สารพัดสูตรน้ำจิ้ม อร่อยถูกใจคนไทยทุกคน

ประวัติของน้ำจิ้มแต่ละชนชาติ

“น้ำจิ้ม” เป็นเครื่องเคียงที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแล้วค่ะ โดยเฉพาะน้ำจิ้มตัวท๊อปอย่าง “น้ำจิ้มซีฟู้ด” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกและเคยมีประเด็นร้อนในทวิตเตอร์จนชาวโซเชียลแห่ออกมา #saveน้ำจิ้มซีฟู้ด กันยกใหญ่ เราก็เลยมีความสงสัยขึ้นมาว่าประเทศอื่น ๆ เขาทานอาหารคู่กับน้ำจิ้มกันบ้างมั้ย? แล้วเขาทานอะไรกันบ้าง? หลังจากไปหาข้อมูลดูคร่าว ๆ แล้วเราก็พบว่านอกจากประเทศไทยแล้วประเทศอื่น ๆ เขาก็นิยมทานน้ำจิ้มเป็นเครื่องเคียงเช่นกันค่ะ เริ่มจากประเทศในฝันอย่างอาหารญี่ปุ่นก็มักจะนิยมทานของทอดอย่างเทมปุระกับซอสโชยุหรือซอสพอนสึที่มีรสชาติเปรี้ยว เป็นการช่วยตัดเลี่ยนของน้ำมันได้เป็นอย่างดี ถัดมาก็จะเป็นกัวคาโมเลหรือซอสอะโวคาโดที่ฝรั่งหรือชาวเม็กซิกันนิยมนำมาทานกับนาโชหรือแป้งตอร์ติญญาใช้เป็นเมนูทานเล่นที่ดีต่อสุขภาพอีกเมนูหนึ่ง (ถ้าไม่นับแป้ง) หรือจะเป็นในส่วนของฝรั่งยุโรปและอเมริกาก็จะมีซอสจิ้มมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพสโต้หรือซอสผักชีจากอาหารอิตาลี, ซอสฟองดูว์ที่เป็นการผสมผสานของความสุขอย่างชีสหลากหลายชนิดที่ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศส, ซอสบาร์บีคิวจากอเมริกาที่หลายคนชื่นชอบ, ซอสพริก มายองเนส หรือซอสมะเขือเทศก็ได้รับความนิยมไปทั่วทั้งโลก หรือจะกลับมาเมืองจีนก็มีซอสหม่าล่ารสเผ็ดร้อนถึงใจให้คุณได้ลิ้มลอง

สำหรับประเทศไทยเราก็มีซอสที่เรียกว่าน้ำจิ้มหลากหลายชนิดให้ได้เลือกรับประทาน บางประเทศอาจจะมีความหลากหลายทางภาษาหรือวัฒนธรรม แต่เมืองไทยของเรามีความหลากหลายทางเครื่องจิ้มให้คุณได้เลือกสรร และน้ำจิ้มแต่ละชนิดก็จะเหมาะกับอาหารที่แตกต่างกันออกไปเพื่อช่วยชูรสชาติอาหารและทำให้คุณได้เอนจอยกับมื้ออาหารมากขึ้น นอกจากน้ำจิ้มแล้ว พี่น้องที่อยู่ร่วมกันมาช้านานอย่างน้ำพริกเองก็มีหลากหลายประเภทให้เลือกทานไม่แพ้กันค่ะ ส่วนจุดเริ่มต้นของน้ำจิ้มไม่ค่อยมีหลักฐานที่แน่ชัดสักเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่มักจะชอบทานอาหารรสจัด การจะให้ทานเนื้อสัตว์เปล่า ๆ ก็อาจจะไม่ค่อยอร่อยถูกใจเหมือนอาหารประเภทต้มหรือแกงสักเท่าไหร่ ดังนั้นน้ำจิ้มจึงอาจจะถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเพิ่มความซาบซ่า บ้างก็ว่าชาวประมงมักนิยมนำเครื่องปรุงอย่างเกลือ, พริก และมะนาวขึ้นเรือไปออกหาสัตว์น้ำด้วย เมื่อได้สัตว์มาก็ลงมือทำน้ำพริกอย่างง่าย ๆ ทานที่เรียกว่าน้ำพริกเกลือ เมื่อกลับเข้าฝั่งน้ำพริกเกลือก็เริ่มแพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศ หลายปีต่อมาเมื่อมีต่างชาติเข้ามาทักทายเมืองไทยมากขึ้นน้ำพริกเกลือก็ถูกเรียกว่าน้ำจิ้มซีฟู้ดเหมือนที่เราเรียกกันทุกวันนี้ค่ะ




