10 เมนูจากหัวไชเท้า หวานอร่อย มีประโยชน์ ราคาไม่แพง

หากคุณกำลังจะทำเมนูซุป ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว, ข้าวต้ม หรือต้มน้ำสต๊อก ผักชนิดแรก ๆ ที่คุณเลือกซื้อคงจะหนีไม่พ้นหัวไปเท้าอย่างแน่นอน เนื่องจากหัวไชเท้าเป็นพืชที่มีความหวานธรรมชาติ เมื่อนำมาต้มจนสุกได้ที่ หัวไชเท้าจะนุ่ม ใส มีความชุ่มฉ่ำ ความหวานและรสชาติต่าง ๆ จะละลายออกมาและช่วยให้น้ำซุปอร่อยกลมกล่อมโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรุงรส อีกทั้งหัวไชเท้าเองก็มีราคาไม่สูงและสามารถหาซื้อได้ตลอดทั้งปีและด้วยเหตุนี้หัวไชเท้าจึงกลายมาเป็นตัวเลือกแรกของใครหลาย ๆ คนค่ะ

สำหรับหัวไชเท้าจะไม่แตกต่างจากแครอทมากนักนั่นก็คือเป็นพืชทานหัว มีหัวสีขาวสะอาดฝังอยู่ใต้ดิน ขนาดและความยาวจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ สามารถนำมารับประทานได้ทั้งต้นไม่ว่าจะเป็นหัวหรือใบเขียวและรับประทานกันอย่างแพร่หลายในทวีปเอเชียค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาผ่านกระบวนการถนอมอาหารและกลายเป็นหัวไชโป้ว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของจีน ด้านเกาหลีก็จะนำหัวและใบไปหมักกลายเป็นกิมจิ ส่วนญี่ปุ่นมีดจะนำมาซอยเป็นเส้นบาง ๆ ทานกับซาชิมิหรืออาหารทะเลสด ส่วนประเทศไทยของเรามักจะนำมาต้มให้เปื่อยใส่ในซุปหรือก๋วยเตี๋ยว

แต่นอกจากซุปแล้วหลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าหัวไชเท้าเองก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกหลากหลายเมนู ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวม “สูตรเมนูอาหารจากหัวไชเท้า” มาเป็นไอเดียให้เพื่อน ๆ กันค่ะ จะมีเมนูอะไรบ้างเราไปดูกันเลย




สูตรเมนูอาหารจากหัวไชเท้า

1. ต้มจืดหัวไชเท้ากระดูกหมู

ต้มจืดหัวไชเท้ากระดูกหมู
ต้มจืดหัวไชเท้ากระดูกหมู

มาเริ่มกันที่เมนูซุปร้อน ๆ ซดให้คล่องคอกันก่อนดีกว่าค่ะ เมนูนี้ทำง่ายแต่อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย ในส่วนของเครื่องปรุงก็จัดเต็มทั้งกุ้งแห้งและปลาหมึกแห้งเพื่อเพิ่มความอร่อย น้ำซุปที่ผ่านการต้มเคี่ยวมาเป็นอย่างดีจะเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกุ้งแห้ง, ปลาหมึกแห้ง, เห็ดหอมแห้ง และซี่โครงหมู ซดร้อน ๆ น้ำซุปอร่อยกลมกล่อมกำลังดี มีการผสมผสานระหว่างความเค็มและรสหวานจากหัวไชเท้าเข้ากันอย่างลงตัว ทั้งซี่โครงและหัวไชเท้าเปื่อยนิ่มจนแทบจะไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเลยค่ะ

วัตถุดิบต้มจืดหัวไชเท้ากระดูกหมู

วิธีทำต้มจืดหัวไชเท้ากระดูกหมู

ขั้นตอนแรกเรามาเตรียมหัวไชเท้าและซี่โครงหมูให้สะอาดก่อนค่ะ เราจะนำหัวไชเท้ามาล้าง ปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้นเตรียมไว้ จากนั้นถูซี่โครงหมูด้วยเพือให้ทั่วเพื่อขัดคราบสกปรกออก เสร็จแล้วล้างให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ จากนั้นนำปลาหมึก, กุ้ง และเห็ดหอมมาล้างและแช่น้ำจนนิ่มเลยค่ะ ส่วนกระเทียม, รากผักชี และพริกไทยเราจะนำมาโขลกด้วยครกให้เข้ากัน เรียกสามอย่างนี้ว่า สามเกลอ

เตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วหันมาตั้งหม้อใส่น้ำ นำขึ้นตั้งไฟกลางจนน้ำเดือดแล้วนำซี่โครงหมูใส่ลงต้มก่อนแล้วช้อนฟองออกให้หมด จากนั้นนำเห็ดหอม, กุ้งแห้ง และปลาหมึกใส่ตามลงไปค่ะ ใส่น้ำแช่ลงไปนิดหน่อยด้วยนะคะ จากนั้นรอน้ำเดือดอีกครั้งแล้วใส่สามเกลอและหัวไชเท้าตามลงไปแล้วลดเป็นไฟกลางค่อนอ่อน ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊วขาวเล็กน้อย คนให้เข้ากันแล้วต้มไปเรื่อย ๆ จนกว่าหัวไชเท้าจะสุกเปื่อยเลยค่ะ ระหว่างนั้นก็คอยตักฟองออกเป็นระยะน้ำซุปจะใสไม่ขุ่น หลังจากทั้งซี่โครงและหัวไชเท้าสุกเปื่อยได้ที่แล้วเราจะชิมรสชาติอีกเล็กน้อย สามารถปรุงเกลือหรือน้ำตาลเพิ่มได้ตามชอบเลยค่ะ ได้รสชาติที่ชอบแล้วปิดเตาแล้วตักเสิร์ฟร้อน ๆ ได้เลย


2. แกงส้มกุ้งผักรวม

แกงส้มกุ้งผักรวม
แกงส้มกุ้งผักรวม

มาต่อกันที่แกงส้มหรือแกงเหลืองรสชาติจัดจ้านถึงใจ สำหรับเมนูแกงส้มกุ้งผักรวมวันนี้เราจะเลือกใช้กุ้งสดตัวโต ๆ เนื้อแน่น ๆ นำมาแกงรวมกับแครอท, หัวไชเท้า และดอกกะหล่ำที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำแกงมีรสชาติเผ็ดเปรี้ยวจัดจ้านแบบแกงใต้ หอมกลิ่นกุ้งและมะนาวคั้นสด พร้อมทั้งได้รสชาติหวานนิด ๆ จากแครอทและหัวไชเท้า กุ้งสุกเนื้อหวานกรอบเข้ากันได้ดีดับผักที่ต้มแบบเปื่อย ๆ และน้ำแกงรสชาติร้อนแรง ทานพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ และไข่เจียวฟู ๆ อีกหนึ่งจานนี้รับรองว่าทานจนลืมอิ่มแน่นอนค่ะ

วัตถุดิบแกงส้มกุ้งผักรวม

  • กุ้งสด
  • หัวไชเท้า
  • แครอท
  • ดอกกะหล่ำ
  • พริกแกงเหลือง
  • เกลือ
  • น้ำมะนาว
  • น้ำปลา
  • น้ำเปล่า

วิธีทำแกงส้มกุ้งผักรวม

ก่อนอื่นเราจะล้างและปอกเปลือกกุ้งก่อน เปลือกกุ้งล้างอีกครั้งแล้วเก็บไว้ก่อนนะคะ นำกุ้งมาผ่าหลังเอาเส้นดำออกให้หมดแล้วล้างน้ำให้สะอาดอีกหนึ่งรอบก็ได้ค่ะ จากนั้นนำผักที่เตรียมไว้มาล้างและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำเตรียมไว้ สำหรับผักแนะนำให้หั่นเฉียง ๆ ผักจะสุกเร็วและน้ำซุปจะอร่อยมากกว่าหั่นตรง ๆ ค่ะ หลังจากเตรียมผักและเนื้อสัตว์เสร็จเรียบร้อยแล้วเราจะมาเริ่มทำแกงส้มกันต่อเลย

นำหม้อขึ้นตั้งไฟกลางแล้วนำเปลือกกุ้งมาคั่วกับเกลือจนสุกแล้วใส่น้ำลงต้มเปลือกกุ้งจนส่งกลิ่นหอม จากนั้นตักเปลือกกุ้งออกให้หมดแล้วใส่พริกแกงตามลงไปค่ะ รอจนน้ำเดือดได้ที่แล้วเราจะนำแครอท, หัวไชเท้า และดอกกะหล่ำลงต้มจนสุกเปื่อย จากนั้นลองชิมน้ำแกงดูก่อนค่ะเพราะพริกแกงค่อนข้างจะมีรสชาติเค็มอยู่แล้ว ถ้ารสชาติยังจืดมากจนเกินไปก็สามารถเพิ่มรสชาติด้วยน้ำปลาได้ค่ะ หลังจากผักสุกเปื่อยดีแล้วเราจะใส่กุ้งตามลงไปแล้วรอจนกุ้งเริมเปลี่ยนสีก็สามารถปิดเตาแล้วเพิ่มความเปรี้ยวด้วยน้ำมะนาว ชิมรสชาติอีกครั้งก่อนตักเสิร์ฟ


