10 สูตรขนมที่ไม่ต้องใช้เตาอบ ทำง่าย อร่อยสุด ๆ : เค้ก เครปเย็น บานอฟฟี่ และอื่นๆ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เจอกันอีกแล้วนะคะ วันนี้เราก็มีเมนูขนมหวานมาเเนะนำกันอีกเช่นเคย ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้แนะนำ ขนมไร้แป้ง, เมนูขนมไทย, มนูของหวานจากไข่, การทำคุกกี้เนยด้วยหม้ออบลมร้อน หรือจะเป็นการทำบราวนี่ด้วยหม้อทอดไร้นำ้มันกันไปแล้ว แต่อย่างที่รู้ ๆ กันดีว่าของหวานที่ใคร ๆ ต่างโปรดปรานนั้นมักมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากและต้องใช้ความพิถีพิถันมาก ๆ ยิ่งเป็นพวกขนมเบเกอรี่ที่ต้องใช้เตาอบไฟฟ้าในการทำขนมก็ยิ่งสร้างความลำบากเป็นเท่าตัวเลยค่ะ

เช็กโปรโมชั่น Payday Lazada September 2021เช็กโปรโมชั่น Payday Lazada September 2021เช็กโปรโมชั่น Payday Lazada September 2021

โดยเฉพาะกับเหล่าเชฟมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดทำขนมในช่วงแรก ๆ การที่จะมีอุปกรณ์ทำขนมขั้นพื้นฐานให้ครบครันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีต้นทุนทั้งนั้น อีกทั้งเราเองก็ยังไม่รู้ด้วยว่าหากซื้อเตาอบมาแล้วจะใช้คุ้มค่าหรือเปล่า? เพราะเดิมทีครัวไทยก็ไม่ค่อยใช้เตาอบประกอบอาหารสักเท่าไหร่ แต่เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งถอดใจไปค่ะ แม้ว่าอุปกรณ์ของเราจะยังไม่พร้อม แต่เราก็สามารถทำขนมให้อร่อย ออกมาดูให้น่าทานเหมือนร้านเบอเกอรี่ทั่วไปได้โดยไม่ต้องง้อเตาอบ เพราะวันนี้เราจะมา “เเนะนำสูตรขนมที่ไม่ต้องใช้เตาอบ” กันค่ะ

ขอบอกเลยว่าวิธีทำนั้นง่ายมาก แถมยังใช้วัตถุดิบที่หาซื้อไม่ยากและใช้ไม่เยอะอีกด้วย รับรองเลยว่าวันนี้คุณจะได้สูตรขนมหลากหลายสูตรไปทำทานกันแบบฟิน ๆ ให้จุใจกันไปเลยค่ะ หรือทำเป็นขนมเซอร์ไพรส์ให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เเฟน และครอบครอบ ได้ในวันสำคัญต่างๆ วันเกิด วันปีใหม่ วันคริสต์มาส หรือทำไปง้อแฟน กันได้นะคะ เรามาใช้เวลาช่วงสถานการณ์โควิด 19 นี้ ให้ไม่น่าเบื่อกันค่ะ เอาเป็นว่าอย่ามั่วรอช้าถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยว่าจะมีขนมอะไรน่ากินกันบ้างน๊า




1. เค้กไมโลลาวา

เค้กไมโลลาวา
เค้กไมโลลาวา

เมนูเเรกเปิดต่อมรับรสด้วย เค้กไลโลลาวาง่ายๆ กันค่ะ สูตรนี้ใช้วัตถุดิบเเละอุปกรณ์การในทำน้อยมาก ใช้เเค่หม้อนึ่งกับเตาเเก๊สก็สามารถทำเค้กอร่อย ๆ ทานเองหรือให้เด็ก ๆ ที่บ้านได้เลย ในส่วนของเนื้อเค้กจะแน่น หนึบ ๆ เเละที่พลาดไม่ได้กับไฮไลท์ของเค้กไมโลตัวนี้ก็คือลาวาที่ไหลเยิ้ม ๆ เลยค้าาา รสชาติอร่อย กลมกล่อมชวนให้คิดถึงรถไมโลรถเรียนแน่นอนค่ะ พูดไปก็น้ำละลายไหล ถ้าถูกอกถูกใจเพื่อน ๆ ไปลองทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบเค้กไมโลลาวา

  • ผงไมโล 3 ชต. พูนๆ
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • นมจืด 2 ชต
  • น้ำมันพืช 1 ชต.
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 4 ชต.
  • น้ำตาลทราย 1 ชต.

* ถ้าหากใช้ไมโลซองที่ผสมน้ำตาลเเล้ว ไม่ต้องใส่เพิ่มก็ได้นะคะ เเต่ถ้าใครชอบหวานๆ เพิ่ม ½ ชต. ค่ะ

วิธีการทำเค้กไมโลลาวา

ขั้นตอนแรกเรานำผงไมไล ไข่ไก่ นมจืด น้ำมันพืช และน้ำตาล ใส่ภาชนะ ใช้ตะกร้อมือค่อยคนส่วนผสมให้เข้ากัน เมื่อส่วนผมเเข้ากันดีเเล้ว จากนั้นก็นำแป้งสาลีอเนกประสงค์เติมลงไป ค่อย ๆ คนให้เข้ากัน เสร็จเเล้วก็จะได้ส่วนผสมของเนื้อเค้กไมโล ก็นำถ้วยฟอยล์หรือถ้วยแก้วใส่น้ำจิ้มก็ได้ค่ะ (ที่สามารถทนความร้อนได้นะคะ) นำมาทาน้ำมันให้ทั่ว เพื่อที่ไม่ให้ตัวเค้กติดถ้วย เทส่วนผสมทั้งหมดลงไป สูตรนี้จะได้ 1 ถ้วยพอดีค่ะ

จากนั้นก็ตั้งน้ำในหม้อนึ่งให้เดือด แล้วปรับเตาแก๊สไฟกลาง นำเค้กลงไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ตรงนี้ให้เพื่อน ๆ สังเกตที่ตัวเค้กนะคะ เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่ขนาดของภาชนะด้วยค่ะ เมื่อตัวเค้กได้ที่เเล้ว เนื้อเค้กด้านบนจะสุกเเห้ง ตรงกลางจิ้มไปจะรู้สึกดึ้ง ๆ เป็นของเหลวลาวาด้านในค่ะ จากนั้นนำออกมาใช้ช้อนช่วยเซะรอบ ๆ พิมพ์อย่างเบามือ คว่ำลงบนจาน ตบท้ายโดยการร่อนผงไมโลลงบนเค้ก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมทานใช้มีดผ่าเค้ก ให้ลาวาไหลเยิ้มได้เลยค่ะ

** อันนี้ลองใช้พิมพ์เหล็ก อลูมิเนียม ถ้วยข้นข้าวเเล้ว ในการนำขนมออกจากพิมพ์ ไม่เวิกร์นะคะ ตัวเนื้อเค้กติดเเน่นกับพิมพ์ ลาวาเเตกหมดเลยค่ะ แนะนำเป็นฟอยล์ หรือถ้วยเเก้วค่ะ


