10 อัลบั้มเพลงสากล ปี 2023 ที่ห้ามพลาด

ผ่านกันไปอย่างรวดเร็วมากสำหรับปี 2023 เพราะตอนนี้เราเดินทางมาถึงในช่วงท้ายปีกันแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าผลงานเพลงในวงการฮอลลีวูดค่อนข้างคึกคักกันมากเลยทีเดียว มีศิลปินยักษ์ใหญ่และศิลปินอิสระทยอยกันปล่อยอัลบั้มให้แฟนเพลงได้เสพดนตรีและเสียงร้องเพราะ ๆ กันแบบฟังแทบไม่ทัน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งอัลบั้มที่ทำออกมาได้ประทับใจและมีทั้งอัลบั้มที่แอบผิดหวังอยู่เล็กน้อย แต่ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง ‘10 อัลบั้มเพลงสากลแห่งปี ที่ห้ามพลาดฟังใน ปี 2023’ เป็นลิสต์ของตัวผู้เขียนเองที่คิดว่าต้องมีหนึ่งในนี้ได้เข้าชิงรางวัล Grammy Awards ปี 2024 ซึ่งจะมีการประกาศในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยอัลบั้มอะไรบ้างที่ติด Top List ในเว็บไซต์ของเรา มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

1. Did You Know There’s a Tunnel Under Ocean Blvd By Lana Del Rey

โปรดิวเซอร์
Jack Antonoff, Benji, Zach Dawes, Lana Del Rey, Drew Erickson และ Mike Hermosa
ค่ายเพลง Interscope และ Polydor
ความยาวอัลบั้ม 77.43 นาที

หนึ่งในศิลปินที่ได้รับการยอมรับเรื่องการทำเพลงคุณภาพของวงการฮอลลีวูดคงต้องยกให้กับ ‘Lana Del Rey’ ถึงแม้ว่าเพลงของลาน่าอาจไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างหรือไวรัลในออนไลน์ เพราะด้วยความอินดี้ของเพลงหรือตัวศิลปินอะไรก็ตามแต่ แต่ในวงการเพลงและคนรักดนตรีที่เก็บรายละเอียดในเรื่องดนตรีและเนื้อเพลงต่างก็ประทับใจทุกครั้งที่เธอปล่อยอัลบั้มออกมา

โดยเฉพาะอัลบั้มในปีนี้อย่าง ‘Did You Know There’s a Tunnel Under Ocean Blvd’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรีในยุค 70 มีการผสมผสานของ Pop, Soul, Gospel และ Folk ฟังแล้วจะรู้สึกถึงจิตวิญญาณหรือวงการดนตรีจะเรียกว่า ‘Spiritual Element’ และมีความอินดี้ในสไตล์ลาน่า ในขณะเดียวกันการได้โปรดิวเซอร์คนเก่งอย่าง ‘Jack Antonoff’ มาช่วยโปรดิวซ์ก็ทำให้อัลบั้มสมบูรณ์แบบมากขึ้น ทั้งนี้ Pitchfork เองก็ให้คะแนนกับอัลบั้มนี้มากถึง 8.30/10 คะแนนอีกด้วยครับ


2. Gloria By Sam Smith

โปรดิวเซอร์
Sam Smith, Jimmy Napes, StarGate, Ilya, Cirkut, Blake Slatkin, Calvin Harris,Omer Fedi, Anju Blaxx, David Odlum, Steve Mac, Los Hendrix และ Nez
ค่ายเพลง Capitol
ความยาวอัลบั้ม 33.03 นาที

