เพราะมีผลิตภัณฑ์เวชสำอางมากมายที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ดังนั้นหากคุณยังไม่ปักใจเชื้อในตัวแบรนด์ที่คุณยังไม่เคยลองใช้ คุณสามารถมองหาสารออกฤทธิ์เหล่านี้ในสินค้าได้ตามจุดประสงค์ที่คุณต้องการใช้งานเลยค่ะ
1. สารกันแดด
อันที่จริงแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติในผลิตภัณฑ์สมัยนี้ที่จะต้องมีสารกันแดดในตัว เพราะด้วยอันตรายจากรังสี UV ที่สามารถทำร้ายผิวเราจนเกิดริ้วรอยก่อนวัยและมะเร็วผิวหนังได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในผลิตภัณฑ์เวชสำอางเลยค่ะ
2. สารต้านอนุมูลอิสระ
รังสีอัลตราไวโอเลต (UV), มลภาวะทางอากาศ, ควันจากการสูบบุหรี่ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังสิ่งเหล่านี้ยังไม่รวมถึงปัจจัยภายในตัวของเราด้วยนะคะ ดังนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในสูตรส่วนผสมจึงเป็นสิ่งที่คุณต้องมองหา ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่นิยม ๆ ใส่เข้ามาในผลิตภัณฑ์มักจะเป็น
Alpha-lipoic acid (ALA)
กรดอัลฟาไลโปอิค มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและผลัดเซลล์ผิว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ คุณมักจะพบ ALA ได้ในครีมบำรุงรอบดวงตาอย่างอายครีมหรือเซรั่มบำรุงผิวหน้า เพราะอาจทำให้รอยคล้ำดีขึ้น นอกจากนี้ ALA อาจเพิ่มความกระชับของผิวและลดรูขุมขนกว้างอีกด้วย
Vitamin C (L-ascorbic acid)
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทุกคนทราบดีว่ามันมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมคอลลาเจนเป็นอย่างมาก ทั้งยังช่วยในเรื่องริ้วรอย, ลดการอักเสบ และการสร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนัง แม้ว่าจะพบวิตามินซีในผลิตภัณฑ์เวชสำอางหลายชนิด แต่วิตามินซีนั้นสามารถสูญสลายได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่คุณเปิดขวดให้เนื้อผลิตภัณฑ์สัมผัสกับอากาศ วิตามินซีก็ละลายหายไปไม่มีเหลือแล้วค่ะ ดังนั้นคำแนะนำคือเลือกแพคเกจที่มีตัวล็อคอากาศที่แน่นหนาหรือเลือกแพคเกจแบบใช้แล้วทิ้งต่อครั้งจะดีที่สุด แนะนำหากใครสนใจสกินแคร์เซรั่มวิตามินซีสามารถเข้าไปอ่านได้จากลิ้งก์ที่ใส่ไว้เลยค่ะNiacinamide
(Vitamin B3)
นิโคตินาไมด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวที่จะช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นของผิว, ลดริ้วรอย, รอยแดง, รอยดำ และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังอาจมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งผิวหนัง ใครที่มีปัหญาผิวหมองคล้ำจากอายุที่เพิ่มขึ้น ควรมองหาส่วนผสมตัวนี้ไว้เลยค่ะ
Vitamin E (α-tocopherol)
วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่งที่ดีสำหรับผิวที่ถูกรัรังสี UV ทำร้าย และอาจช่วยป้องกันการเสื่อมสลายของ Elastin ซึ่งอิลาสตินจะมีหน้าที่คล้าย ๆ กับคอลลาเจนเลยค่ะ ดังนั้นถ้าให้แนะนำคุณควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีทั้ง Vitamin C และ E ในตัว เพราะสองตัวนี้เมื่อจับคู่กันจะได้ผลดีที่สุดจริง ๆ เลยค่ะ
Ubiquinone (CoQ10)
โคเอนไซม์-คิว10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งช่วยลดการสลายคอลลาเจนเนื่องจากแสงแดดได้ดี เหมาะสำหรับแสงแดดที่ร้อนแรงของเมืองไทยมากค่ะ
Green tea
สารสกัดจากชาเขียวจะมีโพลีฟีนอลสูงมาก (Polyphenols) โดยเฉพาะสารที่ชื่อ Epigallocatechin gallate (EGCG) ตัวนี้ที่จะช่วยลดการอักเสบของผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมกับป้องกันอันตรายจากรังสี UV ไปด้วยในตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันใช้แทนครีมกันแดดได้นะคะ แค่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องเท่านั้น
3. กรดไฮดรอกซี (Hydroxy acids)
กรดไฮดรอกซีจะช่วยปรับปรุงพื้นผิว, ช่วยเพิ่มการผลัดเซลล์ผิวหนังกำพร้า, ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว, ทำให้ผิวของคุณเนียนนุ่มขึ้น และกระจ่างใสขึ้น ทั้งยังสามารถใช้เพื่อลดความเสียหายจากแสงแดดและรอยดดำได้เล็กน้อย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ Alpha hydroxy acids, Poly hydroxy acids และ Beta hydroxy acids