2. เค้กโอริโอ้

เค้กโอริโอ้
เค้กโอริโอ้

แม้ว่าโอริโอ้จะเป็นขนมหวานของโปรดเด็ก ๆ เเละผู้ใหญ่อีกหลายคน แต่จะให้ทานเเบบนี้นี้ทุกวันคงเบื่อแย่เลย จะว่าไปโอริโอ้เนี่ยสามารถทำได้หลายเมนูมาก ๆ เลยค่ะ แต่วันนี้เราจะไม่มาเเค่ บิด ชิมครีม จุ่มนมเเน่นอน เพราะเราจะมาทำเค้กโอริโอ้กันค่ะ บอกเลยว่าใช้วัตถุดิบน้อยมาก ๆ หันไปที่ไหนก็หาซื้อได้ง่ายด้วยค่ะ เนื้อเค้กก็นุ่ม เนื้อครีมก็ละมุมหอมหวานเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทานเล่นได้ไม่เบื่อ แล้วยังสามารถทำไว้เป็นเค้กในโอกาสพิเศษ หรือวันพิเศษ กับคนสำคัญ ได้ด้วยนะคะ

วัตถุดิบเค้กโอริโอ้

วิธีทำเค้กโอริโอ้

เริ่มแรกนำโอริโอ้มาทำการแยกไส้ครีมออกจากเนื้อคุกกี้กันก่อนค่ะ จากนั้นก็ให้นำตัวคุกกี้ไปบด ๆ แล้วเทใส่ภาชนะ ผสมกับนมจืด ใส้ครีม และเบคกิ้งโซดา ลงไปคนผสมให้เข้ากันค่ะ เมื่อเข้ากันดีแล้ว นำไปเทในพิมพ์ รองด้วยกระดาษไขค่ะ ต่อมาก็เตรียมหม้อนึ่งตั้งน้ำให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้นำพิมพ์ใส่หม้อนึ่งได้เลยค่ะ ในการนึ่งจะใช้ไฟกลางเวลาประมาณ 30 นาที ครบเวลาแล้ว ก็ทำจากเช็กเนื้อเค้ก แล้วนำออกจากพิมพ์ พักทิ้งไว้ให้เย็นค่ะ แล้วทำการตัดแบ่งเค้กเป็นสองส่วนค่ะ ในส่วนนี้เราจะทำเป็น 2 ชั้นนะคะ

ต่อมาเราก็จะไปเตรียมในส่วนของครีมปาดเค้กกันค่ะ ใช้เครื่องตีไฟฟ้าตีวิปปิ้งครีมจนตั้งยอดประมาณ 5 นาทีค่ะ แล้วนำโอริโอ้ หักแบบหยายๆ หรือใครจะบดให้ละเอียดก็ได้ค่ะ ใส่ลงไปผสมกับวิปปิ้งครีม เสร็จแล้วก็นำไปปาดกับเนื้อเค้กเลเยอร์ที่ 1 ความบางหนาตามใจชอบได้เลยค่ะ แล้วก็ประกบเนื้อเค้กเลเยอร์ที่ 2 ต่อเลยค่ะ ปาดเนื้อครีมให้ทั่วเค้กทั้งด้านบนและบริเวณรอบๆ ค่ะ จากนั้นก็ตบท้ายด้วยการโรยผงโอริโอ้ที่นำไปบดหรือชิ้นโอริโอ้ตกแต่ง เพื่อให้ดูน่าทานยิ่งขึ้นค่ะ ก่อนรับประทานให้นำไปแช่เย็น ประมาณ 1 ชม. เพื่อความอร่อยยิ่งขึ้นค่ะ

**** ทริคการเช็กความสุกของเนื้อเค้ก การใช้ไม้จิ้มฟันหรือไม้เสียบลูกชิ้น จิ้มลงไปในเนื้อเค้ก ถ้าไม่มีของเหลวติดไม้จิ้ม เเสดงว่าเนื้อเค้กสุก เเต่ถ้ามีของเหลวติดมากับไม้จิ้มเเสดงว่าเนื้อเค้กยังไม่สุก ให้ทำการนึ่งต่อไปจนสุกค่ะ

**** ทริคการตีวิปปิ้งครีมให้ขึ้นฟู เราควรนำโถปั่น/ภาชนะและหัวตีไฟฟ้าไปแช่ให้เย็นจัด ๆ วิปปิ้งก็ต้องเเช่เย็นด้วยนะคะ วิธีนี้จะทำให้วิ้ปปิ้งครีมขึ้นฟูได้เร็วค่ะ เเละอีกอย่างที่ต้องระวังมาก ๆ ก็คือโถปั่นไม่ควรมีคราบมันค่ะ ควรทำความสะอาดก่อนใช้ด้วยนะคะ


3. ขนมนูกัต ตังเม ไต้หวัน

ขนมนูกัต ตังเม ไต้หวัน
ขนมนูกัต ตังเม ไต้หวัน

เมนูนี้จะพาเพื่อน ๆ มาทานตังเมฝรั่งเศษชื่อดังที่ฮิตกันในไต้หวันกับขนมหวานที่ชื่อว่านูกัตนั้นเอง ลักษณะเนื้อตังเมจะผสมผสานกัน ระหว่างเเครกเกอร์ ตังเม และผลไม้อบแห้ง ที่ให้เนื้อสัมผัส กรุบกรอบ นุ่ม หนึบ หอมใส่ส่วนของนมผงอีกด้วย เป็นเมนูที่เข้ากันได้อย่างลงมากค่ะ ไม่เเข็งหรือเหนียวจนเกินไป เอามาทานกับ Espresso หรือ Americano ร้อนก็อร่อยค่ะ หรือทานเล่น ๆ แก้เบื่อก็ได้ค่ะ

วัตถุดิบขนมนูกัต

  • เนยจืด 50 กรัม
  • มาร์ชเมลโล 155 กรัม
  • นมผง 55 กรัม
  • แครกเกอร์ 140 กรัม
  • ธัญพืช ( ลูกเกตุ + อัลมอนด์อบ+ เม็ดมะม่วงอบ ) รวม 150 กรัม

วิธีทำขนมนูกัต

ขั้นตอนแรกเราก็จะนำเนยไปละลาย ในกระทะหรือหม้อด้วยไฟอ่อนก่อนค่ะ เมื่อเนยละลายหมดแล้ว ให้นำมาร์ชเมลโล ใส่ลงไปผสมกับเนยแล้วคนให้มาร์ชเมลโลละลายเข้ากันกับเนย เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ให้ใส่นมผงลงไป จากนั้นก็คนให้เข้ากัน แล้วทำการบีบแครกเกอร์เป็นชิ้น ๆ แบบหยาบ ๆ จากนั้นก็ตามด้วยใส่ธัญพืชทั้งหมดเทใส่ลงไปพร้อมกันเลยค่ะ ทำการคนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง เสร็จเเล้วเราก็จะได้เนื้อนูกัตที่เหนียว หนึบ ที่จับตัวเป็นก้อนเดียว เมื่อได้เนื้อนูกัตเรียบร้อยเเล้ว จากนั้นเราก็นำไปใส่พิมพ์สี่เหลี่ยมหรือถาด แล้วใช้ก้นแก้วทำการกดอัดให้แน่นเพื่อไม่ให้เนื้อนูกัตแตกตัว จากนั้นก็ให้ทำการพักให้เย็น ก่อนนำมาตัดแบ่งชิ้น ๆ ให้พอดีคำ สุดท้ายทำการโรยด้วยนมผง เพื่อไม่ให้เนื้อนูกัตติดกัน เสร็จแล้วก็พร้อมนำไปรับประทานคู่กับนมอุ่น ๆ หรือเย็นได้เลยค่ะ


