• Affiliate Policy
  • BR
  • Content Policy
  • Legal
  • Privacy Policy
  • ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการเว็บไซต์
  • ต้องการให้เรารีวิวสินค้า ?
  • ติดต่อเรา
  • รวมโปร 7.7 สินค้าลดราคา ดีลดีเบสท์รีวิวเลือกให้
  • รีวิว สินค้า
  • สาระน่ารู้
  • สินค้าที่เราเลือกมาแนะนำ
  • หมวดหมู่สินค้าที่ถูกเลือก โดยเบสท์รีวิว
  • เกี่ยวกับเรา
    • About us
  • เทศกาลถือศีล-กินเจ: แนะนำวัตถุดิบ / สูตรเมนูอาหารเจ
  • เบสท์รีวิว
  • แนะนำสินค้า ซื้อยี่ห้อไหนดี ?
  • ไอเดีย วันวาเลนไทน์
Best Review Asia
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง
No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง
No Result
View All Result
Best Review Asia
No Result
View All Result

รีวิว จั๊มสตาร์ทรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ทั้งแบบต่อพ่วงกับรถอื่น และแบบมีแบตในตัว

Team BR โดย Team BR
อัปเดต New A.
อัปเดตเมื่อ: June 5, 2026
ใน ยานยนต์และอุปกรณ์
0

ปัญหาแบตเตอรี่รถหมด จนทำให้รถสตาร์ทไม่ติดเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ทุกรุ่นทุกประเภทเลยครับ ซึ่งถ้าเป็นรถจักรยานยนต์ พวก 125 cc., 150 cc. หรือแม้แต่ 400 cc. เราคนเดียว ก็สามารถเข็นสตาร์ทได้ครับ แต่สำหรับรถยนต์นั้นการเข็นสตาร์ทมันต้องใช้แรงมหาศาลมาก ซึ่งถ้าคุณตัวคนเดียวมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ หรืออาจจะทำได้ครับ กับรถเล็ก ๆ อย่าง อีโค่คาร์, รถครอบครัวเล็ก ๆ หรือรถในคลาส B-Segment แต่ถ้ารถของคุณเป็นพวก รถกระบะ, รถ SUV, รถ PPV หรือรถ MPV คันใหญ่ ๆ แล้วเกิดแบตเตอรี่หมดในระหว่างทาง แน่นอนครับว่าคุณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยครับ นอกจากรอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากรถยนต์ทุกรุ่นโดยเฉพาะรุ่นใหม่ ๆ จำเป็นต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบต่าง ๆ ของรถ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สามารถทำงานได้ อย่างเช่น ระบบแอร์ปรับอากาศ, ระบบเบรก, ระบบไฟส่องสว่าง, ระบบความบันเทิง และโดยเฉพาะ มอเตอร์สตาร์ท ครับ นั่นหมายความว่า หากรถของคุณแบตเตอรี่ไม่เพียงพอหรือหมดไป แน่นอนครับว่ารถยนต์ของคุณก็จะจอดสนิท ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งโดยปกติแล้วรถทุกคันจะมีตัวปั่นไฟรวมอยู่ ทำให้เมื่อคุณขับรถมันก็จะทำการเก็บกำลังไฟเข้าแบตฯ ไปด้วย และจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ

การใช้งานสายพ่วงแบตเตอรี่
การใช้งานสายพ่วงแบตเตอรี่

แต่ความน่าปวดหัวก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์มันจะหมดตอนไหนก็ได้ครับ เนื่องจากแบตเตอรี่มีโอกาสที่จะเสื่อมได้ด้วย ซึ่งทำให้ในบางครั้งมันก็ไม่มีการเตือนล่วงหน้าเลย หรือเตือนในตอนเช้า จากนั้นแบตฯ หมด และสตาร์ทไม่ติดในตอนเย็น ทำให้ปัญหานี้คือ ปัญหาที่สร้างความรำคาญ และทำให้เราเสียเวลาแบบสุด ๆ ครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลนี้รถทุกคันก็ควรจะต้องมีอุปกรณ์สำคัญอย่าง “จั๊มสตาร์ทรถยนต์” ติดรถเอาไว้ครับ เพื่อจะใช้สำหรับต่อพ่วงกับแบตเตอรี่ของรถอีกคัน เพื่อจ่ายกำลังไฟเข้ามากระตุ้นแบตเตอรี่ของเรา ช่วยให้รถสามารถสตาร์ทได้ ซึ่งทุกวันนี้นอกจากจั๊มสตาร์ทที่เป็นสายแล้ว มันก็ยังมีจั๊มสตาร์ทที่ออกแบบมาในรูปแบบของ Power bank ด้วย หรือเรียกกันในอีกชื่อว่า “จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบพกพา” ซึ่งจะมีแบตเตอรี่อยู่ในตัว ทำให้คุณไม่ต้องหารถยนต์คันอื่นมาช่วยเลย สามารถต่อเข้ากับขั้วแบตเตอรี่ และให้พลังงานได้ในทันที

จั๊มสตาร์ทรถแบบพกพา แบบไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

สายพ่วงแบตเตอรี่ แบบไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

จั๊มสตาร์ทสายชาร์จทั่วไป (สายพ่วงแบตฯ) คืออะไร ?

