แนะนำ อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เพื่อพัฒนาสมอง สอดแทรกพฤติกรรมดีๆ ให้กับลูก

ถ้าให้นึกถึงกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับลูก ๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่คิดถึงกิจกรรมอะไรกันบ้างคะ? บางครอบครัวอาจจะพาลูกไปปั่นจักรยาน, เดินเล่นในสวนสาธารณะ, ไปว่ายน้ำ, ไปสนามเด็กเล่น หรือวาดรูประบายสี เป็นต้น บางครอบครัวอาจจะชอบการเดินทางท่องเที่ยว, ไปทะเลก็สดชื่น, ไปภูเขาก็ได้ผจญภัย ก็แล้วแต่ว่ากิจกรรมอะไรจะเหมาะสมอย่างไรกับครอบครัวของคุณ จริงมั้ยคะ? แต่ลืมไปหรือเปล่าคะว่า มีกิจกรรม ๆ หนึ่งที่มีความสำคัญมาก ๆ ในการเตรียมบุตรหลานของคุณให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ กิจกรรมที่ว่าคืออะไรกันน้า?? นั่นก็คือ “การอ่านหนังสือ” นั่นเองค่ะ การที่ลูกและคุณพ่อคุณแม่ได้อ่านออกเสียงไปด้วยกัน ใช้เวลาไปด้วยกัน ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยหนังสือหลากหลายประเภท เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทักษะการอ่านของเด็ก ๆ มีความสำคัญต่อความสำเร็จในโรงเรียน การทำงาน และชีวิตโดยทั่วไปได้อีกด้วย และที่มากไปกว่านั้นก็คือ การอ่านให้ฟังตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จะช่วยเพิ่มเติมการเรียนรู้และเป็นแรงสนับสนุนให้พวกเขาในอนาคตได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยค่ะ (1)

แม้ว่าชีวิตการเป็นคุณพ่อคุณแม่จะวุ่นวายขนาดไหน แต่คุณควรพยายามอ่านหนังสือกับลูกอย่างน้อยวันละครั้งตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็อย่าท้อแท้หรือกังวลใจไปนะคะ หากคุณอาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่ไม่ได้อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรือ ไม่ได้ทำตามตารางเวลาการอ่านหนังสือของคุณกับลูกไปบ้าง อย่างน้อยแค่คุณอ่านหนังสือให้ลูกฟังให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ถือว่าคุณได้วางรากฐานความสำเร็จให้พวกเขาแล้วล่ะค่ะ อย่างตัวดิฉันเอง มีลูกสองคน ดิฉันจะอ่านหนังสือให้พวกเขาฟังไปพร้อม ๆ กัน และพยายามอ่านหนังสือตามลำพังกับลูกแต่ละคน เพราะการอ่านหนังสือให้ลูกในแต่ละวัยแต่ละอายุนั้น จะช่วยให้พวกเขาสามารถรับแนวคิดและกระตุ้นให้พวกเขาตอบคำถามได้ในปริบทที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย อย่างเด็ก ๆ ที่อายุมากกว่า พวกเขาจะสามารถเข้าใจเรื่องราวที่มีความซับซ้อนได้มากกว่า สามารถบอกเล่าเรื่องราวและปะติดปะต่อเรื่องได้มากกว่า นั่นเองค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไง หาหนังสือประเภทไหน หรือ จุดประสงค์ของการอ่านหนังสือควรโฟกัสตรงไหน เพื่อที่การเล่านิทานหรืออ่านหนังสือจะได้มีผลต่อการพัฒนาการทางสมองแม้กระทั่งเด็กทารกที่ยังพูดไม่ได้ เมื่อคุณอ่านหนังสือให้พวกเขาได้ฟังแล้วล่ะก็ พวกเขาก็สามารถเชื่อมโยงคำที่คุณพูดกับรูปภาพประกอบจากหนังสือหรือสื่อการอ่านต่าง ๆ ที่จะนำมาเชื่อมต่อกับสิ่งต่าง ๆ ในโลกของพวกเขา การเชื่อมต่อทั้งหมดนี้เองค่ะที่จะเป็นการเชื่อมต่อของสมองให้พวกเขาได้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาต่อไปค่ะ (2) เราลองมาดูประโยชน์ที่ลูกจะได้รับจากการอ่านหนังสือกันก่อนนะคะ