3. ต้มจับฉ่าย

ต้มจับฉ่าย
ต้มจับฉ่าย

ถัดมาเป็นเมนูเบสิกที่นึกอะไรไม่ออกก็ต้มจับฉ่ายเอาไว้ก่อน อีกอย่างเมนูนี้ทำง่ายและมีประโยชน์มากอีกด้วยค่ะเนื่องจากต้มจับฉ่ายจะเต็มไปด้วยผักนานาชนิดและสามารถใส่หรือไม่ใส่เนื้อสัตว์ก็ได้ค่ะ เหมาะสำหรับคนชอบทานผักหรือมังสวิรัติสุด ๆ ในส่วนของรสชาติก็จะมีความเค็มปนหวาน ผักจะเปื่อยนุ่ม ยิ่งอุ่นข้ามวันก็ยิ่งอร่อย น้ำซุปจะเข้มข้น ผักจะเปื่อยจนแทบไม่ต้องเคี้ยว เมนูนี้เหมาะผัดเผ็ดแบบแห้ง ๆ หรือคั่วกลิ้งแบบปักษ์ใต้ค่ะเพราะน้ำซุปจะช่วยลดเผ็ดได้เป็นอย่างดี เมนูสำหรับผู้สูงอายุ: ต้มจับฉ่าย


4. หัวไชเท้าต้มซีอิ๊ว

หัวไชเท้าต้มซีอิ๊ว
หัวไชเท้าต้มซีอิ๊ว

เปลี่ยนมาเป็นเมนูตุ๋นสไตล์ญี่ปุ่นกันบ้าง หัวไชเท้าต้มซีอิ๊วเป็นอีกหนึ่งเมนูที่เราอยากให้เพื่อน ๆ ได้ลองทำกันดู เมนูนี้ซ่อนรสชาติและกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ทุกอณู หัวไชเท้าชิ้นหนาที่นำไปตุ๋นกับซอสจนเปื่อยและนุ่มกำลังดี กัดลงไปจะเจอกับความฉ่ำและรสชาติหวานเค็มกลมกล่อม ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของซอสและมิรินที่อบอวลอยู่ในปาก เป็นเมนูอร่อยที่ทำง่ายและใช้วัตถุดิบน้อยมากเลยค่ะ ใครชอบอาหารญี่ปุ่นไม่ควรพลาดเลย

วัตถุดิบหัวไชเท้าต้มซีอิ๊ว

  • หัวไชเท้า
  • งาขาวคั่ว
  • น้ำตาล
  • ซีอิ๊วขาว
  • มิริน
  • เหล้าสำหรับปรุงอาหาร
  • น้ำมันงา
  • น้ำเปล่า

วิธีทำหัวไชเท้าต้มซีอิ๊ว

นำหัวไชเท้ามาหั่นเป็นแว่นหนา ๆ จากนั้นปอกเปลือกและหั่นครึ่งเตรียมไว้ ต่อมานำกระทะขึ้นตั้งเตา ยังไม่เปิดเตานะคะเพราะเราจะเรียงหัวไชเท้าลงลนกระทะก่อน จากนั้นเติมน้ำเปล่า, น้ำตาล, ซีอิ๊วขาว, น้ำมันงา, มิริน และเหล้าสำหรับปรุงอาหาร คนให้เข้ากันแล้วเปิดไฟแรงสุดเพื่อไล่แอลกอฮอล์ออก หลังจากน้ำเดือดครั้งแรกเราจะปรับลงเป็นไฟอ่อน ๆ แล้วปิดฝาตุ๋นไปเรื่อย ๆ จนน้ำงวดและหัวไชเท้าสุกนุ่มได้ที่ จากนั้นยกลงจากเตาแล้วจัดใส่จาน โรยหน้าด้วยงาขาวคั่วเล็กน้อยก่อนจัดเสิร์ฟ ทั้งนี้เพื่อน ๆ สามารถประหยัดเวลาโดยใช้เป็นหม้อตุ๋นอัดแรงดันก็ได้นะคะ


5. โอเด้ง

โอเด้ง
โอเด้ง

วันไหนอากาศหนาว ๆ ลองทำโอเด้งทานดูค่ะ เมนูร้อน ๆ ที่ทำง่าย ทานง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของทุกเพศทุกวัย หากใครเคยลองชิมโอเด้งที่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นจะต้องติดใจและชื่นชอบแน่นอน แต่เราขอบอกว่าวิธีทำโอเด้งไม่ยากเลยค่ะเพื่อน ๆ สำหรับสูตรนี้เราจะทำแบบเกาหลี มีรสชาติเค็ม ๆ หวาน ๆ และมีรสเผ็ดอ่อน ๆ กลมกล่อมแต่ถ้าบ้านไหนมีเด็กจะตัดเมล็ดพริกออกก็ได้นะคะ เสริมทัพด้วยหัวไชเท้า หวาน ๆ ฉ่ำ ๆ และลูกชิ้นปลาไม้โตค่ะ ได้ทานกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งอุ่นท้องและอุ่นใจ

