10 เมนูอาหารญี่ปุ่น ทำกินเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องบินไปไกลถึงแดนซากุระ

おはようございます ~ (โอฮาโยะ โกไซมาซึ) 🙇 สวัสดีค่าาา ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบนี้แน่นอนว่าบทความของเราต้องเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นแน่นอน เมื่อพูดถึงญี่ปุ่นหลายคนอาจจะมีภาพดอกซากุระและภูเขาไฟฟูจิแว้บเข้ามาในหัวเป็นอันดับแรก ๆ ซึ่งญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศยอดนิยมที่อยู่ในแพลนเที่ยวรอบโลกของใครหลาย ๆ คน ค่ะ ในส่วนของค่าเงินที่ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะไปช่วงไหนก็ดูสวยงามราวกับภาพวาด อย่างช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น เด็ก ๆ จะแต่งตัวน่ารัก ๆ สีสันสดใส เข้ากับบรรยากาศโดยรอบที่เต็มไปด้วยใบไม้สีส้มแดงที่ร่วงโรยลงสู่พื้นดิน หรือช่วงหน้าหนาวก็นั่งมองหิมะและจิบชาให้อุ่นท้อง มองออกไปเห็นต้นไม้สีเขียวเข้มอมเทา ตัดกับพื้นสีขาวเนียนดูสวยและสงบ

แต่คิดถึงแค่ไหนก็ต้องอดใจเอาไว้ก่อนเพราะสถานการณ์ช่วงนี้ไม่ค่อยจะดี ในเมื่อไปญี่ปุ่นไม่ได้วันนี้เรามาทำอาหารญี่ปุ่นทานให้หายคิดถึงกันหน่อยดีกว่าค่ะ อาหารญี่ปุ่นก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่สวยงามและมีความประณีต ตั้งแต่ขั้นตอนการปรุงไปจนถึงการรับประทานจะเต็มไปด้วยความใส่ใจและหลักการเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงก็จะถูกคัดสรรมาอย่างดี เมื่อทานเข้าไปจะอบอุ่นและสัมผัสได้ถึงความใส่ใจและรสชาติของธรรมชาติค่ะ

ญี่ปุ่น อาหาร และวัฒนธรรม

หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความสวยงามทั้งภูมิประเทศและวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่นจะมีความพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบที่เน้นให้ประโยชน์ร่างกายหรือเครื่องดื่มที่ถูกเลือกให้เหมาะสมกับเมนูอาหารนั้น ๆ เพื่อช่วยส่งเสริมรสชาติและรสสัมผัส รวมไปถึงการใช้ภาชนะที่ทำจากดินเผาหรือไม้เพื่อกักเก็บความร้อนและเพิ่มกลิ่นหอม ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน

ซึ่งอาหารการกินเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นจะใส่ใจมากเป็นพิเศษเลยค่ะ โดยคนญี่ปุ่นจะทานข้าววันละ 3 มื้อ แต่ละมื้อจะมีอาหารหลากหลายและมีโภชนาการครบถ้วน เรียกว่า “1 ซุป 3 กับข้าว” นั่นก็คือมีซุปหนึ่งถ้วย ข้าวหนึ่งถ้วย และกับข้าวอีกสามชนิด จัดเสิร์ฟเป็นเซตส่วนตัวค่ะ นอกจากนี้คนญี่ปุ่นจะนิยมทานอาหารตามฤดูกาลเพื่อความสดใหม่และเป็นการรักษาสมดุลของธรรมชาติด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการตกแต่งหน้าของอาหารให้สวยงาม ซึ่งจะเพิ่มความอร่อยและความสุขทางใจได้อีกด้วยค่ะ อีกหนึ่งเหตุผลที่อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมเพราะอาหารญี่ปุ่นจะเน้นใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ใช้เครื่องปรุงรสน้อย วัตถุดิบแต่ละชนิดที่ใช้ก็เน้นในเรื่องของสรรพคุณต่าง ๆ ปรุงให้มีรสชาติอ่อนและเน้นทานแบบสดใหม่ ทำปุ๊บทานปั๊บ เมื่อทานเข้าไปแล้วจะรู้สึกอบอุ่น รู้สึกสบายท้อง รวมทั้งยังสดชื่นอีกด้วย

นอกจากรสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แล้ว อาหารญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์อีกหนึ่งอย่างค่ะ นั่นก็คือรสชาติ “อูมามิ (旨味)” หรือรสชาติของความอร่อยกลมกล่อมนั่นเอง รสอูมามิคือรสชาติที่ 2 ที่ซ่อนอยู่ในอาหาร สิ่งที่สามารถดึงความอูมามิออกมาได้คือ “สาหร่าย” และ “ปลาแห้ง” ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งภาพจำของอาหารญี่ปุ่นที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงนั่นเองค่ะ และเมื่อนำสาหร่ายและปลาแห้งมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำก็จะกลายเป็นน้ำสต๊อกดาชิ ที่เป็นเบสหรือพื้นฐานของอาหารประเภทเส้นหรือน้ำซุปหลายชนิดของญี่ปุ่นค่ะ นอกจากน้ำสต๊อกแล้วเครื่องปรุงอาหารญี่ปุ่นจะมีหลัก ๆ เพียง 5 ชนิด นั่นก็คือ น้ำตาล (さとう/ซะโตะ) เกลือ (しお/ชิโอะ) น้ำส้มสายชู (酢 /ซึ) ซอสถั่วเหลือง (しょうゆ/โชยุ) และ เต้าเจี้ยว (みそ/มิโซะ) ซึ่งเครื่องปรุงเหล่านี้จะสามารถดึงความอร่อยของวัตถุดิบออกมาได้อย่างเต็มที่ค่ะ




สูตรเมนูอาหารญี่ปุ่น

1. ซูชิ (ข้าวปั้น)

Sushi อาหารญี่ปุ่น ซูชิ

พูดถึงอาหารญี่ปุ่นเราก็คงจะต้องเริ่มต้นกันที่เมนูยอดฮิตอย่างซูชิกันก่อนค่ะ ซูชินี่เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกและเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่นเลยค่ะ คำว่า “ซูชิ (寿司)” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าข้าวปั้นที่มีหน้าค่ะ สมัยก่อนเนี่ยคนญี่ปุ่นนิยมนำข้าวมาปั้นกับปลาหมักหรือน้ำส้มสายชูไว้ทานตอนที่ต้องเดินทางไกล ต่อมาก็มีการเปลี่ยนจากปลาหมักมาเป็นปลาสดรวมไปถึงหน้าตาและวิธีการปั้นที่หลากหลายจนกลายมาเป็นที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ แต่วันนี้เราไม่ต้องบินไปไกลจนถึงญี่ปุ่นเพราะแค่ออกไปตลาดนัดก็มีซูชิให้เลือกซื้อแล้ว (ล้อเล่นค่ะ) วันนี้เรามาเข้าครัวรับบทแม่บ้านญี่ปุ่นทำซูชิทานเองสักหน่อย ขอบอกว่านอกจากความอร่อยแล้วขั้นตอนการทำซูชิยังสนุกและสามารถทำได้ทั้งครอบครัวอีกด้วย

วัตถุดิบซูชิ

  • ข้าวญี่ปุ่น
  • แซลมอนสด
  • กุ้งสด
  • สาหร่ายแผ่นใหญ่
  • น้ำปรุงรสข้าวซูชิ
  • น้ำเปล่า
  • วาซาบิ

วิธีทำซูชิ

ขั้นตอนแรกเราจะหุงข้าวกันก่อนค่ะ เราจะนำข้าวญี่ปุ่นมาล้างทำความสะอาดหลาย ๆ รอบจนกว่าน้ำจะใส ขณะล้างก็ใช้มือคอยคนข้าวไปเรื่อย ๆ จนแน่ใจว่าข้าวสะอาดดีแล้ว เทข้าวใส่หม้อหุงข้าวแล้วเติมน้ำในปริมาณที่เท่ากัน จากนั้นกดปุ่มเปิดการทำงานของหม้อหุงข้าว รอจนกระทั่งไฟตัดและข้าวสุกดีแล้ว ขณะหุงแนะนำให้จับเวลาด้วยนะคะ เพราะตอนที่ไฟตัดแล้วเราจะใช้เวลาพักข้าวเท่า ๆ กับเวลาในการหุง ช่วยให้ข้าวนุ่ม ไม่แข็งค่ะ ข้าวครบเวลาแล้วตักออกมาเกลี่ยในภาชนะที่มีขนาดใหญ่หน่อยค่ะ ใช้ทัพพีคนข้าวให้กระจายตัวจนทั่วเลยค่ะ จากนั้นใส่น้ำปรุงรสข้าวลงไปประมาณ ⅓ ของข้าวค่ะใช้ทัพพีคนผสม คลุกเคล้าให้ข้าวและน้ำปรุงรสเข้ากันดี ขณะที่ข้าวคายความร้อนก็จะดูดซับน้ำปรุงรสเข้าไปจนหมด คนต่อจนข้าวหายร้อนและสามารถจับปั้นได้ค่ะ

