มีหลายคนที่ชอบคิดลบเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าชีวิตของพวกเขาต้องพบเจอกับเรื่องราวแย่ ๆ มาตลอดชีวิต หรืออาจมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่พาพวกเขาให้มาอยู่ในจุด ๆ นี้ แต่อย่างไรก็ดีครับเรามีข้อแนะนำและวิธีการหยุดพฤติกรรมการคิดในแง่ลบได้
มันไม่ได้มีแค่ข่าวหรือโซเชียลมีเดียเท่านั้นที่ทำให้คนเราเกิดความอ่อนไหว แต่มันยังรวมไปถึงระบบความคิดของคนเราด้วยครับ
มันเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่ทุกคนจะคิดในแง่ลบ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะจดจำในเรื่องแย่มากกว่าที่จะจดจำเรื่องราวดี ๆ ในชีวิต เพราะมันเป็นกลไกทางธรรมชาติในการเอาตัวรอดของมนุษย์เรามาตั้งแต่สมัยที่คนยังตั้งรกรากและหากินในป่า แต่อย่างไรก็ดีเราสามารถจัดการกับความคิดเหล่านั้นได้ ถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลาสักหน่อย แต่เชื่อได้เลยครับว่าเมื่อฝึกฝนไปนานเข้า คุณก็จะกลายเป็นคนที่คิดบวกได้อย่างแน่นอน
1. ฝึกการเห็นคุณค่า
การฝึกการเห็นคุณค่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยครับ มันสามารถทำได้ในทุกที่แม้แต่ในบ้านของคุณเอง คุณอาจเริ่มต้นด้วยการเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ว่าคุณมีอะไรบ้าง อย่างเช่น คุณเห็น ที่นอนสปริง ตัวโปรดของคุณ พร้อมกับ ชุดเครื่องนอน คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น หมอนยางพารานุ่ม ๆ หรือหมอนข้าง และ ผ้าห่ม ประจำตัวที่ทำให้คุณหลับได้สบายและอบอุ่นในยามค่ำคืน
ถ้าหากคุณอยู่ในร้านกาแฟ ก็ปล่อยตัวและดื่มดำกับบรรยากาศ รวมถึงรสชาติของกาแฟสดที่ชงมากจากเครื่องชงกาแฟภายในร้านให้เต็มที่ พยายามมองให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีคุณค่าต่อตัวของคุณ เพราะความสุขและคุณค่าของตัวเองนั้นล้วนแล้วมาจากความคิดและจินตนาการของเราทั้งสิ้น
2. มองให้ออกว่าสิ่งไหนควบคุมได้และสิ่งไหนควบคุมไม่ได้
เหตุผลหลักที่ทำให้เรารู้สึกแย่และโกรธนั่นคือ การที่เราไม่พยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งไหนควบคุมได้และสิ่งไหนที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้
บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วเราไม่สามารถควบคุมได้ บางทีการปล่อยให้มันเกิดอาจเป็นเรื่องดีสำหรับเรา เพราะถึงแม้ว่าเราจะหาหนทางใดมาแก้ไข มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ขอให้คิดเพียงแค่ว่าเราทำมันดีที่สุดแล้ว ซึ่งนี่แหละคือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูให้เราเป็นคนที่เริ่มคิดบวกมากขึ้น
คุณอาจเคยเห็นเรื่องราวน่าอนาถใจผ่านข่าวสารในทีวี แต่ลองถามตัวเองกลับมาว่าคุณสามารถแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ? แน่นอนว่ามันแก้ไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณหลีกหนีที่จะเสพเรื่องร้ายเหล่านั้นได้ง่ายที่สุดคือการปิดทีวี
เรื่องราวร้าย ๆ ในอดีตที่ผ่านมานับ 10 ปีหรือ 20 ปี สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของมันก็จะยังคงเดิมและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แล้วทำไมคุณถึงต้องเก็บมันมาคิดให้ปวดหัวละ ?
3. ถอยห่างจากสิ่งที่ทำให้คุณคิดลบ
อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นครับว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างมากในโลกนี้ที่ทำให้เราเกิดการคิดในแง่ลบได้ ยิ่งคุณอยู่ใกล้มันมากเท่าไหร่ มันยิ่งมีอิทธิพลและทวีคูณให้คุณคิดลบมากขึ้นเท่านั้น
โดยสิ่งที่ทำให้เราคิดลบอาจเป็น ความสัมพันธ์แย่ ๆ กับแฟน, เพื่อนแย่ ๆ, ข่าวสาร หรือโซเชียลมีเดีย ถ้าหากคุณรู้ตัวว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้คุณรู้สึกแย่ต่อสุขภาพจิตของคุณ คุณควรที่จะลดคุณค่าเหล่านั้น แล้วหันมาเลือกสิ่งที่สามารถสร้างความสุขให้กับเราได้มากกว่าไม่ดีเหรอครับ ?