สูตรน้ำจิ้ม

เมื่อเราเกริ่นถึงประวัติความเป็นของน้ำจิ้มกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เราก็เข้าถึงใจความสำคัญของบทความในวันนี้อย่าง “สูตรน้ำจิ้ม” ที่รับรองว่าทำง่ายมาก ๆ ทั้งยังอร่อยถูกปากเหมาะสำหรับทุกคนอีกด้วยค่ะ

1. น้ำจิ้มซีฟู้ด

น้ำจิ้มซีฟู้ด
น้ำจิ้มซีฟู้ด

ในการทานอาหารซีฟู้ด นอกจากความสดใหม่ของวัตถุดิบแล้วน้ำจิ้มก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ เพราะรสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด ครบรสมันช่างเข้ากับความหวานของอาหารทะเลสด ๆ เสียเหลือเกิน ยิ่งได้จินตนาการนึกถึงตอนที่นั่งปิ้งปลาเผากุ้งอยู่ริมทะเลพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บ ๆ ทานไปดูดาวไป มีเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งเป็นระยะ มีลมพัดมากระทบตัวเป็นระยะ แค่คิดก็ฟินจนอยากจองตั๋วไปทะเลแล้วค่ะ

วัตถุดิบน้ำจิ้มซีฟู้ด

  • กระเทียม
  • พริกขี้หนู
  • รากผักชี
  • เกลือ
  • น้ำตาล
  • น้ำปลา
  • น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำจิ้มซีฟู้ด

ก่อนอื่นเราจะนำพริก, รากผักชี และกระเทียมมาล้างทำความสะอาดก่อนค่ะ จากนั้นปอกเปลือกกระเทียมให้เรียบร้อย หั่นรากผักชีออกแล้วขูดเอาเศษดินออกให้เกลี้ยง หั่นรากผักชีและใบผักชีพอประมาณเตรียมไว้ได้เลยค่ะ จากนั้นนำพริก, กระเทียม, รากและใบผักชี, เกลือ, น้ำตาล และน้ำมะนาวลงเครื่องปั่นแล้วเปิดเครื่องปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เนียนละเอียดตามชอบเลยค่ะ เสร็จแล้วเทใส่ภาชนะแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลาเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะถ้าใส่น้ำปลาลงไปพร้อมกันสีของพริกจะดำและไม่สวยค่ะ ใส่น้ำปลาแล้วคนผสมให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามชอบ ส่วนสีของน้ำจิ้มซีฟู้ดจะขึ้นอยู่กับสีของพริกนะคะ ถ้าใช้พริกเขียวล้วนสีก็จะออกมาเขียว แต่จะใส่พริกสีแดงผสมลงไปด้วยสีก็จะแดงมากขึ้น เลือกสีได้ตามชอบเลย ถ้าทานน้ำจิ้มไม่หมดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 3 – 5 วันค่ะ


2. น้ำจิ้มไก่

น้ำจิ้มไก่
น้ำจิ้มไก่

ถัดมาเป็นน้ำจิ้มไก่ที่ทานกับอะไรก็อร่อย วันนี้เราจะมาทำน้ำจิ้มไก่ทานเองดูบ้าง ขอบอกเลยว่าวัตถุดิบและขั้นตอนการทำไม่ยากอย่างที่คิด แถมสูตรนี้ไม่ใช้แป้งและทำครั้งเดียวยังเก็บไว้ได้นานอีกด้วยค่ะ ซึ่งน้ำจิ้มไก่ของเราจะมีรสชาติหวานนำ เปรี้ยวนิด ๆ และเผ็ดหน่อย ๆ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต หรือถ้าใครต้องการจะทำน้ำจิ้มเก็บไว้ให้เด็ก ๆ ที่ทานเผ็ดไม่เก่งก็แค่แกะเอาเมล็ดพริกออกให้หมดแล้วใช้แค่เนื้อพริกความเผ็ดก็จะลดลง เด็กสามารถทานได้สบายเลยค่ะ เราไปดูวัตถุดิบและวิธีการทำกันเลยดีกว่า