4. เครปเย็นไส้ทะลัก

เครปเย็นไส้ทะลัก
เครปเย็นไส้ทะลัก

อากาศเมืองไทยช่วงนี้ยังร้อน ๆ กันอยู่เลย วันนี้จะชวนเพื่อน ๆ มาทำขนมคลายร้อนกันกับเครปเย็น ซึ่งเสน่ห์ของเครปเย็นก็ต้องเป็นไส้ที่หลากรสชาตินี่เเละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไส้ฟอยทองหรือผลไม้ต่าง ๆ ตามฤดูกาล และใครที่ชื่นชอบกับความนุ่มละมุน หวานของวิปปิ้งครีม คุณจะต้องหลงรักเครปเย็นสูตรนี้ค่ะเพราะทั้งไส้ วิปปิ้งครีมที่อัดแน่นมาก ๆ เรียกว่าทะลักจุก ๆ กันเลย ยิ่งเเช่เย็น ๆ ทานคู่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ หืมมมม บอกเลยค่ะว่าสดชื่นนนน สูตรนี้ทำง่าย ถ้าอยากรู้วิธีทำเเล้ว ตามมาดูกันเลยค่ะ

วัตถุดิบเครปเย็น

  • แป้งเค้ก 1 ถต.
  • นมจืด 160 มล.
  • ไข่ไก่ 2ฟอง
  • น้ำมันพืช 2ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 160 มล.
  • น้ำตาลทราย 4 ชต.
  • กลิ่นวนิลา 1ชช.
  • วิปปิ้งครีม
  • ไส้ขนม ฝอยทอง โอริโอ้ ครีมช็อกโกแลต แยมสตอร์เบอร์ บราวนี่ ฟิลลิ่งรสต่าง ๆ หรืออื่น ๆ ตามใจชอบเลยค่ะ

วิธีทำเครปเย็น

ขั้นตอนแรกเราก็จะนำแป้งเค้ก ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมจืด น้ำเปล่า ใส่ลงไปในภาชนะที่สะอาด แล้วนำตะกร้อมือ ตีคนส่วนผสมให้เข้ากันค่ะ จากนั้นใส่กลิ่นวนิลาเพื่อเพิ่มความหอมให้กับแป้งเครปลงไปนิดหน่อย แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้ว ให้เตรียมกระทะเทฟล่อนหรือกระทะเคลือบหินอ่อน (ไม่แนะนำกระทะเหล็กนะคะ เพราะแป้งจะติดกระทะค่ะ) นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ เมื่อกระทะร้อนแล้ว ให้ตักแป้งเทใส่ลงไปในกระทะ ทำการร่อนกระทะ ให้แป้งกระจายทั่วกระทะค่ะ โดยจะต้องใช้ไฟอ่อน ๆ ทอดจนสุก ให้สังเกตเมื่อแป้งสุกจะมีฟองผุด ๆ ทั่วแผ่นแป้งเลยค่ะ จากนั้นใช้ตะหลิวค่อยแชะขอบแป้งเบา ๆ แล้วคว่ำกระทะ แป้งก็จนหลุดง่ายค่ะ ทำไปเรื่อย ๆ จนแป้งหมดเลย เราก็จะได้แป้งเครปที่บางเรียบเนียบค่ะ

ต่อมาเรามาทำตัวครีมกันค่ะ โดยให้นำวิปปิ้งครีมมาตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้า ตีจนขึ้นฟู จากนั้นนำวิปปิ้งครีมตักใส่ถุงบีบ แล้วนำไปบีบใส่บนแป้งเครปปริมาณตามใจชอบได้เลยค่ะ บีบใส่พอปริมาณก่อน แล้วใส่ไส้ที่ชอบ แล้วปิดไส้ด้วยวิปปิ้งครีมอีกรอบ ส่วนครีมใครชอบครีมเยอะใส่เยอะเลย ส่วนใครชอบครีมน้อยใส่น้อยค่ะ เสร็จแล้วพับห่อหรือจะม้วนเป็นโรล จากนั้นก็นำไปแช่เย็นได้เลยค่ะ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยเเล้ว ส่วนใครจะทานเครปเย็นเปล่าราดด้วยคาลาเมลหรือทานคู่กับไอศครีมก็ได้ค่ะ ก็จะเพิ่มอรรถรสให้อร่อยยิ่งขึ้นไปอีกค้าาา


5. บานอฟฟี่

บานอฟฟี่
บานอฟฟี่

บานอฟฟี่ถ้วยโปรดดดด เป็นขนมหวานขึ้นชื่อของอังกฤษ ที่ฮิตกันตลอดกาล และยังเป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน เป็นขนมที่ดูเหมือนจะทำยากแต่จริง ๆ แล้วทำง่ายสุด ๆ ไม่ต้องใช้เตาอบอีกด้วยนะคะ รับรองว่ามือใหม่ก็ทำได้ง่ายสบาย ๆ เลยค่ะ เนื้อสัมผัสในเเต่ละเลเยอร์ก็จะแตกต่างกันไป ในเลเยอร์เเรกก็ได้รสสัมผัสของเนื้อครีมที่หวานละมุน ตามมาพร้อมกับเลเยอร์กล้วยหอม คาราเมลที่รสชาติ หอม หวานหนึบหนับ และเลเยอร์สุดท้ายที่เพิ่มความกรุบกรอบมันของเเครกเกอร์ผสมกับเนย ที่ลงตัวกันสุด ๆ เลยค่ะ บอกเลยว่ากินแล้วฟินสุด ๆ รับลองว่าถูกใจทุกคนอย่างเเน่นอนค่ะ ว่าแต่จะทำอย่างไร มาดูกันเลย

วัตถุดิบบานอฟฟี่ : ส่วนของคาราเมล

  • น้ำตาลทราย 2 ชต.
  • นมข้นหวาน 195 กรัม
  • เนยเค็ม 15 กรัม
  • กลิ่นวนิลา ½ ชช.

วัตถุดิบบานอฟฟี่ : ส่วนของแครกเกอร์

  • แครกเกอร์รสเนย 160 กรัม หรือใครจะรสช็อคโกแลต รสจืดได้ตามใจชอบเลยน้า
  • เนยละลาย 3 ชต.