จั๊มสตาร์ท เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เจ้าของรถยนต์ทุกคันควรจะต้องมีติดไว้ในรถ เพราะในช่วงเวลาเร่งรีบคุณอาจเกิดปัญหาไม่คาดคิดขึ้นได้ อย่างเช่น รถของคุณแบตเตอรี่หมดในระหว่างทางกลับบ้านจนไม่สามารถขับไปไหนต่อได้ ซึ่งสถานการณ์ในเช่นนี้คุณสามารถที่จะแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ ‘จั๊มสตาร์ท’ ครับ ส่วนวิธีการใช้งานก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

จั๊มสตาร์ทรถยนต์
จั๊มสตาร์ทรถยนต์

1. การใช้งานก็จะเริ่มต้นด้วยการนำเอาคลิปหนีบของสายเคเบิ้ลที่เป็น ขั้วบวก มาหนีบเข้ากับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถที่แบตฯ หมด จากนั้นก็นำ ขั้วบวกอีกฝั่ง มาหนีบเข้ากับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถที่จะนำมาจ่ายไฟ

2. ตามด้วยการนำสายเคเบิ้ล ขั้วลบ มาต่อเข้าแบตเตอรี่ขั้วลบของรถที่จะนำมาจ่ายไฟ จากนั้นต่อด้วยการนำเอา ขั้วลบอีกฝั่ง มาหนีบเข้ากับ ชิ้นส่วนโลหะ ของเครื่องยนต์ (จุดที่เป็นโลหะ ไม่มีสีรถหรือคราบน้ำมัน) ที่เป็นกราวด์ของรถคันที่แบตฯ หมด

3. จากนั้นตรวจเช็คจุดเชื่อมต่อทุก ๆ จุดให้แน่น เพื่อความปลอดภัย

4. เริ่มสตาร์ทรถคันที่จะนำมาจ่ายไฟ โดยสตาร์ททิ้งไวประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ให้เร่งเครื่องยนต์ขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 60 วินาที เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้รถคันที่แบตฯ หมด เพื่อให้มีกะแสไฟเก็บไว้ในแบตฯ เล็กน้อย เนื่องจากการสตาร์ทรถในแต่ละครั้ง มันจะดึงกระแสไฟจากแบตฯ ที่ค่อนข้างสูง 

5. สุดท้ายก็มาสตาร์ทรถคันที่แบตฯ หมดครับ โดยหากทำถูกขั้นตอนรถยนต์ของคุณจะกลับมาทำงานและสตาร์ทติดครับ

* ปกติแล้ว แดง คือขั้วบวก และ ดำ คือ ขั้วลบ *

สายพ่วงแบตเตอรี่ หรือ จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบสายชาร์จทั่วไปคืออะไร ?
ภาพตัวอย่างการทำงาน

หมายเหตุ ในส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือ การถอดสายพ่วง ครับ โดยเราจะทำตรงกันข้างจากวิธีการต่อ คือ ให้เริ่มต้นจากการถอดขั้วลบ ออกก่อน หลังจากนั้นก็ถอด ขั้วบวก ออกมา  เพียงเท่านี้รถยนต์ของเราก็พร้อมใช้งานแล้วครับ

จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว คืออะไร ?

อย่างที่เข้าใจกันไปแล้วครับว่า สายพ่วงแบตเตอรี่นั้นจะต้องมีรถยนต์อีกคันหนึ่งในการนำมาช่วยในการจ่ายไฟ แต่ถ้าหากคุณใช้ จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว คุณจะไม่จำเป็นต้องไปง้อหรือหารถยนต์คันอื่นมาช่วยเลย เพราะแบตเตอรี่หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ‘Power Bank’ จะทำหน้าที่ในการจ่ายไฟให้กับรถยนต์ของคุณเอง

จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว
จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว

นอกจากนี้ในหลายรุ่นยังมีฟังก์ชันเพิ่มเติมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไฟฉาย หรือแม้แต่การเปิดวิทยุก็ทำได้เช่นเดียวกัน ในขณะที่การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำรองก็ทำได้ไม่ยากครับ ชาร์จง่ายเหมือนกับ สมาร์ทโฟน หรือแบตสำรองมือถือเลยครับ อีกทั้งยังให้การพกพาที่สะดวก ขนาดกะทัดรัด สามารถใส่ติดรถไปได้ทุกที่ เมื่อเกิดปัญหาคุณก็นำมาใช้ได้ในทันที

