เมื่อพูดถึงนักร้องสายป๊อประดับโลกในอุตสาหกรรมเพลงเราก็อาจจะหนึ่งถึงกันอยู่หลายชื่อ โดยฝ่ายนั้นหากนึกถึงในระดับตำนานก็คงจะหนีไม่พ้น ‘Michael Jackson (ไมเคิล แจ็กสัน)’ ส่วนฝ่ายหญิงคือ ‘Madonna (มาดอนน่า)’ แบบที่ไม่มีข้อกังขาอย่างแน่นอน จะเรียกว่าเป็นคิงและควีนของนักร้องสายป๊อปเลยก็ว่าได้ หลังจากนั้นก็จะมีการตั้งฉายาเจ้าหญิงเพลงป๊อปตามมาในยุค 90’s นั่นคือ ‘Britney Spears (บริตนีย์ สเปียส์) รวมไปถึงนักร้องชื่อดังรุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังอยู่บนเส้นทางการเป็นตำนาน ไม่ว่าจะเป็น อารีอานา กรานเด, จัสติน บีเบอร์ รวมไปถึงอีกหนึ่งคนที่เรียกได้ว่าคู่ควรแก่การเป็นควีนคนต่อไปของวงการเพลงป๊อปนั่นคือ ‘Lady Gaga (เลดี กากา)’ ศิลปินชื่อดังที่ฝากผลงานเพลงคุณภาพให้กับวงการมากมาย
ประวัติของ Lady Gaga (เลดี กากา)
Stefani Joanne Angelina Germanotta หรือ Lady Gaga (ชื่อในวงการ) เลดี กากา หรือ เลดี้ กาก้า ในสำเนียงพูดของคนไทย เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ปี 1986 ในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยถ้าสังเกตให้ดีคือชื่อจริง ๆ ของเธอมีความเป็นอิตาลีมาก เพราะครอบครัวทั้งทางฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่มีเชื้อสายอิตาเลียนทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมทั้งชื่อและหน้าตาของเธอมีความเป็นอิตาเลียนค่อนข้างสูง
โดยคุณแม่ของเธอมีชื่อว่า Cynthia Louise มีอาชีพผู้บริหารธุรกิจและทำงานเกี่ยวกับการกุศล ส่วนคุณพ่อ Joseph Germanotta ทำงานในเรื่องของผู้ประกอบการอินเตอร์เน็ต ซึ่งกากาได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าครอบครัวของเธอในอดีตนั้นไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย เรียกได้ว่าอยู่ใน Lower-Class หรือกลุ่มชนชั้นระดับล่าง ดังนั้นครอบครัวของเธอจึงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมาตลอด

ทั้งนี้ชีวิตในวัยเรียนของกากาในโรงเรียนหญิงล้วนก็ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่นัก เพราะโรงเรียนของเธอค่อนข้างเคร่งครัดในกฎระเบียบเป็นอย่างมาก จนทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยในช่วงการอยู่ในโรงเรียน แต่อย่างไรก็ดีดนตรีก็ทำให้เธอมีความสุขได้เสมอ โดยความสามารถพิเศษที่ติดตัวเลดี้ กากา ช่วยให้เธอพัฒนาทักษะทางด้านการเล่นดนตรีได้รวดเร็ว เพราะเธอเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น
ซึ่งในช่วงวัยเด็กเธอใช้เวลากับเปียโนอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเวลาว่างของเธอจะวนเวียนไปกับการนั่งอ่านโน้ตเปียโน จนครอบครัวเริ่มเห็นความสามารถในตัวเธอในการส่งให้เธอเข้าไปในแคมป์ Creative Arts จนฝีมือของเธอพัฒนาขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด แต่อย่างไรก็ดีกาาก้าไม่ได้มีเพียงแค่ความสามารถทางดนตรีเพียงเท่านั้น แต่เธอยังเก่งในเรื่องของการแสดงด้วย เพราะเธอได้เรียนการแสดงที่ Lee Strasberg Theatre and Film Institute แต่เธอก็ได้หยุดไปในเส้นทางการแสดง เนื่องจากการออดิชั่นในนิวยอร์กไม่ประสบความสำเร็จ
จนในที่สุดเธอก็กลับไปทางด้านสายดนตรีอีกครั้งในช่วงอายุ 17 ปี เพื่อที่จะพัฒนาทางด้านการร้องและการเขียนเพลง จากนั้นเธอก็เริ่มอัดเพลงและพบเจอผู้คนเก่ง ๆ ที่ช่วยให้รังสรรค์ผลงานเพลงของกากาให้ดีและเก่งขึ้นไปอีกระดับ และได้เซ็นสัญญากับหลายค่าย จนในที่สุดเธอก็พบกับแสงสว่างและเส้นทางการเป็นนักร้องระดับโลกอย่างสมใจหวัง เมื่อเธอได้ปล่อยอัลบั้มที่ชื่อว่า ‘The Fame’ ออกมา โดยในอัลบั้มนั้นมีซิงเกิ้ลระดับตำนานอย่างเพลง ‘Just Dance’ และ ‘Poker Face’ จนมีชื่อเสียงมาถึงทุกวันนี้
1. Rain On Me With Ariana Grande

