“น้ำมันเครื่อง” หรือ “น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ (Motor Oil หรือ Engine Oil)” ถือเป็นหัวใจสำคัญมากสำหรับการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน ทำให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดการสึกหรอที่เกิดจากการเสียดสีกัน นอกจากนี้น้ำมันเครื่องยังช่วยดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพเดิม ช่วยทำความสะอาดเครื่องยนต์จากคราบเขม่าต่าง ๆ และยังเป็นการป้องกันการเกิดสนิมอีกด้วย ซึ่งไม่ว่าจะเป็น รถอีโค่คาร์อย่าง Honda City, รถอเนกประสงค์ PPV คันใหญ่ ๆ อย่างพวก Toyota Fortuner และ Isuzu MU-X, รถจักรยานยนต์ 150 ซีซี. 300 ซีซี. ไปจนถึงรถซุปเปอร์ไบค์ หรือรถประเภทอื่น ๆ ที่มีเครื่องยนต์ ต่างก็ต้องใช้น้ำมันเครื่องเหมือนกันหมดครับ
ดังนั้น ในการดูแลรักษารถนอกจากการล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างรถ และเคลือบสีด้วยแว็กซ์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คุณต้องทำด้วยก็คือ “การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง” ครับ เนื่องจากน้ำมันเครื่องเมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่งคุณภาพของมันจะลดลงไปเรื่อย ๆ เราสามารถสังเกตุได้จากสีของน้ำมันเครื่อง หากเป็นของใหม่มันจะมีความใสและความหนืด แต่ถ้าหากเป็นน้ำมันเครื่องที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว มันจะออกเป็นสีน้ำตาลและเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงสีดำ ตามระยะเวลา และความหนืดจะลดลงด้วย ส่งผลให้การหล่อลื่นทำได้ไม่ดี ทำให้ปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ส่วนวิธีการเช็คก็ง่าย ๆ เพียงแค่คุณเปิดฝาซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างของเครื่องยนต์ออกมา ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ เรียกว่า ก้านวัดน้ำมันเครื่อง ซึ่งในส่วนปลายจะมีน้ำมันเครื่องติดมาด้วย ให้คุณนำผ้าไมโครไฟเบอร์ที่สะอาดมาซับ หากเป็นสีดำหรือน้ำตาลก็ควรเปลี่ยนได้แล้วครับ
ซึ่งน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ก็เหมือนกันกับน้ำมันเครื่องรถยนต์ครับ คือ มันมีหลายเกรด หลายราคา ให้เราเลือก ซึ่งเราต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ของเรา ดังนั้นในวันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ช่วยในการเลือกซื้อน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถของเรา และเราได้ทำการรวบรวมน้ำมันเครื่องรุ่นยอดนิยม มีคุณภาพ มาแนะนำด้วยครับ ซึ่งจะมีรุ่นอะไร ราคาเท่าไหร่บ้างนั้น ? ตามไปดูกันเลยครับ

ประเภทของ น้ำมันเครื่อง มีอะไรบ้าง ?
สำหรับประเภทของ “น้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์” มันก็เหมือนกับ “น้ำมันเครื่องรถยนต์” ซึ่งจะมีอยู่ 3 ประเภทครับ ก็คือ
- น้ำมันเครื่องธรรมดา (Synthetic) ที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ได้จากน้ำมันแร่ ซึ่งจะมีคุณภาพต่ำที่สุดและราคาถูกที่สุด
- น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ได้จากน้ำมันแร่มาผสมกับน้ำมันพื้นฐานที่ผ่านการสังเคราะห์ ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพสูงขึ้น และประเภทสุดท้าย
- น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเคราะห์ มาผสมกับสารเติมแต่ง ซึ่งจะมีคุณภาพสูงที่สุด เนื่องจากผู้ผลิตสามารถเพิ่มคุณสมบัติที่ต้องการลงไปได้ ทำให้มันมีราคาสูงที่สุด
น้ำมันเครื่องมอเตอร์ไซค์ แต่ละประเภทมีระยะการเปลี่ยนถ่าย ดังนี้
| แบบธรรมดา (Synthetic) | ระยะประมาณ 2,000-3,000 กิโลเมตร |
| แบบกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic) | ระยะประมาณ 2,000-4,000 กิโลเมตร |
| แบบสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic) | ระยะประมาณ 4,000-6,000 กิโลเมตร |
การเลือกซื้อ น้ำมันเครื่อง มอเตอร์ไซค์ ดูอะไรบ้าง ?