วัตถุดิบน้ำจิ้มไก่

วิธีทำน้ำจิ้มไก่

เราจะนำพริกและกระเทียมสดมาล้างทำความสะอาดก่อนค่ะ จากนั้นนำพริก, กระเทียมสด และกระเทียมดองมาหั่นแล้วนำลงโถปั่น เติมน้ำเล็กน้อยแล้วปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดเนียนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน เสร็จเรียบร้อยแล้วพักเอาไว้ก่อนค่ะ หันมาละลายน้ำตาลและน้ำส้มสายชูเข้าด้วยกัน ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อตัดรสชาติ คนไปเรื่อย ๆ ให้น้ำตาลละลายหมดแล้วจึงนำขึ้นตั้งบนเตา เปิดไฟอ่อน ๆ แล้วเคี่ยวจนน้ำเดือดเพื่อไล่กลิ่นน้ำส้มสายชูออก เราจะไม่ละลายน้ำตาลด้วยความร้อนนะคะเพราะถ้าทำแบบนั้นตอนเย็นตัวแล้วน้ำตาลจะจับตัวเป็นเกล็ดได้ค่ะ เคี่ยวต่อจนน้ำเดือดและงวดลงเล็กน้อยแล้วเราจะนำพริกกระเทียมที่ปั่นไว้ก่อนหน้าใส่ตามลงไปเลยค่ะ เคี่ยวต่อจนน้ำเดือดแล้วจึงลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ๆ แล้วเคี่ยวต่อจนเหนียวข้นขึ้นอีกนิด ตอนน้ำกำลังจะเดือดต้องระวังนะคะเพราะตอนนั้นน้ำอาจจะฟูขึ้นมาล้นหม้อได้ค่ะ น้ำจิ้มข้นขึ้นแล้วปิดเตาพักไว้ให้เย็น ตอนที่กำลังร้อน ๆ อุ่น ๆ น้ำจะค่อนข้างเหลวแต่หลังจากเย็นตัวแล้วน้ำจิ้มจะเหนียวข้นมากขึ้นค่ะ พักให้เย็นแล้วเก็บใส่ภาชนะไว้ทานได้เลย


3. น้ำจิ้มถั่วตัด

ถ้ามีปาร์ตี้เมี่ยงปลาเผา สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือน้ำจิ้มถั่วตัดแซ่บ ๆ ที่เข้ากับความมันและความหวานของเนื้อปลา พร้อมเส้นหมี่เหนียวนุ่มที่เคล้าน้ำมันกระเทียมบาง ๆ เพิ่มกลิ่นหอม แกล้มกับผักสดกรอบ ๆ ชื่นใจ จริง ๆ แล้วน้ำจิ้มถั่วตัดก็จะใช้วัตถุดิบไม่ต่างไปจากน้ำจิ้มซีฟู้ดหรือน้ำจิ้มทั่วไปเท่าไหร่ค่ะ แต่สิ่งที่เข้ามาก็คือถั่วตัดที่เป็นขนมโบราณชนิดหนึ่งที่มีรสชาติหวานจากน้ำตาลและมีรสมัน ๆ ของถั่วลิสง เมื่อนำมาตำให้ละเอียดและนำไปผสมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติเปรี้ยว, เผ็ด, เค็ม, หวาน และได้รสชาติมันนัว ๆ ของถั่ว เมื่อนำมาผสมกันแล้วถั่วตัดจะช่วยให้รสชาติโดยรวมมีความมัน ๆ นัว ๆ และกลมกล่อมมากขึ้นค่ะ

วัตถุดิบน้ำจิ้มถั่วตัด

  • ถั่วตัด
  • กระเทียม
  • พริกขี้หนู
  • รากผักชี
  • เกลือ
  • น้ำตาล
  • น้ำปลา
  • น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำจิ้มถั่วตัด

ล้างทำความสะอาดพริก, กระเทียม และรากผักชีก่อนค่ะ จากนั้นหักถั่วตัดแล้วนำไปตำจนแหลกตามชอบ ตักถั่วออกแล้วนำพริก, กระเทียม และรากผักชีลงตำต่อจนแหลก ตักออกมาใส่ภาชนะแล้วปรุงรสด้วยเกลือ, น้ำตาล, น้ำปลา และน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากันแล้วชิมรสชาติตามชอบ ได้รสชาติที่ชอบแล้วนำถั่วตำไว้ก่อนหน้าลงไปผสมกัน คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีก็สามารถรับประทานได้แล้วค่ะ


