รถยนต์ประเภทต่าง ๆ ในปัจจุบันโดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งเล็ก, อีโค่คาร์, รถ Crossover, รถครอบครัว, รถครอบครัว (MPV), รถอเนกประสงค์ (PPV), รถกระบะแค็บ หรือรถปิ๊กอัพ 4 ประตู มันต่างจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นอย่างมาก หากขาด แบตเตอรี่ ไป แน่นอนครับว่า แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากระบบส่วนใหญ่ล้วนทำงานด้วยไฟฟ้า ต่างจากรถยนต์ในอดีตที่มีการใช้ระบบไฟฟ้าแค่บางส่วนเท่านั้น ฉะนั้นในการดูแลรักษารถยนต์ นอกเหนือจากการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ คอยตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์แล้ว คุณก็ต้องดูแลเรื่อง แบตเตอรี่ ด้วย
ในปัจจุบัน พลังงานไฟฟ้า นั้นแทบจะอยู่ในทุกส่วนของรถยนต์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ระบบสตาร์ท, ระบบไฟ, ระบบแอร์ปรับอากาศ, ระบบความบันเทิง และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ สำหรับ “แบตเตอรี่รถยนต์” หนึ่งลูก เพราะฉะนั้นในการจะเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีคุณก็ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน เลือกให้ตรงกับความต้องการที่จะใช้กระแสไฟของคุณ เนื่องจากเทคโนโลยีในยุคนี้ ทำให้รถยนต์มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มขึ้นมามากมาย อาทิเช่น กล้องติดรถยนต์, เครื่องดูดฝุ่นในรถ, ปั๊มลมไฟฟ้า, เครื่องฟอกอากาศ, บลูทูธในรถยนต์ หรือการชาร์จอุปกรณ์พวก iPhone, iPad, สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันส่งผลให้ความต้องการในการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นครับ
ดังนั้น “แบตเตอรี่รถยนต์” จึงถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับ รถยนต์ เนื่องจากมันเป็นแหล่งที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่รถยนต์โดยตรง เพื่อช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยังคงทำงานได้ ซึ่งถ้าหากคุณเลือกแบตเตอรี่ที่ไม่ดี วันใดวันนึงก็อาจส่งผลให้ระบบในรถส่วนใหญ่ไม่ทำงานได้ เพราะฉะนั้นคุณควรเลือกแบตเตอรี่รุ่นที่มีคุณภาพ แต่หากใครที่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นไหนดี? ในวันนี้เราขอมาแนะนำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ รวมไปถึงเราได้ รีวีวแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีที่สุด เอาไว้ด้วย สำหรับให้คุณเลือกไปใช้กับรถยนต์คันโปรดของคุณครับ
แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ที่ดีที่สุด ?
แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ ที่ดีที่สุด ?

ก่อนอื่นเรามาดูสัญญาณเตือนที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ !
1. ระบบไฟในรถทำงานผิดปกติ ซึ่งอาการนี้มักจะเริ่มเกิดขึ้นที่ละนิด ๆ เริ่มจากไฟสว่างน้อยลง ไฟเลี้ยวต่าง ๆ มีจังหวะกระพริบที่เร็วขึ้น กระจกไฟฟ้าทำงานอืดกว่าเดิม หรือรวมไปถึงระบบไฟฟ้าอื่น ๆ หากคุณพบว่ามันมีอาการแปลก ๆ หลายจุดเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นอาหารเริ่มต้น มันสามารถบ่งบอกได้ว่าแบตเตอรี่ของคุณเริ่มมีกระแสไฟน้อยลง และไม่เสถียร หากใช้งานไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดปัญหาในข้อ 2 ครับ
2. เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก แน่นอนครับ เวลาสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าหากคุณได้ยินเสียงของเสียงมอเตอร์สตาร์ทที่เบา มีเสียงเหมือนไม่มีแรง สตาร์ทครั้งเดียวไม่ค่อยติด ต้องมีการสตาร์ทครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 ถึงจะติดและแต่ละครั้งใช้เวลาก็นานขึ้น แน่นอนว่าอาการนี้มันกระทบกับเรามากที่สุด มันบ่งบอกถึงแบตเตอรี่รถของคุณเริ่มเสื่อมสภาพแล้วโดยแบตเตอรี่จะไม่สามารถเก็บประจุไฟไว้ได้มากพอ และไม่มีแรงที่จะจ่ายกระแสไฟออกไป ส่งผลให้กระแสไฟฟ้ามันไม่เสถียร ถ้าหากรถของคุณมีอาการนี้เกิดขึ้น ควรนำรถไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันทีเพราะการสตาร์ทรถยนต์ทุกครั้งมันต้องใช้กระแสไฟ ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่กระแสไฟในแบตเตอรี่หมด แน่นอนครับ คุณจะไม่สามารถสตาร์ทรถได้
3. ไฟเตือนรูปแบตเตอรี่ที่หน้าปัดของรถยนต์ ในส่วนของหน้าปัดรถยนต์จะมีไฟที่คอยบ่งบอกถึงสถานะต่าง ๆ รวมไปถึงไฟเตือนรูปแบตเตอรี่ที่ปกติแล้ว เมื่อเราสตาร์ทเครื่องมันจะต้องดับไปเอง แต่ถ้าหากคุณพบว่ามันไม่ดับควรรีบเข้าศูนย์บริการรถยนต์ เพื่อทำการตรวจเช็คว่าระบบไฟมีปัญหาที่จุดใด ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่แบตเตอรี่ หรือจะเป็นปัญหาที่จุดอื่น ๆ ก็ได้เช่นกันครับ ดังนั้นเพื่อความมั่นใจควรนำรถของคุณเข้าไปเช็คสภาพให้เรียบร้อยก่อนเดินทางนะครับ
ประเภทของแบตเตอรี่ในปัจจุบันมีแบบไหนบ้าง ?