วัตถุดิบโอเด้ง

  • ลูกชิ้นปลา
  • ไส้กรอกตามชอบ
  • บุกแผ่นหนา
  • หัวไชเท้า
  • หอมใหญ่
  • สาห่ายแห้ง
  • ปลาแห้ง
  • กุ้งแห้ง
  • เมล็ดพริกแห้ง
  • เกลือ
  • น้ำเปล่า

วิธีทำโอเด้ง

วิธีการทำง่ายมาก ๆ เลยค่ะ ขั้นตอนแรกเราจะนำลูกชิ้นและไสกรอกมาเสียบไม้เตรียมไว้ก่อน แนะนำให้ใช้ไม้เสียบลูกชิ้น ๆ ยาวแล้วเสียบไว้แค่ปลายไม้กะให้พอจมหม้อก็พอค่ะ จะดูสวยและสุกเท่า ๆ กัน จากนั้นหันมาล้างและหั่นหัวไชเท้าเป็นแว่นหนา ๆ จากนั้นปอกเปลือกและใช้มีดเลาะเอาขอบหัวไชเท้าออก วิธีนี้จะช่วยให้หัวไชเท้าดูมนสวยและไม่เละค่ะ เสร็จแล้วใช้มีดหรือส้อมจิ้มให้ทั่วแผ่นบุกเพื่อช่วยให้น้ำซุปซึมเข้าไปได้ดีมากขึ้นแล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดตามต้องการ แนะนำให้หั่นใหญ่นิดหน่อยนะคะตอนทานจะได้ฟิน ส่วนหอมใหญ่ก็ปอกเปลือกและผ่าครึ่งเตรียมไว้ได้เลย

เตรียมลูกชิ้นเสร็จแล้วเรามาน้ำซุปกันต่อ นำน้ำใส่หม้อที่จะใช้ต้มโอเด้งแล้วนำสาหร่ายลงแช่จนสาร่ายพองและคืนรูป จากนั้นนำหม้อขึ้นตั้งไฟกลาง ๆ แล้วรอจนน้ำเริ่มเดือดค่อยตักสาร่ายออกค่ะ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้สาหร่ายคมบุจะต้องนำผ้าเปียกหมาดมาเช็ดผงขาว ๆ ออกให้หมดก่อนนะคะ หลังจากตักสาหร่ายออกแล้วเราจะนำกุ้งแห้ง, หอมใหญ่, ปลาแห้ง และเมล็ดพริกลงต้มต่อจนส่วนผสมทั้งหมดเปื่อยนุ่มเลย

หลังจากส่วนผสมทั้งหมดเปื่อยนุ่มดีแล้วเราจะนำมากรองเอาเฉพาะน้ำซุปแล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ ค่ะ คราวนี้เราจะนำหัวไชเท้าลงตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม หลังจากเปื่อยนุ่มได้ที่แล้วหัวไชเท้าจะดูดเอาน้ำซุปเข้าไปเก็บไว้ ชิมรสชาติเล็กน้อย น้ำซุปควรจะเข้มข้นเพราะจะได้พอดีกับลูกชิ้น จากนั้นเราจะนำบุก, ลูกชิ้น และไส้กรอกที่เตรียมไว้ลงต้มจนสุกและพองตัวถึงจะนำออกมาทานได้ค่ะ


6. ขนมผักกาด

ขนมผักกาด
ขนมผักกาด

ขอแวะมาเยือนประเทศจีนอีกสักหน่อย สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนอาจจะเคยทานขนมผักกาดกันบ้างเพราะเมนูนี้มักจะทำในวันตรุษจีนค่ะ ถึงจะชื่อว่าขนมผักกาดแต่เมนูนี้ก็ไม่ใช่ขนมซะทีเดียว เรียกว่าเป็นอาหารทานเล่นหรืออาหารว่างซะมากกว่า ขนมผักกาดใช้วัตถุดิบที่ค่อนข้างเยอะแต่วิธีการทำง่ายมาก ๆ โดยขั้นตอนแรกเราจะต้องเตรียมในส่วนของตัวขนมก่อน จากนั้นจึงนำมาผัดรวมกับถั่วงอก, ใบกุยช่าย และไข่ ปรุงรสให้หวานเค็มนิด ๆ แล้วจัดเสิร์ฟตอนร้อน ๆ แป้งจะกรอบนอกนุ่มในอร่อยสุด ๆ ค่ะ