ต่อมาก็จะเป็นในส่วนของหน้าซูชิกันค่ะ เราจะนำแซลมอนสดมาแล่ให้เป็นชิ้นขนาดตามต้องการ ส่วนกุ้งก็นำมาตัดหัว เสียบไม้เสียบลูกชิ้นลงไปเพื่อดัดให้ตัวกุ้งตรงแล้วนำไปต้มจนสุกตามต้องการ ตักขึ้นน็อกน้ำเย็นแล้วดึงไม้ออก แกะเปลือกเว้นหาง ใช้มีดผ่าตามแนวยาวท้องกุ้งแล้วแบะออก ระวังอย่าให้ตัวกุ้งขาดนะคะ ดึงเส้นดำออกแล้วพักไว้ก่อน

ต่อมาจะเริ่มปั้นซูชิกันค่ะ เริ่มจากหาถ้วยใบเล็ก ๆ สักใบ ใส่น้ำลงไปนิดหน่อย ผสมน้ำปรุงรสข้าวลงไปค่ะ จากนั้นหันมาตัดสาหร่ายเป็นเส้นหนาตามต้องการพักไว้ จากนั้นเอามือจุ่มน้ำที่เตรียมไว้ให้ทั่ว ระวังอย่าให้มือเปียกมากจนเกินไปนะคะ หยิบข้าวขึ้นมาแล้วปั้นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาดตามต้องการ ใช้สาหร่ายห่อรอบ ๆ ก้อนข้าวแล้วใช้น้ำเป็นตัวยึดสาหร่ายเข้าด้วยกัน จากนั้นตักวาซาบิป้ายลงไปบนหน้าเล็กน้อย วางแซลมอนหรือกุ้งลงไป เสร็จเรียบร้อยค่ะ (คุณสามารถใช้วิะ๊นี้กับหน้าไข่กุ้ง, ไข่แซลมอน หรือ ยำสาหร่าย ก็ได้ค่ะ)

ซูชิ อาหารญี่ปุ่น

อีกหนึ่งหน้าเราจะตัดสาหร่ายเป็นเส้นเล็ก ๆ จากนั้นปั้นข้าวเป็นก้อน ป้ายวาซาบิลงไปตามด้วยแซลมอนหรือกุ้ง นำสาหร่ายมาพันรอบข้าวและหน้าซูชิตามแนวขวาง ยึดให้ติดด้วยน้ำ วิธีนี้มักจะนิยมใช้กับหน้าไข่หวานหรือหน้าปลาไหล หรือเพื่อน ๆ สามารถเปลี่ยนหน้าซูชิเป็นอาหารชนิดอื่นที่ชอบก็ได้นะคะ จากนั้นเสิร์ฟพร้อมโชยุและวาซาบิ

Tip: ควรใช้ภาชนะใบเดียวหรือขนาดใกล้เคียงกันในการตวงข้าว, น้ำ และน้ำปรุงรส การใช้ภาชนะใบเดียวกันจะมีความแม่นยำและทำให้สามารถกะรสชาติของข้าวได้

Tip: ควรเกลี่ยและผสมเทข้าวในภาชนะที่เป็นไม้ เพราะไม้จะช่วยดูดซับความร้อนและทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมมากขึ้นและช่วงแรกที่เทน้ำปรุงรสลงไปข้าวจะค่อนข้างแฉะ ตรงนี้ไม่ต้องกังวลค่ะเพราะเมื่อคนผสมไปเรื่อยข้าวจะดูดซับน้ำเข้าไปและเกาะตัวติดกันมากขึ้น

Tip: แซลมอนที่จะใช้ต้องเป็นเกรดทานดิบเท่านั้นและจะต้องแช่เย็นไว้ตลอดเวลาจนกว่าจำนำออกมาปั้นซูชิค่ะ

Tip: ถ้าตัดสาหร่ายหนาหน่อยสาหร่ายก็จะมีขอบสูงขึ้นมา เวลาใส่หน้าจะสะดวกค่ะ ถ้าใส่หน้าประเภทยำสาหร่ายหรือยำหมึกสายจะช่วยให้หน้าซูชิไม่หกเละเทะ

Tip: การทานซูชิให้ถูกต้อง คุณจะต้องจับตะเกียบให้มั่นคง ป้ายวาซาบิลงไป จากนั้นพลิกมือแล้วคีบซูชิให้โดนทั้งส่วนข้าวและส่วนหน้าซูชิ วิธีนี้จะช่วยให้ข้าวไม่แตกร่วน จากนั้นพลิกเอาส่วนของหน้าซูชิจุ่มซอสเบา ๆ ระวังไม่ให้ซอสโดนข้าวจนแตกเละ จากนั้นนำซูชิเข้าปากคำเดียวจนหมด ไม่ควรกัดแบ่งครึ่งค่ะ เคี้ยวอาหารในปากจนหมดแล้วจึงค่อยคีบซูชิชิ้นต่อไปเข้ามาทาน


2. ทงคัตสึดงบุริ

ทงคัตสึดงบุริ

“ดงบุริ (丼)” แปลว่าถ้วยที่มีข้าว เป็นเมนูข้าวราดหน้าต่าง ๆ ของญี่ปุ่น อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวกะเพราหรือข้าวราดพริกบ้านเราเลยค่ะ แต่ดงบุริจะมีรสชาติไม่หนักมาก ออกเค็ม ๆ หวาน ๆ และมีกลิ่นหอมชวนรับประทานเพราะจะต้องทานกับน้ำซุปและเครื่องเคียงอื่น ๆ ส่วนชื่อของดงบุริจะแตกต่างกันออกไปตามวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นท็อปปิ้ง อย่างเมนูนี้เราจะทำทงคัตสึดงบุริหรือเรียกง่าย ๆ ว่าคัตสึด้ง (カツ丼) คำว่า “ทงคัตสึ (豚カツ)” แปลว่าหมูทอด ดังนั้นเมนูนี้จึงแปลเป็นไทยว่าข้าวหน้าหมูทอดนั่นเองค่ะ เมนูนี้จะมีหมูทอดกรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมกับซอสทงคัตสึรสชาติอร่อยกลมกล่อมราดมาบนข้าวสวยร้อน ๆ หอม ๆ เป็นอาหารจานเดียวที่อิ่ม ทานง่าย และพบซื้อได้ทั่วไปในญี่ปุ่นเลยค่ะ

วัตถุดิบทงคัตสึดงบุริ

  • ข้าวญี่ปุ่นหุงสุก
  • สะโพกหมู
  • ไข่ไก่
  • เกลือ
  • พริกไทย
  • แป้งสาลี
  • เกล็ดขนมปัง
  • น้ำมันพืช

วัตถุดิบสำหรับซอสทงคัตสึดงบุริ

  • หอมใหญ่
  • ต้นหอม
  • น้ำตาล
  • โชยุ
  • มิริน
  • น้ำสต๊อกดาชิ
  • น้ำมันพืช

วิธีทำทงคัตสึดงบุริ

หยิบเนื้อหมูออกมาค่ะ แล่หมูออกเป็นชิ้นใหญ่หนา ๆ หน่อย โรยเกลือและพริกไทยเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ พักหมูไว้ก่อน หันมาตอกไข่ใส่จาน ตีให้เข้ากัน จากนั้นเทเกล็ดขนมปังและแป้งสาลีใส่จานแยกไว้ค่ะ ตั้งกระทะบนเตา เปิดไฟกลางค่อนอ่อน ใส่น้ำมัน รอจนน้ำมันร้อนได้ที่นำหมูลงคลุกแป้งสาลีบาง ๆ ตามด้วยไข่ไก่และเกล็ดขนมปังตามลำดับ นำหมูลงทอดจนสุกเหลืองได้ที่ ตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน

หันมาทำซอสดงบุริโดยการซอยหอมใหญ่บาง ๆและหั่นต้นหอมออกเป็นท่อนไม่ยาวมาก นำหอมใหญ่ลงผัดกับน้ำมันจนหอม ใส่น้ำสต๊อกตามลงไป เพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลเล็กน้อย, มิริน และโชยุ เคี่ยวต่อจนหอมใหญ่สุกใส ตอกไข่ใส่ถ้วยอีกใบแล้วตีให้พอแตก จากนั้นหยิบหมูทอดมาหั่นความหนาตามต้องการแล้ววางลงไปบนซอส โรยต้นหอมแล้วราดไข่ไก่ลงไป ปิดฝานับเวลาประมาณ 20 วินาที ปิดเตาตักราดลงบนถ้วยข้าวที่เตรียมไว้ พร้อมเสิร์ฟ

Tip: ใช้ค้อนทุบเนื้อหรือสันมีดทุบเนื้อหนูให้ทั่วจะช่วยให้ชิ้นหมูบางและมีรสสัมผัสนุ่มมากขึ้น และการหั่นหมูไม่ควรหั่นชิ้นหนาจนเกินไปเพราะเกล็ดขนมปังจะไหม้ก่อนที่เนื้อด้านในสุก

Tip: การทำซอสสามารถทำไปพร้อม ๆ กับการทอดหมูได้เลย ยิ่งหมูทอดร้อนเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเพราะตอนที่หมูยังร้อน ๆ จะสามารถดูดซึมซอสเข้าไปได้ดีและเนื้อหมูจะมีกลิ่นหอมซอสมากขึ้น

Tip: ควรกะปริมาณของซอสให้พอดีกับหมูและข้าว ไม่ควรทำซอสมากจนเกินไปเพราะดงบุริเป็นอาหารจานเดียวที่จะทำปริมาณเท่ากับหนึ่งคนทาน ดังนั้นปริมาณซอสและข้าวจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ

Tip: นอกจากดงบุริแล้วทงคัตสิยังสามารถนำไปทานคู่กับเมนูอื่นได้อีกมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นราเมน, อุด้ง หรือแกงกะหรี่


3. ยากิเกี๊ยวซ่า

ยากิเกี๊ยวซ่า

ต่อมาเป็นเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบ จริง ๆ แล้วเกี๊ยวนี่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างประเทศจีน, เกาหลี และญี่ปุ่นเลยนะคะ เพราะทั้งสามประเทศต่างก็มีเมนูเกี๊ยวทั้งนั้น แต่สิ่งที่แตกต่างกันออกไปคือวิธีการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศนั้น ๆ ค่ะ ซึ่งเจ้า “ยากิเกี๊ยวซ่า (焼き餃子)” หรือเกี๊ยวทอดกรอบเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ “ยากิ (焼き)” แปลว่าทอดหรือย่าง ดังนั้นเราจะนำเกี๊ยวซ่าไปทอดให้ด้านหนึ่งกรอบกรุบกรับขณะที่อีกด้านยังคงความเหนียวนุ่มเอาไว้อยู่ เมื่อกัดแล้วนอกจากเสียงกรอบเพื่อน ๆ จะได้กลิ่นหอมของน้ำมันงา โชยุ และสาเกที่หอมชวนรับประทานและรู้สึกเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลยค่ะ คนญี่ปุ่นนิยมเสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มทาเระรสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ที่เราสามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าทั่วไปได้เลย

วัตถุดิบสำหรับแป้งยากิเกี๊ยวซ่า

  • แป้งสาลีเอนกประสงค์
  • เกลือ
  • น้ำร้อน

วัตถุดิบสำหรับไส้ยากิเกี๊ยวซ่า

  • หมูสับ
  • ต้นหอม
  • กะหล่ำปลี
  • ขิง
  • กระเทียม
  • น้ำตาล
  • โชยุ
  • น้ำมันงา
  • สาเก
  • น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว

วิธีทำยากิเกี๊ยวซ่า

เทแป้งสาลีลงในภาชนะ จากนั้นเทเกลือเล็กน้อยลงในน้ำร้อน คนให้เกลือละลายแล้วนำมาผสมกับแป้งสาลีค่ะ ค่อย ๆ เติมน้ำสลับกับนวดแป้งทีละนิด นวดจนแป้งเนียนและไม่เหนียวติดมือแล้วเราจะผิดด้วยผ้าขาวบางแล้วพักไว้ประมาณ 10 นาที ระหว่างรอแป้งหันมาซอยต้นหอมและกะหล่ำปลีเป็นฝอย แบ่งกะหล่ำปลีส่วนหนึ่งแช่น้ำเย็นไว้ทานเป็นเครื่องเคียง น้ำกะหล่ำปลีอีกส่วนหนึ่งและต้นหอมนำมาผสมกับหมูสับ ซอยกระเทียมและขิงให้ละเอียดใส่ตามลงไป เพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลทราย, โชยุ, สาเก และน้ำมันงา คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วพักไว้ก่อน

แป้งได้ที่แล้วแบ่งแป้งออกเป็นก้อนกลมขนาดเท่า ๆ กัน จากนั้นหยิบแป้งออกมาหนึ่งก้อน คลุมแป้งที่เหลือด้วยผ้าขาวบางเปียกหมาด นวดแป้งอีกครั้งแล้วใช้ไม้นวดแป้งรีดให้แป้งเป็นก้อนกลมแบน ๆ วางแป้งบนมือแล้วตักไส้ใส่ตรงกลาง พับครึ่งแป้งเอาขอบมาประกบกันแล้วจับจีบ บีบส่วนขอบแป้งให้ติดกันแน่น พักไว้แล้วทำต่อให้ครบทุกชิ้น ตั้งกระทะแบบแบน Non-Stick เปิดไฟกลางค่อนอ่อน จากนั้นใส่น้ำมันงาเล็กน้อยให้พอเคลือบกระทะ วางแป้งลงไปบนกระทะ เว้นระยะห่างไม่ให้แป้งติดกันนะคะ วางทิ้งไว้สักพักจนแป้งเริ่มสุกแล้วเทน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วปิดฝา ปรับไฟขึ้นอีกนิดแล้วปล่อยให้น้ำแห้งหมดและด้านล่างแผ่นเกี๊ยวสุกกรอบ ตักใส่จาน หยิบกะหล่ำปลีที่แช่ไว้พักให้สะเด็ดน้ำนำมาวางเคียงกัน หันมาผสมน้ำจิ้มโดยนำโชยุผสมกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย เพิ่มน้ำมันงาอีกนิด เสิร์ฟพร้อมเกี๊ยวซ่าได้เลยค่ะ

Tip: กะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีน้ำเยอะ ดังนั้นก่อนที่จะนำกะหล่ำปลีมาทำเป็นไส้ควรจะเอาน้ำออกให้ได้มากที่สุดโดยการโรยเกลือลง คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้สักพักหนึ่ง เกลือจะดูดความชื้นทำให้กะหล่ำปลีคายน้ำออกมาได้เยอะ จากนั้นเทกะหล่ำปลีใส่ผ้าขาวบางแล้วบีบน้ำออกมาให้ได้มากที่สุดแล้วค่อยนำไปผสมกับหมูสับค่ะ หรือจะใช้ที่สลัดน้ำออกจากผัก (Salad Spinners) ช่วยให้ผักแห้งเร็ว ไม่ช้ำ ไม่เปื่อย ก็ได้ค่ะ

Tip: การรีดแป้งเกี๊ยวควรจะเริ่มจากขอบแล้วค่อย ๆ ไล่เข้าหากึ่งกลาง รีดให้ขอบบาง ๆ และบริเวณด้านในหนากว่าเล็กน้อย วิธีนี้จะช่วยให้แผ่นแป้งไม่แตกเมื่อใส่ไส้แล้วนำไปประกอบอาหาร

Tip: การใส่น้ำแล้วปิดฝาจะช่วยให้น้ำระเหยกลายเป็นไอน้ำแล้วอบอวลอยู่ในกระทะ ซึ่งไอน้ำเหล่านี้จะช่วยให้บริเวณด้านของเกี๊ยวที่ไม่โดนกระทะโดยตรงสุกนิ่มกำลังดี


4. โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น)

โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น)

เมนูนี้คงจะเป็นเมนูที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ เพราะนอกจากความกรอบอร่อยแล้วยังได้คุณประโยชน์จากผักเน้น ๆ อีกด้วย ซึ่งคำว่า “โอโคโนมิ (お好み)” จะแปลว่าความชอบหรือสิ่งที่ชอบ เมื่อนำมารวมกับคำว่ายากิก็จะแปลว่าการเอาของที่ชอบมาทอดนั่นเองค่ะ สำหรับโอโคโนมิยากิจะเป็นการนำแป้งมาผสมกับผักและเนื้อสัตว์แล้วนำไปทอด จากนั้นนั้นนำซอสต่าง ๆ มาราดลงบนหน้าช่วยเพิ่มรสชาติและความอร่อยค่ะ โดยเฉพาะการโรยปลาโอแห้งลงไปตอนร้อน ๆ ปลาโอจะขยับไปมาดูสวยมาก ๆ เลยค่ะ ขอบอกว่าทานตอนร้อน ๆ นี่เพลินมาก แป้งด้านนอกกรอบเบา ๆ และผักด้านในจะนุ่มสุด ๆ ไปเลยค่ะ

วัตถุดิบสำหรับแป้งโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น)

  • หมูสามชั้นสไลซ์
  • กุ้งลวก
  • หมึกลวก
  • ไข่ไก่
  • หอมใหญ่
  • กะหล่ำปลี
  • แป้งสาลีเอนกประสงค์
  • เกลือ
  • ซุปดาชิผง
  • น้ำร้อน
  • น้ำมันพืช

วัตถุดิบสำหรับโรยหน้าโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น)

  • ปลาโอแห้ง
  • สาหร่ายผง
  • มายองเนส
  • ซอสโอโคโนมิยากิ

วิธีทำโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น)

ขั้นตอนแรกเราจะหั่นกะหล่ำปลีและหอมใหญ่เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วพักไว้ค่ะ จากนั้นนำกุ้งและหมึกลวกมาสับหยาบ หันมาผสมผงซุปดาชิและน้ำร้อนแล้วคนให้ผงซุปละลาย ต่อมาผสมแป้งสาลี, เกลือ และน้ำซุปเข้าด้วยกัน เติมไข่ไก่ตามลงไป คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้วนำผักและเนื้อสัตว์ใส่ลงไปได้เลยค่ะ คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีอีกครั้ง

ตั้งกระทะ เปิดไฟกลาง จากนั้นทาน้ำมันลงไปบาง ๆ ให้พอเคลือบกระทะค่ะ รอจนน้ำมันร้อนได้ที่แล้วเทแป้งลงไปเลยค่ะ พยายามเกลี่ยแป้งให้ทั่วกระทะและมีความหนาเท่า ๆ กันนะคะ ทอดไปเรื่อย ๆ จนแป้งสุกกรอบดีแล้วจึงพลิกด้านแล้วทอดต่อจนแป้งกรอบเช่นกันค่ะ (ตรงนี้แนะนำให้ใช้ตะหลิวแบน ๆ หน่อยนะคะจะได้พลิกง่าย ๆ) เมื่อแป้งกรอบดีแล้วเราจะปิดท้ายด้วยการบีบมายองเนสลงไปด้านบน ตามด้วยซอสโอโคโนมิยากิ โรยสาหร่ายผงอีกนิด ปลาโอแห้งอีกหน่อย รับประทานตอนร้อน ๆ ได้เลยค่ะ

Tip: สามารถเปลี่ยนกุ้งและหมึกเป็นเนื้อสัตว์ได้ตามต้องการเลยค่ะ ส่วนผักสามารถใส่แครอทเพิ่มลงไปได้เพื่อสีสันค่ะ

Tip: สำหรับแป้งเราจะผสมให้เป็นน้ำเหลว ๆ และใส่ในปริมาณที่น้อยกว่าผักค่ะ กะเอาแค่ให้แป้งคลุกผักและเครื่องอื่น ๆ จนทั่วก็พอค่ะ ถ้าแป้งหนาหรือข้นมากเกินไปผักและส่วนผสมที่อยู่ด้านในจะไม่สุกกรอบ


5. แกงกะหรี่ญี่ปุ่น

แกงกะหรี่ญี่ปุ่น
แกงกะหรี่ญี่ปุ่น

มาต่อกันที่เมนูขึ้นชื่อที่หลายคนชื่นชอบ “แกงกะหรี่ญี่ปุ่น (カレー)” เป็นเมนูแกงราดข้าวรสชาติอ่อน ๆ ไม่เผ็ดมากตามสไตล์คนญี่ปุ่นค่ะ ถึงจะชื่อว่าแกงแต่แกงกะหรี่จะมีลักษณะเป็นซอสข้น ๆ มีเนื้อสัตว์และผักที่ตุ๋นจนนุ่มแทบจะละลายในปาก รสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ค่ะ และอีกหนึ่งความสนุกของการทานแกงกะหรี่คือ รสชาติแฝง ที่คนญี่ปุ่นจะใส่ใจเป็นพิเศษ ดังนั้นการทานข้าวแกงกะหรี่แต่ละครั้งจึงไม่ใช่การทานให้อิ่มแล้วก็จบ แต่เราจะต้องค่อย ๆ ทาน ค่อย ๆ ซึมซับรสชาติและค้นหาว่ารสชาติแฝงที่เราสัมผัสได้นั้นมาจากอะไร ถือว่าเป็นเสน่ห์ของอาหาญี่ปุ่นแทบจะทุกชนิดเลยค่ะ

วัตถุดิบแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

  • เนื้อหมู
  • แครอท
  • มันฝรั่ง
  • หอมใหญ่
  • กระเทียม
  • ขิง
  • เกลือ
  • พริกไทยดำ
  • ใบกระวาน
  • แกงกะหรี่ก้อน
  • ช็อกโกแลต
  • น้ำผึ้ง
  • น้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช

วิธีทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่น

ขั้นตอนแรกล้างวัตถุดิบทั้งหมดให้สะอาดก่อนค่ะ จากนั้นหั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นพอดีคำ ปอกเปลือกและซอยหอมใหญ่บาง ๆ หรือจะหั่นเต๋าก็ได้ค่ะ ตามด้วยปอกเปลือกและหั่นแครอทและมันฝรั่งเป็นชิ้นพอดีคำ ส่วนขิงและกระเทียมสับให้ละเอียด ใช้แค่หนึ่งหรือสองกลีบก็พอค่ะ ไม่เยอะมาก ตั้งหม้อเบาเตา เปิดไฟกลางแล้วใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย รอจนน้ำมันร้อนแล้วนำขิง, กระเทียม และหอมใหญ่ลงผัดจนหอมและสุกดี จากนั้นนำเนื้อและผักที่เหลือลงต่อเลยค่ะ เพิ่มรสชาติด้วยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย ผัดจนหมูและผักสุกนิ่มเลยค่ะ

ส่วนผสมในหมูสุกดีแล้วเติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วมค่ะ ใส่ใบกระวานลงไปสักหนึ่งใบ ต้มต่อจนหมูเปื่อยนุ่มเลยค่ะ คอยช้อนฟองออกด้วยนะคะ จากนั้นปิดเตา รอจนน้ำหายเดือดแล้วใส่ก้อนแกงกะหรี่ลงไปเลยค่ะ คนให้ก้อนแกงกะหรี่ละลายเข้ากับน้ำซุปดี เติมน้ำผึ้งและช็อกโกแลตลงไปเล็กน้อย ชิมรสชาติตามชอบ จากนั้นเปิดเตาอีกครั้ง ใช้ไฟกลางค่อนอ่อนแล้วเคี่ยวต่อจนน้ำแกงงวดและเหนียวตามต้องการเลยค่ะ (หรือถ้าใครต้องการความสะดวกใช้เป็นหม้อตุ๋นไฟฟ้าไปเลยก็ได้เช่นกันค่ะ) จากนั้นปิดเตาแล้วตักราดข้าวพร้อมรับประทาน