10 ประโยชน์จากการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง (3)

  1. เด็ก ๆ จะเรียนรู้คำศัพท์ที่เพิ่มและกว้างมากขึ้น
  2. ในเชิงวิชาการ จะพบว่าเด็ก ๆ จะทำผลงานได้ดีขึ้น
  3. ช่วยเสริมสร้างจินตนาการของเด็ก ๆ ให้โลดแล่นไร้ขีดจำกัด
  4. พัฒนาทักษะในด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ ให้ดีขึ้น
  5. เด็ก ๆ เกิดการพัฒนาในเรื่องการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น (หากหนังสือที่อ่านสอดแทรกเรื่องพวกนี้เอาไว้ จะทำให้เด็กๆเห็นภาพและจำเป็นใช้ในชีวิตจริงได้)
  6. เด็ก ๆ จะเข้าใจโลกของพวกเขาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  7. ระดับสมาธิของเด็ก ๆ ที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
  8. การอ่านหนังสือด้วยกัน จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันของพ่อแม่และลูกได้ดีขึ้น
  9. เด็ก ๆ จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องของการกระทำหรือกระบวนการทางสมองเพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจโดยจะผ่านทางความคิด ประสบการณ์ และประสาทสัมผัสของพวกเขา
  10. ช่วยเสริมสร้างทักษะของเด็ก ๆ ทางสังคมและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น

หนังสือภาพสำหรับเด็ก เวอร์ชันภาษาอังกฤษ

ก่อนอื่นมาเริ่มกันที่เทคนิคเบื้องต้นกันก่อนเลยค่ะ

คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรทำความเข้าใจก่อนค่ะว่า ก่อนที่เด็ก ๆ จะพูดได้นั้น พวกเขาต้องได้ยินภาษาเพื่อการสนับสนุนการพัฒนาสมอง การได้ยินคำพูดต่าง ๆ จากคุณถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยค่ะ การอ่านหนังสือและเล่านิทานกับเด็ก ๆ เป็นวิธีที่ดีในการที่พวกเขาจะได้คำศัพท์ที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นอย่าลืมเลือกหนังสือที่มีคำศัพท์ให้เหมาะกับวัยของลูกนะคะ

การอ่านหนังสือไม่เพียงแค่สัก ๆ แต่อ่านเพื่อให้จบเล่มนะคะ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจในเรื่องทั้งคุณภาพและปริมาณของภาษาที่เด็ก ๆ จะได้ในแต่ละครั้งด้วยค่ะ นอกจากนี้ ตัวแม่เองก็มีงานวิจัยที่ได้อ่านมาแล้วอยากแชร์ให้กับคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ งานวิจัยบอกอย่างไรกันบ้างนะ ลองไปอ่านกันเลยค่ะ (2)

  • เชื่อมั้ยคะว่าเด็กทารก ที่อ้อแอ้ ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจไม่เข้าใจนี่หนูพูดอะไรเหรอลูก แต่จริง ๆ แล้วงานวิจัยแสดงให้เห็นเลยนะคะว่าสมองของเด็กทารกนั้น เตรียมที่จะพูดหลายเดือนก่อนที่จะพูดคำแรก เพื่อการเตรียมสมองที่สมบูรณ์ให้กับเด็ก ๆ นั้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องได้ยินภาษาซะก่อนค่ะ
  • ภาษาจากการอ่านหนังสือนี่เองล่ะค่ะ ที่จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการโต้ตอบกลับไปกลับมาของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กโต และการอ่านหนังสือนี้เองจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ทั้งคำศัพท์และทักษะก่อนการอ่านหนังสือได้
  • ปริมาณคำที่เด็ก ๆ ได้ยินมีความสำคัญต่อการพัฒนาการทางภาษา แต่คุณภาพของภาษาที่พวกเขาได้ยินก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยเช่นกัน คุณภาพของภาษาสามารถที่เด็ก ๆ ได้ยินจะช่วยให้พวกเขาสามารถอ้างอิงจากเสียงที่ได้ยินซึ่งนำไปสู่ความหลากหลายและเป็นสัญญาณให้เด็ก ๆ ได้ฝึกออกเสียงนั่นเองค่ะ
  • สิ่งสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้คำศัพท์ใหม่ ๆ และแตกต่างกันไป เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ขยายคำศัพท์ในแต่ละคำว่ามีความหมายอย่างไร หนังสือหลาย ๆ ประเภทจะมีคำศัพท์ที่เกี่ยวกับชื่อสัตว์ ชื่อพืช แต่ละชนิด ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ ได้รับคำศัพท์ใหม่ ๆ อยู่เสมอค่ะ
  • การวิจัยแสดงให้เห็นว่าทารกชอบคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่มีการปรับโทนเสียง จังหวะของคำพูด หรือเนื้อหาต่าง ๆ ให้คล้ายกับภาษาของเด็กเล็ก  เพื่อที่เด็ก ๆ และตัวคุณพ่อคุณแม่เองจะได้สื่อสารกับลูกได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแรงกระตุ้นให้เด็ก ๆ มีการพัฒนาการด้านภาษาได้ดีขึ้นด้วย เช่น การอ่านสมุดภาพ ก็ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ไล่โทนเสียงเพื่อดึงดูความสนใจของเด็ก ๆ อีกทั้งยังช่วยให้พวกเขาได้ระบุเสียงของแต่ละคนได้ด้วยค่ะ