วัตถุดิบขนมผักกาด

  • หัวไชเท้า
  • กระเทียมสับ
  • พริกไทยป่น
  • แป้งข้าวเจ้า
  • แป้งมัน
  • เกลือ
  • น้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช

วัตถุดิบเครื่องผัดขนม

  • ไข่ไก่
  • ถั่วงอก
  • ใบกุยช่ายหั่น
  • กระเทียมสับ
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซอสหอยนางรม
  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊วดำ
  • น้ำมันพืช

วิธีทำขนมผักกาด

มาเริ่มกันเลยค่ะ ขั้นตอนแรกเราจะล้างและทำความสะอาดหัวไชเท้าก่อน จากนั้นนำหัวไชเท้ามาขูดให้เป็นเส้นฝอยเล็ก ๆ แล้วขยำกับเกลือให้หัวไชเท้าคายน้ำและรสชาติเผ็ดออกมา จากนั้นคั้นเอาเฉพาะเนื้อไชเท้าแยกไว้แล้วทิ้งน้ำไปได้เลยค่ะ ได้เนื้อไชเท้ามาแล้วเราจะนำมาผสมกับแป้งข้าวจ้าว, แป้งมัน, กระเทียมสับ และพริกไทยป่นโดยแบ่งผสมทีละนิด เติมน้ำทีละหน่อยถ้าส่วนผสมมันหนืดและแห้งมากเกินไป คนผสมไปเรื่อ ๆ จนส่วนผสมทั้งหมดไม่เกาะตัวกันเป็นก้อนและไม่เหลวมากจนเกินไป จากนั้นเราจะเตรียมหม้อนึ่งให้ร้อมแล้วทาน้ำมันบนภาชนะที่จะใช้นึ่งให้ทั่ว สามารถใช้พิมพ์ขนมเค้กได้เลยนะคะ เสร็จแล้วนำไปนึ่งจนแป้งสุกแล้วนำออกมาพักให้หายร้อน จากนั้นนำมาหั่นชิ้นขนาดตามชอบแล้วทอดจนผิวเหลืองกรอบ

ต่อมาตั้งกระทะ เปิดไฟกลางแล้วใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย รอจนน้ำมันร้อนได้ที่แล้วนำกระเทียมลงผัดจนหอมตามด้วยถั่วงอกและใบกุยช่าย ปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซอสหอยนางรม และซีอิ๊วขาว ผัดให้เข้ากันแล้วนำวัตถุดิบในกระทะมาพักไว้ที่ขอบกระทะก่อน จากนั้นใส่ไข่และขนมผักกาดตามลงไปแล้วผัดให้ไข่สุก ใส่ซีอิ๊วดำเพิ่มสีสันเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน จากนั้นตักเสิร์ฟได้เลยค่ะ


7. ลูกชิ้นหัวไชเท้า

ลูกชิ้นหัวไชเท้าเป็นอาหารฮากกาหรือชาวจีนแคะ ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักในกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีน เมนูนี้จะแตกต่างจากลูกชิ้นที่เราคุ้นเคยกันเล็กน้อย เนื่องจากลักษณะภายนอกจะคล้าย ๆ กับสาคูไส้หมูเลยค่ะ ตัวลูกชิ้นไม่แห้งและเด้งเหมือนที่เคยทานแต่จะหนึบ ๆ นุ่ม ๆ จากแป้งมันและเนื้อหมู กัดลงไปจะได้รสชาติเค็มหวานเบา ๆ หอมกลิ่นกุ้งและหมึกแห้งเบา ๆ มักจะเสิร์ฟคู่กับซีอิ๊วดำหวานที่ใช้ทานเป็นน้ำจิ้มหรือใครจะเปลี่ยนมาทานกับซอสพริกก็ได้ หรือเพื่อน ๆ จะนำไปทอดเพิ่มความกรอบก็อร่อยดีเหมือนกันค่ะ กรอบนอกนุ่มในฟิน ๆ

วัตถุดิบลูกชิ้นหัวไชเท้า

  • หมูสับ
  • กุ้งแห้งตัวใหญ่
  • ปลาหมึกแห้ง
  • หัวไชเท้า
  • แป้งมัน
  • พริกไทยป่น
  • เกลือ
  • น้ำตาลทราย
  • ซีอิ๊วขาว

