• Affiliate Policy
  • Contact Us
  • Content Policy
  • Global Styles
  • Our Services
  • Our Story
  • Privacy Policy
  • ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการเว็บไซต์
  • ต้องการให้เรารีวิวสินค้า ?
  • ติดต่อเรา
  • ยี่ห้อไหนดี
  • รวมโปร 7.7 สินค้าลดราคา ดีลดีเบสท์รีวิวเลือกให้
  • รีวิว สินค้า
  • รีวิวสินค้า ซื้อรุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี เราคัดของดีมาให้คุณ
  • สาระน่ารู้
  • สินค้าที่เราเลือกมาแนะนำ
  • เกี่ยวกับเรา
    • About us
  • เทศกาลถือศีล-กินเจ: แนะนำวัตถุดิบ / สูตรเมนูอาหารเจ
  • เบสท์รีวิว
  • แนะนำสินค้า ซื้อยี่ห้อไหนดี ?
  • ไอเดีย วันวาเลนไทน์
Best Review Asia
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง
  • สาระน่ารู้
  •  เมนูอาหาร
No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง
  • สาระน่ารู้
  •  เมนูอาหาร
No Result
View All Result
Best Review Asia
No Result
View All Result

รีวิว จั๊มสตาร์ทรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ทั้งแบบต่อพ่วงกับรถอื่น และแบบมีแบตในตัว

Team BR โดย Team BR
อัปเดต New A.
อัปเดตเมื่อ: June 5, 2026
ใน ยานยนต์และอุปกรณ์
0

ปัญหาแบตเตอรี่รถหมด จนทำให้รถสตาร์ทไม่ติดเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ทุกรุ่นทุกประเภทเลยครับ ซึ่งถ้าเป็นรถจักรยานยนต์ พวก 125 cc., 150 cc. หรือแม้แต่ 400 cc. เราคนเดียว ก็สามารถเข็นสตาร์ทได้ครับ แต่สำหรับรถยนต์นั้นการเข็นสตาร์ทมันต้องใช้แรงมหาศาลมาก ซึ่งถ้าคุณตัวคนเดียวมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ หรืออาจจะทำได้ครับ กับรถเล็ก ๆ อย่าง อีโค่คาร์, รถครอบครัวเล็ก ๆ หรือรถในคลาส B-Segment แต่ถ้ารถของคุณเป็นพวก รถกระบะ, รถ SUV, รถ PPV หรือรถ MPV คันใหญ่ ๆ แล้วเกิดแบตเตอรี่หมดในระหว่างทาง แน่นอนครับว่าคุณจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยครับ นอกจากรอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากรถยนต์ทุกรุ่นโดยเฉพาะรุ่นใหม่ ๆ จำเป็นต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบต่าง ๆ ของรถ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สามารถทำงานได้ อย่างเช่น ระบบแอร์ปรับอากาศ, ระบบเบรก, ระบบไฟส่องสว่าง, ระบบความบันเทิง และโดยเฉพาะ มอเตอร์สตาร์ท ครับ นั่นหมายความว่า หากรถของคุณแบตเตอรี่ไม่เพียงพอหรือหมดไป แน่นอนครับว่ารถยนต์ของคุณก็จะจอดสนิท ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งโดยปกติแล้วรถทุกคันจะมีตัวปั่นไฟรวมอยู่ ทำให้เมื่อคุณขับรถมันก็จะทำการเก็บกำลังไฟเข้าแบตฯ ไปด้วย และจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ

การใช้งานสายพ่วงแบตเตอรี่
การใช้งานสายพ่วงแบตเตอรี่

แต่ความน่าปวดหัวก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์มันจะหมดตอนไหนก็ได้ครับ เนื่องจากแบตเตอรี่มีโอกาสที่จะเสื่อมได้ด้วย ซึ่งทำให้ในบางครั้งมันก็ไม่มีการเตือนล่วงหน้าเลย หรือเตือนในตอนเช้า จากนั้นแบตฯ หมด และสตาร์ทไม่ติดในตอนเย็น ทำให้ปัญหานี้คือ ปัญหาที่สร้างความรำคาญ และทำให้เราเสียเวลาแบบสุด ๆ ครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลนี้รถทุกคันก็ควรจะต้องมีอุปกรณ์สำคัญอย่าง “จั๊มสตาร์ทรถยนต์” ติดรถเอาไว้ครับ เพื่อจะใช้สำหรับต่อพ่วงกับแบตเตอรี่ของรถอีกคัน เพื่อจ่ายกำลังไฟเข้ามากระตุ้นแบตเตอรี่ของเรา ช่วยให้รถสามารถสตาร์ทได้ ซึ่งทุกวันนี้นอกจากจั๊มสตาร์ทที่เป็นสายแล้ว มันก็ยังมีจั๊มสตาร์ทที่ออกแบบมาในรูปแบบของ Power bank ด้วย หรือเรียกกันในอีกชื่อว่า “จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบพกพา” ซึ่งจะมีแบตเตอรี่อยู่ในตัว ทำให้คุณไม่ต้องหารถยนต์คันอื่นมาช่วยเลย สามารถต่อเข้ากับขั้วแบตเตอรี่ และให้พลังงานได้ในทันที

จั๊มสตาร์ทรถแบบพกพา แบบไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

สายพ่วงแบตเตอรี่ แบบไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

จั๊มสตาร์ทสายชาร์จทั่วไป (สายพ่วงแบตฯ) คืออะไร ?

จั๊มสตาร์ท เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เจ้าของรถยนต์ทุกคันควรจะต้องมีติดไว้ในรถ เพราะในช่วงเวลาเร่งรีบคุณอาจเกิดปัญหาไม่คาดคิดขึ้นได้ อย่างเช่น รถของคุณแบตเตอรี่หมดในระหว่างทางกลับบ้านจนไม่สามารถขับไปไหนต่อได้ ซึ่งสถานการณ์ในเช่นนี้คุณสามารถที่จะแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ ‘จั๊มสตาร์ท’ ครับ ส่วนวิธีการใช้งานก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

จั๊มสตาร์ทรถยนต์
จั๊มสตาร์ทรถยนต์

1. การใช้งานก็จะเริ่มต้นด้วยการนำเอาคลิปหนีบของสายเคเบิ้ลที่เป็น ขั้วบวก มาหนีบเข้ากับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถที่แบตฯ หมด จากนั้นก็นำ ขั้วบวกอีกฝั่ง มาหนีบเข้ากับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถที่จะนำมาจ่ายไฟ

2. ตามด้วยการนำสายเคเบิ้ล ขั้วลบ มาต่อเข้าแบตเตอรี่ขั้วลบของรถที่จะนำมาจ่ายไฟ จากนั้นต่อด้วยการนำเอา ขั้วลบอีกฝั่ง มาหนีบเข้ากับ ชิ้นส่วนโลหะ ของเครื่องยนต์ (จุดที่เป็นโลหะ ไม่มีสีรถหรือคราบน้ำมัน) ที่เป็นกราวด์ของรถคันที่แบตฯ หมด

3. จากนั้นตรวจเช็คจุดเชื่อมต่อทุก ๆ จุดให้แน่น เพื่อความปลอดภัย

4. เริ่มสตาร์ทรถคันที่จะนำมาจ่ายไฟ โดยสตาร์ททิ้งไวประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ให้เร่งเครื่องยนต์ขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 60 วินาที เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้รถคันที่แบตฯ หมด เพื่อให้มีกะแสไฟเก็บไว้ในแบตฯ เล็กน้อย เนื่องจากการสตาร์ทรถในแต่ละครั้ง มันจะดึงกระแสไฟจากแบตฯ ที่ค่อนข้างสูง 