วัตถุดิบบานอฟฟี่ : ส่วนของแต่งหน้า

  • วิปปิ้งครีม 100 กรัม
  • ผงโกโก้ 1 ชต.
  • กล้วยหอม 3 หวี

วิธีทำบานอฟฟี่

เริ่มแรกทำคาราเมลให้นำน้ำตาลเทใส่กระทะ ตั้งไฟอ่อน ๆ จนน้ำตาลเริ่มละลาย ค่อยร่อนกระทะให้น้ำตาลละลายจนหมด เมื่อน้ำตาลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ อย่าให้เข้มเกินไปนะคะ เดี๋ยวมันจะขมค่ะ ให้ปิดแก๊ส เเล้วใส่เนยลงไปขณะที่น้ำตาลยังร้อนอยู่ ละลายเนยจนหมด จากนั้นก็เติมนมข้น และกลิ่นวนิลาลงไป แล้วเปิดแก็สได้วยไฟกลาง ค่อย ๆ คนส่วนผสม สังเกตว่าน้ำตาลจะเหนียวติดกระทะก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ ค่อย ๆ คนไปจนละลายเข้ากัน จนคาราเมลเริ่มข้น หนืด เหลวหน่อย ๆ แล้วก็ปิดแก๊ส (อย่าให้หนืดเกินไปนะคะ เดี๋ยวคาราเมลจะเเข็งค่ะ) นำไปเทใส่ถ้วยพักทิ้งไว้

จากนั้นนำเเครกเกอร์ไปบดให้ละเอียด แล้วนำเนยไปละลายด้วยไมโครเวฟหรืออังน้ำร้อนก็ได้ ต่อมาให้เทใส่ลงไปโถปั่นเเล้วปั่นให้เข้ากันกับแครเกอร์ จากนั้นนำแครกเกอร์ที่ผสมเนยเสร็จเเล้วไป ใส่ภาชนะถ้วยฟอย์ลหรือแก้วสวย ๆ แบ่งใส่ความหนาได้ตามใจชอบเลยค่ะ ทำการกดเเครกเกอร์ให้เเน่นค่ะ เเล้วแช่เย็นทิ้งไว้ค่ะ

ต่อมาทำวิปปิ้งครีมกันค่ะ นำวิปปิ้งครีมตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้า อันนี้หากใครชอบหวานใส่น้ำตาลเพิ่มได้นะคะ จากนั้นตีวิปปิ้งครีมให้ขึ้นฟู แล้วตักใส่ถุงบีบ และนำเเครกเกอร์ที่เเช่เย็นไว้ออกมา หั่นกล้วยเป็นแว่น ๆ จัดเรียงใส่บนเเครกเกอร์เป็นชั้นที่ 2 แล้วราดคาราเมลลงไปตามใจชอบเลยค่ะ เสร็จก็นำวิปปิ้งครีมมาบีบใส่แต่งหน้าบานอฟฟี่ได้เลย ตบท้ายด้วยการร่อนผงโกโก้ให้ดูสวยสักหน่อยค่ะ เป็นอันเสร็จสิ้นบานอฟฟี่ (จำนวนที่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณและขนาดของภาชนะหรือการแบ่งชั้นด้วยนะคะ


6. คาราเมลคัสตาร์ดเค้ก

คาราเมลคัสตาร์ดเค้ก
คาราเมลคัสตาร์ดเค้ก

จัดไปอีกกับเมนูคาราเมลค่ะ รอบที่เเล้วทำเค้กกล้วยหอมคาราเมลกันไปแล้ว วันนี้มาเเจกเมนูสูตรขนมที่กำลังฮิตกันค่ะ กับคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก แต่อันนี้ขะเป็นเนื้อเค้กชิฟฟ่อนที่นุ่มเด้ง ละมุนลิ้น ละลายในปากกันเลยที่เดียวจ้าา ประกบคู่มากับคัสตาร์ดที่หอมหวาน มัน พร้อมกับกลิ่นหอมของคาราเมลเข้ม ๆ กลมกล่อมที่อันเข้ากันมาก ๆ รับรองเลยว่าจะทำเพื่อน ๆ ตักกินจนเพลิน ลืมอ้วนไปเลย อย่ารอช้า เข้าครัวไปเปิดแก๊สกันเลยค้าาา

วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนคาราเมล

  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • น้ำเปล่า 30 มล.

วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนคัสตาร์ด

  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • นมข้นหวาน 195 กรัม
  • นมข้นจืด 190 กรัม
  • กลิ่นวนิลา ½ ชช.

วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนของเนื้อเค้ก

  • แป้งเค้ก 113 กรัม
  • ผงฟู 1 ชช.
  • เกลือ ครึ่งของ ⅛ ชช..
  • น้ำตาลทราย 35 กรัม.
  • นมจืด 105 มล.
  • ไข่แดง 2 ฟอง
  • กลิ่นวนิลา ½ ชช.

วัตถุดิบคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก : ส่วนของเมอแรงค์

  • ไข่ขาว 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 25 ถต.
  • น้ำมะนาว ½ ชช.

วิธีทำคาราเมลคัสตาร์ดเค้ก

เริ่มเเรกมาทำในส่วนของคาราเมลกันก่อนนะคะ นำน้ำตาลทรายกับน้ำเปล่า เทใส่ลงในกระทะ เเล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันก่อน และค่อยเริ่มเปิดแก๊สโดยที่ใช้ไฟอ่อนนะคะ ระหว่างที่เคียวน้ำตาล ห้ามคนเด็ดขาดนะคะ ให้ร่อนกระทะไปให้ทั่ว จากนั้นน้ำตาลจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีคาราเมลค่ะ ให้ได้สีน้ำตาลอ่อน ๆ ก็พอค่ะ ถ้าหากสีเข้มไปเดี๋ยวมันจะขม เมื่อเสร็จเเล้วให้นำไปเทใส่พิมพ์เค้กปอนด์ในขณะที่คาราเมลยังร้อน ๆ อยู่ เเล้วพักทิ้งไว้ให้เช็ตตัว

จากนั้นก็มาทำต่อในส่วนของเนื้อคัสตาร์ดกันคะ นำไข่ไก่ตอกใส่ภาชนะที่สะอาด แล้วใช้ตะกร้อมือตีไข่ให้พอเข้ากันก่อนค่ะ เเล้วเติมนมข้นหวาน นมข้นจืด กลิ่นวนิลาเพิ่มความหอมเพื่อลดกลิ่นคาวของไข่ไก่ เเล้วทำการคนส่วนผสมให้เข้ากันดี ขั้นตอนนี้ค่อยคนส่วนผสมอย่างเบามือ อย่าคนเเรงหรือเร็วเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดฟองอากาศเยอะได้ค่ะ เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีเเล้วให้นำไปกรอง 1 รอบ เพื่อที่จะให้ได้เนื้อคัสตาร์ดที่เนียน ละเอียด ในขณะที่กรองใช้ตะกร้อมือคนเนื้อคัสตาร์ดในตะแกรงด้วยนะคะ เรียบร้อยเเล้วเราก็นำไปเทใส่พิมพ์ที่มีตัวน้ำคาราเมลที่เซ็ตตัวดีเเล้วอยู่เลยค่ะ แล้วพักทิ้งไว้