วิธีทำลูกชิ้นหัวไชเท้า

วิธีการทำง่ายมากค่ะ ขั้นตอนแรกต้องเตรียมหม้อนึ่งเอาไว้ก่อน เสร็จแล้วนำหมึกแห้งมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับกุ้งแห้งแล้วนำทั้งกุ้งและหมึกไปคั่วไฟอ่อนจนสุกหอม นำออกมาพักให้หายร้อน จากนั้นเราจะนำหัวไชเท้ามาปอกเปลือกและล้างให้สะอาดและขูดเป็นเส้นฝอยเล็ก ๆค่ะ ได้หัวไชเท้าฝอยมาแล้วจัดการโรยเกลือลงไปพอประมาณแล้วขยำให้หัวไชเท้าคายน้ำออกมาให้มากที่สุด จากนั้นคั้นเอาน้ำออก เหลือไว้เฉพาะเนื้อหัวไชเท้า

นำหัวไชเท้ามาผสมกับหมูสับ, กุ้งแห้ง และหมึกแห้ง เพิ่มรสชาติด้วยพริกไทยป่น, ซีอิ๊วขาว, เกลือ และน้ำตาล คนผสมให้น้ำตาลละลายดีแล้วค่อย ๆ ผสมแป้งมันลงไปทีละนิด ๆ จนส่วนผสมทั้งหมดเหนียวข้นมากขึ้น ถ้าแห้งเกินไปสามารถเติมน้ำร้อนได้นิดหน่อยนะคะ จากนั้นเราจะปั้นเนื้อลูกชิ้นให้เป็นก้อนแล้วนำไปนึ่งไฟกลางค่อนอ่อนจนสุก ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาทีก็ใช้ได้แล้วค่ะ นำออกมาจัดเสิร์ฟได้เลย


8. หัวไชโป้วหวาน

หัวไชโป้วหวาน
หัวไชโป้วหวาน

ทำมาหลายเมนูแล้วแต่หัวไชเท้าที่ซื้อมายังไม่หมดสักทีเราต้องหันมาพึ่งการถนอมอาหารกันแล้วค่ะ วิธีแรกที่ทำง่ายและหลายคนน่าชอบคือหัวไชโป้ว วิธีนี้สามารถทำได้ทั้งหัวไชโป้วเค็มและหวานเลยค่ะ สำหรับหัวไชโป้วสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนูเลย ไม่ว่าจะเป็นหัวไปโป้วผัดไข่, ยำหัวไชโป้วสำหรับทานกับข้าวต้มกุ๊ย, ใส่ในข้าวต้ม หรือจะใส่ในต้มจืดเพื่อเพิ่มรสชาติ หัวไชโป้วที่ดองเสร็จเรียบร้อยแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานหลายปีโดยไม่เน่าเสียค่ะ

วัตถุดิบหัวไชโป้วหวาน

  • หัวไชเท้า
  • เกลือ
  • น้ำตาลทรายแดง
  • น้ำเปล่า

วิธีทำหัวไชโป้วหวาน

ขั้นตอนแรกเราต้องนำหัวผักกาดมาล้างทำความสะอาดก่อนค่ะ เช็กให้แน่ใจว่าหัวผักกาดสดใหม่และไม่มีส่วนที่เน่าเสียหรือเป็นเชื้อรา หัวไชเท้าที่ใช้จะต้องมีขนาดกำลังดีไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปนะคะเพราะเราจะดองทั้งหัวค่ะ จากนั้นนำหัวไชเท้ามาตัดส่วนหัวและปลายออกเล็กน้อยแล้วถูให้สะอาดรวมถึงเอารากออกให้เกลี้ยง

จากนั้นละลายเกลือกับน้ำสะอาดในถังหรือภาชนะใบใหญ่ ไม่ต้องใส่น้ำเยอะนะคะกะให้พอท่วมหัวไชเท้าก็พอ คนให้เกลือละลายและน้ำมีความเค็มค่อนข้างจัดแล้วเรียงหัวไชเท้าลงไป จากนั้นใช้วัสดุที่มีน้ำหนักมากกดทับหัวไชเท้าให้จมใต้น้ำเกลือแล้วทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน 2 คืน

ครบตามกำหนดแล้วหัวไชเท้าจะเหี่ยวนุ่มและมีขนาดเล็กลงเนื่องจากเกลือดูดเอาน้ำจากหัวไชเท้าออกมาส่วนหนึ่ง เราจะนำหัวไชเท้าออกมาเรียงใส่ถาดหรือกระด้งโดยไม่ต้องล้างน้ำเกลือออก เรียงเสร็จแล้วโปะด้วยเกลือให้ทั่วเพื่อเร่งดูดความชื้นออกจากหัวไชเท้าแล้วนำไปผึ่งแดดจนแห้งสนิท ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลาหลายวันวันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศค่ะ หลังจากหัวไชเท้าแห้งสนิทแล้วเราก็จะได้หัวไชเท้าดองเค็มหรือหัวไชโป้วเค็ม ใครชอบแบบเค็มก็สามารถแบ่งเก็บไว้ได้เลย