‘Gloria’ อาจไม่ค่อยถูกใจนักวิจารณ์เพลงสักเท่าไหร่ คงเพราะเป็น Pop ผสม R&B แนว Easy Listening ที่ฟังแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก ได้คะแนนจาก Metacritic เพียงแค่ 68/100 เท่านั้น แต่ชีวิตของคนเราเครียดมากพอแล้ว คงไม่ต้องมานั่งจับผิดดนตรีในทุกซิงเกิลอะไรให้ปวดหัวหรอก เอาเป็นว่าฟังแล้วจอยกับชีวิตก็พอแล้ว ดนตรีควรเป็นอะไรที่ฟังแล้วสนุกและมีความสุขซึ่งสำหรับผมเอง ‘Gloria’ ตอบโจทย์มาก แค่ซิงเกิลเปิดตัวอย่าง ‘Unholy’ ก็ความตื่นเต้นด้วยดนตรี Electric Pop เร้าใจ

บวกกับเสียงทุ้มหล่อ ๆ ของแซมและนักร้องทรานส์คนเก่งอย่าง Kim Petras ก็ทำให้เราเหมือนหลุดเข้าไปในคาบาเร่โชว์ นอกจากนี้ยังมีเพลงสนุกอย่าง I’m Not Here to Make Friends และบัลลาดเพราะ ๆ อย่าง Who We Love ที่ร่วมงานกับทาง Ed Sheeran แม้ว่าอัลบั้มนี้จะเผ็ดเปรี้ยวมีความ Sexual แบบจัดเต็มฉีกออกไปจากอัลบั้มแรก ๆ ที่ทำให้เขามีชื่อเสียง แต่การได้ปลดปล่อยตัวตนทำให้เราได้เห็นแซมในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทำเพลงออกมาได้ดีเป็นอัลบั้มที่ฟังได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องกดข้ามเพลง


3. Fountain Baby By Amaarae

โปรดิวเซอร์
Amaarae, KZDidIt และ Kyu Steed
ค่ายเพลง Interscope
ความยาวอัลบั้ม 39.33 นาที

หากไม่พูดถึงอัลบั้ม ‘Fountain Baby’ ของ Amaarae คงไม่ได้ เพราะทุกเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกที่ทำเกี่ยวกับการวิจารณ์ผลงานเพลงต่างยกให้อัลบั้มนี้คืออัลบั้ม Pop แห่งปี Metacritic มีนักวิจารณ์เพลงให้คะแนนเฉลี่ยมากถึง 95/100 คะแนน ซึ่งคะแนนที่สูงในระดับนี้ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้ถูกใจคนในวงการเพลงคงเป็นเพราะความแหวกแนวในการดึงเอาดนตรี Afrobeat มาผสมรวมกับ Pop ได้แบบลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

เป็นอะไรที่ Creative ฟังแล้วไม่ขัดหู ส่วนเทคนิคและการร้องของ Amaarae ก็มีความมั่นใจและเบลนเข้ากับดนตรีแบบลงตัวแบบไม่ต้องพยายาม ถ้าหากฟังแล้วจะรู้สึกถึงกลิ่นอายของความเป็น Britney Spears และ Jenet Jackson (ศิลปินในดวงใจของเธอ) แต่มาในรูปแบบของ Afropop ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการทำเพลงที่กล้าหาญมาก ๆ เพราะบีทแบบนี้ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม แต่สุดท้ายแล้วเธอทำออกมาเพอร์เฟคจนเป็นอัลบั้มที่พูดถึงมากที่สุดของปีนี้


4. The Age of Pleasure By Janelle Monáe

โปรดิวเซอร์
Roman Gian, ArthurNana Kwabena, Janelle Monáe, Sensei Bueno และ Nate Wonder
ค่ายเพลง Wondaland, Bad Boy และ Atlantic
ความยาวอัลบั้ม 31.59 นาที

ในอัลบั้ม ‘The Age of Pleasure’ Janelle ต้องการทำเพลงออกมาเพื่อให้กับคนในกลุ่ม Pan-African (คนแอฟริกันที่ย้ายถิ่นฐาน) ดังนั้นจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดนตรีมีกลิ่นอายของ Afrobeat และ Raggae ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าดนตรีในสายนี้มาจากทางฝากฝั่งแอฟริกันอย่างแน่นอน นอกจากนี้ Janelle ยังทำใส่ดนตรี Disco ลงไปเพื่อให้มวลรวมของอัลบั้มมีความสนุก เพราะวัตถุประสงค์ของอัลบั้มนี้คือถ้าหากเปิดในงานปาร์ตี้ทุกคนจะต้องลุกจากที่นั่งมาเต้นกัน