ต่อไปเราก็มาทำตัวเนื้อเค้กชิฟฟ่อนกันต่อเลยค่ะ นำไข่ไก่มาเเยกไข่ขาวกับไข่แดงค่ะ พยายามอย่าให้ไข่ขาวปนไข่แดงนะคะ เพราะจะทำให้ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูได้ยากมากค่ะ จากนั้นนำไข่แดง 4 ฟองมาตีให้แตก ใส่นมจืด น้ำมันพืช เเละเติมกลิ่นวนิลา ตีส่วนผสมให้เข้ากัน เสร็จเเล้วพักทิ้งไว้ เเละไปเตรียมส่วนของแห้งกันต่อ นำแป้งเค้ก ผงฟู เกลือปนผสมให้เข้ากัน เเล้วร่อนแป้งให้หมด เเล้วก็นำน้ำตาลเทใส่ลงไปในแป้งที่ร่อนเเล้ว คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกครั้งค่ะ เสร็จเเล้วก็นำไปผสมกับของเหลวที่พักที่ไว้เลย ค่อย ๆ เทส่วนผสม ใช้ตะกร้อมือตะล่อมส่วนผสมให้เข้ากัน ไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อนนะคะ ผสมจนได้เนื้อที่เนียน เหลวข้นประมาณนึงค่ะ แล้วปิดฝาพักทิ้งไว้

สุดท้ายเรามาทำในส่วนของเมอร์แรงค์กันค่ะ ใส่นำมะนาวลงไปในไข่ขาวและนำเครื่องตีไฟฟ้ามาตีส่วนผสมจนขึ้นฟองหยาบ ๆ จากนั้นค่อยเติมน้ำตาลทราย แบ่งเป็น 3 ครั้ง ๆ ละ 20 วินาที ตีจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อนค่ะ นำไปผสมกับเนื้อเค้กที่พักทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน ค่อย ๆ ผสมทีละส่วนจนเข้ากันดี ตะล่อมไปในทิศทางเดียวกันอย่างเบามือเเละเร็วค่ะ เมื่อผสมเข้ากันดีเเล้ว ตักใส่พิมพ์ที่มีคาราเมลกับคัสตาร์ดอยู่ลงไปที่ละนิดจนเกือบเต็มพิมพ์ เเล้วปิดพิมพ์ด้วยกระดาษฟอล์ย เพื่อไม่ให้ไอน้ำตกลงไปในเนื้อเค้ก เพราะเดี๋ยวเนื้อเค้กมันจะเเฉะได้ หรือใครจะใช้ผ้าขาวบางห่อปิดกับฝาหม้อนึ่งก็ได้เช่นกัน จากนั้นตั้งน้ำหม้อนึ่งให้เดือด นำพิมพ์ลงไปนึ่ง ตั้งไฟกลางไปทางอ่อน ประมาณ 60 นาที เมื่อครบเวลาเเล้วทำการเช็กเนื้อเค้ก เมื่อไม่มีของเหลวติดไม้จิ้มเเล้ว เเสดงว่าเนื้อเค็กสุกดีเเล้ว ก็นำมาคว่ำเทใส่ลงภาชนะได้เลยค่ะ เสร็จเเล้วเราก็จะได้เค้กคาราเมลคัสตาร์ดที่น่ารับประทานเเล้วค้าาา


7. คัพเค้กช็อคโกแลต

คัพเค้กช็อคโกแลต
คัพเค้กช็อคโกแลต

คัพเค้กช็อคโกแลต เป็นอีกหนึ่งขนมที่นิยมกันมากสำหรับใครหลาย ๆ คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับคนที่กำลังฝึกทำขนม คัพเค้กช็อคโกแลต ก็ยังเหมาะสำหรับมือใหม่อีกด้วย ซึ่งเป็นขนมที่ทำง่ายมาก คัพเค้กช็อคโกแลตตัวนี้จะเนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้น ที่มีท็อปปิ้งบัตเตอร์ครีมรสชาติช็อคโกแลต ที่แววเงาสวยงามด้วยค่ะ รับรองว่าเพื่อน ๆ ต้องประทับใจกับสูตรคัพเค้กสูตรนี้เเน่นนอนค่ะ ยิ่งถ้าจัดเซตทำมอบวันเกิดให้คนพิเศษ ก็น่ารักไปอีกเด้ออ ถ้าชอบกันเเล้วลองทำกันดูค่ะ

วัตถุดิบคัพเค้กช็อคโกแลต : ส่วนของเนื้อเค้ก

  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • กลิ่นวนิลา ½ ชช.
  • นมสด 150 มล.
  • น้ำมันพืช 60 มล.
  • น้ำตาลทราย 9 ชต.
  • เกลือ ¼ ชช.
  • แป้งเค้ก 7 ชต.
  • ผงฟู ½ ชช.
  • ผงโกโก้ 5 ชต.
  • เบคกิ้งโซดา ½ ชช.

วัตถุดิบคัพเค้กช็อคโกแลต : ส่วนของบัตเตอร์ครีม

  • น้ำเชื่อม 5 ชต.
  • เนยเค็ม 127 กรัม
  • ผงโกโก้ 5 ชต.
  • กลิ่นวนิลา ½ ชช.

วิธีทำคัพเค้กช็อคโกแลต

เรามาเริ่มต้นด้วยการทำบัตเตอร์ครีมกันก่อนค่ะ นำเนยเค็มตั้งพักไว้สัก 5 นาที ให้ตีเนยด้วยเครื่องตีไฟฟ้าหรือตะกร้อมือ จนขึ้นฟูขาว เมื่อตีเนยจนขึ้นฟูขาวเเล้วให้ใส่ผงโกโก้เเละกลิ่นวนิลาตามลงไป ใช้ไม้พายค่อย ๆ ตะล่อมก่อน เพื่อไม่ให้ผงโกโก้ฟุ้ง เวลาตี จากนั้นตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้า จนส่วนผสมเข้ากันดีเเล้ว ทยอยเทใส่น้ำเชื่อมพร้อมตีส่วนผสมให้เข้ากัน สังเกตนะคะว่าสีของบัตเตอร์ครีมจะดูเงาและมันวาว เมื่อใส่น้ำเชื่อมหมดเเล้วก็ตีต่อไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเข้ากันดี เเละปรับควมเร็วต่ำอีก 3 นาทีเพื่อไล่ฟองอากาศ เสร็จเเล้วเราก็จะได้เนื้อบัตตเอร์ที่เนียนสวยค่ะ จากนั้นก็นำบัตเตอร์ครีมใส่ถุงบีบไว้ค่ะ เเล้วพักทิ้งไว้

ต่อมาก็จะมาเริ่มทำในส่วนของเนื้อเค้กกันค่ะ ใส่ไข่ไก่ กลิ่นวนิลา นมจืด น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เเละเกลือ ใส่ในภาชนะที่สะอาด เเล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ทำการร่อนเเป้งเค้กลงไป เเละตามด้วยผงโกโก้ ผงฟู และเบคกิ้งโซดาใส่ลงไป แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน พอส่วนผสมทั้งหมดเเล้วเราก็จะได้ส่วนผสมที่ดูเหลวๆหน่อยค่ะ อย่าตกใจไปนะคะ เพื่อนๆทำถูกต้องแล้ว หากของใครมีผงโกโก้เป็นเม็ดๆลอยอยู่เยอะ สามารถนำไปกรองก่อนได้ค่ะ เมื่อเราได้ส่วนผสมทั้งหมดเเล้ว นำไปเทใส่ถ้วยคัพเค้กได้เลยค่ะ