สำหรับหัวไชโป้วหวานเราจะนำหัวไชเท้าดองเค็มมาล้างเกลือออกให้หมดก่อนค่ะ แนะนำให้ล้างหลาย ๆครั้งจนแน่ใจว่าเกลือหลุดออกหมดแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้ไชโป้วหวานของเราเค็มมากจนเกินไป จากนั้นวางเรียงลงในภาชนะใบใหญ่แล้วเทน้ำเปล่าลงไปให้พอท่วมหัวไชเท้า เสร็จแล้วเทน้ำตาลตามลงไปในอัตราส่วนน้ำตาล 1 กิโลกรัมต่อหัวไชเท้า 6 กิโลกรัม (ชั่งน้ำหนักตอนยังไม่เริ่มดอง) จากนั้นทิ้งไว้ให้น้ำตาลทรายค่อย ๆ ละลายเองช้า ๆ ไม่ต้องคนนะคะ ปิดฝาดองทิ้งไว้ 1 – 2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับระดับความหวานที่ต้องการค่ะ ครบเวลาแล้วนำหัวไชโป้วมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วพักให้สะเด็ดน้ำจนแห้งสนิทก่อนเก็บใส่ภาชนะแล้วนำเข้าตู้เย็นค่ะ


9. กิมจิหัวไชเท้า

กิมจิหัวไชเท้า
กิมจิหัวไชเท้า

ตามมาติด ๆ กับอีกหนึ่งวิธีการถนอมอาหารที่แม่บ้านเกาหลีจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน กิมจิถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อและเป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีเลยทีเดียวเพราะสามารถหาทานได้ง่ายและเป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนเกาหลีเองและชาวต่างชาติค่ะ แต่วันนี้เพื่อน ๆ ไม่ต้องบินไปไกลเพราะเราเองก็สามารถหมักกิมจิได้ที่บ้าน สูตรนี้สามารถใช้หมักกิมจิได้ทุกประเภทเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกิมจิหัวไชเท้า, กิมจิผักกาด, กิมจิต้นหอม หรือผักอื่น ๆ ตามชอบ

วัตถุดิบกิมจิหัวไชเท้า

วิธีทำกิมจิหัวไชเท้า

มาค่ะ ขั้นตอนแรกนำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาดเอี่ยมอ่องไปเลย พยายามถูตามร้องให้สะอาดมากที่สุดนะคะเพราะเราจะดองทั้งเปลือกไปเลยค่ะจะอร่อยกว่าแบบปอกเปลือก ล้างหัวไชเท้าเสร้จเรียบร้อยแล้วเราจะนำมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมเต๋าหรือใครอยากหั่นแบบไหนก็เลือกได้ตามชอบเลย จากนั้นล้างเอารสชาติและกลิ่นออกอีกสักหนึ่งรอบแล้วนำมาแช่น้ำเกลือผสมน้ำตาลทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาทีจนกว่าหัวไชเท้าจะอ่อนนุ่มลง

ระหว่างรอเราจะมาทำน้ำดองกันค่ะ เริ่มจากปอกเปลือกและหั่นแอปเปิ้ลและสาลี่เป็นชิ้น นำไปปั่นรวมกับหอมใหญ่, กระเทียม และขิงจนละเอียด ต่อมาตั้งหม้อบนไฟอ่อน ๆ แล้วใส่น้ำเล็กน้อย หลังจากน้ำเดือดเราจะละลายแป้งข้าวเจ้าและน้ำสะอาดให้เข้ากันแล้วเทลงในหม้อ กวนจนแป้งสุกใสแล้วนำลงมาพักให้หายร้อน

ครบเวลาแล้วกรองเอาน้ำหัวไชเท้าออกแล้วเทใส่ภาชนะใบใหญ่ นำพริกป่นมาคลุกเคล้ากับหัวไชเท้าจนเปลี่ยนเป็นสีแดงตามชอบ จากนั้นเกลี่ยหัวไชเท้ามาพักไว้ขอบภาชนะก่อนแล้วเทเครื่องปั่น, แป้งกวน, กุ้งดอง, ผงชูรส, พริกป่น และผงชูรสเล็กน้อย คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันก่อนแล้วค่อย ๆ นำหัวไชเท้ามาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำใส่ภาชนะแล้วกดให้แน่นเพื่อไล่ออกกาศออก นำถุงพลาสติกปิดคลุมด้านหน้าอีกหนึ่งชั้นก่อนปิดฝาให้แน่นหนาแล้วเก็บในตู้เย็นอย่างน้อย 3 วันกิมจิจะเริ่มเปรี้ยวและสามารถนำมารับประทานได้ค่ะ