4. น้ำจิ้มแจ่ว

น้ำจิ้มแจ่ว
น้ำจิ้มแจ่ว

มาที่น้ำจิ้มจากฝั่งอีสานบ้าง น้ำจิ้มแจ่วเป็นน้ำจิ้มที่เหมาะกับของปิ้งย่างสไตล์อีสานสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้ย่าง, คอหมูย่าง, ปลาดุกย่าง, หมูย่าง หรือเมนูเนื้อยอดฮิตอย่างเสือร้องไห้ก็จะต้องมีน้ำจิ้มแจ่วมาทานคู่กันเพื่อเพิ่มความอร่อยลงตัว สำหรับน้ำจิ้มแจ่วจะมีสีเข้มและเข้มข้นกว่าน้ำจิ้มประเภทอื่น ๆ เพราะมีการใช้พริกแห้งแทนพริกป่นและใช้น้ำมะขามเปียกแทนน้ำนะนาว จุดเด่นของน้ำมะขามเปียกก็คือรสชาติเปรี้ยวกลมกล่อมที่เข้ากันได้ดีกับความเผ็ดร้อนของพริกแห้ง ต่างจากรสเปรี้ยวแหลมของมะนาวที่เข้ากับความเผ็ดและกลิ่นของพริกสดมากกว่าค่ะ รสชาติของน้ำจิ้มแจ่วจะเปรี้ยว, เผ็ด, เค็ม เข้มข้น ไม่เน้นหวานมากนักและได้ความนัวจากข้าวคั่วอีกด้วย

วัตถุดิบน้ำจิ้มแจ่ว

  • หอมแดง
  • ผักชีฝรั่ง
  • พริกป่น
  • ข้าวคั่ว
  • เกลือ
  • น้ำตาล
  • น้ำมะขามเปียก
  • น้ำปลา
  • น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำจิ้มแจ่ว

ขั้นตอนแรกซอยหอมแดงและผักชีฝรั่งเตรียมไว้ก่อนค่ะ จากนั้นหันมาผสมน้ำมะขามเปียก, พริกป่น, น้ำตาล, น้ำปลา และน้ำมะนาวเล็กน้อยเข้าด้วยกัน คนคนส่วนผสมทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกันแล้วใส่ข้าวคั่ว, หอมแดง และผักชีฝรั่งตามลงไปเป็นอันเสร็จเรียบร้อย น้ำจิ้มแจ่วพร้อมรับประทานจ้า สำหรับน้ำจิ้มแจ่วเราแนะนำให้ทำทานสด ๆ ครั้งต่อครั้งเลยนะคะเพราะถ้าทำเอาไว้นานมากเกินไปข้าวคั่วจะดูดน้ำเข้าไปจนอืดทำให้น้ำจิ้มดูไม่สวย ไม่น่ารับประทาน ทานเข้าไปแล้วข้าวคั่วจะไม่กรอบเหมือนตอนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ อีกด้วยค่ะ


5. น้ำจิ้มลูกชิ้นทอด

น้ำจิ้มลูกชิ้นทอด
น้ำจิ้มลูกชิ้นทอด

ทำน้ำจิ้มสำหรับของย่างไปแล้วคราวนี้เราจะมาทำน้ำจิ้มสำหรับของทอดกันบ้างค่ะ สูตรนี้เป็นสูตรน้ำจิ้มลูกชิ้นทอดโบราณที่เรามักจะซื้อทานกันเป็นประจำหลังเลิกเรียนตอนเด็ก ๆ ผ่านมานานหลายสิบปีแล้วแต่เรายังจำรสชาติ เปรี้ยว หวาน เผ็ด ทั้งความกลมกล่อมและความเข้มข้นได้ไม่มีลืม แต่วันนี้เราจะมาปรุงรสชาติของน้ำจิ้มให้มีรสเผ็ดและจัดขึ้นอีกนิด นำมาทานคู่กับลูกชิ้นทอดร้อน ๆ ยิ่งเป็นไส้กรอกแดงทอดกรอบนี่ขอบอกว่าสู้ตาย ทอดเยอะแค่ไหนก็ไม่เคยพอเลยจริง ๆ และเนื่องจากสูตรของเราไม่มีการใส่แป้งน้ำจิ้มเลยอาจจะไม่เหนียวเกาะลูกชิ้นมากสักเท่าไหร่นะคะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการความเหนียวข้นสามารถละลายแป้งข้าวโพดใส่ลงไปได้เลยค่ะ กะความเหนียวตามชอบเลย