AHA
กรดอัลฟาไฮดรอกซีหรือที่เรารู้จักในกันนาม “กรดผลไม้” ซึ่งมักจะพบ AHA ได้ใน Glycolic acid กรดไกลโคลิก, Lactic acid กรดแลคติก, Mandelic acid กรดแมนเดลิก, Malic acid กรดมาลิก, Benzilic acid กรดเบนซิลิก, Citric acid กรดซิตริก และ Tartaric acid กรดทาร์ทาริก เป็นต้น
PHAs
กรดโพลีไฮดรอกซีจะมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า AHA จึงทำให้ไม่มีอาการระคายเคืองผิวเท่า AHA ใครที่ใช้ AHA แล้วรู้สึกแสบหน้าเพราะแรงของกรดผมไม้ให้ลองมาใช้กรด PHAs แทน ซึ่งมาพบได้ใน Gluconolactone และ Lactobionic acid
BHA
กรดเบต้าไฮดรอกซี หรือ BHA มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคุณสมบัติคล้ายกับ AHA แต่ตัวนี้เขาจะเด่นในเรื่องของการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่มักจะไปอุดตันในรูขุมขน ซึ่ง BHA ที่นิยมนำมาใช้มากที่สุดคือ Salicylic Acid (กรดซาลิไซลิก) สำหรับการรักษาสิว เพราะมันจะช่วยลดความมันใบหน้าได้ดี
4. เรตินอยด์ (Retinoic acid)
เรตินอยด์คืออนุพันธ์วิตามินเอที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งเรตินอยด์ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ Tretinoin (เตรทติโนอิน) / Retinoic acid (กรดเรติโนอิก) , Retinol (เรตินอล) และ Retinaldehyde (เรตินอลดีไฮด์) ที่ซึ่งใช้สำหรับลดรอยดำและริ้วรอย นอกจากนี้ยังทำให้ผิวรู้สึกเรียบเนียนขึ้น และมีส่วนในการป้องกันการสูญเสียคอลลาเจนอีกด้วย สำหรับใครที่ต้องการใช้สกินแคร์มาช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัยแนะนำเป็นเซรั่มเรตินอลเลยค่ะ
5. สารปรับสีผิว
การยับยั้งการสร้างเมลานินหรือเม็ดสีผิวหลักของเรา จะต้องมีตัวช่วยเป็นสารเหล่านี้ที่ใช้สำหรับลดการเปลี่ยนสีผิว ได้แก่ Ascorbic Acid (กรดแอสคอร์บิกจัดอยู่ในวิตามินซี), Kojic Acid (กรดโคจิก), Azelaic acid (กรดอะซีลาอิก ตัวนี้เหมาะสำหรับรักษาสิวด้วย), Glabridin/Licorice Extract ที่เป็นสารสกัดจากรากชะเอมเทศ เป็นต้น
ซึ่งนอกจากสารที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสารอีกตัวที่นิยมใช้ในการยับยั้งการสร้างเมลานิน คือ Hydroquinone (ไฮโดรควิโนน) ที่โดดเด่นในเรื่องการทำให้ผิวกระจ่างใสมานานหลายปีแล้วค่ะ แต่ด้วยความแรงของไฮโดรควิโนนทำให้มันอาจจะถูกห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์ที่ขายตามเคาน์เตอร์บางยี่ห้อนะคะ
6. เปปไทด์ (Peptides)
เปปไทด์เป็นกรดอะมิโนที่พบได้ตามธรรมชาติในผิวหนัง ซึ่งตัวเปปไทด์นั้นจะเป็นช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแก่ผิว ซึ่งหากผิวของคุณมีคอลลาเจนที่เพียงพอก็จะทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้นและทำให้เนื้อสัมผัสของผิวนุ่มนิ่มเรียบเนียน ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าผิวกำลังขาดเปปไทด์ให้รีบเติมเต็มด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเปปไทด์เป็นส่วนผสมได้เลยค่ะ
7. เซราไมด์ (Ceramides)
เซราไมด์เป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวที่ให้ผิวของคุณมีความชุ่มชื้น ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนัง โดยการกักเก็บความชุ่มชื้นไว้แทนที่จะปล่อยให้มันระเหยออกไป ซึ่งส่งผลให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นนั่นเองค่ะ
8. กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid)
กรดไฮยาลูโรนิกเกิดขึ้นตามธรรมชาติในผิวหนัง และจะลดน้อยลงเมื่อคุณอายุมากขึ้น ซึ่งเจ้ากรดไฮยาลูโรนิกนี้จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นและทำให้ผิวเต่งตึงขึ้นเช่นเดียวกับเซราไมด์ แต่จะพิเศษตรงที่กรดไฮยาลูโรนิกช่วยทำให้ผิวดูอวบอิ่มและเรียบเนียนมากกว่า หากคุณสนใจผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกคุณสามารถเข้าไปอ่านบทความแนะนำเซรั่มไฮยาลูรอนได้เลยค่ะ