หนังสือภาพสำหรับเด็ก เวอร์ชันภาษาไทย

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกสนใจในการอ่านหนังสือ

แล้วอะไรเป็นสัญญาณที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับรู้ว่า ลูกของคุณเริ่มมีความสนใจในการอ่านหนังสือกันน้า สังเกตได้ไม่ยากเลยค่ะ ลองไปดูกันนะคะว่าลูกน้อยส่งสัญญาณเหล่านี้ให้คุณอยู่หรือเปล่า

  • แม้ว่าทารกหรือเด็กเล็กบางคนจะตั้งใจฟังหนังสือที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจอ่านหรือไม่ การที่ลูกต้องการพลิกหน้าหนังสือเอง หรือมีการแอบเคี้ยวมุมหนังสือบ้าง คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งโมโหไปนะคะ เป็นเรื่องปกติและไม่เป็นไรเลยค่ะหากจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ้าง ปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตามที่ทารกมีต่อหนังสือถือเป็นสัญญาณที่ดีค่ะ และเมื่ออายุมากขึ้น การโต้ตอบของพวกเขาก็จะมีความตั้งใจ มีสมาธิ และจดจ่อกับการอ่านหนังสือหรือเล่านิทานในแต่ละครั้งมากขึ้น
  • เด็ก ๆ วัยเตาะแตะ อาจจะชอบถือหนังสือไปมา หรือพลิกหน้ากระดาษให้คุณเห็น นั่นคือสัญญาณที่ลูกต้องการบอกว่า อยากให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือ หรือ ช่วยเล่านิทานให้หนูฟังหน่อยค่ะ และเมื่อการอ่านหนังสือซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ ครั้ง พวกเขาอาจจะอยากเล่าเรื่องบ้างด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจจะหยุดอ่านหรือเล่าเรื่องราวในบางคำพูด และปล่อยให้พวกเขาได้เติมคำที่หายไป หรือขอให้พวกเขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณฟังจากจินตนาการก็ดี หรือผ่านการเล่าเรื่องหลาย ๆ ครั้งจากคุณก็ดี
  • การอ่านแบบโต้ตอบระหว่างคุณกับลูก หรือ dialogic reading ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะบอกคุณค่ะว่าลูกของคุณต้องการอ่านหนังสือประเภทไหนและชอบอ่านหนังสือแนวอะไร เพราะทุกครั้งที่มีการอ่านหนังสือเชิงโต้ตอบ การที่คุณได้ตั้งคำถามแทนการอ่านหนังสือแบบปกติ จะช่วยให้คุณได้เป็นการอธิบายคำศัพท์ใหม่ ๆ และเชื่อมโยงเรื่องราวกับชีวิตของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้น ๆ อยู่ และการอ่านแบบการโต้ตอบนี้ถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กเล็กได้มีการพัฒนาในทักษะเกี่ยวกับการหนังสือก่อนวัยเรียน เช่น การเข้าใจในเรื่องราว และการคิดวิเคราะห์ค่ะ
  • คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้คำและรูปภาพในหนังสือที่คุณอ่านเพื่อแนะนำคำศัพท์และแนวคิดใหม่ ๆ เสนอให้ลูกได้เลือกดูค่ะ หากพวกเขาเลือกอ่านแบบไหน นั่นแสดงว่าพวกเขากำลังส่งสัญญาณว่ากำลังสนใจเรื่องไหนอยู่ในเวลานั้น จะทำให้พวกเขาตั้งใจที่จะเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นค่ะ เช่น หากคุณหยิบหนังสือรูปภาพเกี่ยวกับยีราฟ เด็ก ๆ ที่มีความสนใจว่ามันคือสัตว์ประเภทใด พวกเขาก็จะแสดงท่าทางให้เห็นถึงความสนใจที่มีมากขึ้น จากนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะถามว่า “นี่คือตัวอะไรน้า ยีราฟใช่มั้ย ยีราฟมีคอยาว แถมมีจุดบนตัว พวกมันชอบกินใบไม้ แต่เอ๊ะ ยีราฟเป็นสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?!” การตอบว่า “ไม่ใช่” ถือเป็นการตอบโต้ที่ส่งสัญญาณให้เห็นเลยค่ะว่าลูกมีความสนใจกับเรื่องที่อ่านอยู่จริง ๆ อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อการใช้คำศัพท์ของเด็ก ๆ อีกด้วย

