วิธี จัดการหนี้สิน ในช่วงโควิด 19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยตอนนี้ แม้ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปในทิศทางทีดีขึ้น แต่เราก็ต้องยอมรับนะคะว่าผลกระทบของโควิดนั้นไม่ได้มีเพียงแต่การสูญเสียทางของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันกลับส่งกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจโดยรวมของโลกเช่นกัน บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแหล่งเริ่มประกาศปิดตัวหรือเลิกจ้างงานให้เห็นอยู่มากมาย และประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิดไปไม่น้อยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยนั้นก็ได้มีโครงการออกมาช่วยเหลือประชาชนมากมายไม่ว่าจะเป็น เงินเยียวยากลุ่มคนต่าง ๆ อย่าง เงินเยียวยาเกษตรกร, เงินเยียวยาประกันสังคม, เงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือจะเป็นการปล่อยสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำและผ่อนนานของทางธนาคารออมสิน รวมถึง โครงการ “สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย“, “คลินิกแก้หนี้“, “Future Skill x New Career Thailand เพื่อยกระดับคนตกงาน” และ “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นต้น

แน่นอนค่ะว่าโครงการเหล่านี้เป็นเพียงการช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะบรรเทาหนี้สินของเราได้บ้างในช่วงนี้ แต่มันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเข้ามาช่วยปรับปรุงโครงสร้างของหนี้สินที่จะทำให้ธุรกิจของคุณสามารถอยู่ตัวได้หลังจากสถานการณ์โควิดผ่านไป โดยการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการเจรจาปรับหนี้สินของผู้กู้ เพื่อช่วยลดโอกาศที่คุณอาจจะเป็นลูกหนี้เสียได้น้อยลง โดยผ่านโครงการ “ปรับโครงสร้างหนี้ : เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ซึ่งมีมากถึง 8 ทางเลือก ในการปรับโครงสร้างหนี้ดังต่อไปนี้



8 วิธีปรับโครงสร้างหนี้ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

1. ขอยืดเวลา

ขอยืดเวลาหรือขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้ เพื่อให้คุณสามารถผ่อนค่างวดต่อเดือนได้น้อยลง เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่น้อยลงของคุณเช่นกัน

อาทิเช่น สินเชื่อ 10 ปี แต่คุณผ่อนมาแล้วเหลือ 4 ปี และตอนนี้คุณไม่สามารถผ่อนได้ไหวอีกต่อไป การขอยืดเวลา จะทำให้ยอดที่ต้องผ่อนต่อเดือนลดลง ทำให้คุณสามารถผ่อนได้ตามกำลังที่มี และลดโอกาสการเป็นลูกหนี้เสียอีกด้วยนะคะ

2. พักชำระเงินต้น

เป็นการขอพักชำระเงินต้นในช่วงเวลาระยะหนึ่งเท่านั้น อาจจะเป็น 6 หรือ 12 เดือนเป็นต้น วิธีนี้เป็นการช่วยลดภาระการผ่อนชั่วคราวเท่านั้น เพราะปกติค่างวดที่ต้องจ่ายจะแบ่งออกเป็นเงินต้นและเงินดอก อย่างเช่น ปกติคุณต้องผ่อน 20,000 บาท ทุกเดือน โดยแบ่งเป็นเงินต้น 8,000 บาทและเงินดอก 12,000 บาท การขอพักชำระเงินต้นก็เท่ากับว่าคุณจะผ่อนเพียงแค่ดอก 12,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

แต่การผ่อนวิธีนี้เงินต้นจะไม่ลดลงในช่วงพักนะคะ ดังนั้นคุณจะต้องเป็นหนี้และแบกภาระดอกเบี้ยนานขึ้นตามระยะเวลาที่ขอพัก แต่หากคุณสามารถนำเงินมาโปะได้ก่อนถึงกำหนดตามสัญญา ก็จะทำให้ดอกเบี้ยลดลงและหนี้หมดเร็วขึ้น

3. ลดอัตราดอกเบี้ย

เป็นการขอลดดอกเบี้ยที่เคยกำหนดไว้ในสัญญาจากเดิมให้มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง เมื่อมีอัตราดอกเบี้ยลดลง ค่างวดที่ส่งทุกเดือนก็จะไปช่วยลดในส่วนของเงินต้น ทำให้เมื่อเงินต้นลดภาระดอกเบี้ยก็จะลดลง

4. ยกหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้

วิธีนี้จะช่วยทำให้ค่างวดที่ผ่อนเข้ามาสามารถตัดในส่วนของเงินต้นมากขึ้น เมื่อต้นปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยปรับบนฐานของงวดที่ผิดนัดชำระจริงเท่านั้น เพื่อความเป็นธรรมสำหรับลูกหนี้

5. เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน

การเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน (สินเชื่อ WC) เป็นการหล่อเลี้ยงธุรกิจในยามที่ลำบาก หรือสำรองเงินในยามฉุกเฉิน เพราะไม่มีใครทราบว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร การขอเพิ่มทุนหมุนเวียนนั้นจะทำให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในภายหลังได้ แต่จะต้องเป็นการให้สินเชื่อ WC ใหม่แก่ธรุกิจหรือกิจการที่มองดูแล้วมีศักยภาพเท่านั้นนะคะ




6. เปลี่ยนประเภทหนี้

การเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยแพงไปเป็นอัตราดอกเบี้ยถูกลง โดยจะเปลี่ยนเป็นสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลาชำระ (term loan) นั้นเองค่ะ

7. ปิดจบด้วยเงินก้อน

เป็นการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น อาทิเช่น 6 เดือน หรือเพียง 1–2 งวด ซึ่งจะทำให้หมดภาระค่างวดรายเดือนไปอีกหนึ่งก้อน วิธีนี้เป็นการลดภาระดอกเบี้ยหากคุณมีพอจะมีเงินก้อนนะคะ

8. รีไฟแนนซ์ (Refinance)

รีไฟแนนซ์เป็นการขอปิดสินเชื่อจากสถาบันการเงินเดิมและย้ายไปใช้สินเชื่อของสถาบันการเงินรายใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีกว่า

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ มีทางเลือกไหนที่เข้าตาและเหมาะสมกับสภาพทางการเงินของคุณตอนนี้บ้างไหม เราหวังว่าทางเลือกทั้ง 8 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตั้งขึ้นมานั้นจะช่วยให้คุณสามารถประคับประคองหนี้สินให้พ้นจากวิกฤตสถานการณ์โควิด 19 ครั้งนี้ไปได้ด้วยดีนะคะ สำหรับใครที่คิดว่าเริ่มจะผ่อนไม่ไหว ให้รีบติดต่อของเจรจาต่อรองกับสถาบันทางเงินที่คุณทำเรื่องกู้อยู่ได้เลยไม่ต้องรอให้เป็นหนี้เสียก่อนนะคะ เพราะไม่เช่นนั้นคุณจะเสียประวัติข้อมูลเครดิตเอาได้ แต่หากเป็นหนี้เสียแล้วก็สามารถติดต่อกับทางสถาบันการเงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้เช่นกันค่ะ 🙂

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

Next Post