| แนวเพลง | Dance-pop, house disco และ electropop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Lady Gaga, BloodPop, Ariana Grande, Matthew Burns, Nija Charles, Rami Yacoub, Martin Bresso และ Alexander Ridha |
| โปรดิวเซอร์ | BloodPop และ Burns |
| เพลงในปี | 2020 |
การกลับมาของกากากับอัลบั้ม Chromatica ถือเป็นอะไรที่สมศักดิ์ศรีของเจ้าแม่เพลงป๊อปมาก โดยเฉพาะเพลง Rain On Me ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้หวนกลับไปในยุคทองของเธอ ทั้งนี้การ Collabration กับอารีอานาก็ถือเป็นการร่วมงานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจไปทั่วโลกเช่นกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักของเพลงนี้คือกากาต้องการจะสื่อสารเกี่ยวกับช่วงความยากลำบากของชีวิตที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ามันจะยากสักแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ผ่านมันมาได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเธอจึงใช้ดนตรีแนว Dance, Disco และผสมเข้าด้วย Electro Pop ก็เพราะเพลงนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับความยากลำบากที่เธอผ่านมาได้นั่นเอง ส่วนในเรื่องของการร้องนั้นก็ถือว่าเสียงของกากาเบลนเข้ากับอาเรียน่าได้แบบไม่ขัดหู ฉะนั้นผมจึงยกเพลงนี้ให้เป็นเพลงขึ้นหิ้งที่หลายคนควรจะได้ฟังกันครับ
2. Bad Romance

| แนวเพลง | Electropop และ dance-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, KonLive, Cherrytree และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta และ Nadir Khayat |
| โปรดิวเซอร์ | RedOne และ Lady Gaga |
| เพลงในปี | 2009 |
หากใครติดตามเพลงสากลมาตั้งแต่ยุค 20 จะต้องเคยได้ยินเพลง Bad Romance ผ่านหูอย่างแน่นอน เพราะเพลงนี้คือตำนานที่ประดับคู่วงการอุตสาหกรรมเพลง อีกทั้งยังถือว่าเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเลดี กากา ที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นตัวท็อปของวงการเพลงได้แบบไร้ข้อกังขา เพราะเพลงนี้ได้เข้าชิงในหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น MTV หรือรางวัลที่นักร้องทุกคนใฝ่ฝันว่าอยากจะได้มาครอบครองคือ Grammy Awards ซึ่งเพลงนี้สามารถกวาดไปได้ถึง 2 รางวัล ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จสุด ๆ ทั้งนี้ในแง่ของคำวิจารณ์ที่ได้รับจากสื่อสำนักดังอย่าง Pitchfork และ Rolling Stone ก็ชื่นชมเพลงนี้อยู่เสมอ เรียกว่าเป็น Masterpiece ที่ไม่มีใครลืมเพลงนี้ได้ลงอย่างแน่นอน
3. Poker Face

| แนวเพลง | Synth-pop และ dance-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, KonLive, Cherrytree และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta และ Nadir Khayat |
| โปรดิวเซอร์ | RedOne |
| เพลงในปี | 2008 |
Poker Face เป็นอีกหนึ่งเพลงของกากาซึ่งสามารถขึ้นไปแตะอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ได้ นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นอยู่ในอันดับท็อป ๆ กว่า 20 ชาร์จทั่วโลก และมียอดขายมากกว่า 14 ล้านก็อปปี้ โดยเสน่ห์ของเพลงนี้น่าจะอยู่ที่ดนตรีของเพลงที่เป็น Synth-Pop ผสมรวมกับ Dance-Pop ซึ่งจะมีความดาร์กอยู่ในตัว แต่ในขณะเดียวกันก็สนุกไปกับความเป็นเพลงแดนซ์ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่กากาใช้ร้องในทุกคอนเสิร์ตที่เธอได้แสดง แม้ว่ากระทั่งบนงานใหญ่อย่าง Super Bowl เธอก็เลือกที่จะใช้เพลงนี้ในการร้อง เพราะมันสามารถสร้างความสนุกให้กับงานได้เป็นอย่างดี และยังเป็นเสียงและภาพจำที่ทำให้หลายคนจำเธอได้
4. Telephone ft. Beyonce