จากนั้นก็ให้เพื่อนๆต้มน้ำในหม้อนึ่งหรือซึ้งให้เดือด ห่อฝาหม้อด้วยผ้าขาวบาง เพื่อไม่ให้ไอน้ำหยดลงบนเนื้อคัพเค้ก เเล้วค่อยนำขนมลงนึ่งด้วยไฟกลาง ประมาณ 18 นาทีหรือจนสุก (เเนะนำให้เพื่อนสังเกตหรือเช็กเนื้อเค้กว่าสุกหรือไม่สุกด้วยไม้จิ้ม ไฟแต่ละบ้านไม่เท่ากัน เวลาในการนึ่งอาจจะเเตกต่างกันไปนะคะ) เมื่อตัวคัพเค้กสุกดีเเล้ว ให้ทำการพักทิ้งไว้ให้เย็นสนิทก่อนที่จะนำมาบีบบัตเตอร์ครีม มิฉะนั้นตัวบัตเตอร์ครีมจะละลายได้ค่ะ เมื่อโดนความร้อน พอเย็นสนิทเเล้วก็นำบัตเตอร์ครีมบีบตกเเต่งคัพเค้กได้ตามใจชอบเลยค่ะ จากนั้นใครจะตกแต่งด้วยเม็ดน้ำตาลน่ารัก ๆ เยลลี่ เม็ดเรนโบว์ หรือ ปักป้ายน่ารัก ๆ เก๋ ๆ เสร็จเรียบร้อยเพื่อน ๆ ก็จะได้คัพเค้กช็อคโลเเลตที่น่ารับประทานเเล้วค้าาา


8. โดนัท พอนเดอริง

โดนัท พอนเดอริง
โดนัท พอนเดอริง

เมนูนี้เอาใจสายกินที่ชอบโดนัทพอเดอริงกันหน่อยยย หลายคนพอได้ทานจากร้านดังกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ วันนี้เราจะมาทำโดนัทพอนเดอริงโฮมเมด สูตรนวดมือ ทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นานด้วยค่ะ แถมไร้สารกันบูดอีกด้วย โดนัทพอเดอริง ที่อร่อยนุ่ม เทียบเท่าสูตรร้านดัง เคลือบด้วยน้ำตาลไอซิ่งหลากสี หลายรส ให้เพื่อนได้ทำตามกันง่าย ๆ เลยค่ะ

วัตถุดิบโดนัทพอนเดอริง : ส่วนผสมของแป้งโดนัท

  • แป้งสาลี 150 กรัม
  • แป้งข้าวเหนียว 140 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 20 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 5 ชต.
  • หัวนมผง 2 ชต.
  • ผงฟู 2 ชช.
  • น้ำมันพืช 1 ชต.
  • เต้าหู้ขาวแบบนิ่ม 150 กรัม
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 130 กรัม หรือ 1 กระปุก
  • นมอัลมอนด์ 45 กรัม
  • กลิ่นวนิลา 2 ชช.
  • เกลือป่น ¼ ชช.
  • น้ำมันปาล์ม สำหรับทอด

วัตถุดิบโดนัทพอนเดอริง : ส่วนผสมของไอซิ่งเกลชเคลือบโดนัท

สีขาว

  • น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
  • นมจืด 20 กรัม

สีชมพู

  • น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
  • นมจืด 20 กรัม
  • ผงสตรอว์เบอร์รี 1 ชช. หรือจะใส่สีผสมอาอาหาร

สีช็อกโกแลต

  • น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
  • นมจืด 20 กรัม
  • ผงโกโก้ 1 ชช.

วิธีทำโดนัท พอนเดอริง

ขั้นตอนเเรกเราจะทำในส่วนของเเห้ง ให้นำแป้งสาลี แป้งข้าวข้าวเหนียว น้ำตาลไอซิ่ง หัวนมผง เกลือป่น และผงฟู ใส่กระชอนแล้วร่อนส่วนผสมทั้งหมดลงไปในภาชนะที่สะอาด จากนั้นนำเต้าหู้ขาวนิ่ม มาปี้บดผ่านกระชอนใส่ละเอียดลงไปในภาชนะที่ใส่แป้งเลยค่ะ และเติมโยเกิร์ต น้ำมันพืช นมอัลมอนด์และกลิ่นวนิลา ตามลงไปค้า ใช้มือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ให้จับตัวเป็นก้อนเดียวกัน พักทิ้งไว้ 15-20 นาที

ระหว่างรอพักแป้งนี้เราเตรียมกระดาษไขโดยการตัดกระดาษเป็นสีเหลี่ยมขนาด 8*8 ซม. ไว้สัก 10 แผ่นก่อนค่ะ เมื่อครบเวลาเเล้วนำ แป้งมาตัดแบ่งเป็น 10 ก้อน เมื่อได้ 10 ก่อนแล้ว นำแต่ละก้อนมาแบ่งเป็น 8 ส่วน เมื่อได้ 8 ส่วนเเล้วนำแป้งมาคลึงให้กลม แล้ววางเรียงให้เป็นดอกไม้ แบบพอนเดอริง บนกระดาษไขที่ตัดเตรียมไว้เลยค่ะ จากนั้นใช้ไม้จิ้มเเตะน้ำ มาเเตะระหว่างรอยต่อของแป้ง เพื่อที่จะเชื่อมให้แป้งติดกันค่ะ และใช้มือกดจัดทรงแป้งให้ติดกันสนิท เสร็จเเล้วก็เตรียมนำไปทอดกันจ้า

ตั้งกระทะใส่มันลงไปครึ่งนึงของกระทะ เปิดเเก๊สไฟกลาง รอให้น้ำมันเริ่มร้อน จากนั้นใส่พอนเดอริงลงไปทอดพร้อมกระดาษไขเลยนะคะ ค่อยพลิกกลับด้านไปมา พอโดนัทพอเดอริงเริ่มลอยตัวขึ้น เเล้วค่อยๆเอากระดาษไขออก และทอดต่อ พยายามใช้กระชอนกดโดนัทในจมน้ำมัน จนสุกเป็นสีน้ำตาลทองแล้ว ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันก่อนจะนำไปแต่งหน้าโดนัทกันค้าา

สุดท้ายนี้ก็จะเป็นในส่วนของไอซิ่งเกลชเคลือบโดนัทแล้วค้าา นำน้ำตาลไอซิ่งร่อนใส่ภาชนะ แล้วตามด้วยนมจืด คนผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลไอซิ่งไม่จับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเม็ดนะคะ เท่านี้ก็ได้ไอซิ่งเกลชสีขาวเเล้วค่ะ หากเป็นสีชมพูหรือรสสตรอว์เบอร์รี ก็เพิ่มสีผสมอาหารหรือผงสตรอว์เบอร์รีลงไป คนผสมให้เข้ากัน ก็จะได้ไอซิ่งเกรสสีชมพูแล้วค่ะ รสช็อคโกแลตก็ทำเหมือนกันค่ะ เเค่เปลี่ยนเป็นผงโกโก้เท่านี้ค่ะ จากนั้นก็นำโดนัทพอนเดอริง มาจุมกับไอซิ่งเกลช แล้วตกแต่งโรยด้วยเม็ดสีเรนโบว ช็อคโกแลต อัลมอด์นบดหยาบ หรือ ถั่วบดหยาบ ได้ตามใจชอบเลยค้าา


