การเปลี่ยนทรงผมเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดหากคุณต้องการเปลี่ยนลุคใหม่ ๆ ให้ดูดีมีสไตล์ แต่การจะเข้าร้านตัดผมแบบที่ไม่มีทรงผมในใจมาก่อนก็อาจสร้างประสบการณ์ที่เลวร้ายสำหรับบางคนได้เช่นกัน เพราะทรงผมนั้นมีอิทธิพลต่อรูปลักษณ์ของเราเป็นอย่างมาก หากคุณเลือกทรงผมที่เหมาะสมกับตัวเองมันก็จะช่วยเพิ่มความสวยหล่อให้คุณดูดีขึ้นได้ในพริบตา แต่หากคุณเลือกตัดทรงผมที่พลาดไปแล้ว จะให้ช่างมาแก้ทรงใหม่ก็คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ เพราะนั่นหมายความว่าผมของคุณจะยิ่งสั้นขึ้นกว่าเดิม
อย่างที่ทราบกันดีว่าสาว ๆ อย่างพวกเรานั้นรักเส้นผมทุกเส้นเป็นที่สุด ดังนั้นก่อนเข้าร้านตัดผมทุกครั้งคุณจะศึกษาเทรนด์ทรงผมที่อยากตัดให้ดี แน่นอนว่าการออกแบบทรงผมเองนั้นอาจเป็นเรื่องที่ยากเกินไป ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณได้ไอเดียทรงผมแบบสวย ๆ ทั้งยังเป็นทรงผมที่อยู่ในเทรนด์ตลอด วันนี้เราจึงได้รวบรวมทรงผมยอดนิยมสำหรับผู้หญิงเกาหลีมาให้คุณไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ จะมีทรงไหนบ้าง? ตามมาดูเลยจ้า!!
1. ผมหน้าม้าสไลด์ข้างปลายงุ้ม (Curtain Bangs)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Curtain Bangs หรือผมหน้าม้าแสกกลางที่สไลด์ข้างแบบปลายงุ้มได้กลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงมาก ๆ ในขณะนี้ เพราะสามารถทำได้ทั้งผมสั้นและผมยาวเลยค่ะ นอกจากจะช่วยทำให้หน้าหวานขึ้นแล้วก็ยังให้ลุคที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติอีกด้วย แถมยังไม่เกะกะดวงตา หมดปัญหาสิวขึ้นบริเวณหน้าผาก เหมาะสำหรับสาว ๆ สายมู ที่เชื่อว่าการเปิดเหม่งรับทรัพย์หรือเปิดหน้าผากจะช่วยเรียกทรัพย์ทำให้มีงานมีเงินเข้ามาได้อีกด้วยนะคะ
2. สไลด์กรอบหน้าไล่เลเยอร์

สำหรับการสไลด์ผมล้อมกรอบหน้านั้นจะเหมาะกับสาว ๆ ที่ต้องการลุคสุภาพ อ่อนหวาน แต่ก็ไม่อยากให้ดูเรียบง่ายเกินไป ต้องการให้เส้นผมดูมีมิติ มีลูกเล่นหน่อย ๆ และสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายลุค บอกเลยว่าต้องตัดทรงนี้เท่านั้นค่ะ เพราะไม่ว่าคุณจะเซ็ตผมก่อนออกจากบ้านหรือไม่ ผมทรงนี้ก็รอดทุกสถานการณ์ค่ะ การสไลด์กรอบหน้าไล่เลเยอร์นั้นจะช่วยให้ปอยผมงุ้มเข้ามาอัตโนมัติ ทำให้ผมดูหนาและมีวอลลุ่มมากขึ้น หากวันไหนคุณต้องการลุคที่เป๊ะปังก็เพียงแค่ไดร์เป่าผมเพิ่มวอลลุ่มสักหน่อยก็จะช่วยให้กรอบหน้าของคุณดูเด่นขึ้น หรือหากวันไหนต้องการลุคที่ดูเป็นธรรมชาติก็เปลี่ยนมาม้วนปลายผมเล็กน้อยก็จะดูสวยแบบไม่ต้องพยายาม (ให้อารมณ์ตื่นมาก็สวยเลยประมาณนี้ค่ะ ฮ่า ๆ) สำหรับผมหน้าม้านั้น เราแนะนำให้ตัดเป็นหน้าม้าซีทรูบาง ๆ รับรองว่าจะได้ลุคที่ดูสดใสน่ารักขึ้นเป็นกองเลยค่ะ
