าทำได้ดี เพราะเพลงสามารถไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 1 ได้ทั้งประเทศอังกฤษและอเมริกา
6. I’m the One by DJ Khaled featuring Justin Bieber, Quavo, Chance The Rapper, and Lil Wayne
| แนวเพลง | Hip hop และ pop-rap |
| ค่ายเพลง | We the Best และ Epic |
| ผู้แต่งเพลง | Khaled Khaled, Justin Bieber, Quavious Marshall, Chancelor Bennett, Dwayne Carter, Jr.Jason Boyd, Robert Brackins III, Nicholas Balding และ David Park |
| โปรดิวเซอร์ | DJ Khaled และ Nic Nac |
| เพลงในปี | 2017 |
I’m the One ถือเป็นการร่วมงานที่ลงตัวมากครับเลยทีเดียวครับ เพราะด้วย DJ Khaled ที่กำลังมาแรงและทำเพลงได้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ รวมไปถึงการดึงตัวแรปเปอร์ที่กำลังมาแรงในช่วงนั้นอย่าง Quavo, Chance The Rapper, และ Lil Wayne อีกทั้งการดึง Justin Bieber เข้ามาเพิ่มความเป็น Pop ลงไปก็ทำให้เพลงมีความนุ่มลื่นขึ้น เปรียบเสมือนกับอาหารที่มีความเปรี้ยวและเค็ม เพียงแค่เติมหวานเข้าไปอีกหน่อยก็กลายเป็นอาหารรวมกลอมกล่อม พร้อมเสิร์ฟแฟนเพลงให้ฟังชนิดที่เรียกว่าติดหูและวนเพลย์ลิสกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นเพลงไม่ว่าคุณจะชอบ Hip hop หรือ Pop ก็สามารถฟังกันได้แบบไม่น่าเบื่อ
7. Stuck With U by Ariana Grande and Justin Bieber
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | Silent Records Ventures, Def Jam และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Ariana Grande, Justin Bieber, Whitney Phillips, Nick Kobe, Skyler Stonestreet, Gian Stone, Freddy Wexler และ Scooter Braun |
| โปรดิวเซอร์ | Gian Stone และ Ariana Grande |
| เพลงในปี | 2020 |
ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของผู้คนที่จะต้องพบเจอกับโรคโควิดระบาด เพลงนี้ทำให้หลายคนมีกำลังใจและหันมาใช้เวลากับคนที่รักในช่วงการกักตัวมากขึ้น เพราะการที่จะผ่านวิกฤตเหล่านี้ไปได้ ไม่ใช่เพียงแค่เม็ดเงินในการซื้อปัจจัย 4 เท่านั้น แต่ความรักของคนรอบข้างถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหาเพลงที่เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนั้น ผนวกเข้ากับนักร้องดีว่าเสียงดีในยุคนี้อย่าง Ariana Grande รวมไปถึงหนุ่มเสียงเพราะอย่าง Justin Bieber ที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้ดีจนกินใจคนฟัง แน่นอนว่าเพลงนี้ก็ได้ประดับบารมีของทั้งคู่เข้าให้สูงไปอีกขั้น ด้วยการทำสถิติเพลงเปิดตัวอันดับ 1 ไปได้อย่างสวยงาม
8. Beauty and a Beat (featuring Nicki Minaj)
| แนวเพลง | EDM, electropop และ dubstep |
| ค่ายเพลง | Island, RBMG และ Schoolboy |
| ผู้แต่งเพลง | Max Martin, Anton Zaslavski, Savan Kotecha และ Onika Maraj |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin และ Zedd |
| เพลงในปี | 2012 |
เพลง Beauty and a Beat เป็นเพลงตั้งแต่ในช่วงที่จัสตินมีอายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีเพลงนี้ผมยกให้เป็นเพลงขึ้นหิ้งของจัสตินอีกเพลง เพราะด้วยเมโลดี้ จังหวะเพลง EDM ที่ตอนนั้นยังค่อนข้างใหม่ อีกทั้งการโปรดิวเซอร์และผู้แต่งเพลงมือทองอย่าง Max Martin มาช่วยจัดเรียงส่วนผสมของเพลงให้เข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ ที่สำคัญที่สุดเลยคือการนำ Nicki Minaj เข้ามาเพิ่มความแซ่บในเพลง ยกระดับเพลงนี้ออกมาให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าในด้านชาร์ตเพลงของ Beauty and a Beat จะไม่แตะอันดับ 1 ของชาร์ต แต่เพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งงานคุณภาพที่ประดับขึ้นหิ้งได้แบบสมศักด์ศรี
9. Baby (featuring Ludacris)
| แนวเพลง | uptempo R&B, Dance pop และ Hip hop |
| ค่ายเพลง | Island และ RBMG |
| ผู้แต่งเพลง | Justin Bieber, Christopher, “Tricky” Stewart, Terius Nash, Christopher Bridges และ Christina Milian |
| โปรดิวเซอร์ | Tricky Stewart และ The-Dream |
| เพลงในปี | 2010 |
อีกหนึ่งเพลงที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้นั่นคือ ‘Baby’ เพราะเพลงนี้เปรียบเสมือนกับการเปิดประตูให้กับจัสติน บีเบอร์ ได้เข้ามาในวงการได้อย่างเต็มตัว และทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่ถ้าพูดตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้วเพลงนี้อาจไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่ในหลายสำนัก อย่างไรก็ดีสำหรับผมแล้ว เพลงนี้นั้นน่าสนใจในเรื่องของการใช้ดนตรี Pop แบบแท้จริง ซึ่งเมื่อดนตรีเบลนเข้ากับเสียงของจัสตินในขณะนั้นแล้วมันดูลงตัวเป็นอย่างยิ่ง จะบอกว่าเป็นมาสเตอร์พีชได้ก็ไม่ผิดครับ
10. Sorry
| แนวเพลง | Dancehall pop, tropical house และ moombahton |
| ค่ายเพลง | Def Jam |
| ผู้แต่งเพลง | Justin Bieber, Julia Michaels, Justin Tranter, Sonny Moore และ Michael Tucker |
| โปรดิวเซอร์ | Skrillex และ BloodPop |
| เพลงในปี | 2015 |
Sorry เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ประสบความสำเร็จของจัสติน เพราะเพลงนี้สามารถขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ได้ถึง 3 สัปดาห์ โดยเพลงนี้จะเด่นในเรื่องของบีทที่มีความสนใจ ถึงแม้เนื้อหาเพลงจะออกไปแนวขอโทษอดีตคนรักอย่าง Selena Gomez แต่การโปรดิวซ์ให้เพลงมีความสนุกแนว Dancehall ก็ไม่ได้ทำให้เพลงดูขัดหูกับเนื้อหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ Skrillex และ BloodPop ที่ช่วยจัสตินให้เพลงออกมากลมกล่อมได้ขณะนี้ อีกทั้งยังไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมอัลบั้ม Purpose ถึงได้เข้าชิงรางวัล Grammy สาขาใหญ่ได้อย่างภาคภูมิ