9. เค้กส้มหน้านิ่ม

เค้กส้มหน้านิ่ม
เค้กส้มหน้านิ่ม

เค้กส้มหน้านิ่ม กับเนื้อเค้กชิฟฟ่อนผสมกับน้ำส้ม เปรี้ยวนิด หวานหน่อย ที่ยังคงความนุ่ม อร่อย ละมุมลิ้น ของเนื้อเค้กไว้เช่นเดิม ที่สำคัญที่ทำให้เค้กส้มอร่อยยิ่งขึ้นคือซอสส้มที่ทั้งหวานและอมเปรี้ยวให้ความสดชื่นแบบความอร่อยที่ลงตัว รับรองว่าทำเเล้วต้องกับมาทำซ้ำบ่อย ๆ เเน่นนอน เพราะทั้งทำง่ายและอร่อยด้วยงานนี้ทำเอาเพื่อน ๆ ทานเพลินลืมความอ้วนไปเลยค่ะ

วัตถุดิบเค้กส้มหน้านิ่ม : ส่วนของเนื้อเค้กส้ม

  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • เกลือ ¼ ชช.
  • เบคกิ้งโซดา 1 ชช.
  • กลิ่นวนิลา 1 ชช.
  • น้ำส้มเข็มข้น 1 ชต.
  • แป้งเค้ก 11 ชต.
  • น้ำมันพืช 3 ชต.
  • นมจืด 3 ชต.
  • น้ำตาลทราย 4 ชต.
  • น้ำมะนาว 1 ชช.

วัตถุดิบเค้กส้มหน้านิ่ม : ส่วนของซอสส้ม

  • น้ำส้มเข้มข้น 80 กรัม
  • น้ำตาลทราย 4 ชต.
  • น้ำเปล่า 350 มล.
  • แป้งข้าวโพด 3 ชต.
  • เนยเค็ม 20 กรัม (หากใครใช้เนยจืดให้เพิ่มเกลือ 1-2 หยิบมือ)
  • ผงวุ้น ½ ชช.
  • สีผสมอาการสีแดง

วิธีทำเค้กส้มหน้านิ่ม

ขั้นตอนเเรกทำการเเยกไข่ขาวกับไข่แดงค่ะ เราจะใช้ในส่วนของไข่แดงก่อนนะคะ นำเกลือ นมจืด กลิ่นวนิลา น้ำส้มเข้มข้น เเละน้ำมันพืช ตีส่วนผสมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน จากนั้นร่อนเเป้งเค้กกับเบคกิ้งโซดา ลงไปคนส่วนผสมให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันดีเเล้ว ให้พักทิ้งไว้ค่ะ แล้วมาทำในส่วนของเมอเเรงค์ นำไข่ขาวที่เเยกไว้มาใส่น้ำมะนาวลงไป ตีด้วยเครื่องตีไฟฟ้าหรือตะกร้อมือ ให้ขึ้นฟองหยาบจากนั้น จากนั้นก็ทยอยใส่น้ำตาลแบ่งใส่เป็น 3 รอบ ตีจนเมอแรงค์ตั้งยอด แล้วให้ทำการปรับความเร็วต่ำ ตีต่อ 3 นาทีเพื่อไล่ฟองอากาศ เสร็จเเล้วตักใส่ผสมกับตัวส่วนผสมของแป้งที่พักทิ้งไว้ แบ่งตักใส่ 3 ครั้ง ค่อย ๆ ใช้ไม้พายตะล่อมคนส่วนผมให้เข้ากันอย่างเบามือค่ะ เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีเเล้ว ให้เทใส่พิมพ์รองด้วยกระดาษไขหรือทาพิมพ์ด้วยน้ำมันค่ะ เเละทำการเคาะพิมพ์ 2 – 3 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ

ตั้งน้ำในหม้อนึ่งให้เดือด แล้วนำพิมพ์ลงไปนึ่งไฟกลาง ประมาณ 30 นาทีค่ะ ไฟแต่ละบ้านอาจจะไม่เท่ากัน ให้เพื่อนๆทำการสังเกตความสุกของตัวเนื้อเค้กด้วยการใช้ไม้จิ้มเช็คความสุกดูนะคะ หรือ สูตรนี้หากใครจะใช้หม้อหุงข้าวในการอบเนื้อเค้กก็ได้นะค่ะ โดยที่เพื่อนๆเทส่วนผสมใส่หม้อหุงข้าว เคาะหม้อไล่ฟองอากาศ แล้วตั้งหุงข้าวปกติค่ะ พอเราได้เค้กส้มที่สุกเเล้ว นำเค้กออกจากพิมพ์คว่ำลงบนตะเเกรงเเละใช้ถาดรองตะแกรงด้วยค่ะ ก็ทำการพักให้เนื้อเค้กเย็นสนิทค่ะ

ระหว่างนี้เรามาเตรียมในส่วนของซอสส้มกันค่ะ นำน้ำเปล่าครึ่งนึงของสัดส่วนวัตถุดิบ (175 มล.) กับผงวุ้นใส่หม้อ เเล้วคนให้เข้ากัน ที่พักไว้ เเละนำน้ำเปล่าอีกครึ่งนึงไปผสมกับแป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน จากนั้นเปิดแก๊สไฟกลาง นำน้ำเปล่าที่ผสมผงวุ้นไว้มาตั้งไฟ คนตลอดจนเดือด แล้วให้ใส่น้ำตาลทรายและน้ำส้มเข้มข้นตามลงไป คนต่อจนเดือด แล้วค่อย ๆ เทน้ำเเป้งข้าวโพด ลงไป นำสีผสมอาหารใส่ไปนิดหน่อย เพื่อเพิ่มสีสันให้สวยงามขึ้นค่ะ คนส่วนผสมให้เข้ากัน สุดท้ายก็เติมเนยใส่ลงไป เมื่อเนยละลายหมด ก็นำตัวซอสที่ได้ไปเทราดบนเนื้อเค้กส้มเลยค่ะ จากนั้นนำไปแช่เย็น 20 นาที และเเต่งหน้าเค้กด้วยส้มหรือใบเตยตัดเป็นใบไม้เล็ก ๆ ตกแต่งน่ารัก ๆ ให้น่ารับประทานได้เลยค่ะ


10. สตรอว์เบอร์รีชีสพาย (สูตรไม่ใช่ครีมชีส)

สตอเบอรี่ชีสพาย (สูตรไม่ใช่ครีมชีส)
สตรอว์เบอร์รีชีสพาย (สูตรไม่ใช่ครีมชีส)