วัตถุดิบน้ำจิ้มลูกชิ้นทอด

  • พริกแดงจินดาแห้ง
  • กระเทียมดอง
  • น้ำตาล
  • เกลือ
  • น้ำมะขามเปียก
  • น้ำเปล่า

วิธีทำน้ำจิ้มลูกชิ้นทอด

ก่อนอื่นเราจะนำพริกแห้งมาคั่วให้สุกหอมก่อนค่ะ นำลงมาแบ่งครึ่ง ส่วนหนึ่งนำไว้โรยและส่วนหนึ่งนำมาตำให้ละเอียดผสมลงในน้ำจิ้มค่ะ จากนั้นเราจะนำกระทะขึ้นตั้งเตา เปิดไฟกลางแล้วใส่น้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยตามด้วยน้ำตาลค่ะ คนไปเรื่อย ๆ ให้น้ำตาลละลายดีแล้วใส่น้ำมะขามเปียกตามลงไป เคี่ยวอีกสักพักเพื่อไล่กลิ่นเปรี้ยวของมะขามเปียกออกไปก่อนค่ะ จากนั้นใส่น้ำกระเทียมและหัวกระเทียมดองตามลงไป ต้มจนเดือดอีกครั้งเราจะนำพริกตำใส่ลงไปค่ะ ตามด้วยเกลืออีกเล็กน้อย คราวนี้เราจะปรับเตาเป็นไฟกลางค่อนอ่อนแล้วเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำงวดและเหนียวขึ้นค่ะ คอยชิมรสชาติเป็นระยะด้วยนะคะเพราะวัตถุดิบที่ใส่ไปอาจจะรสชาติเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาค่ะ หลังจากน้ำจิ้มเหนียวตามต้องการแล้วเราจะใส่พริกทอดลงไป คนให้เข้ากันอีกนิดแล้วปิดเตา พักให้เย็นแล้วเก็บใส่ภาชนะได้เลยค่ะ


6. น้ำจิ้มอาจาด

น้ำจิ้มอาจาด
น้ำจิ้มอาจาด

เปลี่ยนมาทำน้ำจิ้มรสอ่อน ๆ อย่างน้ำจิ้มอาจาดกันบ้างค่ะ น้ำจิ้มอาจาดเป็นน้ำจิ้มอีกหนึ่งประเภทที่มีหน้าตาแตกต่างจากน้ำจิ้มที่เราคุ้นเคยกัน เพราะน้ำจิ้มชนิดอื่นมีการนำมาตำผสมกันใช่ไหมคะ แต่น้ำจิ้มอาจาดเป็นเพียงการนำน้ำเชื่อมมาผสมกับผักเท่านั้นเอง ทั้งรสชาติและหน้าตาเลยดูเป็นมิตรกว่าน้ำจิ้มชนิดอื่นมาก ซึ่งอาหารที่นิยมนำมาทานกับน้ำจิ้มอาจาดก็จะมีสะเต๊ะ, แกงกะหรี่แบบอินเดีย หรือจะเป็นข้าวหมกก็นำมาทานด้วยกันได้ค่ะ สำหรับรสชาติจะมีรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ มาพร้อมกับแตงกวากรอบ ๆ และพริกเผ็ด ๆ เล็กน้อย ทานได้เพลิน ๆ เลย

วัตถุดิบน้ำจิ้มอาจาด

วิธีทำน้ำจิ้มอาจาด

ก่อนอื่นนำพริกชี้ฟ้า, แตงกวา และหอมแดงมาหั่นเป็นแว่นใส่ภาชนะเตรียมไว้ก่อนค่ะ หลังจากนั้นหยิบหม้อขึ้นมา ใส่น้ำส้มสายชูลงไปแล้วนำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ เพื่อไล่กลิ่นน้ำส้มสายชูออกให้หมดค่ะ จากนั้นใส่น้ำตาลลงในปริมาณที่เท่า ๆ กับน้ำส้มสายชู เติมเกลือตัดรสเล็กน้อยแล้วคนไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำส้มสายชูเลยค่ะ น้ำตาลละลายดีแล้วเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ จนน้ำงวดและเริ่มเหนียวติดช้อนมากขึ้น ตอนนี้เราจะปิดเตาแล้วพักน้ำเชื่อมทิ้งไว้จนเย็นสนิท จากนั้นจึงนำมาเทใส่ลงในภาชนะที่ใส่แตงกวา, พริก และหอมแดงที่ทำไว้ก่อนหน้าได้เลย คนผสมกันเล็กน้อยน้ำจิ้มอาจาดก็พร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ


7. น้ำจิ้มบ๊วย

น้ำจิ้มบ๊วย
น้ำจิ้มบ๊วย

ถัดมาเป็นน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานถูกใจเด็ก ๆ และผู้สูงวัย น้ำจิ้มบ๊วยมักจะนิยมเสิร์ฟพร้อมกับของทอดอย่างฮ่อยจ๊อ, แฮกึ๊น หรือทอดมันกุ้งค่ะ ขอบอกว่าของทอดประเภทนี้เหมาะกับน้ำจิ้มบ๊วยมากเพราะความเปรี้ยวหวานของน้ำจิ้มจะช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ส่วนขั้นตอนและวิธีการทำบอกเลยว่าไม่ยาก เพียงแค่เพื่อน ๆ มีวัตถุดิบหลักอย่างบ๊วยดองและน้ำส้มสายชูก็สามารถทำน้ำจิ้มบ๊วยได้สบาย ๆ เลยค่ะ ทำครั้งเดียวสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วยนะคะ

วัตถุดิบน้ำจิ้มบ๊วย

  • บ๊วยดอง
  • น้ำตาล
  • เกลือ
  • น้ำส้มสายชู
  • น้ำเปล่า

วิธีทำน้ำจิ้มบ๊วย

ก่อนอื่นเราจะนำบ๊วยดองมาแยกเมล็ดออกก่อนค่ะ เหลือไว้เฉพาะเนื้อ ผสมน้ำบ๊วยลงไปเล็กน้อยแล้วขยี้ให้เนื้อบ๊วยแตกออก พักบ๊วยไว้ก่อน เราจะหันมาเทน้ำส้มสายชูใส่หม้อ น้ำขึ้นตั้งไฟแล้วเคี่ยวจนน้ำส้มเดือดเพื่อไล่กลิ่นน้ำส้มสายชูออกค่ะ เคี่ยวจนกลิ่นน้ำส้มอ่อนลงเลยนะคะ จากนั้นใส่น้ำเปล่าตามลงไปเล็กน้อย ตามด้วยเนื้อบ๊วย เคี่ยวให้น้ำเดือดอีกครั้งแล้วใส่น้ำตาลตามลงตามความหวานที่ชอบเลยค่ะ แนะนำให้ใส่น้ำตาลในปริมาณที่เท่า ๆ กับน้ำและน้ำส้มสายชูนะคะ เติมเกลือตัดรสอีกนิดหน่อยแล้วเคี่ยวต่อจนน้ำตาลละลายดีเลยค่ะ น้ำตาลละลายดีแล้วปรับไฟให้อ่อนลงอีกหน่อยแล้วเคี่ยวต่อจนน้ำจิ้มข้นหนืดขึ้นตามชอบเลยค่ะ จากนั้นปิดเตา เคี่ยวไล่ความร้อนต่ออีกนิด ทิ้งไว้ให้หายร้อนแล้วเก็บใส่ภาชนะได้เลย


8. น้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ / เต้าหู้ทอด

น้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ / เต้าหู้ทอด
น้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ / เต้าหู้ทอด

น้ำจิ้มอีกหนึ่งชนิดที่มีความคล้ายคลึงกับน้ำจิ้มบ๊วยก็คือน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะค่ะ สำหรับวัตถุดิบจะคล้ายคลึงกันเลย เพียงแค่เราเปลี่ยนจากบ๊วยดองมาใช้ถั่วลิสงคั่วและพริกสดแทน แค่นี้ก็จะได้น้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะแสนอร่อยแล้วค่ะ ในส่วนของรสชาติจะมีรสหวาน เปรี้ยว และเผ็ดอ่อน ๆ ซึ่งเข้ากับของทอดได้ดีเช่นกัน แต่ความพิเศษของน้ำจิ้มสูตรนี้ก็คือถั่วลิสงคั่วบดหอม ๆ ที่ใส่ลงไปเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ช่วยเพิ่มความนัว ความฟิน ยิ่งได้ทานคู่กับปลาหมึกแห้งย่างหอม ๆ นี่ขอบอกว่าเข้ากันมาก ๆ เพราะรสชาติหวานอมเปรี้ยวของน้ำจิ้มจะช่วยลดความเค็มและกลิ่นของปลาหมึกแห้งลงได้ จะให้ทานสิบตัวก็ไหวบอกเลย

