อยากให้ลูกฉลาด เก่ง สร้างได้ด้วยทักษะ EF

EF – ช่วยเพิ่มพื้นฐานทางความคิดลูก

ในปัจจุบันนี้เป็นยุคที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ อย่างก็คาดการณ์ได้ยาก เราจึงต้องช่วยลูกในการปรับตัวเขาให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านจิตใต ร่างกาย และความคิดของลูก

ในปัจจุบันหลายคนมักจะคิดว่าความฉลาดของเด็กวัดได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นหลัก แต่เด็กที่สอบได้คะแนนสูงหลายคนนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่รอด มีความสุขกับชีวิตในสังคมเสมอไป และบางครั้งก็ไม่สามารถเอาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาได้ แล้วจะทำอย่างไรให้ลูกเกิดทักษะในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซับซ้อนนี้ได้ เราต้องมาช่วยกันเสริมสร้างทักษะ EF ให้กับลูก แล้วเจ้าทักษะ EF คืออะไรเรามาดูกันค่ะ

Executive Functions หรือ EF คืออะไร (1,2,3)

EF (Executive Functions) คือ กระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้า เป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้ในการวางแผนและจัดระเบียบการตอบสนองในเรื่องต่างๆ พฤติกรรมและอารมณ์ของเรา เป็นทักษะการคิดขั้นสูงที่เราใช้ในการเชื่อมข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นหรือประสบการณ์ต่างๆในอดีตเข้ากับปัจจุบัน ทำให้เกิดการนึกคิด ยับยั้งชั่งใจ ทั้งในเรื่องทางความคิดและการกระทำ ทำให้เราสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราได้ โดยแก้ปัญหาต่างๆ ได้เกิดขึ้นให้บรรลุตามเป้าหมายได้ โดยปกติมนุษย์เรามีทักษะ EF ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่จะใช้ให้เกิดอย่างมีประสิทธิภาพนั้นได้คุณต้องหมั่นฝึกฝนอย่างมีศักยภาพ และอย่างต่อเนื่อง

จากการวิจัยพบว่า สมองจะพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงอายุ 3-6 ขวบ หากเกินช่วงนี้ไปแล้วจะยังคงพัฒนาต่อไปแต่จะไม่ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย เมื่อสมองส่วนหน้าเติบโตเต็มที่แล้วอัตราของ EF ก็จะลดน้อยลงเล็กน้อย และจะคงที่ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงวัยสูงอายุ

EF สำคัญต่อการพัฒนาของลูกอย่างไรได้บ้าง (1,2,3)

เมื่อทักษะ EF ถูกสร้างมาอย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้นจะทำให้ ลูกจะเป็นเด็กคิดเป็น ทำเป็น รู้จักแก้ปัญหา ปรับตัวเข้ากับผู้อื่น และหาความสุขใส่ตัวได้อย่างง่ายดาย โดยทักษะ EF (Executive Functions) ประกอบไปด้วยหน้าที่ 9 อย่าง อันได้แก่

1. Working Memory (ความสามารถในการจดจำ)

คือ ความสามารถในการจดจำข้อมูลต่างๆ ที่เคยได้รับรู้มา และนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ได้ในเวลาต่อมาได้เมื่อจำเป็น เช่น การให้ลูกช่วยทำอาหาร ลูกจะได้จดจำชื่อวัตถุดิบ และลำดับขั้นตอนการทำ ว่าควรใส่อะไรก่อน เพราะอะไร  เป็นต้น

2. Cognitive Flexibility (ความยืดหยุ่นทางความคิด)

คือ ความสามารถที่ทำให้คิดได้อย่ามีความยืดหยุ่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยสามารถคิดได้หลากหลายมุมมองและแก้ไขเหตุการณ์ได้หลายวิธี เช่น เด็กอาจจะใช้ความสามารถนี้ในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในข้อนั้นๆ ได้โดยการคิดคำนวณในหลายๆวิธี

3. Inhibitory Control (ความสามารถในการควบคุมตนเอง)

คือ ความสามารถในการวางเฉยต่อสิ่งเร้าต่างๆ โดยสามารถทนต่อสิ่งยั่วยุที่มีผลต่อทางอารมณ์ จึงทำให้ลดพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น เมื่อลูกรู้สึกโมโห ให้นับ 1-10 เพื่อยึดเวลาในการนึกคิดจนรู้สึกดีขึ้น ไม่หงุดหงิดโวยวาย จนไปทำร้ายคนอื่นได้




4. Focus หรือ Attention (จดจ่อและใส่ใจ)

คือ ความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จนกว่าจะทำงานนั้น ๆ ให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป เช่น การเล่นต่อจิ๊กซอว์ โดยเลือกความยากง่ายตามอายุวัย และอาจจะเลือกรูปแบบจิ๊กซอว์ตามความสนใจของลูก เช่นหากลูกชอบสัตว์ทะเล ก็อาจจะหาจิ๊กซอว์ นีโม่ มาให้ลูกต่อ เพื่อให้ลูกมีความสนใจจดจ่อ