วิธีการเลือก จั๊มสตาร์ทรถยนต์

1. วัสดุของสายเคเบิ้ล

วัสดุที่ใช้ในการผลิตสายเคเบิ้ลหรือตัวจั๊มสตาร์ทควรจะต้องเป็นลวดแท้หรือลวดทองแดงเท่านั้น เนื่องจากความทนทานและการหยืดหยุ่นของมันค่อนข้างจะดี อีกทั้งยังเป็นตัวนำไฟฟ้าและเชื่อมต่อเข้ากับแบตเตอรี่ได้ทุกประเภท ถึงแม้ว่าราคาของมันจะแพงขึ้นสักเล็กน้อย แต่แลกกับคุณภาพ และระยะเวลาการใช้งาน ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ

2. ความหนาของสายเคเบิ้ล

ความหนาของสายเคเบิ้ล ก็มีความสำคัญครับ เพราะยิ่งสายเคบิ้ลมีความหนามากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า การนำไฟฟ้าของสาย จากแบตเตอรี่ตัวหนึ่งไปยังแบตเตอรี่อีกตัวหนึ่ง จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นในระหว่างการเลือกซื้อแนะนำให้เช็กและสังเกตด้วยว่า สายเคเบิ้ลของมัน ควรจะต้องไม่บางจนเกินไปครับ

3. ฉนวนกันความร้อน

ฉนวนความร้อน คือส่วนที่หุ้มลวดทองแดงด้านใน ซึ่งทำหน้าที่ในเรื่องของความปลอดภัย ช่วยป้องกันไม่ให้ลวด ไปสัมผัสเข้ากับน้ำมัน หรือสารไวไฟต่าง ๆ ทั้งนี้ตัวฉนวนความร้อนจะมีอยู่หลัก ๆ 2 ประเภท ครับ นั่นก็คือ ยาง และ ยางพลาสติก เพราะทั้งสองประเภทนี้มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถควบคุมไม่ให้สายเคเบิ้ลร้อนจนเกินไปได้

4. ความยาวของสายเคเบิ้ล

ข้อนี้อาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายครับ แต่อย่าลืมครับว่าแบตเตอรี่รถยนต์อาจหมดหรือเกิดปัญหาได้ทุก ๆ เวลา และทุกสถานที่ อย่างเข่น ทางด่วน, ลานจอดรถ หรือถนนต่าง ๆ ดังนั้นในการจะเชื่อมแบตเตอรี่จากรถคันหนึ่งมายังรถอีกหนึ่งคัน อาจจะต้องมีระยะห่างที่มากขึ้น ซึ่งความยาวของสายเคเบิ้ลก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่คุณต้องเจอครับ เช่น หากคุณวิเคราะห์แล้วว่า คุณไม่ได้ขับออกจากเมืองเลย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สายยาวมาก เพราะรถมันสามารถจอดชิด ๆ กันได้สะดวกนั่นเอง

5. ที่หนีบหรือตัวหนีบ

ที่หนีบ หรือ ตัวหนีบ ของจั๊มสตาร์ทรถยนต์ควรจะต้องมีความแข็งแรง และเกาะแบตเตอรี่ได้อย่างแน่นหนา ไม่หลุด เพราะหากตัวหนีบไม่มีคุณภาพ ปัญหาของมันคือ การนำไฟ หรือเปลี่ยนถ่ายแบตเตอรี่ก็จะเกิดการติดขัด นอกจากนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย เพราะมันอาจไฟจะเกิดการสปาร์คจนเกิดสเก็ตไฟได้ ดังนั้นคุณควรสวมแว่นตาไว้ด้ด้วย โดยจะเป็นแว่นตา Ray Ban ก็ได้ครับ แต่ทางที่ดีควรสวมแว่นตานิรภัยจะดีกว่าครับ (ถ้ามี)

6. เช็ก Amp (กระแสไฟฟ้า)

โดยส่วนใหญ่แล้วสายเคเปิ้ลหรือตัวจั๊มสตาร์ทจะบอกไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับหน่วย AMP (แอมป์) หรือปริมาณประจุไฟฟ้า ว่ามันสามารถรองรับการไหลผ่านของกระแสไฟฟ้าได้มากแค่ไหนในบางรุ่นอาจจะเป็น 300 แอมป์, 500 แอมป์ หรือ 2,000 แอมป์ โดยปริมาณแอมป์มากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า มันจะนำกระแสไฟฟ้าได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ช่วยให้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

7. เช็กปริมาณความจุของแบตเตอรี่สำรอง (กรณีที่เลือกซื้อจั๊มสตาร์ทแบบมีแบตเตอรี่)