วัตถุดิบน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ / เต้าหู้ทอด

  • ถั่วลิสงคั่ว
  • พริกสด
  • น้ำตาล
  • เกลือ
  • น้ำส้มสายชู
  • น้ำเปล่า

วิธีทำน้ำจิ้มเปาะเปี๊ยะ / เต้าหู้ทอด

ขั้นตอนแรกเราจะนำถั่วลิสงมาบดก่อนค่ะ บดแค่พอแตกนะคะเพราะเราอยากได้เทกซ์เจอร์กรอบ ๆ ของถั่วด้วย จากนั้นเราจะซอยพริกสดเตรียมไว้ค่ะ ประมาณ 1 – 2 เม็ดก็พอค่ะเพราะเราอยากได้สีสันไม่ต้องการรสชาติเผ็ดมากนัก จากนั้นหันมาเทน้ำส้มสายชูใส่หม้อ นำขึ้นตั้งไฟให้เดือดแล้วเคี่ยวไล่กลิ่นน้ำส้มก่อนค่ะ จากนั้นใส่น้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ตามด้วยน้ำตาลปริมาณเท่า ๆ กันและใส่เกลือตัดรสชาติเล็กน้อย เคี่ยวให้เดือดและน้ำงวดลงจนส่วนผสมในหม้อเหนียวข้นมากขึ้น นำลงมาพักให้พออุ่นแล้วใส่พริกและถั่วลิสงตามลงไปค่ะ คนให้เข้ากันแล้วจัดเสิร์ฟได้เลย


9. น้ำจิ้มสุกี้

น้ำจิ้มสุกี้
น้ำจิ้มสุกี้

ตามมาติด ๆ กับสูตรน้ำจิ้มสุกี้สีแดงสดใสน่ารับประทาน น้ำจิ้มสุกี้นี่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเมนูสุกี้เลยค่ะ สุกี้ถ้วยนั้นจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ขึ้นอยู่กับน้ำจิ้มนี่แหละ เราจะใช้พริก, กระเทียม และน้ำมะนาวคั้นสดเป็นตัวชูรสชาติและความอร่อย จากนั้นเพิ่มสีสันด้วยเต้าหู้ยี้และซอสมะเขือเทศ ใส่น้ำและเนื้อกระเทียมดองเพิ่มความอร่อยกลมกล่อม และเติมน้ำมันงาและงาขาวคั่วเพื่อเพิ่มสีสันและกลิ่นหอมน่ารับประทาน สำหรับรสชาติขอบอกว่าอร่อยครบรสทั้งเปรี้ยว เผ็ด และหวาน ทำครั้งเดียวเก็บไว้ทานได้นานเลยค่ะ คราวนี้ก็สามารถทำสุกี้ทานได้ทุกวันไม่มีเบื่อแล้ว แถมทำน้ำจิ้มทานเองยังมั่นใจในเรื่องของความสะอาดไร้สารกันบูดอีกด้วย

วัตถุดิบน้ำจิ้มสุกี้

  • พริกสด
  • กระเทียมสด
  • กระเทียมดอง
  • เต้าหู้ยี้
  • งาขาวคั่ว
  • น้ำตาล
  • เกลือ
  • ซอสมะเขือเทศ
  • ซอสหอยนางรม
  • น้ำมันงา
  • น้ำมะนาว
  • น้ำเปล่า

วิธีทำน้ำจิ้มสุกี้

ขั้นตอนแรกเราจะนำเต้าหู้ยี้ผสมกับน้ำแล้วนำไปปั่นให้ละเอียดก่อนเลยค่ะ เสร็จแล้วเทใส่ภาชนะพักไว้ จากนั้นนำพริกสด, กระเทียมสด และกระเทียมดองมาปั่นให้ละเอียดต่อ ปั่นแยกนะคะไม่รวมกัน ส่วนพริกสดแนะนำให้ใช้พริกแดงจินดาเพราะจะช่วยให้น้ำจิ้มมีสีแดงสวยค่ะ ปั่นเรียบร้อยแล้วนำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาเทใส่หม้อ ตามด้วยเต้าหู้ยี้, น้ำตาล, เกลือเล็กน้อย, ซอสมะเขือเทศ, ซอสหอยนางรม, น้ำมันงา, น้ำกระเทียมดอง และน้ำเปล่าอีกพอประมาณ จัดการคนผสมทุกอย่างให้เข้ากันแล้วนำขึ้นตั้งเตา เปิดไฟกลางแล้วเคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดให้สุกหอมและข้นขึ้นเลยค่ะ หลังจากสุกได้ที่แล้วปิดเตา พักไว้ให้หายร้อนแล้วเพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะนาวและงาคั่ว คนให้เข้ากันอีกครั้ง ชิมรสชาติแล้วเก็บใส่ภาชนะได้เลย