5. สุดท้ายก็มาสตาร์ทรถคันที่แบตฯ หมดครับ โดยหากทำถูกขั้นตอนรถยนต์ของคุณจะกลับมาทำงานและสตาร์ทติดครับ

* ปกติแล้ว แดง คือขั้วบวก และ ดำ คือ ขั้วลบ *

สายพ่วงแบตเตอรี่ หรือ จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบสายชาร์จทั่วไปคืออะไร ?
ภาพตัวอย่างการทำงาน

หมายเหตุ ในส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือ การถอดสายพ่วง ครับ โดยเราจะทำตรงกันข้างจากวิธีการต่อ คือ ให้เริ่มต้นจากการถอดขั้วลบ ออกก่อน หลังจากนั้นก็ถอด ขั้วบวก ออกมา  เพียงเท่านี้รถยนต์ของเราก็พร้อมใช้งานแล้วครับ

จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว คืออะไร ?

อย่างที่เข้าใจกันไปแล้วครับว่า สายพ่วงแบตเตอรี่นั้นจะต้องมีรถยนต์อีกคันหนึ่งในการนำมาช่วยในการจ่ายไฟ แต่ถ้าหากคุณใช้ จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว คุณจะไม่จำเป็นต้องไปง้อหรือหารถยนต์คันอื่นมาช่วยเลย เพราะแบตเตอรี่หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ‘Power Bank’ จะทำหน้าที่ในการจ่ายไฟให้กับรถยนต์ของคุณเอง

จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว
จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว

นอกจากนี้ในหลายรุ่นยังมีฟังก์ชันเพิ่มเติมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไฟฉาย หรือแม้แต่การเปิดวิทยุก็ทำได้เช่นเดียวกัน ในขณะที่การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำรองก็ทำได้ไม่ยากครับ ชาร์จง่ายเหมือนกับ สมาร์ทโฟน หรือแบตสำรองมือถือเลยครับ อีกทั้งยังให้การพกพาที่สะดวก ขนาดกะทัดรัด สามารถใส่ติดรถไปได้ทุกที่ เมื่อเกิดปัญหาคุณก็นำมาใช้ได้ในทันที

วิธีการเลือก จั๊มสตาร์ทรถยนต์

1. วัสดุของสายเคเบิ้ล

วัสดุที่ใช้ในการผลิตสายเคเบิ้ลหรือตัวจั๊มสตาร์ทควรจะต้องเป็นลวดแท้หรือลวดทองแดงเท่านั้น เนื่องจากความทนทานและการหยืดหยุ่นของมันค่อนข้างจะดี อีกทั้งยังเป็นตัวนำไฟฟ้าและเชื่อมต่อเข้ากับแบตเตอรี่ได้ทุกประเภท ถึงแม้ว่าราคาของมันจะแพงขึ้นสักเล็กน้อย แต่แลกกับคุณภาพ และระยะเวลาการใช้งาน ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ

2. ความหนาของสายเคเบิ้ล

ความหนาของสายเคเบิ้ล ก็มีความสำคัญครับ เพราะยิ่งสายเคบิ้ลมีความหนามากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า การนำไฟฟ้าของสาย จากแบตเตอรี่ตัวหนึ่งไปยังแบตเตอรี่อีกตัวหนึ่ง จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นในระหว่างการเลือกซื้อแนะนำให้เช็กและสังเกตด้วยว่า สายเคเบิ้ลของมัน ควรจะต้องไม่บางจนเกินไปครับ

3. ฉนวนกันความร้อน

ฉนวนความร้อน คือส่วนที่หุ้มลวดทองแดงด้านใน ซึ่งทำหน้าที่ในเรื่องของความปลอดภัย ช่วยป้องกันไม่ให้ลวด ไปสัมผัสเข้ากับน้ำมัน หรือสารไวไฟต่าง ๆ ทั้งนี้ตัวฉนวนความร้อนจะมีอยู่หลัก ๆ 2 ประเภท ครับ นั่นก็คือ ยาง และ ยางพลาสติก เพราะทั้งสองประเภทนี้มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถควบคุมไม่ให้สายเคเบิ้ลร้อนจนเกินไปได้