| แนวเพลง | Dance-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, Kon Live, Cherrytree และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta, Rodney “Darkchild” Jerkins, LaShawn Daniels, Lazonate Franklin และ Beyoncé Knowles |
| โปรดิวเซอร์ | Darkchild และ Lady Gaga |
| เพลงในปี | 2010 |
เบื้องหลังการทำเพลงนี้น่าสนใจมากเลยครับ เพราะหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วเพลงนี้กากาเคยเขียนให้เจ้าหญิงเพลงป๊อปอย่าง Britney Spears แต่น่าเสียดายที่เพลงไม่ได้ถูกบรรจุลงในอัลบั้มของบริทนี่ กากาจึงนำมาร้องเองและดึงเอานักร้องมากความสามารถอย่าง Beyonce เข้ามาสร้างสีสรรค์ ซึ่งด้วยคุณภาพของเพลงที่มีทีมงานคนเขียนเพลงและโปรดิวเซอร์คุณภาพ ทำให้เพลงนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะสามารถทพยอดขายทั่วโลกได้ถึง 7.4 ล้านในปี 2010 หากใครกำลังหาเพลงสนุก ๆ ไว้เปิดในงานปาร์ตี้ เพลงนี้ถือเหมาะเป็นอย่างมาก
5. Shallow With Bradley Cooper

| แนวเพลง | Country, folk pop และ rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Lady Gaga, Andrew Wyatt, Anthony Rossomando และ Mark Ronson |
| โปรดิวเซอร์ | Lady Gaga และ Benjamin Rice |
| เพลงในปี | 2018 |
ภาพจำของใครหลายคนอาจมองว่ากากาน่าจะถนัดแค่เพียงเพลงแดนซ์อย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วความสามารถของเธอมีมากกว่านั้นเยอะ เพราะที่ผ่านมากากาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเธอร้องได้ทุกสาย ไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส, ร็อก หรือคันทรี่ โดย Shallow เป็นอีกหนึ่งผลงานที่โชว์ให้เห็นเลยว่าเธอคือนักร้องมากความสามารถ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงบัลลาดที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง A Star Is Born ที่เธอได้เป็นนักแสดงนำ การถ่ายทอดเนื้อหาและเสียงร้องคือจุดขายของเพลงนี้ จนทำให้เธอได้รับรางวัลสุดยิ่งใหญ่อย่าง Grammy Awards และ Osacar
6. Love Game

| แนวเพลง | Synth-pop และ electro-R&B |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, KonLive, Cherrytree และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta และ Nadir Khayat |
| โปรดิวเซอร์ | RedOne |
| เพลงในปี | 2009 |
หากใครกำลังจะจัดปาร์ตี้อยู่อย่าลืมที่จะใส่เพลง Love Game ลงไปในลิสต์ด้วย เพราะตัวเพลงมีจังหวะดนตรีที่สนุกตามสไตล์ Synth-pop และ Electro-R&B รับรองได้ว่าสามารถสร้างความสนุกได้ในงานปาร์ตี้อย่างแน่นอน โดยเพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะสามารถขึ้นไปแตะ Top 5 ในสหรัฐอเมริกาได้ อีกทั้งยังขึ้นชาร์จในออสเตรเลียอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะโดนแบนเนื่องจากมีเนื้อหาที่เซ็กซี่จนเกินไปก็ตาม
7. Applause

| แนวเพลง | Electropop, dance-pop และ Eurodance |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta, Paul “DJ White Shadow” Blair, Dino Zisis, Nick Monson, Martin Bresso, Nicolas Mercier, Julien Arias และ William Grigahcine |
| โปรดิวเซอร์ | DJ White Shadow, Lady Gaga, Dino Zisis และ Nick Monson |
| เพลงในปี | 2013 |
Applause เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้ม Art Pop ในปี 2013 ซึ่งแรงบันดาลใจของเพลงนี้มาจากแฟนคลับของเธอ ที่คอยซัพพอร์ตเธอในช่วงอาการบาดเจ็บระหว่างทัวร์ จนเธอจำเป็นจะต้องแคนเซิลตารางทัวร์ทั้งหมด โดยเพลง Applause ถือเป็นเพลงหนึ่งที่ได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์เพลงในหลากหลายสำนัก ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะไม่ได้เปิดตัวยิ่งใหญ่เท่ากับในช่วง Born This Way หรือ Bad Romance แต่ในด้านคุณภาพ เพลงนี้ถือได้ว่าดีมากเลยทีเดียว
8. The Edge of Glory