10. น้ำจิ้มขนมจีบ

น้ำจิ้มขนมจีบ
น้ำจิ้มขนมจีบ

น้ำจิ้มขนมจีบเป็นน้ำจิ้มอีกหนึ่งประเภทที่เราชอบมากเลยค่ะ เพราะตัวน้ำจิ้มมีสีดำแตกต่างจากน้ำจิ้มชนิดอื่น ๆ คนละขั้วเลย รสชาติของน้ำจิ้มขนมจีบจะมีความเปรี้ยว หวาน และได้รสเผ็ดอ่อน ๆ ของพริกสด ยิ่งทานกับขนมจีบนึ่งสุกร้อน ๆ ก็ยิ่งหอมน้ำมันงา ช่วยให้ขนมและน้ำจิ้มอร่อยมากขึ้น แต่ไม่ใช่แค่ขนมจีบเท่านั้นนะคะ น้ำจิ้มตัวนี้ยังสามารถนำไปทานคู่กับขนมชนิดอื่น ๆ ได้อีกมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็นขนมกุยช่ายหรือข้าวเกรียบปากหม้อก็อร่อยค่ะ

วัตถุดิบน้ำจิ้มขนมจีบ

  • พริกสด
  • น้ำตาล
  • เกลือ
  • น้ำส้มสายชู
  • ซีอิ๊วดำหวาน
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำเปล่า

วิธีทำน้ำจิ้มขนมจีบ

ก่อนอื่นเราจะซอยพริกสดเตรียมไว้ก่อนค่ะ จากนั้นหันมาผสมซีอิ๊วดำ, ซีอิ๊วขาว, น้ำส้มสายชู, น้ำเปล่า, น้ำตาล และเกลือนิดหน่อย จากนั้นคนจนน้ำตาลละลายดีแล้วนำขึ้นตั้งบนเตา เปิดไฟกลางค่อนอ่อนแล้วคนจนน้ำเดือดและกลิ่นน้ำส้มสายชูลดลงแล้วจึงปิดเตา คนอีกหน่อยเพื่อช่วยไล่ความร้อน หลังจากน้ำจิ้มเย็นดีแล้วค่อยตักใส่ภาชนะแล้วโรยหน้าด้วยพริกสดก่อนเสิร์ฟค่ะ






และทั้งหมดนี้ก็คือน้ำจิ้มทั้ง 10 แบบที่เราหยิบยกมาแบ่งปันสูตรและวิธีการทำให้เพื่อน ๆ ในบทความนี้ จริง ๆ แล้วเราทานน้ำจิ้มกันเยอะกว่านี้อีกนะคะ แค่น้ำจิ้มซีฟู้ดอย่างเดียวก็สามารถแบ่งออกไปด้เป็น 4 – 5 สูตรแล้ว ซึ่งน้ำจิ้มสูตรต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปเพื่อน ๆ สามารถปรับเพิ่มรสชาติตามชอบได้เลยนะคะ สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ต้องการทำน้ำจิ้มครั้งละเยอะ ๆ แล้วเก็บไว้ใช้นาน ๆ เราแนะนำให้เก็บในภาชนะที่เป็นโหลแก้วค่ะ ก่อนนำมาใช้งานอย่าลืมนำโหลไปนึ่งฆ่าเชื้อก่อนนะคะน้ำจิ้มที่ทำไว้จะสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นโดยที่ไม่ต้องใส่สานกันบูดลงในน้ำจิ้มเลย แล้วน้ำจิ้มสูตรต่าง ๆ ก็สามารถนำมาทานคู่กับอาหารได้หลากหลายเมนูเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหมูสามชั้น, ไก่, ปูม้า, ปลาซาบะ, แซลมอน, ปลาหมึก หรือนำมาทานคู่กับขาหมูก็อร่อยสุดยอด

Ningning

Ningning

Hi guys, I'm Ningning. Graduated from NSTRU in Business English Program. I'd like to sing a song even though my voice is ... Nice to meet you :)

Next Post