3. ผมบ๊อบสั้นปลายตรง

ทรงผมบ๊อบสั้นตัดตรงเป็นเทรนด์ทรงผม Never Die จริง ๆ ค่ะ ให้ความเรียบง่ายแต่ก็ดูแพงได้ในตัว จะแสกกลางก็สวยหรือจะแสกข้างก็ดูหวานละมุนไปอีกแบบ แถมยังช่วยทำให้หน้าดูเด็กลงและยังเป็นทรงผมที่ไม่ร้อนอีกด้วยนะคะ เหมาะกับเมืองไทยมาก ๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้การดูแลจัดแต่งทรงผมก็ง่ายมาก เพียงแค่ใช้เครื่องหนีบผมตรงก็พอค่ะ หากวันไหนเบื่อ ๆ อยากได้ลุคที่ดูแปลกใหม่ก็เพียงแค่หนีบปลายผมให้งุ้มเล็กน้อยหรือจะใช้ที่เครื่องม้วนผมทำเป็นลอนใหญ่ ๆ ก็ได้ค่ะ ส่วนระดับความยาวของผมบ๊อบนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน หากคุณเป็นคนที่มั่นใจหน่อยก็อาจจะตัดให้สั้นไปเลยค่ะ แต่หากคุณยังไม่มั่นใจจะเริ่มจากความสั้นประบ่าหรือระดับคางก็ได้นะคะ ในส่วนของหน้าม้านั้นถ้าคุณอยากลุคที่ดูสวยแพงแนะนำอย่าตัดหน้าม้านะคะ แต่หากอยากได้ลุคที่น่ารักปุ๊กปิ๊กเริ่มจากหน้าม้าซีทรูดูก่อนค่ะ สุดท้ายถ้าคุณอยากได้ลุคที่ดูมีสไตล์และดูเด็กลงนิดหน่อย แนะนำให้ตัดหน้าม้าตรงแบบหนาเลยไปค่ะรับรองว่าสวยจึ้งสุด ๆ
4. ผมยาวดัดลอนคลายสไตล์เกาหลี

สำหรับสาว ๆ ที่มีผมยาวและรักผมมาก ๆ ต้องการเก็บความยาวไว้เท่าเดิม เราขอแนะนำให้คุณทำลอนคลายสไตล์เกาหลีทรงนี้เลยค่ะ เพราะถือเป็นอีกหนึ่งทรงผมที่ยืนพื้นทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าคุณดัดลอนใหญ่หรือจะดัดลอนคลื่นก็ออกมาสวยเป๊ะทุกองศา แต่ก่อนจะทำลอนคลายหลวม ๆ แบบสาวเกาหลีได้นั้น คุณจะต้องให้ช่างสไลด์ปลายผมเลเยอร์ต่ำ ๆ นิดนึงนะคะ เพื่อให้เวลาดัดออกมาแล้วผมจะดูมีวอลลุ่มมากขึ้น ในส่วนของขั้นตอนการม้วนผมนั้น แนะนำให้แบ่งผมสัก 2-3 ชั้น ขึ้นอยู่กับความหนาของผมด้วยนะคะ โดยชั้นแรกให้คุณม้วนลอนแค่เฉพาะที่ปลายผมก็พอค่ะ ส่วนชั้นบนก็ให้ม้วนลอนออกแบบคลาย ๆ ไม่ต้องม้วนผมให้แน่นมากเกินไป เพราะจะดูจงใจไม่เป็นธรรมชาติค่ะ วิธีการม้วนลอนคลายแบบเกาหลีนั้นเป็นวิธีที่ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยค่ะ แนะนำให้เลือกขนาดแกนเครื่องม้วนผมที่ใหญ่ที่สุด และควรดัดยกโคนผมขึ้นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ผมลีบแบนเกินไป วิธีนี้จะช่วยให้ได้ลุคสาวหวานละมุน สวยแบบดูดีมีราชนิกุลสุด ๆ ไปเลยจ้า
5. สไลด์เลเยอร์ประบ่า / ทรงเวนดี้ (Wendy Cut)