4. ความยาวของสายเคเบิ้ล

ข้อนี้อาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายครับ แต่อย่าลืมครับว่าแบตเตอรี่รถยนต์อาจหมดหรือเกิดปัญหาได้ทุก ๆ เวลา และทุกสถานที่ อย่างเข่น ทางด่วน, ลานจอดรถ หรือถนนต่าง ๆ ดังนั้นในการจะเชื่อมแบตเตอรี่จากรถคันหนึ่งมายังรถอีกหนึ่งคัน อาจจะต้องมีระยะห่างที่มากขึ้น ซึ่งความยาวของสายเคเบิ้ลก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่คุณต้องเจอครับ เช่น หากคุณวิเคราะห์แล้วว่า คุณไม่ได้ขับออกจากเมืองเลย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สายยาวมาก เพราะรถมันสามารถจอดชิด ๆ กันได้สะดวกนั่นเอง

5. ที่หนีบหรือตัวหนีบ

ที่หนีบ หรือ ตัวหนีบ ของจั๊มสตาร์ทรถยนต์ควรจะต้องมีความแข็งแรง และเกาะแบตเตอรี่ได้อย่างแน่นหนา ไม่หลุด เพราะหากตัวหนีบไม่มีคุณภาพ ปัญหาของมันคือ การนำไฟ หรือเปลี่ยนถ่ายแบตเตอรี่ก็จะเกิดการติดขัด นอกจากนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย เพราะมันอาจไฟจะเกิดการสปาร์คจนเกิดสเก็ตไฟได้ ดังนั้นคุณควรสวมแว่นตาไว้ด้ด้วย โดยจะเป็นแว่นตา Ray Ban ก็ได้ครับ แต่ทางที่ดีควรสวมแว่นตานิรภัยจะดีกว่าครับ (ถ้ามี)

6. เช็ก Amp (กระแสไฟฟ้า)

โดยส่วนใหญ่แล้วสายเคเปิ้ลหรือตัวจั๊มสตาร์ทจะบอกไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับหน่วย AMP (แอมป์) หรือปริมาณประจุไฟฟ้า ว่ามันสามารถรองรับการไหลผ่านของกระแสไฟฟ้าได้มากแค่ไหนในบางรุ่นอาจจะเป็น 300 แอมป์, 500 แอมป์ หรือ 2,000 แอมป์ โดยปริมาณแอมป์มากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า มันจะนำกระแสไฟฟ้าได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ช่วยให้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

7. เช็กปริมาณความจุของแบตเตอรี่สำรอง (กรณีที่เลือกซื้อจั๊มสตาร์ทแบบมีแบตเตอรี่)

หากคุณเลือกจั๊มสตาร์ทแบบมีเบตเตอรี่ในตัว คุณควรจะต้องเช็กปริมาณบรรจุของแบตเตอรี่สำรองด้วย เพื่อให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า ไฟฟ้าภายในนั้นเพียงพอที่จะใช้ในการสตาร์ทรถยนต์ และได้ทราบว่าเราสามารถใช้สตาร์ทรถได้มากน้อยแค่ไหน โดยยิ่งความจุมากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า เราจะใช้ได้ยาวนานมากขึ้นเท่านั้นครับ




จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบมีแบตเตอรี่ในตัว


เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน

** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว


จั๊มสตาร์ทรถยนต์แบบสายชาร์จทั่วไป (สายพ่วงแบตเตอรี่)


เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน

** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว

ตารางเปรียบเทียบ รีวิว จั๊มสตาร์ทรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ทั้งแบบต่อพ่วงกับรถอื่น และแบบมีแบตในตัว