ดังนั้นแฟนเพลงคนไหนอยากได้อัลบั้มและเพลย์ลิสต์สำหรับการปาร์ตี้ในปีนี้ ผมแนะนำว่าต้องมี The Age of Pleasure อยู่ในนั้นครับ ขอกระซิบนิดนึงว่าเนื้อเพลงค่อนข้างแซ่บอยู่พอควร แต่รับรองว่าถ้าเปิดอัลบั้มนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ Energy ของทุกคนต้องลุกโชนแน่นอน เอาเป็นว่าแค่ซิงเกิลแรกก็เต้นกันจนเท้าแตกแล้ว


5. Scarlet By Doja Cat

โปรดิวเซอร์
29 ท่าน
ค่ายเพลง Kemosabe และ RCA
ความยาวอัลบั้ม 51.45 นาที

หลายคนมองว่า Doja Cat เป็นแรปเปอร์แต่สำหรับผมแล้วเธอคือ Artist ที่มีความเป็น Multi-Talented เก่งในเรื่องการร้องและการทำเพลงหลากหลายแนว สามารถแรปได้อย่างมืออาชีพและในขณะเดียวกันก็ร้อง Pop และ R&B ได้เพราะไม่แพ้คนอื่นในวงการ ต้องยอมรับว่าหลังจากปล่อย Attention ออกมากระแสค่อนข้างเงียบเล็กน้อย เพราะในเพลงนี้โดจาอยากโฟสกับความเป็น Hip-hop ดิบ ๆ ไม่มีการแต่งเติมความสนุกด้วย Pop ในซิงเกิลก่อน ๆ ดังนั้นมันอาจฟังยากเล็กน้อย แต่ที่ผมค่อนข้างชอบคือเพลงนี้ Doja ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง

ทั้งยังมีลูกเล่นของการใส่ดนตรี Jazz ลงไปทำให้มีความวินเทจ เหมือนย้อนกลับไปฟังฮิปฮอปยุคก่อน ช่วงที่เธอปล่อย Attention ออกมาหลายคนคาดว่าอัลบั้มนี้คงจะต้องกระแสดร็อปแน่นอน แต่เมื่อเธอปล่อย Demons และ Paint the Town Red ออกมา กระแสก็ดังเปรี้ยงปร้างทันที เพลงสามารถขึ้นไปแตะอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 และถูกเปิดไปทั่วมุมโลก ดังนั้นอัลบั้ม Scarlet จะค่อนข้างผสมผสานความเป็น Old School ช่วงยุค 90 หลอมรวมกับ Pop สมัยใหม่ ฟังไม่ยากแค่โน้ตแรกขึ้นมาก็เพราะแล้วครับ


6. Desire I Want to Turn Into You By Caroline Polachek

โปรดิวเซอร์
Caroline Polachek, Danny L Harle, Dan Nigro, Jim-E Stack, Sega Bodega และ Ariel Rechtshaid
ค่ายเพลง Sony Music, The Orchard และ Perpetual Novice
ความยาวอัลบั้ม 45.25 นาที

Desire I Want to Turn Into You หลัก ๆ แล้วจะมาในสายของ Pop ช่วงปลาย 90’s ถึงต้น ๆ 2000’s แต่เป็นหลากหลายสาขาย่อยมีทั้ง Art และ Alternative ทั้งนี้ยังการใส่สีสันให้กับเพลงด้วย Trip-hop และ Electronic โดยจริง ๆ แล้วอัลบั้มนี้เริ่มเรกคอร์ตตั้งแต่ในช่วงกลางปี 2021 แต่ด้วยเธอออกงานบ่อยทั้งการทำเพลงให้ศิลปินคนอื่นและโชว์ตัวตาม Festival ทำให้อัลบั้มมิกซ์เสร็จและปล่อยออกมาในปี 2023