ทรงเวนดี้หรือการสไลด์เลเยอร์ประบ่าเป็นทรงผมที่กำลังเป็นไวรัลและมาแรงมาก ๆ เนื่องจากไอดอลสาวเกาหลีที่ชื่อว่า “Wendy วง Red Velvet” เป็นผู้ริเริ่มนำเทรนด์ทรงผมนี้จนทำให้เป็นที่มาชื่อ “ทรงเวนดี้ (Wendy Cut)” นั่นเองค่ะ จริง ๆ แล้วการตัดผมสไลด์เลเยอร์ประบ่านั้น มีเหล่านักร้องไอดอลเกาหลีหลายคนที่ตัดทรงนี้เยอะมาก อย่างสาวลิซ่าเองเธอที่ก็ตัดทรงนี้ตอนเดินทางไปงานแฟชั่นของ Celine เหมือนกันค่ะ โดยทรงเวนดี้นั้นมีความยาวด้วยกัน 2 เลเยอร์ ที่เริ่มไล่ระดับช่วงคางไปจนถึงบ่า ซึ่งก็คือเลเยอร์สั้นและเลเยอร์ยาว สำหรับเลเยอร์สั้นนั้นเราจะต้องม้วนปลายผมให้งุ้มเข้าใน ส่วนเลเยอร์ยาวที่อยู่ข้างล่างเราจะต้องม้วนปลายผมออกให้ดูเด้ง ๆ นิดหน่อย ดังนั้นทรงเวนดี้จึงค่อนข้างเหมาะกับคนที่มีผมตรงอยู่แล้วเพราะต่อให้ไม่เซ็ตผมก็ยังออกมาสวยได้ แต่สำหรับคนเป็นที่มีผมหยักศกหรือผมหยิกนั้น การตัดทรงเวนดี้แบบไม่เซ็ตผมก่อนออกจากบ้าน เราบอกได้คำเดียวเลยว่าผมของคุณไม่เป็นทรงเลยสักนิดค่ะ!! (ขอให้ทำใจในส่วนนี้ด้วยนะคะ) นอกจากนี้การตัดทรงเวนดี้ให้ออกมาสวยสมบูรณ์แบบได้นั้นจะต้องมาพร้อมหน้าม้าซีทรูบาง ๆ ตามสไลต์สาวเกาหลีเกาใจด้วยนะคะ เพราะจะยิ่งช่วยเสริมลุคให้ดูน่ารักมากขึ้น ถือว่าทรงเวนดี้นี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนลุคมาก ๆ ค่ะ
6. ทรงผมวูฟคัท (Wolf Cut) / ทรงผมยูนาบี

หากพูดถึงทรง Wolf Cut หลาย ๆ คนอาจจะไม่นึกไม่ออก แต่หากเราบอกว่าทรงผมยูนาบี นางเอกซีรีส์เรื่อง Nevertheless ทุกคนจะต้องรู้จักอย่างแน่นอนค่ะ จริง ๆ แล้วทรงผม Wolf Cut และทรงผม Wendy Cut ก็คือทรงผมเดียวกันเลยค่ะ เพราะเป็นการตัดที่เน้นให้เห็นเลเยอร์ของผมชัด ๆ ว่าตรงไหนเป็นเลเยอร์ผมสั้นและตรงไหนเป็นเลเยอร์ผมยาว เราสามารถเลือกตัดได้หลายความยาว โดยความแตกต่างของ Wolf Cut และ Wendy Cut จะต่างกันตรงที่การตัดผมไล่เลเยอร์แบบ Wolf Cut นั้นจะมีความยาวมากกว่า ทำให้มีกลิ่นอายของแฟชั่นยุค 70s ที่ออกแนววินเทจนิด ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสาว ๆ ที่ตัดผมทรงนี้ไม่จำเป็นต้องเซ็ตผมให้เป็นทรงอะไรมากมายเลยค่ะ อาศัยเพียงแค่การสไลด์เลเยอร์รอบ ๆ กรอบหน้า และก็ซอยไล่เลเยอร์ให้ผมช่วงบนมีความพองดูทุย ๆ เล็กน้อย ส่วนช่วงล่างนั้นก็สไลด์ให้บาง ๆ ให้เหมือนแผงคอของหมาป่า โดยความบางของช่วงล่างก็จะขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนว่าจะให้ผมบางมากหรือน้อยแค่ไหน เพราะสาว ๆ บางคนก็สไลด์บางจนเป็นรากไทรเลยก็มีค่ะ จากนั้นก็เพิ่มความหวานให้แก่ใบหน้าด้วยการตัดหน้าม้าซีทรูนิด ๆ ก็จะให้ลุคสาวเกาหลีย่านเมียงดงแล้วค่ะ
7. ทรงผมมัลเล็ต (Mullet) / ซอฟมัลเล็ต (Soft Mullet)