จบด้วยการเอาใจสายติ่งชีสพายกันหน่อยกับสตรอว์เบอร์รีชีสพาย สูตรนี้เราไม่ใช่ครีมชีสกันน้าา เราจะทำครีมชีสโฮมเมดกันค่ะ รับรองว่ารสชาติอร่อย หวาน มันซ่อนเปรี้ยว เเบบครีมชีสเลยค่ะ เมนูนี้ใครชอบจัดให้เนื้อเเน่น ๆ หนา ๆ ได้ตามใจชอบเลย สตรอว์เบอร์รีชีสพายนี้ให้เนื้อสัมผัสที่หลากหลายในเเต่ละเลเยอร์ เเละยังให้รสชาติที่เเตกต่างที่ลงตัวสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวฐานเเครกเกอร์กรอบ ๆ แน่น ๆ หอมมันด้วยเนย ตัดด้วยครีมชีสที่มัน หวานเปรี้ยวนิด ๆ และที่เด็ดก็ต้องเป็นซอสหรือแยมสตรอว์เบอร์รีพร้อมเนื้อสตรอว์เบอร์รีราดท็อปปิ้งที่หวานนำเปรี้ยวนิด ที่เข้ากันเเบบพอดีเป๊ะ ทำเอาหิวกันไปตาม ๆ เลย เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม ไปทำกันเลยค้าา

วัตถุดิบสตรอว์เบอร์รีชีสพาย : ส่วนของแครกเกอร์

  • แครกเกอร์รสเนย 100 กรัม หรือใครจะรสช็อคโกแลต รสจืดได้ตามใจชอบเลยค่ะ
  • เนยละลาย 50 กรัม.

วัตถุดิบสตรอว์เบอร์รีชีสพาย : ส่วนของครีมชีส DIY

  • แป้งข้าวโพด 1 ½ ชต.
  • วิปปิ้งครีม ⅓ ถต
  • นมข้นหวาน 2 ชต.
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 135 กรัม
  • กลิ่นวนิลา ½ ชช.
  • น้ำมะนาว ½ ชช.
  • เนยเค็ม 10 กรัม

วิธีทำสตรอว์เบอร์รีชีสพาย

เริ่มเเรกนำเเครกเกอร์ไปบดให้ละเอียด แล้วนำเนยละลาย เทใส่ลงไปผสมกับแครกเกอร์เเล้วปั่นให้เข้ากัน จากนั้นนำแครกเกอร์ที่ผสมเนยเสร็จเเล้วไป ใส่ภาชนะ, พิมพ์, ถ้วยฟอย์ล หรือแก้วสวย ๆ แบ่งใส่ความหนาได้ตามใจชอบเลยค่ะ ทำการกดเเครกเกอร์ให้เเน่นค่ะ เเล้วแช่ฟรีสทิ้งไว้

จากนั้นเรามาทำตัวครีมชีสโฮมเมดกันค้าา นำแป้งข้าวโพด วิปปิ้งครีม ใส่ภาชนะ คนให้เข้ากันค่ะ แล้วเติมนมข้นหวานลง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ กลิ่นวนิลาลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันดี แล้วก็ชิมดูค่ะว่าความหวานพอดีรึยัง สามารถปรับได้ตามใจชอบเลยนะคะ เสร็จเเล้วให้เตรียมหม้อใส่น้ำต้มให้เดือด เเล้วนำส่วนผสมในภาชนะไปอังน้ำร้อน แล้วคนสวนผสมโดยคนตลอดจนเนื้อครีมเริ้มข้น เเล้วใส่เนยเค็มลงไป เพื่อเพิ่มความมันเงาค่ะ

เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีเเล้ว ปิดแก๊ส เติมน้ำมะนาวสดลงไป คนส่วนผสมอีกครั้ง เเล้วชิมค่ะ สามารถปรัปความเปรี้ยวได้ตามใจชอบเลยนะคะ เรียบร้อบเเล้วนะไปเทใส่พิมพ์เเครกเกอร์ตอนร้อนๆได้เลยค่ะ เเล้วค่อยเกลี่ย ปาดครีมให้เรียบ สวยงาม จากนั้นพักทิ้งไว้ให้เนื้อครีมคลายร้อนสัก 15 นาที ก่อนนำเเช่ช่องฟรีซไว้ ประมาณ 1-2 ชม. ให้ครีมเช็ตตัวค่ะ เวลาขึ้นอยู่กับความเย็นของตู้เย็นแต่ละบ้านด้วยนะคะ เมื่อเช็ตตัวดีเเล้ว ให้นำมาตัดแบ่งชิ้น แล้วราดด้วยแยมสตรอว์เบอร์รีหรือแยมบลูเบอร์รี่กระป๋องได้เลยค่ะ เสร็จเเล้วเราก็จะได้สตรอว์เบอร์รีชีสพาย (สูตรไม่ใช่ครีมชีส) กันเเล้วค่ะ






จบกันไปเรียบร้อยกับ 10 เมนูขนมเบอเกอรรี่ ที่ไม่ต้องใช้เตาอบ ที่แสนง่ายขนาดนี้ เป็นใงกันบ้างค่ะ มีเมนูไหนถูกอกถูกใจเพื่อนกันบ้างไหมเอ่ย ? เพื่อน ๆ จะเห็นว่าขนมเบอเกอรี่ก็ไม่จำเป็นต้องใช่เตาอบเสมอไป ก็สามารถทำขนมที่อร่อยได้ง่าย ๆ และสามารถต่อยอด ปรับสูตรสร้างรายได้ ได้อีกด้วยนะคะ

เเต่สำหรับใครที่อยากจะอบก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ เเละหากใครที่กำลังจะหาซื้อเตาอบหรืออุปกรณ์ทำเบเกอรรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเเล้วครัวเรือน เราก็มีเเนะนำให้เพื่อนได้เลือกซื้อกันได้เลยค่ะ นอกจากขนมไม่ใช่เตาอบเเล้ว เราก็ยังมีสูตรขนมอื่น ๆ อีกด้วยนะคะ อาทิเช่น เมนูจากขนมปัง, เมนูข้าวเหนียว, ไอเดียทำแซนด์วิช , เมนูจากข้าวโอ๊ต, เมนูจากไข่ขาว ให้ได้ลองทำกัน หรือจะเป็นอาหารของคาวหรือของใช้ความสวยความงาม เราก็มีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมกันอีกมากมายค่ะ กับ Beat Reviwe Asia เเข้าไปติดตามกันได้ค่ะ และสุดท้ายนี้ ทานของหวานกันเเล้ว เพื่อนๆอย่าลืมออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลาไปก่อน ครั้งหน้าจะมีสูตรขนมอะไรอร่อย ๆ เด็ดๆ ดังๆ มาฝากกันอีก รอติดตามกันด้วยนะคะทุกคน บัยบายยยย

Pee Mai

Pee Mai

สวัสดี ฉันชื่อ ปีใหม่ ฉันจบจาก PSU HatYai คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉันชอบเข้าครัว ชอบกินของหวาน และในวันหยุดของฉันมักจะอยู่ที่ทะเล

Next Post