สำหรับในปัจจุบัน แบตเตอรี่รถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ใหญ่ ๆ ซึ่งจะเป็นประเภทที่มีขายกันอยู่ทั่วไป ดังนี้
2.1 แบตเตอรี่แบบน้ำ หรือ แบตเตอรี่เปียก (Conventional Battery)
เป็นแบตเตอรี่ที่มีส่วนผสมของกรดตะกั่ว มีความทนทานสูง มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และที่สำคัญมีราคาประหยัด เป็นแบตเตอรี่ที่เหมาะสำหรับคนที่มักจะดูแลรถยนต์อยู่เป็นประจำ เนื่องจากต้องคอยตรวจเช็คปริมาณน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้มันแห้งหรือเหลือน้อยจนเกินไป
ข้อดี : แบตเตอรี่แบบน้ำ จะมีราคาประหยัดที่สุด เนื่องจากใช้มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม มีคุณสมบัติสามารถจะทนทานต่อความร้อนของประจุไฟฟ้าภายในได้ดี ซึ่งถ้าหากมีการดูแลเป็นอย่างดี แบตเตอรี่แบบน้ำจะมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น
ข้อเสีย : การใช้งานค่อนข้างยุ่งยากครับ เนื่องจากแบตเตอรี่แบบน้ำจะมีการสูญเสียน้ำค่อนข้างสูง คุณต้องคอยเช็ค คอยเติมน้ำ เพื่อให้ไม่มันแห้ง เพราะถ้ามันแห้งคุณต้องเตรียมเงินไปซื้อแบตเตอรี่ใหม่ครับ ทำให้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
2.2 แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง (Maintenance Free : MF)

เป็นแบตเตอรี่ได้รับการพัฒนามาจากแบตเตอรี่แบบน้ำ ซึ่งถูกพัฒนาออกแบบมาเพื่อลบข้อเสียของแบตเตอรี่แบบน้ำที่จะต้องคอยตรวจเช็คน้ำกลั่นอยู่เสมอ แต่แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง มีการคิดสูตรผสมแผ่นธาตุใหม่ ผสมแคลเซียมลงไป ส่งผลให้การระเหยของไอกรดต่ำมาก ทำให้น้ำกลั่นลดลงอย่างช้า ๆ ทำให้คุณสามารถตรวจเช็คนาน ๆ ครั้งได้ ทำให้แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน
ข้อดี : แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งเป็นแบตเตอรี่ที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด มาในราคาไม่สูงแต่มีความทนทานพอๆ กับแบตเตอรี่แบบน้ำเลย ถ้าดูแลเป็นอย่างดี
ข้อเสีย : ยังต้องคอยตรวจเช็คน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้มันแห้งครับ
2.3 แบตเตอรี่แบบแห้ง (Sealed Maintenance Free : SMF)

เป็นแบตเตอรี่ที่คุณไม่จำเป็นต้องดูแลมันเลย ไม่ต้องคอยเช็คปริมาณน้ำกลั่นหรืออะไรก็แล้วแต่ มันสามารถใช้งานได้จนหมดอายุการใช้งาน ซึ่งแบตเตอรี่ประเภทนี้สามารถใช้งานได้เฉลี่ย 1.5 – 2 ปี แล้วแต่การใช้งานของคุณครับ บางคนอาจจะมากกว่านี้ ถือเป็นแบตเตอรี่ที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถแต่มันเป็นแบตเตอรี่ประเภทที่มีราคาสูงที่สุด
ข้อดี : แบตเตอรี่แบบแห้ง เป็นแบตเตอรี่ที่ใช้งานง่ายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย คุณสามารถติดตั้งและใช้งานได้เลย และตลอดอายุการใช้งานของแบตฯ ประเภทนี้ คุณไม่ต้องคอยตรวจเช็ค และไม่ต้องคอยเติมน้ำกลั่นใด ๆ ทั้งสิ้น