โดยหลังจากปล่อยออกมาก็ได้รับความชื่นชมจากหลากหลายสำนัก ทั้ง Rolling Stone และ Pitchfork ถือว่าคะแนนสูงมาก ๆ ส่วน Metacritic ก็แตะถึงหลัก 94 คะแนนเลยทีเดียว ความโดดเด่นของอัลบั้มนี้คือ Vocalist หรือเสียงร้องของ Caroline ที่จัดหนักจัดเต็ม อาจไม่ได้ระเบิดระเบ้อเท่ากับ Diva แต่เอาเป็นว่าในสาย Pop เธอทำออกมาได้ค่อนข้างน่าทึ่ง ส่วนดนตรีมีความ Unique สุด ๆ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็น Vibe ใหม่ของวงการเพลงก็ว่าได้


7. The Record By Boygenius

โปรดิวเซอร์
Boygenius และ Catherine Marks
ค่ายเพลง Interscope
ความยาวอัลบั้ม 42.13 นาที

ดนตรีที่ใช้ในอัลบั้ม The Record ของ Boygenius จะเป็น Indie Rock ช้า มีความคลาสสิกร้องคลอไปกับกีตาร์ เหมาะกับการฟังในวันสบาย ๆ แต่เนื้อเพลงและซิงเกิลในอัลบั้มถือว่าค่อนข้าง Emotional อยู่พอสมควร เพราะซิงเกิลส่วนใหญ่บอกเล่าถึงความเรื่องราวในชีวิตที่หลายคนต้องพบเจอ

เป็นอัลบั้มที่เหมือนกับการแชร์เรื่องราวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก พูดถึงเรื่องวันที่ดี วันที่แย่ ถือเป็นอัลบั้มที่ฮีลใจใครหลายคนในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าอาจจะต้องปาดน้ำตาระหว่างฟังอัลบั้มนี้แต่อัลบั้มนี้เปิดโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งยังทำให้เราหลุดเข้าไปอยู่กับโลกของดนตรีได้ตลอด 42.13 นาที สำหรับใครกำลังหาอัลบั้มดนตรีสายอินดี้เพราะ ๆ นั่งฟังได้แบบไม่มีเบื่อ ต้องลองมาเปิดใจกับ The Record ครับ


8. Why Does the Earth Give Us People to Love By Kara Jackson

โปรดิวเซอร์
Kara Jacksonm Kaina Castillo, Sen Morimoto และ Nnamdi Ogbonnaya
ค่ายเพลง September Recordings
ความยาวอัลบั้ม 52 นาที

Kara Jackson เป็นศิลปินที่เรียกร้องความยุติธรรมในสังคมเสมอมา ดังนั้นเพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่จะเห็นแง่คิดเกี่ยวกับชีวิตและสังคม แม้ว่าแนวเพลงส่วนใหญ่ของเธอจะเป็น Folk ช้า ๆ บวกกับความแห้งของเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ค่อนข้าง Spiritual คือค่อนข้างจะเป็นเพลงที่มีจิตวิญญาณสูงมาก ไม่ได้มีดีเพียงแค่ดนตรีเพราะ ๆ แต่ยังมีเนื้อหาเพลงที่บาดลึกให้อะไรกับคนฟังได้เยอะมาก

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าแนวเพลงของ Kara ในอัลบั้มนี้อาจเข้าถึงยากสักเล็กน้อย เพราะเนื้อเพลงและโมเลดี้ไม่ได้ออกแนว Easy Listening คือถ้าฟังแล้วชอบจะต้องชอบมาก ๆ แต่ถ้าฟังแล้วไม่ใช่ก็คือไม่ชอบไปเลย ถึงแม้ว่าแนวเพลงจะเฉพาะกลุ่มผมก็ยังยกให้เป็นอัลบั้มดีของปีอยู่ดี เนื่องจากซิงเกิลในอัลบั้มถ่ายทอดความเป็นจริงในสังคมและใส่ความเป็นครีเอทีฟเข้าไปค่อนข้างเยอะ การันตีคุณภาพด้วยคะแนน Metacritic ถึง 90 คะแนน