10. ผักดองหวาน

ผักดองหวาน
ผักดองหวาน

ปิดท้ายด้วยผักดองสามรสหรือผักดองหวาน เมนูนี้ง่ายและสามารถทำให้เด็ก ๆ ทานได้อีกด้วยค่ะ เราจะนำแครอท, แตงกวา และหัวไชเท้ามาหั่นเป็นแท่งยาวหรือทำเป็นชิ้นพอดีคพแล้วดองกับน้ำดองที่มีรสชาติเปรี้ยว, เค็ม และหวานครบรส สำหรับผักดองหวานสามารถนำมาทานเล่นหรือทานเป็นเครื่องเคียงก็ได้ค่ะ ยิ่งเป็นเมนูทอดนี่ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดีเลย สูตรนี้ทำแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานเลยค่ะ ยิ่งวันไหนอากาศร้อน ๆ แค่หยิบผักดองสามรสเย็น ๆ มาทานก็สดชื่นขึ้นแล้วค่ะ

วัตถุดิบผักดองหวาน

  • แครอท
  • หัวไชเท้า
  • แตงกวาญี่ปุ่น
  • น้ำตาลทรายขาว
  • เกลือ
  • น้ำส้มสายชู
  • น้ำเปล่า

วิธีทำผักดองหวาน

ขั้นตอนแรกเราจะใส่น้ำเปล่า, น้ำตาล และน้ำส้มสายชูลงในหม้อ จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟกลาง ๆ แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดจะละลายและเริ่มเดือดจึงจะปิดเตาแล้วนำออกมาพักให้หายร้อน จากนั้นหันมาล้างทำความสะอาดผักทั้งหมดที่เตรียมไว้ นำมาปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นหรือเป็นแท่งขนาดตามชอบ แนะนำให้หั่นเป็นแท่งยาวขนาดพอดีกับภาชนะที่บรรจุจะดูสวยและหยิบทานง่ายนะคะ สำหรับแตงกวาจะเราหั่นเอาไส้ออกก่อนนะคะ

หั่นผักเสร็จเรียบร้อยแล้วเราจะนำมาโรยเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีเพื่อให้เกลือดูดความชื้นบางส่วนออกมาจากตัวผักและทำให้ผักอ่อนนุ่มลงค่ะ ครบเวลาแล้วทำน้ำผักออกให้หมดแล้วบรรจุผักลงขวดโหล จะใส่โหลเดียวหรือแยกกันก็ได้นะคะแล้วแต่ความชอบเลย เสร็จแล้วกรอกน้ำดองใส่ลงในโหลให้เต็มแล้วปิดฝาให้สนิท เก็บเข้าตู้เย็น 1 – 2 วันก็สามารถรับประทานได้แล้วค่ะ





เป็นอย่างไรกันบ้างคะเพื่อน ๆ กับ 10 เมนูหัวไชเท้าที่เรานำมาฝากในบทความนี้ คิดไม่ถึงเหมือนหกันนะคะว่าหัวไชเท้าสามารถนำมาแปรรูปและประกอบอาหารได้เยอะขนาดนี้ เพราะปกติเมื่อนึกถึงหัวไชเท้าเราก็จะคิดออกแค่นำมาต้มให้เปื่อย ๆ แค่นั้นเองค่ะ หวังว่าสูตรอาหารในวันนี้จะเป็นไอเดียให้กับมื้อต่อไปของเพื่อน ๆ ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ แต่จะให้ทานแค่หัวไชเท้าเพียงอย่างเดียวคนที่บ้านอาจจะเบื่อได้

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะเราขอแนะนำบทความเมนูอาหารจากหมู, ไก่, อาหารทะเล, อาหารเหนือ, อาหารอีสาน, เมนูไข่, เมนูผัก, น้ำพริก, ปลานึ่ง, ชีส, ปูอัด หรือสูตรหมักหมูกระทะเป็นทางเลือกเสริมค่ะ รับรองว่าเพื่อน ๆ จะได้ทั้งความรู้และสูตรอาหารอร่อย ๆ แน่นอนเลย ส่วนบทความหน้าจะเป็นเมนูอะไรต้องติดตามตอนต่อไปนะคะ สวัสดีค่ะ

Ningning

Ningning

Hi guys, I'm Ningning. Graduated from NSTRU in Business English Program. I'd like to sing a song even though my voice is ... Nice to meet you :)

Next Post