10 เทคนิคที่จะช่วยให้การอ่านหนังสือให้ลูกฟังประสบความสำเร็จ (4)

อย่ารอช้า ไปอ่านเทคนิคสุดปัง ถ้าอยากอ่านหนังสือให้ลูกฟัง จะได้มีไอเดียดี ๆ ไปปรับใช้กันนะคะ

1. ส่งเสริมให้ลูกของคุณรักการอ่าน

คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการอ่านหนังสือแต่ละครั้ง เช่น ให้อิสระพวกเขาได้เลือกหนังสือที่ต้องการ ได้พลิกหน้าหนังสือด้วยตนเอง เป็นต้น เพราะการส่งเสริมและสร้างนิสัยรักการอ่านหนังสือจะให้ช่วยให้พวกเขามีการพัฒนาทั้งในเรื่องการจินตนาการ การเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ การสร้างเรื่องราวจากการอ่าน ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ทางการศึกษาที่เพียงไม่กี่นาทีต่อวันก็สามารถทำให้พวกเขาได้มีกระบวนการคิดที่ดีขึ้นค่ะ

2. อ่านออกเสียงเป็นประจำ

คุณพ่อคุณแม่พยายามอ่านหนังสือให้ลูกทุกวันนะคะ เพราะนั่นคือช่วงเวลาพิเศษในการรวบรวมความคิด อีกทั้งเด็ก ๆ ยังรู้สึกเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวต่าง ๆ เพราะในแต่ละเรื่องราวที่เด็ก ๆ ได้ยินนั้นจะทำให้เกิดการจดจำจากการอ่านซ้ำ ๆ การอ่านโดยดูภาพประกอบ การเพิ่มเสียงตลก ๆ ประกอบการอ่าน จะช่วยทำให้ตัวละครดูมีชีวิต เกิดความตื่นเต้นในขณะการอ่านหรือเล่านิทานได้ไม่น้อยเลยค่ะ

3. ส่งเสริมการอ่านหนังสือให้มีความหลากหลาย

ให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสที่จะเลือกการอ่านหนังสือในแบบที่พวกเขาต้องการบ้าง โดยไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นแค่หนังสือนิทานหรือหนังสือภาพของเด็กเล็ก อาจจะเป็นหนังสือนิยาย สารคดี บทกวี บทประพันธ์ต่าง ๆ การ์ตูน นิตยสารสุขภาพ หรือแม้แต่นิตยสารสูตรอาหาร ก็ให้ประโยชน์กับพวกเขาได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจลองทิ้งหนังสือเหล่านี้ไว้ในบริเวณต่าง ๆ ของบ้าน ลองสังเกตดูค่ะว่าใครสนใจที่จะหยิบมาอ่าน จากนั้นก็ให้พวกเขาได้อ่านหนังสือเหล่านั้นดูในเวลาส่วนตัวของพวกเขา เพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ด้วยค่ะว่าลูกมีความสนใจด้านใดบ้าง ซึ่งอาจจะเกิดเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดออกไปได้ อย่างลูกสาวคนเล็กของดิฉัน ที่ขณะรอจ่ายเงินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เขาก็จะชอบหยิบหนังสือเกี่ยวกับการทำพวกเบอเกอรี่มาอ่าน ตอนนี้การอบเค้กและคัพเค้กเลยกลายเป็นกิจกรรมโปรดของเขาไปเลยค่ะ