9. Guts By Olivia Rodrigo

โปรดิวเซอร์
Dan Nigro
ค่ายเพลง Geffen
ความยาวอัลบั้ม 39.12 นาที

อัลบั้มใหม่ของ Olivia Rodrigo อย่าง ‘Guts’ ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ความคาดหวังจากแฟนเพลงค่อนข้างสูง เพราะก่อนหน้านี้อัลบั้ม ‘Sour’ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของกระแสและยังได้รางวัล Grammy ในสาขาอัลบั้มป๊อปแห่งปีอีกด้วย ซึ่งหลังจากปล่อยออกมาก็ต้องบอกว่า Olivia ยกระดับและอัพเลเวลของตัวเองได้อย่างชัดเจนครับ เพราะทำเพลงออกมาดีมากถือเป็นผลงานระดับ Masterpiece

อย่างดนตรีในอัลบั้มนี้ยังคง Strict ดนตรีแนว Pop แต่ใส่ความเป็น Punk ลงไปให้เพลงดาดเดือดขึ้น ทั้งนี้ด้วยการร้องสไตล์ฺบัลลาดก็ทำให้เราเห็นความเก่งในการร้องและยังอินไปกับเพลงยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากซิงเกิลเปิดตัว ‘Vampire’ ซึ่งเป็นเพลง Pop Ballad สุดเศร้า ซึ่งคุณภาพของเพลงวัดได้ง่าย ๆ จากกระแสที่ขึ้นเป็นอันดับ 1 บน Billboard หลังจากปล่อยออกมา ส่วนเพลงอื่นในอัลบั้มก็คงคอนเซปและเรียง Tracking List ออกมาดีมาก มีช่วงให้เศร้า สนุก และมันส์ปนเปกันไป ฟังแล้วไหลลื่นตลอดอัลบั้ม แม้แต่ Rolling Stone เองก็ยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มป๊อปตัวเต็งของปี 2023


10. The Greater Wings By Julie Byrne

โปรดิวเซอร์
Jake Falby, Eric Littmann และ Alex Somers
ค่ายเพลง Ghostly International
ความยาวอัลบั้ม 38.27 นาที

The Greater Wings คืออีกหนึ่งอัลบั้มที่ไม่ได้มีกระแสอะไรมากมาย แต่ในแง่ของคุณภาพและการร้อยเรียงตั้งแต่เมโลดี้ไปจนถึงเนื้อเพลงที่เพอร์เฟคมาก โดยหลัก ๆ แล้วอัลบั้มนี้ทำดนตรีออกมาในแนว Folk เป็นดนตรีที่เน้นกีตาร์และการร้องคลอไปอย่างช้า ๆ มีความอินดี้แต่ยังคงฟังง่ายไม่ซับซ้อนอะไร ในขณะที่ซิงเกิลในอัลบั้มอาจจะเศร้าและพาเราดำดิ่งในอารมณ์เล็กน้อย เพราะอัลบั้มนี้มีเพลงที่ทาง Julie Byrne แต่งให้กับอดีตแฟนและเพื่อนของเขาที่เสียชีวิตไปไม่นานนี้ นอกจากนี้ซิงเกิลอื่น ๆ ในอัลบั้มก็จะให้ฟิลลิ่งของความเป็น Summer ฟังแล้วเหมือนล่องลอยอยู่ในอากาศ ผสมกับเสียงของ Julie ที่มีความ Smoky แหบ ๆ แค่ร้องออกมาในคีย์แรกก็ดึงเราให้เข้าไปอยู่ในเพลงได้ทันที สำหรับใครที่ชอลฟังเพลงแนวอินดี้ Folk แนะนำให้ไปลองฟังกันครับ

Next Post