Tip: การหั่นผักแบบญี่ปุ่นจะมีเทคนิคพิเศษคือหั่นเฉียงและหมุนตัวผักไปเรื่อย ๆ วิธีนี้จะช่วยให้ผักคายความหวานและเปื่อยเร็วขึ้น ส่วนน้ำซุปจะถูกดูดซึมเข้าไปในผักได้ง่ายทำให้ผักอร่อยกว่าปกติ ส่วนเนื้อสัตว์สามารถเปลี่ยนได้ตามความชอบ จะเป็นเนื้อไก่, เนื้อ หรือไม่ใส่เนื้อสัตว์เลยก็ได้ค่ะ

Tip: การนำผักและเนื้อสัตว์มาผัดก่อนต้มจะช่วยให้น้ำแกงมีกลิ่นหอมรวมถึงผักจะสุกเปื่อยเร็วขึ้นด้วยค่ะ

Tip: แกงกะหรี่ก้อนญี่ปุ่นมีรสชาติหลากหลาย มีทั้งรสเผ็ดน้อย เผ็ดกลาง เผ็ดมาก หรือรสชาติมัน ๆ แบบครีม แต่แกงกะหรี่รสเผ็ดจะรสชาติไม่เผ็ดเท่าแกงของไทย คนไทยทานได้สบาย ๆ เลย หรือเราจะนำแกงสองรสชาติมาผสมกันก็ได้ค่ะ แต่แกงหนึ่งก้อนจะค่อนข้างเข้มข้นและมีความเค็ม สำหรับมือใหม่ควรจะเริ่มทำทีละน้อย ๆ ก่อน และจะต้องปิดเตาก่อนที่จะใส่แกงกะหรี่ก้อนเพราะถ้ามีความร้อนสูงแกงจะแข็งและละลายยาก ส่วนการหั่นก้อนแกงเป็นชิ้นเล็ก ๆ จะช่วยให้ละลายได้ง่ายขึ้นค่ะ

Tip: แกงกะหรี่ค่อนข้างจะมีกลิ่นแรงเล็กน้อย ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงค่อนข้างที่จะใส่ใจกับรสชาติแฝงและมักจะใส่ส่วนผสมที่ให้กลิ่นหอมลงไปด้วย อย่างในสูตรนี้เราจะใช้กระเทียม, น้ำผึ้ง และช็อกโกแลตเป็นกลิ่นแฝง กระเทียมจะดับคาวเนื้อ น้ำผึ้งช่วยให้น้ำแกงมันวาวและมีกลิ่นหอม ส่วนช็อกโกแลตจะช่วยให้รสชาติเข้มข้นและมีสีเข้มขึ้น หรือจะเปลี่ยนเป็นกาแฟบดก็จะได้รสชาติขม ๆ และมีความกลมกล่อมแบบผู้ใหญ่ค่ะ ถ้าทำให้เด็กทานจะใส่นมจืดลงไปเพิ่มความมันและกลิ่นหอมด้วยก็ได้

Tip: แกงกะหรี่ขึ้นชื่อว่ายิ่งอุ่นยิ่งอร่อย ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงชอบแกงหม้อใหญ่ ๆ และไม่ค่อยจะทานแกงกะหรี่ตอนเสร็จใหม่ ๆ กันค่ะ มักจะเก็บใส่ตู้เย็นไว้ค้างคืนแล้วค่อยนำมาอุ่นทานตอนเช้า รสชาติจะเข้มข้นขึ้น ยิ่งอุ่นนานก็ยิ่งเข้มข้นค่ะ

Tip: คนญี่ปุ่นนิยมนำแกงกะหรี่มาทานคู่กับผักสลัดและซุปไข่ หรือจะนำทงคัตสึมาทานคู่กันก็อร่อยค่ะ จะเรียกว่า “คัตสึคาเร (カツカレー)” ได้ทั้งความอร่อยและความกรอบของหมูเลย


6. ทาโกยากิ (ขนมครกญี่ปุ่น)

ทาโกะยากิ

อาหารว่างญี่ปุ่นอย่างทาโกยากิเป็นเมนูที่เด็ก ๆ ชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะทั้งความกรอบนอกนุ่มในของแป้งและมีไส้ให้เลือกหลากหลาย แต่ไส้เหล่านี้สามารถพบเจอได้เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นค่ะ ถ้าไปญี่ปุ่นหรือต่างประเทศคุณจะได้ทานเฉพาะทาโกยากิไส้หมึกเท่านั้น นั่นก็เพราะคำว่า “ทาโก (たこ)” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าปลาหมึกยักษ์ค่ะ ส่วนยากิก็คือการทอด เมื่อนำมารวมกันก็จะแปลว่าปลาหมึกทอดนั่นเอง ในเมื่อชื่อตรงตัวขนาดนี้ไส้ก็คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ซึ่งทาโกยากิจะเป็นขนมทอดกรอบ ๆ ทรงกลม ด้านในมีปลาหมึกและแป้งนุ่ม ๆ ทานคู่กับซอสทาโกยากิรสเค็ม ๆ หอม ๆ โปะสาหร่ายและปลาโอแห้งบู้ม ๆ ฟินสุด ๆ

วัตถุดิบสำหรับตัวแป้งทาโกยากิ

  • หมึกยักษ์ต้มสุก
  • ไข่ไก่
  • ต้นหอม
  • แป้งสาลีเอนกประสงค์
  • น้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช

วัตถุดิบสำหรับโรยหน้าทาโกยากิ

  • ซอสทาโกยากิ
  • มายองเนส
  • ปลาโอแห้ง
  • สาหร่ายผง

วิธีทำทาโกยากิ (ขนมครกญี่ปุ่น)

ขั้นตอนแรกเราจะหั่นหมึกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีคำก่อนค่ะ จากนั้นซอยต้นหอม เลือกเอาเฉพาะดคนก้านที่เป็นสีขาวนะคะ กลิ่นจะไม่แรง เสร็จแล้วหันมาผสมแป้งโดยการเทน้ำใส่ภาชนะ ตามด้วยไข่แล้วตีให้ไข่เข้ากับน้ำดีเลยค่ะ เสร็จแล้วใส่แป้งสาลีตามลงไป ค่อย ๆ ใส่แป้งทีละนิดสลับกับคนไปเรื่อย ๆ จนแน่ใจว่าแป้งได้ที่แล้ว แป้งทาโกยากิจะไม่เหนียวนะคะ จะค่อนข้างเหลว ๆ หน่อย

เครื่องทำทาโกะยากิ เตาทาโกะไฟฟ้า

อุ่นเตาทาโกยากิให้ร้อน จากนั้นทาน้ำมันบาง ๆ แล้วหยอดแป้งลงไปประมาณค่อนหลุมเท่า ๆ กัน จากนั้นหยอดหมึกและต้นหอมที่หั่นไว่ตามลงไป รอจนกระทั่งขอบด้านนอกสุกกรอบและกลายเป็นสีทองค่อย ๆ ใช้ตะเกียบหรือไม้เสียบลูกชิ้นเอียงให้แป้งดิบด้านในไหลออกมาค่ะ พักแป้งทิ้งไว้สักครู่

ขอบเริ่มสุกเหลืองแล้วหยอดแป้งดิบเพิ่มลงไปอีก ทิ้งไว้สักพักจนแป้งเริ่มสุกเหลืองอีกครั้งใช้ไม้ตัดแบ่งแป้งแล้วพับเก็บไว้ด้านมนหลุมแล้วหมุนเอาส่วนที่ยังไม่สุกดีไว้ข้างล่าง หมุนไปเรื่อย ๆ จนแป้งสุกกรอบทั่วทั้งลูก ตักใส่จานแล้วโรยหน้าด้วยมายองเนส, ซอสทาโกยากิ, สาหร่าย และปิดท้ายด้วยปลาโอแห้ง ทานตอนร้อน ๆ

Tip: ทาโกยากิแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ จะใส่ขิงดองลงไปผสมเป็นไส้ด้วยนะคะ สำหรับขิงดองในทาโกยากิจะไม่มีกลิ่นมากนักแต่เวลาทานแล้วจะรู้สึกหอม ๆ และช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้นด้วยค่ะ

Tip: การใส่แป้งกรอบลงไปเป็นไส้จะช่วยให้ทาโกยากิมีสัมผัสที่กรอบและอร่อยมากขึ้น ทำได้โดยการตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อนได้ที่แล้วนำแป้งทาโกยากิที่ผสมแล้วโรยลงไปให้แป้งไหลเป็นเม็ด ทอดจนเหลืองกรอบดีแล้วตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมันแล้วจึงนำไปใส่เป็นไส้