รูปสินค้าชื่อสินค้าคุณสมบัติ

วิธีการดูแล แบตเตอรี่ของรถยนต์

1. ทดสอบพลังงานของแบตเตอรี่

การเช็กและตรวจสอบแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสที่แบตเตอรี่รถยนต์หมดหรืออ่อนจนไม่สามารถสตาร์ทได้ ซึ่งการเช็กในส่วนนี้อาจจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยอย่างโวลต์มิเตอร์ ซึ่งเมื่อเช็กแล้วความดันไฟฟ้า มันควรจะอยู่ ในช่วง 12.4 และ 12.8 โวลต์ แต่ถ้าหากค่าของมันต่ำกว่าที่บอกไว้ แนะนำให้ปรึกษาคนที่เชี่ยวชาญในการตรวจสอบครับ

2. ไม่ควรทิ้งรถยนต์โดยไม่ใช้ในระยะเวลานาน

หลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า การจอดรถยนต์ทิ้งไว้ใต้ผ้าคลุมรถ โดยไม่ได้สตาร์ทหรือขับไปไหนเลย ทั้ง ยางรถ, น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเบรก, พลาสติกต่าง ๆ และโดยเฉพาะ แบตเตอรี่ ก็ย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากมีเวลา คุณควรจะสตาร์ทรถและขับรถเล่นประมาณ 30 นาที เพื่อคงสภาพของแบตเตอรี่และอุปกรณ์เหล่านี้เอาไว้

3. ทำความสะอาดแบตเตอรี่

ความชื้นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถก่อตัวขึ้นบนแบตเตอรี่ได้เสมอครับ เพราะสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อมรอบข้างมีผลเป็นอย่างมาก ซึ่งความสกปรกที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นตัวอันตรายต่อแบตเตอรี่ของเราแบบไม่คาดคิดเลยละครับ ฉะนั้นคุณควรนำผ้าแห้งมาเช็ดคราบเหล่านี้ออกไป ไม่ให้มันไหลหรือรั่วเข้าซึมไปยังแบตเตอรี่ของเราจนได้พังในอนาคต

4. ตรวจเช็กรถยนต์อย่างเป็นประจำ

เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์เกิดปัญหาในอนาคต คุณควรจะต้องนำรถยนต์เข้าไปตรวจเช็กอย่างเป็นประจำ เพื่อให้ทางศูนย์ได้ทดสอบตัวเครื่องและซ่อมในจุดที่เสีย แน่นอนว่าโอกาสที่เครื่องจะดับระหว่างการเดินทางก็จะน้อยลง เพราะเครื่องมีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

Previous Post

รีวิว ปลาสลิดแดดเดียว เจ้าไหนอร่อย

Next Post

แนะนำ ตะเกียง LED ยี่ห้อไหนดี พกพาสะดวก

Next Post

แนะนำ ตะเกียง LED ยี่ห้อไหนดี พกพาสะดวก

บทความ ที่คุณอาจสนใจ

7 มอเตอร์ไซค์ครอบครัว รุ่นไหนดี ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน
มอเตอร์ไซค์

7 มอเตอร์ไซค์ครอบครัว รุ่นไหนดี ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน

September 7, 2026
ยานยนต์และอุปกรณ์

เครื่องเล่น DVD แบบพกพา ยี่ห้อไหนดี

August 25, 2026
ยานยนต์และอุปกรณ์

ส่วนลด รถยนต์เชฟโรเลต (Chevrolet) และ ชุดแต่ง ชิ้นส่วน อะไหล่

August 4, 2026
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง
  • สาระน่ารู้
  •  เมนูอาหาร

No Result
View All Result
  • หน้าหลัก
  • รีวิวสินค้า
  • แคปชั่น
  • แปลเพลง
  • ซีรีส์ดัง
  • สาระน่ารู้
  •  เมนูอาหาร