4. อ่านหนังสือด้วยกัน

เลือกช่วงเวลาที่ชื่นชอบและเหมาะสมทั้งคุณและลูก เพื่ออ่านหนังสือร่วมกันเป็นครอบครัวและสนุกกับการอ่าน ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าคุณกับลูกจะต้องอ่านหนังสือเล่มเดียวกันเสมอไป คุณอาจจะอ่านหนังสือคนละเรื่องกับลูกก็ได้ แต่ขอให้เป็นเวลาเดียวกันก็เป็นพอ ให้ลูก ๆ ได้อ่านหนังสือที่พวกเขาเลือก ซึ่งก็เป็นวิธีที่ได้ใช้เวลาอ่านหนังสือด้วยกัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสำหรับทุกคนอีกด้วย

หนังสือภาพสำหรับเด็ก เวอร์ชันภาษาอังกฤษ

5. สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี

การสร้างสถานที่ที่สงลและสะดวกสบายสำหรับคุณและลูกเพื่อพักผ่อนและอ่านหนังสือร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้คุณและลูกได้โฟกัสในการอ่านหนังสือแล้ว ยังช่วยให้พวกเขามีสมาธิในการอ่านและฟังมากยิ่งขึ้นค่ะ

6. ใช้ประโยชน์จากห้องสมุดในพื้นที่ใกล้เคียงที่คุณอาศัย

ใช่แล้วล่ะค่ะ! ห้องสมุดถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ การศึกษาชั้นยอด คุณสามารถเลือกสรรหนังสือมากมายให้กับลูกได้อ่านทุกประเภท หลาย ๆ ภาษา นอกจากนี้ห้องสมุดยังมีสื่อการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่อาจจะช่วยเพิ่มความสนใจให้กับเด็ก ๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

7. พูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ

นี่เป็นวิธีที่ดีในการสร้างความเชื่อมโยงของการพัฒนาในเรื่องความเข้าใจและทำอย่างไรให้การอ่านสนุกมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับปกหนังสือ ท้ายหนังสือ ชื่อคนเขียน ชื่อคนวาดภาพ และพูดถึงสิ่งที่คุณอยากจะแนะนำให้กับลูกจากหนังสือเล่มนั้น ๆ จากนั้นพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่คุณอ่านและแบ่งปันความคิด คุณสามารถพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้คุณประหลาดใจหรือสิ่งใหม่ ๆ ที่คุณพบ อีกทั้งคุณยังสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกของหนังสือเล่มที่อ่าน ว่าเรื่องราวเหล่านั้น ทำให้คุณนึกถึงอะไร และเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นและรังสรรค์จินตนาการพวกเขาไปกับคุณค่ะ

8. ปลุกการอ่านหนังสือให้มีชีวิตชีวา

คุณสามารถลองทำอาหารตามสูตรที่คุณอ่านด้วยกันกับลูก หรือเล่นเกมที่คุณแกล้งเป็นตัวละครในหนังสือหรือนิทานเล่มที่อ่าน สร้างบทบาทสมมุติให้ลูกเห็นว่าการอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป ตัวดิฉันเองก็แอบมีพรอพเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาสร้างสีสันในการอ่านหนังสือให้กับเด็ก ๆ ซึ่งสัมผัสได้เลยค่ะว่า พวกเขารู้สึกตื่นตาตื่นใจ และอยากจะสนุกไปพร้อม ๆ กันกับดิฉันในขณะอ่านหนังสืออยู่