5. Emotional Control (ควบคุมอารมณ์)

คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองโดยไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายเกินไป รู้จักแสดงอารมณ์อย่างถูกวิธี เช่น ให้ลูกรู้จักรอคอย เมื่อลูกต้องการของเล่นที่คนอื่นกำลังเล่นอยู่ ควรสอนให้ลูกรู้จักรอคอย และรู้จักแบ่งปันของเล่นให้เด็กคนอื่นที่เล่นด้วยกัน เป็นฝึกให้เด็ก ๆ รู้จักควบคุมอารมณ์ สำหรับบ้านไหนที่มีลูกมากกว่า 1 คน คุณจะต้องสอนให้เด็ก ๆ รักกัน แนะนำบทความดี ๆ อย่าง เทคนิค สอนให้พี่น้องรักกัน ทำได้ง่ายๆ

6. Self – Monitoring (การตรวจสอบตัวเอง)

คือ การประเมินตนเองเพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็ง แล้วนำมาแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น รู้จักไตร่ตรองว่าตัวเองกำลังทำอะไร ติดตามพฤติกรรมของตัวเอง และดูผลจากพฤติกรรมของตนเองว่ามีผลกระทบต่อคนอื่นหรือไม่ เช่น คุณควรมอบหมายงานให้ลูกทำตามวัยของลูก และดูว่าลูกทำได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ควรถามไถ่ถึงสาเหตุว่าติดขัดตรงไหน และคุณจึงช่วยแนะนำลูก เพื่อทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย และคุณพ่อคุณแม่เองก็

7. Initiating (ริเริ่มและลงมือทำ)

คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำ ลงมือทำทันที ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เช่น ให้ลูกวาดรูป แล้วถามถึงชิ้นงานที่ลูกทำว่าทำไมถึงวาดรูปชิ้นนี้ ชอบอะไรในผลงานนี้

8. Planning and Organizing (วางแผนและจัดระบบการดำเนินการ)

คือ การวางแผนจัดการตนเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มตั้งแต่วางเป้าหมาย มองเห็นภาพรวมสิ่งที่จะเกิดขึ้น รู้จักจัดลำดับความสำคัญ จัดระบบโครงสร้าง จนถึงการดำเนินการ และประเมินผลตนเองได้ เช่นการสอนลูกให้เรียนรู้เรื่องเวลา ในวันที่ต้องไปโรงเรียน ตื่นเช้ามาต้องลำดับสิ่งที่ต้องทำอะไรควรทำก่อน เพื่อให้เสร็จทันเวลาก่อนออกจากบ้าน

9. Goal – Directed Persistence (ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย)

คือ รู้จักวางเป้าหมายที่ชัดเจน มีความพากเพียร รู้จักและไม่ย่อท้อ พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคใดๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เช่นการต่อจิ๊กซอว์ หากลูกคุ้นเคยกับการต่อจิ๊กซอว์มาก่อน คุณอาจจะเพิ่มระดับความยากขึ้นมาอีกเล็กน้อย เพื่อให้ลูกมุ่งมั่นในการทำให้สำเร็จ

จะเป็นอย่างไรหากเด็กขาดทักษะ EF (1,2,3)

ถ้าเด็กขาดทักษะ EF ในแต่ละข้อก็จะส่งผลต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง การตัดสินใจ การสำนึกของเด็กได้ เช่น

  • หากเด็กขาดทักษะการจดจ่อ ก็อาจจะทำให้เด็กคนนั้นสมาธิสั้น ทำให้เรียนรู้ยาก ไม่มีทักษะการวางแผนในการทำงาน หากได้รับงานที่มอบหมาย ก็อาจจะทำให้ยากต่อการที่จะทำให้งานนั้นๆสำเร็จลุล่วงได้
  • หากเด็กขาดทักษะการริเริ่มและลงมือทำ จะทำให้ลูกไม่กล้าคิดที่จะทำอะไรใหม่ๆ ขาดความมั่นใจเชื่อมั่นในตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ยืนยันว่าเด็กที่มีทักษะ EF บกพร่อง มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดยาเสพติด ติดเกมส์ และพาตัวเองไปสู่ภาวะเสี่ยงต่างๆ ได้มากกว่าเด็กที่มี EF เต็มศักยภาพถึง 7 เท่า เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ

ความบกพร่องของทักษะ EF ในเด็กเล็ก ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไข ฝึกฝน ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในภายภาคหน้าได้



แนวทางในการส่งเสริม EF ในเด็ก (1,2,3)