Tip: หมุนแป้งในกระทะไปมาบ่อย ๆ จะช่วยให้ขนมมีก้อนกลมสวยน่ารับประทาน รวมถึงสีด้านนอกจะสวยขึ้นด้วยค่ะ

Tip: หมึกที่ใช้ในการทำทาโกยากิส่วนใหญ่จะเป็นหมึกยักษ์ และจะเน้นใช้เฉพาะหนวดหมึก เพราะบริเวณนี้มีความหนึบ มีเนื้อ และเมื่อกัดเข้าไปจะให้เท็กซ์เจอร์ของหมึกมากกว่าส่วนอื่น ๆ ค่ะ


7. ไก่เทริยากิ

ไก่เทอริยากิ

อีกหนึ่งเมนูญี่ปุ่นที่มีขายแพร่หลายในประเทศไทย อย่างที่หลายคนคุ้นเคยกันดีว่าลักษณะของข้าวเทอริยากิจะเป็นการนำเนื้อสัตว์ไปย่างจนสุกหอมและเคลือบด้วยซอสสีน้ำตาลมันวาว ดูน่ารับประทาน นำมาวางลงบนข้าวสวยร้อน ๆ และซอสมันวาวนี่แหละคือที่มาของชื่อเมนูนี้ค่ะ เพราะมีการนำคำว่า “เทริ (照り)” แปลว่าเงา, เป็นมันวาว มารวมกับคำว่ายากิที่แปลว่าทอดหรือย่าง ความหมายก็คือของย่างที่เป็นมันวาวนั่นเอง ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาทำเทริยากิก็สามารถใช้ได้หลากหลายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อปลา เต้าหู้ หรือเนื้อไก่ และเมื่อนำเทริยากิมาวางลงบนถ้วยข้าวแล้วจัดเสิร์ฟเป็นเซต ข้าวถ้วยนั้นจะถูกเรียกว่า “เทริยากิดงบุริ (てりやき丼)” หรือข้าวหน้าเทริยากินั่นเอง

วัตถุดิบไก่เทริยากิ

  • สะโพกไก่
  • หอมใหญ่
  • ขิงอ่อน
  • ต้นหอม
  • เกลือ
  • พริกไทย
  • ซอสเทริยากิ
  • น้ำมันพืช

เครื่องเคียงสำหรับไก่เทริยากิ

  • ข้าวญี่ปุ่นหุงสุก
  • งาขาวคั่ว
  • แครอท
  • บร๊อกโคลี
  • ข้าวโพดอ่อน
  • เกลือ
  • น้ำเปล่า

วิธีทำไก่เทริยากิ

ก่อนอื่นล้างทำความสะอาดและเลาะเอากระดูกไก่ออกก่อนค่ะ จากนั้นหมักเกลือและพริกไทยทิ้งไว้ก่อน หันมาล้างทำความสะอาดผักให้สะอาดหมดจด จากนั้นหั่นผักเป็นชิ้นพอดีคำ หันไปหยิบหม้อตั้งบนเตา ใส่น้ำและเกลือเล็กน้อยแล้วเปิดไฟกลาง รอจนน้ำเดือดแล้วนำผักลงลวก จากนั้นตักขึ้นน็อกน้ำเย็นแล้วพักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นผสมซอสเทริยากิและน้ำเปล่าพอประมาณพักไว้ หันมาหั่นหอมใหญ่และขิงรอไว้เลยค่ะ

ตั้งกระทะบนเตาแล้วเปิดไฟกลาง ทาน้ำมันลงไปบาง ๆ แล้วรอกระทะร้อน นำไก่ลงทอดได้เลยค่ะ นำด้านหนังลงก่อนนะคะ ทอดไปเรื่อยรอจนหนังไก่สุกกรอบดีแล้วค่อยกลับเอาด้านเนื้อลงทอดต่อ จากนั้นหยิบต้นหอมและขิงใส่ตามลงไปค่ะ ทอดจนขิงสุกหอมดีแล้วซับเอาน้ำมันออก เทน้ำซอสเทริยากิลงไปประมาณครึ่งหนึ่งของไก่ อย่าให้ท่วมไก่นะคะ หยิบเอาขิงและต้นหอมออก เคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าซอสจะงวดและเหนียวขึ้น ซอสงวดดีแล้วพลิกเอาด้านหนังลงคลุกให้ทั่ว จากนั้นตักขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นตามชอบ ตักข้าวใส่ถ้วยแล้ววางเนื้อไก่ด้านบน ตักน้ำซอสราดลงไปให้ฉ่ำ เรียงผักต้มลงไปข้าง ๆ โรยงาคั่วอีกนิด จัดเสิร์ฟได้เลยค่ะ

Tip: สามารถเปลี่ยนไก่เป็นเนื้อสัตว์ชนิดอื่นได้ตามชอบเลยค่ะ รวมถึงผักสามารถเปลี่ยนเป็นถั่วลันเตาหรือผักที่ชอบได้เลย แนะนำให้เป็นผักที่มีรสหวานหน่อยนะคะ

Tip: ถ้าอยากทานไก่หนังกรอบไม่ต้องราดซอสให้โดนส่วนหนังและไม่ต้องกลับด้านหนังลงค่ะ ตักขึ้นมาหั่นได้เลย ไก่หนังกรอบก็อร่อยไปอีกแบบค่ะ เคี้ยวแล้วจะได้สัมผัสกรุบ ๆ

Tip: ถ้าอยากให้ซอสมีความข้นเหนียวสามารถใส่แป้งข้าวโพดเพิ่มได้ค่ะ วิธีการคือให้เพื่อน ๆ ตักไก่ขึ้นจากกระทะก่อน จากนั้นเทน้ำซอสที่ปรุงไว้ลงไป ละลายแป้งข้าวโพดและน้ำให้เข้ากันแล้วเทลงในกระทะ คอยคนซอสเร็ว ๆ กันไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก่อน เสร็จแล้วนำไก่ลงทอดต่อได้เลยค่ะ


8. ดังโงะ

ดังโงะ
ดังโงะ

“ดังโงะ (団子)” เป็นขนมขึ้นชื่อที่เคียงคู่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมานานนับร้อยปีค่ะ หลายคนชื่นชอบเมนูนี้เพราะมีหน้าตาและสีสันที่น่ารัก ซึ่งคนญี่ปุ่นเองก็นิยมรับประทานดังโงะในช่วงฤดูใบไม้ผลิไปพร้อม ๆ กับการชมดอกซากุระบานสะพรั่ง นอกจากนี้ดังโงะยังนิยมทานพร้อมกับเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชาเขียวร้อนเพราะเชื่อกันว่าชาเขียวจะช่วยให้รสชาติของดังโงะอร่อยมากขึ้นและทานได้คล่องคอ ดังโงะมีลักษณะเป็นก้อนแป้งเหนียว ๆ นุ่ม ๆ ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับเต้าหู้ จากนั้นต้มให้สุกแล้วนำมาทานพร้อมกับซอสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานคู่กับถั่วแดงกวน, นำมาคลุกเคล้ากับผงถั่วเหลืองคินาโก, หรือนำมาทานกับซอสโชยุหวาน ๆ เค็ม ๆ ที่เรียกว่า “มิตาราชิดังโงะ (みたらし団子)” อย่างที่เรานำสูตรมาแบ่งปันในวันนี้ค่ะ

วัตถุดิบสำหรับแป้งดังโงะ

  • แป้งข้าวเจ้า
  • เต้าหู้ถั่วเหลืองญี่ปุ่น

วัตถุดิบสำหรับซอสมิตาราชิ

วิธีทำดังโงะ

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย ผสมกับเต้าหู้ 1 ก้อน เติมน้ำลงไปอีกนิดหน่อยแล้วใช้มือนวดแป้งกับเต้าหู้ให้เข้ากันเลยค่ะ นวดจนเนื้อแป้งคล้ายดินน้ำมันเลยค่ะ จากนั้นแบ่งเนื้อแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดพอดีค่ำ พักไว้ในภาชนะที่รองกระดาษไว้ เว้นระยะห่างหน่อยนะคะจะได้ไม่ติดกัน จากนั้นตั้งหม้อ เปิดไฟกลางแล้วใส่น้ำ รอจนน้ำเดือดนำแป้งลงต้มเลยค่ะ เมื่อแป้งสุกแล้วจะลอยตัวขึ้นมาด้านบน ต้มต่อประมาณ 3 นาทีหรือจนกว่าจะแน่ใจว่าแป้งสุกจนทั่วแล้วตักขึ้นมาน็อกน้ำเย็นพักไว้ก่อนค่ะ