หากคุณเลือกจั๊มสตาร์ทแบบมีเบตเตอรี่ในตัว คุณควรจะต้องเช็กปริมาณบรรจุของแบตเตอรี่สำรองด้วย เพื่อให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า ไฟฟ้าภายในนั้นเพียงพอที่จะใช้ในการสตาร์ทรถยนต์ และได้ทราบว่าเราสามารถใช้สตาร์ทรถได้มากน้อยแค่ไหน โดยยิ่งความจุมากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า เราจะใช้ได้ยาวนานมากขึ้นเท่านั้นครับ




จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว


เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน

* หมายเหตุ: ราคาตามเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ณ วันที่อัปเดตข้อมูล ซึ่งราคาสินค้านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและโปรโมชั่นของแต่ละร้านค้า

** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว


จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบสายชาร์จทั่วไป (สายพ่วงแบตเตอรี่)


เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน

* หมายเหตุ: ราคาตามเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ณ วันที่อัปเดตข้อมูล ซึ่งราคาสินค้านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและโปรโมชั่นของแต่ละร้านค้า

** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว

ตารางเปรียบเทียบ รีวิว จั๊มสตาร์ทรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ทั้งแบบต่อพ่วงกับรถอื่น และแบบมีแบตในตัว

รูปสินค้าชื่อสินค้าคุณสมบัติ

วิธีการดูแล แบตเตอรี่ของรถยนต์

1. ทดสอบพลังงานของแบตเตอรี่

การเช็กและตรวจสอบแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสที่แบตเตอรี่รถยนต์หมดหรืออ่อนจนไม่สามารถสตาร์ทได้ ซึ่งการเช็กในส่วนนี้อาจจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยอย่างโวลต์มิเตอร์ ซึ่งเมื่อเช็กแล้วความดันไฟฟ้า มันควรจะอยู่ ในช่วง 12.4 และ 12.8 โวลต์ แต่ถ้าหากค่าของมันต่ำกว่าที่บอกไว้ แนะนำให้ปรึกษาคนที่เชี่ยวชาญในการตรวจสอบครับ

2. ไม่ควรทิ้งรถยนต์โดยไม่ใช้ในระยะเวลานาน

หลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า การจอดรถยนต์ทิ้งไว้ใต้ผ้าคลุมรถ โดยไม่ได้สตาร์ทหรือขับไปไหนเลย ทั้ง ยางรถ, น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเบรก, พลาสติกต่าง ๆ และโดยเฉพาะ แบตเตอรี่ ก็ย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากมีเวลา คุณควรจะสตาร์ทรถและขับรถเล่นประมาณ 30 นาที เพื่อคงสภาพของแบตเตอรี่และอุปกรณ์เหล่านี้เอาไว้

3. ทำความสะอาดแบตเตอรี่

ความชื้นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถก่อตัวขึ้นบนแบตเตอรี่ได้เสมอครับ เพราะสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบข้างมีผลเป็นอย่างมาก ซึ่งความสกปรกที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นตัวอันตรายต่อแบตเตอรี่ของเราแบบไม่คาดคิดเลยละครับ ฉะนั้นคุณควรนำผ้าแห้งมาเช็ดคราบเหล่านี้ออกไป ไม่ให้มันไหลหรือรั่วเข้าซึมไปยังแบตเตอรี่ของเราจนได้พังในอนาคต

4. ตรวจเช็กรถยนต์อย่างเป็นประจำ

เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์เกิดปัญหาในอนาคต คุณควรจะต้องนำรถยนต์เข้าไปตรวจเช็กอย่างเป็นประจำ เพื่อให้ทางศูนย์ได้ทดสอบตัวเครื่องและซ่อมในจุดที่เสีย แน่นอนว่าโอกาสที่เครื่องจะดับระหว่างการเดินทางก็จะน้อยลง เพราะเครื่องมีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

Previous Post

รีวิว ปากกาแต้มสีรถ กำจัดรอยขีดข่วน ยี่ห้อไหนดีที่สุด

Next Post

รีวิว เบาะรองหลังในรถ ยี่ห้อไหนดี ช่วยในนั่งสบายขณะขับรถ

Next Post

รีวิว เบาะรองหลังในรถ ยี่ห้อไหนดี ช่วยในนั่งสบายขณะขับรถ

บทความ ที่คุณอาจสนใจ

กล้องติดรถยนต์ (Dash Cam)

รีวิว กล้องติดรถยนต์ รุ่นไหนดี ให้ภาพชัด ซื้อแล้วคุ้ม

June 5, 2026
ยานยนต์และอุปกรณ์

หมวกกันน็อค เต็มใบ รุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี

June 5, 2026
ผลิตภัณฑ์สู้ฝุ่น PM 2.5

รีวิว เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ กรองฝุ่น PM 2.5

June 5, 2026
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.