  1. Active Learning การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย การที่คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันกับลูก เช่น อ่านหนังสือ ร้องเพลง(เพลงเด็กๆ) ทำอาหาร ทำขนม เล่นกีฬา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะก่อให้ลูกรู้จักกล้าแสดงออก คิดเป็น และรู้จักแก้ปัญหา
  2. Free Play การเล่นในสนามอย่างอิสระ การเล่นแบบอิสระ โดยให้เด็กจะได้กำหนดเป้าหมายด้วยตนเอง และจะรู้จักเคารพกติกาที่ตนตั้งไว้
  3. Learning by doing การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเปิดโอกาสให้ลูกได้ช่วยทำงานบ้าน หรือกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสมของอายุวัย เช่น ช่วยรดน้ำต้นไม้ ช่วยงานบ้าน เป็นต้น ภายใต้การแนะนำสอดส่องของพ่อแม่
  4. Do it yourself การฝึกฝนให้เด็กมีความรับผิดชอบและช่วยเหลือตนเองได้ตามช่วงวัย โดยพ่อแม่กระตุ้นให้ลูกทำอะไรได้ด้วยตนเอง โดยเรียนผิดเรียนถูกด้วยตัวเขาเอง เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวง่าย ๆ เช่น สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า ด้วยตนเอง แล้วค่อยเพิ่มความยากของกิจกรรมขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาตัวลูก แต่ก็ไม่ควรให้ลูกทำสิ่งที่ยากเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกเครียดและต่อต้านได้
  5. Stories and Tales นิทานและเรื่องเล่าช่วยฝึกฝนจินตนาการ การอ่านหนังสือให้ลูกฟังช่วยให้พัฒนาสมอง ความคิด ความจำ และสร้างจินตนาการ นอกจากนี้การเล่นบทบาทสมมติช่วยพัฒนาการทางภาษาของเด็กให้เร็วขึ้นด้วย
  6. Reading & Thinking การอ่านช่วยพัฒนาทักษะสมอง สมาธิและกระบวนการคิดของเด็ก นิทานจะมีที่มาที่ไปของเรื่องนั้นๆ มีการลำดับเหตุการณ์ ขณะที่ลูกฟังนิทานก็จะคิดตาม ส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนา และหากเล่าเสร็จคุณก็อาจจะให้ลูกลำดับเหตุการณ์ของนิทานเรื่องนั้นๆให้คุณฟังได้อีกด้วย แนะนำอ่านหนังสือให้ลูกฟังเพื่อพัฒนาสมอง
  7. Creative Toys ของเล่นที่ต้องใช้สมาธิในการเล่น ของเล่นหรือเกมส์เพิ่มพัฒนาการ ช่วยให้สมองพัฒนา ฝึกการคิด การวางแผน สร้างกติกาในการเล่น และลงมือทำ การเล่นต่างๆจะช่วยให้กระตุ้นการทำงานระหว่างอวัยวะของร่างกายให้ทำงานร่วมกันได้ดีอีกด้วย
  8. Art & Music การเล่นดนตรีและทํางานศิลปะ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้สมองส่วนหน้าเกิดการตื่นตัว ถ้าทำกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีผลดีต่อการพัฒนาสมอง อารมณ์ และการเข้าสังคมของลูก
  9. Sports & Plays กีฬาและการเล่นทีมีกฎกติกา การเล่นเป็นทีม ช่วยในการสร้างระบบความคิด การวางแผน และการทำงานกับผู้อื่น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
  10. Bilingualism ฝึกพูดสองภาษา ส่งผลต่อการพัฒนาความคิด การใช้เหตุผลและทักษะการฟัง เพราะช่วยสมองฝึกให้ทำงานดีขึ้น สลับเปลี่ยนภาษาและแปลผลในสมองได้รวดเร็ว

คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นฝึกฝนทักษะ EF ทั้ง 9 ประการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกมี EF ที่มีศักยภาพ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข และอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเอง กิจกรรมที่ส่งส่งเสริมทักษะ EF ก็เป็นกิจกรรมที่ง่าย ที่เกิดขึ้นในทุกๆกิจกรรมในชีวิตประจำวันอยู่แล้วด้วย ดังนั้นจึงไม่ยากเลยใช่มั๊ยล่ะคะที่ทำเสริมสร้างทักษะ EF ให้กับลูกในทุกๆ กิจกรรมที่ทำด้วยกัน อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า EF มาอยู่ในตัวทุกคนตั้งแต่เกิด แต่หากไม่ได้เสริมสร้างให้แข็งแรงก็อาจจะทำให้ขาดทักษะ EF ไปได้ และที่สำคัญอีกอย่างคือ หากลูกทำอะไรสำเร็จ ทำดี ก็อย่าลืมที่จะชม เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการทำสิ่งดีๆต่อไปเรื่อยๆ (เราเรียกวิธีการดังกล่าวว่า การเลี้ยงลูกเชิงบวก) แต่หากลูกทำไม่สำเร็จก็ต้องคอยให้กำลังใจ แนะแนวทางแก้ไข และแนวทางปฏิบัติ อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ เริ่มฝึกทักษะ EF ให้กับลูกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ เพราะช่วงอายุมีผลต่อการพัฒนาทักษะ EF ของลูกค่ะ

References

  1. Executive Functions : Wikipedia
  2. Executive Functions : PMC
  3. Individual Differences in Executive Functions Are Almost Entirely Genetic in Origin
Best Review Asia

Best Review Asia

เขียน แปล เรียบเรียงบทความ และพิสูจน์อักษร จากทีมเบสท์รีวิว เอเชีย เราหวังว่าบทความนี้จะให้ประโยชน์กับทุก ๆ คนค่ะ

Next Post