ข้อเสีย : มีราคาค่อนข้างสูงกว่าแบบอื่น ๆ และเก็บสต็อคได้ไม่นาน ดังนั้นก่อนซื้อต้องเช็ควันเดือนปีที่ผลิตด้วย
2.4 แบตเตอรี่แบบไฮบริด

เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนามาจากแบตเตอรี่น้ำอีกทีหนึ่ง เป็นแบบผสมระหว่างแบตเตอรี่กึ่งแห้ง และแบตเตอรี่น้ำ ซึ่งวัสดุหลักจะเป็นโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับแคลเซียม เฉพาะในส่วนของแผ่นธาตุลบ เพื่อแก้ไขข้อเสียของแบตเตอรี่แบบน้ำที่มีการระเหยของน้ำกลั่นสูง พูดง่าย ๆ คือ นำแบตเตอรี่แบบน้ำมาพัฒนาต่อ เพื่อทำให้มีอัตราการระเหยของน้ำกลั่นน้อยลง โดยแบตเตอรี่ไฮบริดจะมีอัตราการระเหยของน้ำกลั่นน้อยกว่าแบตเตอรี่กึ่งแห้ง มันจึงสามารถใช้งานได้นาน ประมาณ 3 เดือน จึงจะเติมน้ำกลั่น
ข้อดี : แบตเตอรี่แบบไฮบริด ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนแบตเตอรี่แบบน้ำ มีการแก้ปัญหาทุกอย่างของแบตเตอรี่แบบน้ำโดยจะมีค่าการสตาร์ทที่สูงกว่า และอัตราการระเหยน้อยกว่า ทำให้คุณไม่ต้องคอยเติมน้ำกลั่นบ่อยเท่ากับ แบตเตอรี่แบบน้ำ และก็มีความทนทานสูง ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
ข้อเสีย : เนื่องจากเป็นแบตเตอรี่แบบใหม่ จึงมีตัวเลือกที่ค่อนข้างน้อย และยังต้องคอยดูเรื่องน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อยู่ เพื่อไม่ให้มันแห้ง
และต่อไปนี้ก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์ รุ่นยอดนิยม ในปี 2021 ที่เราไปทำการรวบรวมมารีวิว ให้คุณได้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละรุ่น เพื่อช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นครับ สำหรับในวันนี้เราจะหยิบยกแบตเตอรี่รถยนต์รุ่นไหนมารีวิวบ้าง? ตามไปดูกันต่อเลยครับ
เว็บไซต์ BestReview ไม่ได้เป็นตัวกลางขายสินค้าและไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง เราเพียงแต่แนะนำสินค้าที่ดีหรือมียอดขายสูงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเพื่อเป็นการสนับสนุนเรา เมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ที่เราแนะนำ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชัน
* หมายเหตุ: ราคาตามเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ณ วันที่อัปเดตข้อมูล ซึ่งราคาสินค้านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและโปรโมชั่นของแต่ละร้านค้า
** คำบรรยายสินค้าแต่ละรายการอ้างอิงมาจากข้อความและเนื้อหาที่แสดงบนแพ็คเกจจิ้งของสินค้า เว็บไซต์แบรนด์ ผู้ผลิต และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายสินค้า อย่างไรก็ตามสินค้าบางตัวทีมงานของเรามีโอกาสลองใช้เองจริงในกรณีดังกล่าวเราจะเขียนบรรยายถึงประสบการณ์การใช้ส่วนตัว

การเลือก แบตเตอรี่รถยนต์ ควรดูอะไรบ้าง ?