1. รู้จักประเภทของเครื่องยนต์
รถมอเตอร์ไซค์ ปัจจุบันมีหลายแบบ หลายประเภท ดังนั้นน้ำมันเครื่องมอเตอร์ไซค์จึงจำเป็นต้องมีหลายประเภท เพื่อให้มันเหมาะสมกับเครื่องยนต์ เป็นการช่วยส่งเสริมการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งมี 3 ประเภท หลัก ๆ คือ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ (2T), เครื่องยนต์ 4 จังหวะ (4T) และรถออโตเมติก (4-AT) ซึ่งทั้งหมด จะใช้น้ำมันเครื่องไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่มันจะไม่สามารถนำมาเติมทดแทนกันได้ แต่ก็มีน้ำมันบางรุ่นที่ระบุว่าสามารถใช้ร่วมกันได้ซึ่งเราไม่แนะนำครับ หากคุณไม่แน่ใจว่ารถของคุณ ใช้แบบไหน ทางที่ดีที่สุดคุณสามารถดูได้จากคู่มือรถครับ
2. เลือกประเภทน้ำมันเครื่อง
ซึ่ง น้ำมันเครื่อง แต่ละประเภทก็จะมีคุณภาพที่แตกต่างกันตามหัวข้อ ประเภทของน้ำมันเครื่องมีอะไรบ้าง ? ที่เราได้อธิบายไปในข้างต้น โดยในการเลือกใช้คุณควรดูให้สัมพันกับการใช้งานของคุณเอง หากเป็นรถที่ใช้งานหนัก ๆ และคุณต้องการให้เครื่องแน่น ทำงานได้ดีขึ้น ก็ให้เลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ไปเลย เนื่องจากมันมีคุณภาพสูง แต่ถ้าหากว่าเป็นรถใช้งานทั่วไป อาทิเช่น ขับไปตลาด, ขับไปซื้อของ, ขับไปรับส่งลูก หรือขับอยู่ในระแวกบ้าน และคุณก็ไม่ได้มีความรู้สึกกับเครื่องยนต์มากเป็นพิเศษ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายในราคาสูง ๆ คุณสามารถใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดา หรือน้ำมันเครื่องแบบกึ่งสังเคราะห์ก็ได้ครับ
3. การอ่านค่าของน้ำมันเครื่อง
การเลือกน้ำมันเครื่อง คุณต้องอ่านตัวเลขและค่าที่ระบุอยู่บนขวดน้ำมันให้ออก เพราะค่าเหล่านี้ มันบอกคุณสมบัติต่าง ๆ ของน้ำมัน ซึ่ง SAE (Society of Automotive Engineers) หรือสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ ได้มีการจัดหมวดหมู่โดยแบ่งแยกตามเกรดของความหนืด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
3.1 น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว (Mono-Grade Oil) : เป็นน้ำมันเครื่องที่ใช้ตัวเลขชุดเดียวในการกำหนด ค่าความหนืด จะเขียนในลักษณะ SAE-40 ซึ่งตัวเลข 40 บ่งบอกได้ถึงความหนืดของน้ำมัน ยิ่งมีค่าสูงมาก ความหนืดก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
3.2 น้ำมันเครื่องเกรดรวม (Multi-Grade Oil) : เป็นน้ำมันเครื่องที่มีตัวเลข 2 ชุดในการบ่งบอกความหนืดของน้ำมันเครื่องในแต่ละช่วงอุณหภูมิ จะเขียนในลักษณะ SAE 15W-40 ซึ่ง 15W บ่งบอกได้ถึงความสามารถในการรักษาความเป็นน้ำมันได้ถึงช่วงอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ส่วน 40 คือความหนืดของน้ำมันเมื่ออยู่ในอุณภูมิ 100 องศาเซลเซียส
เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน
** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว
บทส่งท้าย
นอกจากน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ก็มีน้ำมันเครื่องนี่แหละครับ ที่สามารถทำให้คุณต้องลงมาเข็นรถได้ด้วยเช่นกัน ด้วยความที่น้ำมันเครื่องมันไม่ได้อยู่ในระยะสายตาของเรา และมันไม่ได้ส่งผลแบบทันทีทัดใดเหมือนกับตอนน้ำมันหมดหรือยางรั่ว ซึ่งมันจะค่อย ๆ ส่งผลออกมาทีละนิด ๆ ถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลานานกว่าเครื่องยนต์จะพัง แต่ถ้าหากเมื่อไหร่มันพังขึ้นมา ค่าซ่อมนี่ไม่ต้องพูดถึงครับคุณต้องจ่ายเงินก้อนโตแน่นอน และคุณยังต้องเป็นจ่ายเวลาอีกด้วย เนื่องจากต้องซ่อมนาน เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณใช้รถในการเดินทางอยู่ทุกวันก็ไม่ควรมองข้าม ยอมสละเวลาตรวจเช็คถ้าเริ่มออกเป็นสีดำก็เปลี่ยนซะ ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนอกจากจะช่วยทำให้เครื่องฟิตขึ้นแล้ว มันยังบอกถึงปัญหาภายในได้อีกด้วยเพราะถ้าพบเศษโลหะหรือมีอะไรแปลก ๆ ปนออกมาด้วยเวลาถ่ายน้ำมันเครื่อง ให้สันนิษฐานไปได้เลยว่าเครื่องยนต์กำลังจะมีปัญหาใหญ่ให้รีบนำไปซ่อมทันที เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