ต่อมาเราจะทำซอสโดยการตั้งกระทะบนเตา ใส่น้ำเปล่าพอประมาณแล้วใส่น้ำตาลลงไปตามความหวานที่ชอบค่ะ เติมโชยุลงไปครึ่งหนึ่งของน้ำตาล ตามด้วยมิรินครึ่งหนึ่งของโชยุ เปิดไฟอ่อน ๆ แล้วเคี่ยวจนน้ำตาลละลายและซอสเดือดดีแล้ว จากนั้นปรับเป็นไฟอ่อน ละลายแป้งมันกับน้ำแล้วเทลงในกระทะ ขณะที่เทก็คอยคนซอสตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน เคี่ยวต่อจนได้ความเหนียวตามชอบเลยค่ะ ปิดเตาพักไว้ หันมาหยิบแป้งดังโงะเสียบไม้ จากนั้นราดซอสที่หายร้อนแล้วลงบนจาน วางดังโงะแล้วราดซอสทับลงไปอีกหน่อย รับประทานได้เลยค่ะ

Tip: ถ้าไม่มีมิรินและเต้าหู้สามารถตัดออกได้ค่ะ แต่รสสัมผัสของดังโงะจะไม่นุ่มเท่าที่ควร

Tip: สามารถนำดังโงะที่เสียบไม้แล้วมาย่างทานกับซอสได้ค่ะ ดังโงะจะหอมและมีลักษณะคล้ายโมจิย่างเพราะมีส่วนผสมคล้าย ๆ กัน

Tip: ดังโงะธรรมดาจะมีสีขาวอมเหลืองอ่อน ๆ แต่เราสามารถเพิ่มสีสันของดังโงะได้ตามความชอบ แนะนำให้ใช้สีจากธรรมชาติจะมีกลิ่นหอมและปลอดภัยกว่าสีสังเคราะห์ค่ะ


9. ไดฟุกุ

ไดฟุกุ
ไดฟุกุ

มาถึงขนมญี่ปุ่นยอดฮิตกันแล้ว ไดฟุกุ เป็นขนมที่ดัดแปลงมาจากโมจิค่ะ นั่นก็คือการนำแป้งโมจิเปล่า ๆ รสชาติจืดชืดมาสอดไส้ต่าง ๆ จนกลายเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นไส้ถั่วแดง, ไส้ช็อกโกแลต, ไส้สตรอว์เบอร์รี, ไส้องุ่น หรือจะเป็นไอศกรีมก็มีค่ะ ส่วนชื่อนั้นขอบอกว่าความหมายดีมาก ๆ เลย คำว่า “ได (大)” แปลว่าใหญ่ ส่วน “ฟุกุ (福)” แปลว่าโชคดี เมื่อนำมารวมกันแล้วจะแปลว่าความโชคดีที่ใหญ่ หรือโชคดีมาก ๆ นั่นเอง วันนี้เราจะมาทำไดฟุกุไส้สตรอว์เบอร์รีถั่วแดงกัน รสชาติของไดฟุกุจะมีความเหนียวนุ่มของแป้ง กัดลงไปจะได้ความหวานของถั่วแดงกวนและมีความกรอบ ความฉ่ำ และรสเปรี้ยวอมหวานของตรอว์เบอร์รีโผล่ขึ้นมาทักทาย ยิ่งได้แช่เย็นก่อนทานจะยิ่งฟินและสดชื่นสุด ๆ เลยค่ะ

วัตถุดิบสำหรับแป้งโมจิ

  • แป้งข้าวเหนียว
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำเปล่า

วัตถุดิบสำหรับไส้ถั่วแดงสตรอว์เบอร์รี

  • ถั่วแดง
  • น้ำตาลทราย
  • สตรอว์เบอร์รีสด
  • น้ำเปล่า

วิธีทำไดฟุกุ

เราจะมาทำไส้ถั่วแดงกันก่อนค่ะ เริ่มจากการล้างทำความสะอาดถั่วแดงก่อนค่ะ จากนั้นแช่ถั่วแดงทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้ถั่วแดงอิ่มน้ำ ช่วยให้นิ่มและสุกง่ายขึ้น จากนั้นนำถั่วแดงที่แช่แล้วมาเทน้ำออก ตั้งหม้อใส่น้ำ เปิดไฟกลาง รอจนน้ำเดือดดีแล้วนำถั่วแดงลงต้มจนสุกเปื่อยเลยค่ะ ถั่วแดงสุกเปื่อยดีแล้วใส่น้ำตาลลงไปเลยค่ะ ตรงนี้ต้องดูปริมาณน้ำด้วยนะคะ ถ้าน้ำน้อยเกินไปเติมให้พอท่วม ส่วนถ้าน้ำเยอะก็เทออกให้เหลือพอท่วมเช่นกันค่ะ ใส่น้ำตาลมากน้อยตามความหวานที่ชอบเลยค่ะ จากนั้นเคี่ยวจนน้ำตาลละลายและถั่วแดงเปื่อยเละได้ที่ ถั่วแดงเปื่อยได้ที่แล้วยกลงจากเตาแล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นอาหารจนได้เนื้อเนียนละเอียดเลยค่ะ เทถั่วแดงใส่กระทะอีกหนึ่งครั้งแล้วผัดจนถั่วแห้งเหนียวตามความชอบ เทใส่ภาชนะก้นแบนแล้วเกลี่ยให้เท่ากัน พักไว้ให้หายร้อนเลยค่ะ

ต่อมาก็จะเป็นในส่วนของแป้งไดฟุกุ เราจะเริ่มจากการผสมน้ำเปล่า, แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลทรายในกระทะ จากนั้นคนผสมจนน้ำตาลทรายละลายดีแล้วเปิดเตา ใช้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ส่วนผสมในกระทะจะเริ่มข้นเหนียวขึ้น เคี่ยวจนแน่ใจว่าแป้งสุกได้ที่ หันมาเทผงแป้งข้าวโพดลงบนโต๊ะหรือพื้นที่ที่มีความสะอาด จากนั้นเทแป้งกวนลงบนโต๊ะที่โรยแป้งไว้ โรยแป้งข้าวโพดทับลงไปอีกหนึ่งชั้นกันแป้งติดมือ จากนั้นค่อย ๆ เกลี่ยหรือนวดจนแป้งคายความร้อนค่ะ พักทิ้งไว้จนแป้งหายร้อน

แป้งอยู่ในอุณหภูมิปกติแล้วคลุกแป้งข้าวโพดลงบนมือให้ทั่ว จากนั้นนวดและแบ่งแป้งออกเป็นก้อนกลมเท่า ๆ กัน จากนั้นหยิบถั่วแดงกวนออกมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเล็กกว่าแป้งเล็กน้อย พักไว้ เมื่อทำครบหมดแล้วหยิบแป้งขึ้นมาค่ะ เกลี่ยแป้งให้เป็นแผ่นแบนกำลังดี เคาะเอาแป้งส่วนเกินออกแล้ววางก้อนถั่วแดงลงไป เกลี่ยก้อนถั่วแดงให้เป็นแผ่นแล้ววางสตรอว์เบอร์รีที่ล้างทำความสะอาดและตัดขั้วแล้วลงไปตรงกลาง ค่อย ๆ ห่อแป้งและถั่วแดงให้คลุมสตรอว์เบอร์รีจนมิดเแล้วปั้นให้เป็นก้อนกลม จากนั้นจับจีบขอบให้ติดกัน วางบนภาชนะที่โรยแป้งข้าวโพดไว้ แช่เย็นก่อนทาน

Tip: สามารถเปลี่ยนไส้เป็นผลไม้หรือของหวานได้ตามชอบ สำหรับแป้งจะผสมผงถั่วเขียวหรือผงโกโก้ลงไปด้วยก็ได้ค่ะ เพิ่มความอร่อยและสีสันน่ารับประทาน

Tip: นอกจากไดฟุกุผลไม้แล้วยังมีไดฟุกุไอศกรีมด้วยนะคะ เพียงแค่เปลี่ยนจากไส้ผลไม้เป็นไอศกรีมรสที่ชอบเท่านั้นเอง