1. เลือกประเภทแบตเตอรี่
ลำดับแรกคุณก็ต้องเลือกประเภทของแบตเตอรี่ก่อน หากคุณเน้นความสะดวกสบาย ใช้งานเพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่แบบแห้ง คือคำตอบของคุณ แต่ถ้าเน้นราคาประหยัด มีความทนทานสูง คุณก็สามารถเลือกแบตเตอรี่แบบน้ำ หรือแบบไฮบริดได้ครับ แต่ถ้าต้องการทั้งราคาประหยัดและการใช้งานไม่ยุ่งยาก แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง คือคำตอบของคุณครับ
2. ตรวจเช็คแบตเตอรี่ที่รถคุณใช้อยู่
แบตเตอรี่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมี รหัส Jis กำกับไว้เสมอ ตัวอย่างเช่น 65B24L, 85D26R หรือ 95D31R ซึ่งวิธีการอ่านอันดับแรกเราต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 95D / 31 / R โดย ส่วนแรก 95D ก็คือรุ่นของแบตเตอรี่ ส่วนที่สอง 31 คือ ความยาวของแบตเตอรี่รุ่นนั้น ๆ และส่วนสุดท้าย R คือ การระบุตำแหน่งขั้วของแบตเตอรี่ ดังนั้นการเลือกที่ง่ายสุด คุณสามารถนำรหัส Jis ของแบตฯ รุ่นที่คุณใช้อยู่ (แบตฯ ติดรถ) มาใช้เลือกซื้อแบตก้อนใหม่ได้ ถ้าเกิดรถของคุณอยู่ในสภาพเดิม ๆ เหมือนตอนออกมาใหม่ ๆ
แต่ถ้าคุณมีการแต่งเพิ่มเติมไปบางส่วน อาทิเช่น มีการติดตั้งลำโพงแกนร่วมติดรถยนต์, กล้องติดรถยนต์, เครื่องเสียงติดรถยนต์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ต้องใช้ไฟมากกว่าของเดิม คุณสามารถเพิ่มขนาดแอมป์ของแบตเตอรี่ได้ เพื่อให้มันสามารถรองรับกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คุณเสริมเข้ามา
3. เลือกตามขนาดแอมป์ของแบตเตอรี่รถยนต์
ก่อนอื่นคำว่า “แอมป์” ของแบตเตอรี่ที่ช่างพูดถึง จะหมายถึง “แอมป์อาว (Ah)” ครับ ซึ่งก็คือ หน่วยความจุของกระแสไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่นั่นเอง โดย แอมป์อาว (Ah) จะบ่งบอกถึงปริมาณกระแสไฟฟ้าที่แบตเตอรี่รุ่นนั้น ๆ สามารถจ่ายออกมาได้ใน 1 ชั่วโมง อาทิเช่น แบตเตอรี่ ขนาด 60 Ah ความหมายก็คือ แบตเตอรี่รุ่นนี้ ในหนึ่งชั่วโมง มันสามารถจ่ายกระแสไฟได้ 60 แอมป์นั่นเอง โดยรถยนต์ทั่ว ๆ ไป จะมีการใช้ขนาดแบตเตอรี่ประมาณนี้ครับ
- รถเก๋งขนาดเล็ก ขนาดเครื่อง 1000-1500 cc. จะมีการใช้แบตเตอรี่ ขนาดประมาณ 45-60 Ah
- รถเก๋งขนาดกลาง-ใหญ่ ขนาดเครื่อง 1500-3000 cc. จะมีการใช้แบตเตอรี่ ขนาดประมาณ 60-75 Ah
- รถกระบะ รถเอสยูวี ขนาดเครื่อง 2000-3000 cc. จะมีการใช้แบตเตอรี่ ขนาดประมาณ 70-90 Ah
นี่คือค่าโดยประมาณของรถยนต์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ง่าย ๆ โดยคุณสามารถเลือกแบตเตอรุ่นที่มีขนาดแอมป์อาวให้เท่ากับของเดิมโรงงานก็ได้ หรือจะเลือกแบตเตอรี่รุ่นที่มีขนาดแอมป์อาวสูงขึ้นจากของเดิมโรงงานเล็กน้อยก็ได้ ซึ่งสามารถเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10-30 แอมป์อาว เท่านั้น อาทิเช่น All-new Toyota Fortuner ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 75 Ah จากโรงงาน ซึ่งคุณสามารถเพิ่มได้เป็นขนาด 90 Ah ได้ เนื่องจากขนาดของแบตเตอรี่จะมีขนาดที่ต่างกันเล็กน้อย ซึ่งทำให้คุณไม่ต้องแปลงพื้นที่ใส่แบตเตอรี่ใหม่นั่นเอง
ตารางเปรียบเทียบ รีวิว แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อไหนดี คุณภาพดี เสถียร | ||||
|---|---|---|---|---|
| รูปสินค้า | ชื่อสินค้า | คุณสมบัติ | ||
บทส่งท้าย
สำหรับ แบตเตอรี่ของรถยนต์ นั้น ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ สำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้า ไปยังส่วนต่าง ๆ ของรถ ดังนั้นหากแบตเตอรี่ของคุณเริ่มมีปัญหา มีอาการข้างต้นตามที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ คุณไม่ควรที่จะนิ่งนอนใจ จริงอยู่ครับว่า บางครั้งก็อาจเกิดจากปัญหาอย่างอื่น ๆ แต่เพื่อความสบายใจคุณควรหมั่นดูแลรถของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนที่ต้องใช้รถเป็นประจำทุกวัน และต้องเดินทางไกลอยู่บ่อยครั้ง คุณคงไม่อยากให้รถยนต์ของคุณมีปัญหากลางทางใช้ไหมละครับ