Mullet เป็นทรงผมที่กำลังฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งยังสามารถตัดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยจะให้ลุคที่ดูโฉบเฉี่ยวเท่ ๆ เฟียส ๆ เพราะเป็นการโชว์เลเยอร์ของชั้นผมที่เห็นได้อย่างชัดเจน หากดูเผิน ๆ ทรง Mullet อาจกับคล้ายทรง Wolf Cut แต่จะต่างกันตรงที่ Mullet นั้นจะเล่นเลเยอร์จากข้างหน้าไปข้างหลัง ส่วน Wolf Cut จะเล่นเลเยอร์จากข้างบนลงข้างล่างค่ะ ซึ่งทรง Mullet ในส่วนข้างหน้าก็จะดูสั้น ๆ และพอง ๆ หน่อยค่ะ โดยจะตัดความสั้นให้กินพื้นที่เข้าไปประมาณหลังหูเลยค่ะ ส่วนข้างหลังจะก็สไลด์ให้บางและดูยาวกว่า ให้ฟิลเหมือนทรงผมรากไทรสมัยก่อนแต่ Mullet จะมีดีเทลและเทคนิคในการตัดที่มากกว่าหลายอย่าง ทำให้ทรงผมออกมาดูร็อก ๆ มีความเป็นโมเดิร์นและวินเทจในทรงเดียว แต่ถ้าสาว ๆ อยากได้ความละมุนไม่ดูร็อกมากเกินไป แนะนำให้ตัดแบบ Soft Mullet ที่จะเล่นวอลลุ่มแบบสไลต์เกาหลีทำให้ดูหวาน ๆ หน่อย แนะนำให้เลือกช่างตัดผมที่มีประสบการณ์นะคะไม่เช่นนั้นจะออกมาเป็นไม่ทรงเลยค่ะ และสำหรับคนที่คิดว่าอยากตัดทรง Mullet เพราะไม่ต้องการเซ็ตผมนั้นขอให้คุณหยุดความคิดนั้นไปเลยค่ะ เพราะทรง Mullet จะต้องเซ็ตผมอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นผมของคุณจะดูเป็นชั้นทื่อ ๆ ไม่เห็นความต่างของเลเยอร์ที่สวยงาม (เตือนแล้วน๊าา)
วิธีทำให้เส้นผมยาวเร็วและแข็งแรงขึ้น (1-4)
ก่อนอื่นคุณต้องทราบก่อนว่าเส้นผมของคนเรานั้นจะร่วงประมาณ 100 เส้นต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก ๆ เราเรียกสิ่งนี้ว่า “วัฏจักรของเส้นผม” ค่ะ แต่หากคุณรู้สึกว่าผมตัวเองร่วงบ่อยเป็นระยะเวลาที่ติดต่อกันนานเกินไป ทั้งยังมีปัญหาผมยาวช้าร่วมด้วย ซึ่งบางทีก็อาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคุณสามารถทำตามคำแนะนำของเราได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

- หลีกเลี่ยงการอดอาหาร เคยสังเกตกันไหมคะว่าทำไมเวลาที่เราลดน้ำหนักแล้วผมของเราถึงร่วงมากกว่าเดิม? นั่นเป็นเพราะร่างกายของเราได้รับสารอาหารไปหล่อเลี้ยงรากผมไม่เพียงพอ จึงทำให้รากผมอ่อนแอและลีบแบน โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในภาวะขาดโปรตีน, ไบโอติน, วิตามิน C และซิงค์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม แนะนำให้ทานเป็นอาหารเสริมบำรุงผมเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วขึ้นค่ะ
- พยายามนวดศีรษะบ่อย ๆ เพราะการนวดหนังศีรษะสามารถผ่อนคลายและบรรเทาความเครียดได้ อีกทั้งการนวดหนังศีรษะก็จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนังได้ดี ซึ่งมันก็จะส่งผลต่อสุขภาพเส้นผมของคุณด้วยค่ะ
- หลีกเลี่ยงความร้อน ความร้อนจากเครื่องม้วนผม, ไดร์เป่าผม และเครื่องหนีบ อาจทำให้ผมแห้งเสียและทำให้ผมแตกปลายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมขาดหลุดร่วงนั่นเองค่ะ หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้ความร้อนในการจัดแต่งทรงผม แนะนำให้ใช้สเปรย์ป้องกันความร้อนสำหรับเส้นผมด้วยนะคะ