9. ทำให้การอ่านมีความกระตือรือร้น

การเล่นเกมช่วยให้ลูกมีความกระตือรือร้นในการอ่านหนังสือได้ค่ะให้เกิดความเกี่ยวข้องกับการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างรูปภาพสิ่งของและคำพูด เช่น หากคุณอ่านเกี่ยวกับวัตถุที่มีรูปทรงต่าง ๆ ก็สามารถจะสร้างเกมให้เด็ก ๆ เกิดความกระตือรือร้น โดยให้ค้นหาสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้านที่มีลักษณะและรูปร่างคล้ายกัน

10. ให้ลูกได้อ่านหนังสือที่เหมาะสมกับพวกเขา

คุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่รู้จักลูกดีที่สุดแล้ว คุณจะรู้ว่าเวลาที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง ควรเป็นเวลาไหน หากพวกเขาเป็นเด็กพิเศษทางการศึกษาและความพิการ (SEND) (4) กิจกรรมสร้างสรรค์สั้น ๆ หรือหนังสือที่ไม่มีความยาวจนเกินไป อาจเป็นวิธีที่ทำให้พวกเขาสนใจมากที่สด หากภาษาไทยเป็นภาษาแรกของพวกเขา แนะนำให้อ่านหนังสือในภาษาแรกของเด็ก ๆ ก่อน แต่สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องสนุกกับการอ่านด้วยนะคะ




เป็นไงคะสำหรับเทคนิคและคำแนะนำดี ๆ ที่นำมาฝากกันวันนี้ การอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่งเลยใช่มั้ยล่ะคะ เพราะจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อทางประสาทของภาษาในสมองที่กำลังเติบโตในแต่ละวันของเด็ก ๆ อีกทั้งยังเป็นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาการในทางความคิดอีกด้วย (4) มากไปกว่านั้น จะทำให้พวกเขาได้มีการพัฒนาในเรื่องของทักษะการพัฒนาสมองส่วนหน้า หรือ EF (Executive Function) ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่เด็ก ๆ จะได้ใช้ในการสร้างความคิด ความรู้สึกนึกคิด รวมไปถึงการกระทำของพวกเขา ที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อการประสบความสำเร็จของตัวเด็ก ๆ เองไม่ว่าจะในเรื่องของการเรียนก็ดี การงานก็ดี หรือ การอยู่ร่วมกับเพื่อนในสังคม ความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงการจัดการในทุก ๆ ด้านของชีวิตพวกเขาได้อย่างมั่นคงและตลอดไป (5)

หนังสือภาพสำหรับเด็ก เวอร์ชันภาษาไทย

นอกจากนี้เรายังมีบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงดูอื่น ๆ มาแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็น เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ สำหรับเด็ก ๆ, วิธีฝึกลูกนั่งกระโถนให้เลิกแพมเพิส, ลูกเป็นคนกินยาก แนะนำเมนูอาหารสำหรับเด็กกินยาก, ทำอย่างไรให้ลูก ๆ ไว้ใจ บอกพ่อแม่ทุกเรื่อง,​ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความสุข, สอนเด็กปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เช่นการย้ายโรงเรียน, เคล็ดลับเลี้ยงลูกเชิงบวก เลิกตี/ดุด่าลูก, สอนให้พี่น้องรักกัน และ การรับมือกับลูกวัยทอง 2 ขวบที่มีอารมณ์ ปรวดแปร เกี้ยวกราด นอกเหนือจากนี้ ก็คงไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าการที่ลูกได้ใช้เวลาร่วมกับเรา มีความสุขไปด้วยกันกับเรา ผ่านตัวอักษร รูปภาพ บทบาทสมมุติ และเรื่องราวต่าง ๆ จริงมั้ยล่ะคะ? อุ้ย !! ว่าแล้วก็ขอตัวไปเตรียมหนังสือเล่มโปรดของเด็ก ๆ บ้านนี้สำหรับนิทานก่อนนอนคืนนี้ก่อนนะคะ….

References

1. Reading to Young Children: A Head-Start in Life
2. Read It Again! Benefits of Reading to Young Children
3. The importance of reading to kids daily
4. 10 top tips for parents to support children to read
5. เหตุผลมากมาย…ทำไมต้องอ่านนิทานให้ลูกฟัง? โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Arrani Benitez

Arrani Benitez

คุณแม่ลูกสอง ผู้รักสุขภาพ และชอบสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องของใช้ หรือโภชนาการที่ดี

Next Post