| แนวเพลง | Pop, electro-rock และ disco |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, Kon Live และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta, Fernando Garibay และ Paul Blair |
| โปรดิวเซอร์ | Lady Gaga และ Fernando Garibay |
| เพลงในปี | 2011 |
The Edge of Glory เปิดตัวด้วยอันดับที่ 3 บนชาร์จ Billboard Hot 100 และเป็นเพลงที่ทำยอดขายได้ดีในแพลตฟอร์ม Digital โดยเพลงนี้กากาได้แรงบันดาลใจมาจากการคุณปู่ของเธอที่เสียชีวิตลงในปี 2010 ดังนั้นใครที่ได้ฟังจะสัมผัสและเข้าถึงเพลงนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การใส่เสียงแซกโซโฟนก็ให้ความคลาสสิกในยุค 80’s หากใครอยากฟังเพลงแนวจิตวิญญาณที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี เพลง The Edge of Glory ควรเป็นอีกหนึ่งเพลงที่อยู่ในลิสต์
9. Alejandro

| แนวเพลง | Synth-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, Kon Live, Cherrytree และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Stefani Germanotta และ Nadir Khayat |
| โปรดิวเซอร์ | RedOne และ Lady Gaga |
| เพลงในปี | 2010 |
กากาถือว่าเป็นนักร้องคนหนึ่งที่พยายามซัพพอร์ตเพศทางเลือกหรือ LGBTQ อยู่เสมอ เพราะเธอมีทั้งเพื่อนและกลุ่มแฟนคลับจำนวนมากที่เป็นเพศนี้ ดังนั้นเธอจึงได้ใช้ความสามารถทางด้านการร้องและการแต่งเพลงมาช่วยกลุ่มคนเหล่านี้อยู่เสมอ โดย Alejandro คือหนึ่งในลิสต์เพลงที่เธอได้แรงบันดาลใจมาจากเพื่อนของเธอ ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับเพลงดังอื่น ๆ ในอัลบั้ม แต่มันก็เป็นสิ่งนี้ที่จุดกระแสขึ้นมาได้ นอกจากนี้ในแง่ของดนตรีก็ถือว่าดีมาก เพราะท่อนฮุคติดหูและดนตรีที่ประณีต ซึ่งต้องยกเครดิตให้ทั้งกากาและ RedOne
10. Born This Way

| แนวเพลง | Dance-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Streamline, Kon Live และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Lady Gaga และ Jeppe Laursen |
| โปรดิวเซอร์ | DJ White Shadow, DJ Snake, Fernando Garibay, Lady Gaga, Robert John “Mutt” Lange, Jeppe Laursen, RedOne และ Clinton Sparks |
| เพลงในปี | 2011 |
Born This Way คือเพลงปลุกกระแสที่เลดี กากา พยายามสร้างความเท่าเทียมทางเพศในผู้หญิงและกลุ่มเพศทางเลือกอย่าง LGBTQ ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งต้องบอกว่าเธอทำได้สำเร็จ เพราะเพลงนี้กลายเป็นที่พูดถึงในด้านบวก ทั้งเนื้อหาภายในเพลงรวมไปถึงดนตรี Dance-pop ที่เป็นงานถนัดของเธอ สิ่งที่น่ามหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งคือเธอแต่งเพลงนี้ได้เสร็จภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น เพราะด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เธอได้พบเจอมากับตัวเอง ทำให้เธอสามารถเขียนความรู้สึกภายในออกมาได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพที่ดีของเพลงก็ทำให้เพลงนี้สามารถขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ได้เป็นเพลงที่ 3 ในชีวิตการทำงานเพลงของเธอ
เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ 10 เพลงยอดนิยมที่ผมได้แนะนำกันไป ทั้งนี้กากาเองก็เคยได้ร้องเพลงร่วมกับนักร้องดัง ๆ หลายคนอย่างเพลง Sour Candy ที่ได้ร่วมงานกับสาว ๆ วง BLACKPINK แม้จะไม่มี MV ออกมาเอาใจแฟนคลับ แต่ว่าเสียงของสาว ๆ ที่ต่างสำเนียงกันสามารถเข้าได้อย่างไพเราะมากครับ