Tip: เนื่องจากไดฟุกุค่อนข้างเหนียว ดังนั้นควรโรยแป้งข้าวโพดบนโต๊ะ, มือ หรือภาชนะก่อนจับไดฟุกุทุกครั้ง และไม่ควรวางไดฟุกุติดกันเพราะจะเหนียวและดึงออกยากค่ะ


10. โดรายากิ

โดรายากิ
โดรายากิ

ขออนุญาตปิดท้ายเมนูอาหารญี่ปุ่นกันด้วยโดรายากิเนื้อเนียนนุ่ม ขนมสุดโปรดของโดราเอมอนค่ะ การ์ตูนญี่ปุ่นในวัยเด็กที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน ชื่อขนมโดรายากิมาจากคำว่า “โดรา (どら)” ที่แปลว่าฆ้อง หรือระฆัง และคำว่า “ยากิ (焼き)” ที่แปลว่าทอด เมื่อนำมารวมกันก็จะกลายเป็นขนมฆ้องทอด เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะรูปทรงของขนมมีลักษณะกลม ๆ คล้ายฆ้องมากกว่าค่ะ เพราะเดิมทีแผ่นแป้งโดรายากิก็คือแป้งแพนเค้กธรรมดา ๆ นี่เอง ซึ่งแพนเค้กก็จะต้องราดพวกไซรัปหวาน ๆ ใช่ไหมคะ แต่การทานแบบนี้มันค่อนข้างยุ่งยากและคนญี่ปุ่นชอบทานอาหารที่พกพาสะดวก เลยมีการนำเจ้าแป้งทอดเนี่ยมาสอดไส้หวาน ๆ แล้วนำแป้งอีกหนึ่งแผ่นมาประกบเข้าด้วยกัน ถั่วแดงกวนรสชาติหอมหวานก็เป็นผู้ถูกเลือกสำหรับเมนูนี้เพราะคนญี่ปุ่นชอบทานถั่วแดงกันมาก ๆ เลย ดังนั้นโดรายากิไส้ถั่วแดงกวนจึงถือเป็นรสชาติออริจินอลก่อนที่จะมีการสอดไส้รสชาติอื่นเพิ่มเติมค่ะ ดังนั้นวันนี้เรามาทำโดรายากิรสชาติออริจินอลทานกันดีกว่า

วัตถุดิบสำหรับแป้งโกรายากิ

  • ไข่ไก่
  • น้ำตาล
  • แป้งเค้ก
  • ผงฟู
  • น้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช

วัตถุดิบสำหรับไส้ถั่วแดงกวน

  • ถั่วแดง
  • น้ำตาล
  • น้ำเปล่า

วิธีทำโดรายากิ

ก่อนจะทำแป้งเราต้องมีไส้ถั่วแดงกันก่อน เริ่มจากการล้างถั่วแดงให้สะอาด จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืนจนถั่วฟูและนิ่มขึ้น จากนั้นเทน้ำออกและนำถั่วแดงใส่หม้อ เติมน้ำแล้วต้มให้นิ่ม ตักฟองที่ลอยขึ้นด้านบนออกให้หมดเลยค่ะ เทน้ำออกแล้วเติมน้ำให้ท่วมถั่วแดงอีกครั้ง ต้มต่อจนน้ำงวดและถั่วเปื่อยนิ่ม กรองเอาน้ำออกแล้วบดถั่วให้ได้เนื้อเนียนละเอียด เติมน้ำตาลลงไปตามระดับความหวานที่ชอบ เมื่อน้ำตาลละลายดีแล้วเนื้อถั่วแดงจะเหลว เราจะนำถั่วแดงตั้งบนเตาแล้วเคี่ยวต่อจนน้ำงวด ถั่วแดงเหนียวข้นมากขึ้น ปิดเตาแล้วพักถั่วแดงให้หายร้อน

ต่อมาจะเป็นส่วนของแป้ง ตอกไข่ใส่ภาชนะ ตามด้วยน้ำเปล่าและน้ำตาล คนให้ไข่แตกและน้ำตาลละลายจนหมด ส่วนผสมในภาชนะเข้ากันดีแล้วร่อนแป้งและผงฟูผ่านกรอง จากนั้นคนส่วนผสมทั้งหมดให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกันเลยค่ะ ได้แป้งมาแล้วปิดภาชนะด้วยฟิล์มห่ออาหารแล้วพักแป้งไว้ประมาณ 5 นาทีค่ะ ครบเวลาแล้วแป้งจะแห้งขึ้นอีกนิด เราก็หยอดน้ำลงไปอีกหน่อย คนผสมกันจนแป้งเหลวได้ที่

ตั้งกระทะบนเตา เปิดไฟกลางค่อนอ่อน ทาน้ำมันเคลือบหน้ากระทะบาง ๆ หลังจากกระทะร้อนแล้วใช้กระบวยหรือทัพพีตักเนื้อแป้งขึ้นมาแล้วหยอดลงไปบนกระทะ แป้งจะแผ่ออกเป็นวงกลมด้วยตัว รอประมาณ 2 นาที หรือจนกว่าแป้งด้านบนจะมีลักษณะเป็นรูและแห้ง กลับด้านแล้วทอดต่ออีกประมาณ 1 นาที ตักออกมาพักแป้งบนตะแกรงให้คายความร้อนค่ะ หลังจากแป้งหายร้อนแล้วตักไส้ถั่วแดงพอประมาณวางลงบนแผ่นแป้ง นำแป้งอีกหนึ่งแผ่นมาประกบ ใช้มือกดขอบแป้งให้ติดกัน ตรงกลางจะป่องและนูนสวยงาม รับประทานได้เลยค่ะ

Tip: สามารถเปลี่ยนไส้ถั่วแดงเป็นช็อกโกแลตหรือครีมได้ตามชอบ

Tip: ควรจะใช้กระทะเทฟล่อนในการทอดแป้งโดรายากิ เพราะกระทะประเภทนี้จะมีการเคลือบกันติด ช่วยให้หน้าขนมเนียนสวยและตักออกจากกระทะง่ายขึ้นด้วย

Tip: ตอนประกบแผ่นโดรายากิ วางไส้ลงบนแป้งด้านที่เป็นรูพรุน จากนั้นเอาด้านเดียวกันมาประกบ โดรายากิจะดูสวยและน่ารับประทาน

Tip: หากทานไม่หมดสามารถห่อโดรายากิด้วยฟิล์มห่ออาหารให้แน่นจะเก็บในตู้เย็นได้ 2 – 3 วันค่ะ






และนี่ก็คือ 10 สูตรเมนูอาหารญี่ปุ่นที่เรานำมาฝากเพื่อน ๆ ค่ะ แต่ละเมนูนี่เต็มไปด้วยสูตรเด็ดแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ พร้อมกับเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้เพื่อน ๆ ได้สัมผัสถึงความเป็นญี่ปุ่นได้มากที่สุดค่ะ นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีอีกหนึ่งข้อปฏิบัติในการทานอาหารนะคะ เนื่องจากญี่ปุ่นเนี่ยเคยผ่านช่วงวิกฤตขาดแคลนอาหารอย่างหนักมาแล้วหนึ่งครั้ง และนั่นทำให้คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการทานอาหาร ก่อนทานคนญี่ปุ่นจะพนมมือแล้วพูดว่า “いただきます (อิทาดะกิมัส)” แปลประมาณว่าขอบคุณที่สละชีวิตเพื่อต่อชีวิตของเราค่ะ จากนั้นคนญี่ปุ่นจะทานและดื่มด่ำกับรสชาติ และจะต้องทานอาหารให้หมดเกลี้ยงด้วยนะคะ คนญี่ปุ่นจะไม่ทานเหลือหรือทานทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ค่ะ ทานเสร็จแล้วก็จะพนมมือแล้วพูดคำว่า “ごちそうさまです (โกชิโซซะมะเดส)” แปลว่าขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ค่ะ เอาล่ะค่ะ ได้ทั้งความรู้และสูตรเด็ดเคล็ดลับแล้วเรามาเข้าครัวทำอาหารญี่ปุ่นทานกันเถอะ!

Ningning

Ningning

Hi guys, I'm Ningning. Graduated from NSTRU in Business English Program. I'd like to sing a song even though my voice is ... Nice to meet you :)

Next Post