- หลีกเลี่ยงการทำสีผม ในช่วงที่เส้นผมของคุณอ่อนแอและขาดการบำรุง เราขอแนะนำให้คุณงดการทำสีผมไปก่อนค่ะ เพราะการทำสีผมก็คือการใช้สารเคมีอย่างหนึ่ง ที่จะเข้าไปขจัดกรดไขมันธรรมชาติในแกนของเส้นผมได้ จนสร้างความเสียหายให้แก่เส้นผมของคุณ
- ใช้แชมพูลดผมร่วง ที่ปราศจากพาราเบน, ซัลเฟต, น้ำหอม และฟอร์มาลดีไฮด์ เพราะการใช้สารเคมีเหล่านี้ จะยิ่งเป็นการตอกย้ำอาการผมร่วงของคุณให้แย่ลงได้ค่ะ
- ลดจำนวนการสระผมที่บ่อยเกินไป เพราะการที่เราสระผมบ่อย ๆ มันจะทำให้หนังศีรษะแห้งและขาดความชุ่มชื้น ทำให้หนังศีรษะยิ่งเร่งการผลิตน้ำมันออกมาจากรูขุมขน เมื่อมีน้ำมันมากเกินไปก็จะทำให้หนังศีรษะอับชื้นเกิดเป็นเชื้อราและรังแคได้ ซึ่งก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการผมร่วงในอนาคตได้ค่ะ
- ควรเช็ดผมให้แห้งและซับผมแทนการถู หลาย ๆ คนในที่นี้ชอบสระผมในตอนกลางคืนแล้วก็ล้มตัวลงนอนเลย โดยที่ไม่เช็ดผมให้แห้งก่อนใช่มั้ยคะ? แน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้ก็ทำให้หนังศีรษะอับชื้นจนเกิดเป็นเชื้อราและรังแคได้เช่นกัน แนะนำให้ใช้ผ้าขนหนูค่อย ๆ ซับผมให้แห้งอย่างเบามือ และควรปล่อยให้ผมแห้งธรรมชาติแทนการใช้ไดร์เป่าผมที่มีความร้อนสูงด้วยค่ะ
- เล็มผมเป็นประจำ ทราบหรือไม่คะ? ว่าการตัดผมทุก 2-3 เดือนนั้นสามารถเพิ่มการเจริญเติบโตของเส้นผมให้แข็งแรงได้ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้ผมแตกปลายกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ
- ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพการนอน คุณควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง เพราะการที่คุณพักผ่อนน้อยร่างกายก็จะลดการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่คอยควบคุมการเจริญเติบโตของเส้นผม อีกทั้งยังควรเปลี่ยนมาใช้ปลอกหมอนที่ทำจากผ้าซาติน เพราะมันจะช่วยป้องกันการเสียดสีและลดการพันกันที่อาจทำให้ผมร่วงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไว้ผมยาว

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับทรงผมที่เราแนะนำกันไปในวันนี้ หวังว่าเพื่อน ๆ จะมีทรงผมที่ถูกใจหรือมีไอเดียดี ๆ จากการอ่านบทความของเราไปนะคะ ทั้งนี้หากเพื่อน ๆ ต้องการเปลี่ยนสีผมแต่ยังไม่รู้ว่าสีไหนจะเหมาะกับตัวเองหรือสีไหนที่กำลังอยู่ในเทรนด์ เราขอแนะนำบทความเทรนสีผมจากไอดอลเกาหลีเลยค่ะ รับรองว่าจะต้องเจอสีที่ถูกใจเพื่อน ๆ แน่นอน สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลากันไปก่อน และสำหรับในบทความหน้าเราจะมาอัพเดทเทรนด์แฟชั่นใหม่ ๆ อะไรอีกบ้างนั้น? อย่าติดตามกันด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ
References :