4. ฝึกควบคุมสติ
มันเป็นเรื่องยากที่คนเราจะคิดบวกได้แบบ 100% แต่แน่นอนว่าการลดความคิดลบหรือความคิดแย่ ๆ นั้นทำได้อย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่สามารถช่วยเราได้เป็นอย่างดีนั่นคือการฝึกควบคุมสติและทำสมาธิ หลายคนอาจมองว่าการฝึกสติเป็นเพียงแค่พิธีกรรมทางศาสนา แต่ทราบหรือไม่ว่าในหลักการวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าการควบคุมสตินั้นส่งผลที่ดีต่อจิตใจและร่างกายของเรา
เมื่อคุณเริ่มถอยห่างจากความคิดและความรู้สึก คุณจะไม่รู้สึกถึงคำวิจารณ์หรือคำตัดสินของคนอื่น เพราะเมื่อคุณมีสติคุณจะสามารถยับยั้งชั่งใจและสามารถถอยห่างจากความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้น จากนั้นคุณก็จะเริ่มเลือกเสพแต่เรื่องราวดี ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของคุณครับ
5. เขียนบันทึกความคิดของตัวเอง
ถ้าหากคุณเป็นคนที่คิดในแง่ลบกับทุกเรื่อง แน่นอนว่าในหัวของคุณก็จะเต็มไปด้วยความคิดในแง่ลบ สิ่งหนึ่งที่จะจัดการกับมันได้คือการเขียนและจดบันทึกมันลงไปบนกระดาษสักแผ่น แทนที่จะเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ในหัวทั้งหมด เพราะมีหลายคนที่สามารถผ่านเรื่องราวที่ไม่ดีในชีวิตด้วยการเขียนความรู้สึกตัวเองลงบนกระดาษ
คุณอาจเริ่มต้นการเขียนเกี่ยวกับปัญหาที่คุณกำลังพบเจอ เมื่อคุณเขียนสิ่งเหล่านั้นลงไป มันจะเป็นการช่วยให้คุณเห็นถึงปัญหาได้ชัดขึ้น ว่าสิ่งไหนที่มีอิทธิพลทำให้เราคิดลบ เมื่อคุณทราบแล้วว่ามันคืออะไร คุณก็จะสามารถจัดการกับมันได้อย่างตรงจุด
6. พยายามยิ้ม (ถึงแม้ว่าจะฝืนก็ตาม)
การยิ้มอาจฟังแล้วดูเรื่องปกติ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการยิ้มเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของเราได้เร็วที่สุดและมันยังช่วยลดการคิดในแง่ลบได้อีกด้วย ทั้งนี้ในงานวิทยาศาสตร์ยังบอกอีกว่าการยิ้มนั้นเปรียบเสมือนกับ ‘เคมีความสุข’ ที่ส่งผลดีต่อร่างกายของเรา เพราะมันช่วยเพิ่มเซโรโทนินและโดพามินในสมองของมนุษย์ ซึ่งสารข้างต้นนี้มีผลต่ออารมณ์ของเราครับ
7. กินอาหารสุขภาพ
อาจจะมีหลายคนที่ไม่ทราบว่าการรับประทานอาหารนั้นมีผลต่ออารมณ์ของเรา โดยมีการรายงานการกินอาหารสุขภาพ, การควบคุมน้ำหนัก และลดการกินอาหารที่กระตุ้มอาการอักเสบ จะเป็นการป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนั้นแล้วยังมีการศึกษาที่ค้นพบว่า หอยนางรม, ผักวอเตอร์เครส และปวยเล้ง เป็นอาหารที่ช่วยเรื่องอาการซึมเศร้าได้อีกด้วยครับ
8. ออกกำลังกาย
อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากที่สุดในการช่วยให้คุณลดอาการคิดลบได้นั่นคือ ‘การออกกำลังกาย’ ซึ่งการออกกำลังกายนั้นไม่จำเป็นต้องออกหนักมาก อย่างการปั่น จักรยานเสือหมอบ หรือการออกกำลังกายในฟิตเนส ผมขอเพียงแค่คุณมี รองเท้าวิ่ง และความอยากเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นสักเล็กน้อย แค่นี้ก็พอแล้วครับ
ทั้งนี้ยังมีการศึกษาและวิจัยพบว่าการออกกำลังกายสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของเราให้ดีขึ้นได้ ทั้งยังเพิ่มการคิดในแง่บวกให้กับเราอีกด้วย
- การออกกำลังกายช่วยเพิ่มเซโรโทนินในสมอง (ช่วยให้อารมณ์ไม่แปรปรวน, นอนหลับ และ อยากอาหาร)
- การออกกำลังกายช่วยลดเคมีที่ทำให้โรคซึมเศร้านั้นแย่ลง
- การออกกำลายช่วยเพิ่มเอ็นโดรฟิน ทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้น
- การออกกำลังกายช่วยทำให้การนอนหลับของเรากลับมาเป็นปกติ เพราะการนอนหลับมีผลต่ออารมณ์ของเรา
ทุกคนสามารถหยุดความคิดในแง่ลบได้ !
สิ่งหนึ่งที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของคุณให้เป็นคนคิดบวกได้ นั่นคือการเชื่อมั่นใจตัวเองและลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ผมเชื่อว่าถ้าคุณได้ทำตามข้อแนะนำทั้ง 8 ข้อข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ดีได้อย่างแน่นอนครับ